กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 23-08-2020, 19:54
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,553
ได้ให้อนุโมทนา: 94,292
ได้รับอนุโมทนา 4,002,480 ครั้ง ใน 28,068 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๓

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นการเจริญกรรมฐานต้นเดือนสิงหาคมวันสุดท้าย วันนี้ที่อยากจะบอกกับท่านทั้งหลายก็คือว่า ในชีวิตของญาติโยมปัจจุบันนี้ เรื่องของการปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้นมีแรงเสียดทานมาก ต้องบอกว่ามากกว่ารุ่นของอาตมาหลายเท่า

อาตมภาพเองปฏิบัติธรรมแบบจริงจังชนิดมอบกายถวายชีวิตตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา ซึ่งในระยะนั้น เรื่องของปฏิบัติธรรมเพื่อมรรค เพื่อผล เพื่อพระนิพพาน แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลย แล้วในลักษณะของการปฏิบัติธรรม ก็มักจะโดนคนอื่นเขามองว่าบ้า แต่เนื่องจากว่าอาตมาเองเข้าใจดีว่าตัวเองทำอะไร เพื่ออะไร จึงสามารถที่จะทนกับคำพูดของคนได้ แต่ว่าในยุคปัจจุบันนี้ กระแสบริโภคนิยมอย่างหนึ่ง เทคโนโลยีต่าง ๆ อีกอย่างหนึ่ง ทำให้คนส่วนใหญ่ห่างวัดห่างวา บรรยากาศจึงแตกต่างกับสมัยของอาตมาอยู่มาก

สมัยนั้นแม้ว่าจะโดนตำหนิติเตียน โดนว่ากล่าวเสียดสีขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าคนส่วนใหญ่ยังไปวัดไปวากันตามปกติ วันโกน วันพระ ยังหิ้วปิ่นโตเข้าวัด ต้องบอกว่าบรรยากาศเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมมากกว่า แต่ว่าในสมัยนี้ ท่านทั้งหลายต้องเผชิญหน้ากับกระแสสังคม โดยเฉพาะสื่อโซเชียลต่าง ๆ และบุคคลรอบข้างที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้คุณค่าว่าการปฏิบัติธรรมนั้น เราทำเพื่ออะไร เราทำแล้วได้อะไร ก็จะทำให้ท่านทั้งหลายประสบความยากลำบากในการปฏิบัติธรรมมากกว่ารุ่นของอาตมาหลายเท่านัก แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นการวัดได้อย่างหนึ่งว่า กำลังบารมีของเรานั้นอยู่ในระดับไหน ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-08-2020 เมื่อ 20:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 23-08-2020, 19:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,553
ได้ให้อนุโมทนา: 94,292
ได้รับอนุโมทนา 4,002,480 ครั้ง ใน 28,068 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

บุคคลที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ได้โดยครบถ้วนทั้ง ๓ ประการนั้น อย่างน้อย ๆ ต้องเป็นปรมัตถบารมีขั้นปลาย ไม่อย่างนั้นแล้วท่านไม่สามารถที่จะทำได้ครบ ๓ ประการ

บุคคลที่มาถึงระดับปรมัตถบารมีขั้นปลายนั้น มีสิทธิ์ที่จะบรรลุมรรคผลทุกคน เพียงแต่ต้องทำให้จริง ต้องทำให้ถูก ไม่เช่นนั้นแล้วเราเองถึงมีสิทธิ์ ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นไปตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะสังคมรอบข้างนั้น ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เราต้องอดทน อดกลั้น อดออม ต่อสิ่งที่มากระทบกระทั่งรอบด้านอย่างหนักหนาสาหัสมาก

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จะทำให้เห็นว่า ท่านทั้งหลายใช้ปัญญาในการปฏิบัติธรรมหรือไม่ ? รุ่นของอาตมานั้น ปัญญาในการปฏิบัติธรรมไม่ต้องใช้มาก ใช้แต่ความบ้าดีเดือด มุทะลุ มุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจสังคมรอบข้างก็ได้

แต่ว่ามารุ่นนี้ ข่าวคราวทุกอย่างไปเร็วมาก ต้องบอกว่า เขาจะสรรเสริญหรือนินทาขึ้นอยู่แค่ปลายนิ้ว ก็คือแค่ส่งออกสื่อโซเชียลเท่านั้น ก็จะมีบุคคลที่ร่วมกันสร้างกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จำนวนมากเกิดขึ้นในทันที ท่านทั้งหลายจึงต้องอาศัยกำลังใจที่เข้มแข็งสุดยอด จึงสามารถที่จะยืนหยัดฝ่ากระแสทั้งหลายเหล่านี้ จนกระทั่งไปสู่เป้าหมายของตนเองได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-08-2020 เมื่อ 20:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 25-08-2020, 09:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,553
ได้ให้อนุโมทนา: 94,292
ได้รับอนุโมทนา 4,002,480 ครั้ง ใน 28,068 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คราวนี้การที่ท่านทั้งหลายจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้นั้น ตัวสมาธิสำคัญที่สุด ถ้าหากว่าสมาธิของเราไม่ทรงตัว ไม่ตั้งมั่น เราก็ไม่มีกำลังที่จะไปฝืนกระแสโลก เพราะว่าลำพังในเรื่องของศีลนั้น ต่อให้เราเองเข้มงวดขนาดไหนก็ตาม ก็ยังไม่สามารถที่จะทนต่อกระแสแรงเสียดทานต่าง ๆ ได้เพียงพอ แล้วในขณะเดียวกัน ให้ใช้กำลังปัญญาพลิกแพลงสถานการณ์แบบไหน พญามารก็จะส่งเสนามารนั้นไปดักเราไว้ทุกทิศทุกทางเช่นกัน

เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ กำลังสมาธิที่จะต้องแน่วแน่ ตั้งมั่น มั่นคงต่อเป้าหมายของเรา กำลังสมาธิยิ่งสูงเท่าไร ความมั่นคงของเราก็ยิ่งมีมากเท่านั้น ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมเกือบทั้งหมด อาตมาจึงได้บอกว่า คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่สมาธิ ยกเว้นการที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงมรรคถึงผลในช่วงท้าย ๆ ที่จำเป็นต้องมีปัญญาประกอบอย่างยิ่งเท่านั้น

ดังนั้น...ในสิ่งที่ท่านทั้งหลายเผชิญหน้าอยู่ เป็นสิ่งที่หลวงปู่หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกองค์เผชิญมาแล้ว และเป็นสิ่งที่อาตมภาพเองเผชิญมาแล้ว เราทั้งหลายก็แค่ก้าวซ้ำรอยเดิม เพียงแต่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาถึงเราได้ง่ายขึ้น จึงสำคัญที่ว่าเราจะเห็นความเป็นธรรมดาได้หรือไม่ ? ถ้าเห็นความเป็นธรรมดาเมื่อไร ก็เท่ากับว่าเรามีหลัก มีพื้นฐาน ที่จะรองรับกำลังใจของเราไม่ให้ตกต่ำไปยิ่งกว่านี้

เนื่องจากเห็นอย่างชัดเจนว่า ธรรมดาของการเกิดมาต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมดาของการเกิดมาต้องพบเจอสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ธรรมดาของการอยู่ในโลก ก็ต้องพบกับกระแสทั้งหลายเหล่านี้ เป็นต้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นายกระรอก : 27-08-2020 เมื่อ 19:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 25-08-2020, 09:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 24,553
ได้ให้อนุโมทนา: 94,292
ได้รับอนุโมทนา 4,002,480 ครั้ง ใน 28,068 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเมื่อคำว่า ธรรมดา เข้ามาสู่ใจของเราเมื่อไร เมื่อนั้นเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังสมาธิมาก เนื่องจากสภาพจิตของเรายอมรับ เพราะว่าปัญญารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ก็จะปล่อยได้ วางลงไปเป็นอย่างมาก สิ่งทั้งหลายที่เราเคยแบกอยู่เหมือนกับของหนัก ก็จะได้ปลด ได้วางลง รู้สึกว่าเบาขึ้น สบายขึ้น อยู่ในโลกนี้อย่างมีความทุกข์น้อยลง มีความสุขที่มากขึ้น

ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าท่านตั้งใจ ฝึนใจ อดทน พากเพียรทำไป สักวันหนึ่งก็ย่อมเข้าถึงกำลังใจของเรา ถ้ากำลังใจของเราเข้ามาสู่จุดนี้เมื่อไร คำว่าถอยหลังก็จะไม่เกิดขึ้นกับเรา เพราะว่าเราเห็นคุณพระรัตนตรัยอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะเห็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด ตามกฎเกณฑ์ธรรมดาของธรรมชาติทั้งหลายเหล่านั้น

ในเมื่อกำลังใจของเรามุ่งมั่นต่อคุณพระรัตนตรัย เราเองก็แค่ใช้กำลังสมาธิ ประคับประคองในส่วนของศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ และตั้งเป้าเอาไว้ว่า ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานที่เดียวเท่านั้น

ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา



พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย น้องผักชี)

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-08-2020 เมื่อ 09:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:20



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว