กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #361  
เก่า 18-11-2016, 15:49
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ต่อมาเมื่อมีพระเณรติดตามขอรับคำแนะนำจากท่านมากขึ้นทุกที ความเห็นใจที่ท่านเองก็เคยเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เช่นนี้มาก่อนจึงทำให้ยอมรับภาระในที่สุด

“...ผมไม่ได้เคยคิดว่าได้เป็นครูเป็นอาจารย์ใครทั้งนั้นแหละ เพราะนิสัยไม่มีทางนั้น มีแต่จะเอา ๆ เรื่องของเจ้าของโดยเฉพาะ ๆ เหมือนไม่เคยที่จะไปสนใจไปสอนผู้ใดเลย เวลาปฏิบัติก็มุ่งต่ออรรถต่อธรรมอย่างเดียว ทีนี้เวลาพอลืมหูลืมตาได้บ้าง มันก็ไม่สนใจที่จะสอนใคร เสียอยู่อย่างนี้.. สบายดีว่างั้น


เพราะฉะนั้น เวลาหมู่เพื่อนรุมไปกับผม ผมจึงขโมยหนีเรื่อยนะซิ อยู่คนเดียวสบายดี ไม่มีอะไรมากวน สบายดี มันเป็นอย่างนั้น ทีนี้มันมากต่อมาก รุมเข้า ๆ ก็เลยเป็นอย่างนี้ อย่างที่เห็นนี่ แต่ไม่ได้เป็นกับนิสัยของเจ้าของนะ

ก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ เพราะเห็นหัวใจแต่ละดวงนี้มีคุณค่า คิดถึงเรื่องเราเวลาเลือกคลานเกิดขึ้นมาเจอพ่อเจอแม่อยู่แล้ว ครูอาจารย์เราได้วิ่งหาแทบล้มแทบตาย ไปที่ไหนก็ไม่เหมาะเจาะในหัวใจ มันก็ต้องผ่านไป ๆ จนกระทั่งไปถึงที่เหมาะเจาะแล้วถึงทุ่มกันลง หมู่เพื่อนแสวงหาครูบาอาจารย์ก็คงเป็นอย่างเดียวกันนี้ นี่แหละ...เอามาบวก มาลบ คูณ หาร กันดูแล้ว เราทนอยู่ด้วยเหตุนี้นะ...

เราก็ทนเพื่อหมู่เพื่อน เพราะหัวใจอยู่กับหมู่เพื่อนเท่านั้น ด้วยความเมตตาสงสาร เพราะการดำเนินทางด้านจิตใจนี้ เราเห็นโทษมาพอแล้ว สำหรับเราเอง เราเห็นคุณค่าของครูบาอาจารย์ที่คอยแนะนำสั่งสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ

จากนั้นก็เอาเรื่องเหล่านี้แหละ มาพิจารณาเทียบเคียงถึงเรื่องหมู่เพื่อนทั้งหลายจึงทนนะ นี่นะ.. ผมทนเอาเฉย ๆ

‘ถ้าเป็นตามนิสัยของผมแล้ว นิสัยหมายถึงความชอบใจนะ เราไม่ได้ชอบใจเกี่ยวกับหมู่เพื่อนมีมาก ๆ นี่นะ’


นิสัยของเราเป็นมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เรื่องความอยู่คนหนึ่งคนเดียวตั้งแต่ปฏิบัติเราก็ปฏิบัติอย่างนั้น .. เรื่อยมาอย่างนั้นจนกระทั่งพ่อแม่ครูอาจารย์มรณภาพไปแล้ว หมู่เพื่อนมารุมเกาะเรานี่ซิ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-11-2016 เมื่อ 20:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #362  
เก่า 30-11-2016, 12:15
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

กายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก

“... กายวิเวก ความสงัดแห่งกายในสถานที่อยู่อาศัย ที่ไปที่มาตามบริเวณที่อยู่นี้ นับว่าเป็นสัปปายะ ความสบายพอสมควร จิตวิเวก ท่านผู้มุ่งให้เป็นไปเพื่อความสงัดภายใน ตามขั้นแห่งความสงบของตน ก็มีประจำจิตของท่านผู้บำเพ็ญพอสมควร ส่วนผู้เริ่มฝึกหัดใหม่ ๆ ยังไม่ได้จิตวิเวกภายในใจ จงพยายามบำรุงอินทรีย์ทั้ง ๕ ให้มีกำลัง ความวิเวกภายในค่อยปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ผู้ที่ได้รับความวิเวกภายในพอประมาณแล้ว จงพยายามส่งเสริมให้มีความละเอียดเข้าเป็นลำดับ พร้อมทั้งปัญญาความรอบคอบในความวิเวกของตน และผู้มีธรรมยิ่งกว่านั้น จงรีบเร่งตักตวงความเพียรด้วยปัญญาให้เพียงพอ จะปรากฏเป็นอุปธิวิเวก ความสงัดจากกิเลสโดยสิ้นเชิงประจักษ์ใจขึ้นมาก...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-11-2016 เมื่อ 20:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #363  
เก่า 15-12-2016, 18:46
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พบปราชญ์กลางป่าเขา

ราวปี ๒๔๙๓ หลังเสร็จสิ้นงานประชุมเพลิงหลวงปู่มั่น ท่านได้ไปพักอยู่กับท่านพระอาจารย์หล้า ขันติธโร (วัดป่าขันติยานุสรณ์ บ้านนาเก็น อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี) ในเขาลึกราวครึ่งเดือน ที่พักเป็นป่าเขา อาศัยอยู่กับชาวไร่ บิณฑบาตพอเป็นไปวันหนึ่ง ๆ เดินจากที่พักออกมาหมู่บ้านกว่าจะพ้นจากป่าก็เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที ถึงหมู่บ้านก็ร่วม ๔ ชั่วโมง ครั้งนั้นท่านได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านพระอาจารย์หล้า เกิดความซาบซึ้งจับใจในธรรมของท่านมาก ดังนี้

"... ท่านอาจารย์หล้าเป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูมิลำเนาเดิมอยู่เวียงจันทน์ ท่านไม่รู้หนังสือเนื่องจากไม่เคยเรียนมาก่อน นับแต่อุปสมบทแล้วท่านอยู่ฝั่งไทย มีหมู่คณะและครูอาจารย์ทางฝ่ายปฏิบัติมาก


ท่านอาจารย์หล้าเริ่มฉันหนเดียว และเที่ยวกรรมฐานอยู่ตามป่าตามเขากับท่านพระอาจารย์มั่นและท่านพระอาจารย์เสาร์มาแต่เริ่มอุปสมบท ไม่เคยลดละข้อวัตรปฏิบัติและความเพียรทางใจตลอดมา ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-12-2016 เมื่อ 20:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #364  
เก่า 21-12-2016, 16:09
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ท่านอาจารย์หล้าอธิบายปัจจยาการ คืออวิชชาได้ดี ละเอียดลออมาก ยากจะมีผู้อธิบายได้อย่างท่าน เพราะปัจจยาการเป็นธรรมละเอียดสุขุมมาก ต้องเป็นผู้ผ่านการปฏิบัติภาคจิตภาวนามาอย่างช่ำชอง จึงจะสามารถอธิบายได้โดยละเอียดถูกต้อง เนื่องจากปัจจยาการหรืออวิชชา เป็นกิเลสประเภทละเอียดมาก ต้องเป็นวิสัยของปัญญาวิปัสสนาขั้นละเอียดเท่า ๆ กัน จึงจะสามารถค้นพบและถอดถอนตัวปัจจยการคืออวิชชาจริงได้ และอธิบายได้อย่างถูกต้อง ...

ท่านอาจารย์หล้ามีนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ชอบอยู่และไปคนเดียว ท่านมีนิสัยชอบรู้สิ่งแปลก ๆ ได้ดี คือพวกกายทิพย์ มีเทวดา เป็นต้น พวกนี้เคารพรักท่านมาก ท่านว่าท่านพักอยู่ที่ไหน มักมีพวกนี้ไปอารักขาอยู่เสมอ

ท่านมีนิสัยมักน้อย.. สันโดษมากตลอดมา และไม่ชอบออกสังคม คือหมู่มาก ชอบอยู่แต่ป่าแต่เขากับพวกชาวป่าชาวเขาเป็นปกติตลอดมา ท่านมีคุณธรรมสูง น่าเคารพบูชามาก คุณธรรมทางสติปัญญารู้สึกว่า ท่านคล่องแคล่วมาก ...

เวลาท่านจะจากขันธ์ไป ก็ทราบว่าไม่ให้ใครวุ่นวายกับท่านมาก เป็นกังวลไม่สบาย ขอตายอย่างเงียบ.. แบบกรรมฐานตาย จึงเป็นความตายที่เต็มภูมิของพระปฏิบัติ ไม่เกลื่อนกล่นวุ่นวาย...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 22-12-2016 เมื่อ 16:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #365  
เก่า 27-12-2016, 11:27
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระอุปัชฌาย์ไปธุดงค์ด้วย

ในช่วงเวลานี้ ภาระปัญหาธรรม ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ยังแก้ไม่ตก การแก้ปัญหานี้ต้องปลีกตัวภาวนาอยู่เพียงลำพังเท่านั้น จึงจะสะดวกต่อการพิจารณา แต่เรื่องกลับเป็นตรงกันข้าม การออกธุดงค์ครั้งนี้ กลับมีความจำเป็นต้องให้ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ พระอุปัชฌาย์ของท่าน ร่วมเดินทางไปด้วยตามความประสงค์ของท่านเจ้าคุณ การร่วมเดินทางคราวนี้เกือบทำให้ท่านเจ้าคุณต้องเข้าใจผิดไป ท่านเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า

... พรรษา ๑๖ เราย้อนกลับมา เข้าไปในภูเขา ไปอยู่ทางถ้ำผาดัก (อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี) นั่นก็ป่าเสือ ที่นั่นก็ดี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ท่านไปด้วยวันนั้น ท่านว่าเราขอไปด้วย โอ๊ย.. แล้วกัน ก็เราจะไปหาทำความเพียร ท่านก็เป็นอุปัชฌาย์เราด้วย ก็ต้องได้เป็นกังวล.. ก็เป็นจริง ๆ


ทีแรกเราพักอยู่ในบริเวณศาลาเล็ก ๆ ท่านไปเยี่ยมอาจารย์หล้า ... ท่านอาจารย์หล้า ท่านอยู่องค์เดียว ท่านลึก ๆ ไปอาศัยพวกทำไร่ทำสวน อยู่ลึก ๆ ท่านเจ้าคุณก็อยากไปเยี่ยมท่าน ชวนเราไปด้วย เราจะไปลำพัง เราต่างหากนี่นะ ตกลงเราก็ต้องไป ก็ท่านเป็นอุปัชฌาย์เราจะว่าไง ไปแล้วมันก็ไม่สบายอย่างว่า เพราะจิตมันหมุนตลอดเวลา อยู่กับใครไม่ได้

นี่ละ ถึงขั้นมันจะไป ฟังเอาซิ จิต.. ถึงขั้นมันจะผึง จะไปแล้ว อยู่กับใครไม่ได้ แม้แต่อยู่กับพระด้วยกัน อย่างท่านเจ้าคุณกับเพื่อนฝูงด้วยกันยังอยู่ไม่ได้ เสียเวลา เหมือนน้ำไหลบ่า เดี๋ยวคิดกับองค์นั้น พูดกับองค์นี้ไม่ได้ มันจ่อเหมือนนักมวยเข้าวงใน หมุนติ้ว ๆ อยู่งั้นตลอดเวลา เว้นแต่หลับ พอตื่นก็ปุ๊บแล้ว.. เอากันแล้วตลอด ไม่ได้คิดถึงดินฟ้าอากาศที่ไหน ๆ มีแต่หมุนอยู่ภายในตลอด การขบการฉันไม่สนใจ ไปลำพังเจ้าของ อยากฉันเมื่อไรก็ฉัน ไม่อยากฉันหมุนติ้วตลอดเลย นี่เป็นความเพียรในระยะนั้น เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตลอด ถึงขั้นมันจะไป... นี่ละ ธรรมเมื่อมีกำลังแล้วเป็นอย่างนั้น ถึงขั้นนี่แล้วไม่อยู่ จิตหมุนติ้ว ๆ อยู่กับใครไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เราถึงหลบถึงหลีกหนีอยู่องค์เดียว

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 10-03-2017 เมื่อ 23:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #366  
เก่า 06-01-2017, 15:24
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พอเผาศพพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแล้วก็หลีกหนี หลบหนีเรื่อยไม่ให้ใครทราบนะ ไปไม่บอกใครเลย จะออกไปทางไหนไม่บอก ไปอยู่นี้ประมาณ ๒ อาทิตย์บ้างอะไรบ้าง เดี๋ยวพระเณรก็ตาม หลบหนีอีกแล้ว ไปอีกแล้วอยู่อย่างนั้น ก็ไปจนตรอกท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์ไปด้วย..

ก็เราจะไปนู้นแต่ท่านขอไปด้วยน่ะซี เราขโมยหนีจากหมู่เพื่อนแล้วมาโดดเดี่ยวคนเดียว ทีนี้จะเอาให้สุดเหวี่ยง มาก็มากราบท่านด้วยความเคารพเพราะท่านเป็นอุปัชฌาย์ มาอุดรฯ จะเผ่นไปทางอื่นเลยก็ไม่เหมาะ ไปกราบท่านก็ถาม "จะไปเที่ยว เอ้อ.. ถ้าจะไปทางนู้น ข้าจะไปด้วย" กูตาย เรา โอ๊ย.. ยังไง ท่านก็ไปด้วย ไปด้วยท่านก็ไปแบบของท่านละซิ แบบของเราต่างหาก แบบของท่านต่างหาก ครั้นเวลาไปแล้วมันไม่สะดวก นี่คือว่าอยู่กับใครไม่ได้ ทนไปกับท่าน ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-01-2017 เมื่อ 16:08
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #367  
เก่า 13-01-2017, 17:30
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อยู่นั่นเราไม่สบาย เพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักร จะอยู่กับใครได้ ก็เลยออกจากนั่นมา อยู่นั่นก็ห่างอยู่นะ ท่านก็ยังวิตกกับเราอยู่ อยู่ห่าง ๆ นั้นก็ดี เป็นอย่างนั้นนะ ว่าเข้าไปอยู่ป่าเสือ จากนั้นมาเราก็ไปเที่ยวดูที่นั่นที่นี่ ไปเห็นนู่นเหมาะ... ป่าลึก ๆ โน่น ให้ญาติโยมเขาไปทำแคร่ให้เรียบร้อย เราไปทำภาวนาของเราที่นั่น จะมาฉันร่วมก็ตอนเช้า จากนั้นแล้วเราก็จะไปโน้น เราคิดว่างั้น เพราะจิตมันหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลา พรรษา ๑๖ เดือน ๔ ระหว่างนี้มั้ง เดือน ๔ ละ เดือนมีนา เมษา อยู่ทางโน้น อยู่ในป่า

ถ้าอยู่คนเดียวนี้พุ่ง ๆ ตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ จิตไม่มีคำว่าเผลอ สติปัญญาขั้นนี้แล้วไม่มีเผลอ หมุนกันตลอดเลยเหมือนนักมวยเข้าวงใน จะไปดูเวล่ำเวลา นาฬิกานาทีตีโมงที่ไหน นักมวยเข้าวงใน ถ้าไปดูก็ตาย..เข้าใจไหม ? อันนี้ก็เหมือนกัน กิเลสกับธรรม.. ฟัดกันเข้าวงในเป็นอย่างนั้น ไม่รู้จักเป็นจักตาย หมุนติ้ว ๆ ... อยู่กับท่านมันไม่สะดวก ท่านก็คุยธรรมะ แต่เป็นธรรมะธรรมดาพื้น ๆ นั่นซี ไม่ใช่ธรรมะที่เราหมุนติ้ว ๆ มันก็เข้ากันไม่ได้ อยู่ที่นี่ก็ไม่สบาย ตอนค่ำคืนก็ต้องมาหาท่าน ถ้าเราไปอยู่ไกล ๆ นู้นกลางคืนเราไม่มา เราจะมาแต่ตอนเช้า เราจึงไปอยู่ทางนู้น เราก็ทำให้เขาทำแคร่ให้เล็ก ๆ อยู่ลึก ๆ ไกลจากท่านไป เรียกว่าเหมาะว่างั้นเถอะ

เราจะมาฉันจังหันร่วมจากนั้นแล้วไม่มา ถึงเวลาฉันจังหันเราถึงจะมา เราคิดอย่างนั้นเพราะงานของเราไม่ว่าง ให้เขาทำแคร่ให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็มา แล้วท่านก็ไปที่นั่นนะ เวลาเรามาที่พักของเราแล้ว ท่านก็พาโยมไป "ไหน..? มหาบัวไปทำแคร่ที่ไหน ?"

ว่างั้น ให้โยมเขาพาไปดู ตอนค่ำเราอยู่แคร่ เรายังไม่ไป ทำเสร็จวันนั้นแหละแต่ยังไม่ไป ตอนค่ำลาท่านแล้ววันหลังจึงจะไป คิดว่างั้นนะ พอเรากลับมาท่านก็ไปดู เรามาหาท่านตอนค่ำ ทีนี้ท่านเปิดเผยแล้วนะ "ตั้งแต่อยู่ที่นี่เราก็วิตกกับเธอ ไปอยู่ป่าลึก"

ก็ไม่เห็นลึก เพราะตอนเช้าตอนเย็นเราก็มาเกี่ยวข้องกับท่านอยู่ที่นี่นะ มันไม่สะดวกในงานของเรา เพราะฉะนั้นจึงหลีกไปโน้น จะมาเฉพาะตอนเช้าเท่านั้น เราคิดว่างั้น เวลาทำเสร็จแล้วท่านก็ไปดูแล้วกลับมา ตอนค่ำเราก็ไปหาท่าน คิดว่าจะลาท่านไปวันพรุ่งนี้ ว่างั้นนะ

ท่านว่า "เราก็ไปดูที่เธออยู่นะบัว ที่เดิมนี้มันก็เปลี่ยวพอแล้วบัว ยิ่งไปอยู่นั่น โอ๊ย.. เราวิตกนะบัว น่ากลัวนะบัว อย่าไปเถอะ"

ว่าอีกแหละ อู๊ย.. เรายังไงกัน ท่านก็อยู่ตามสภาพของท่าน กับสภาพของเรามันต่างกัน "โอ๊ย อย่าไปเถอะบัว เราเป็นห่วงเธอ นั่นป่าจริง ๆ นะนั่น พวกสัตว์ พวกเสือ น่าเป็นห่วงนะบัว อย่าไปเถอะ"

ท่านเปิดออกแล้วนะ ก็เราจะฝืนท่านยังไงได้...ใช่ไหมล่ะ ตกลงเลยไม่ได้ไป ไปทำร้านไว้เฉย ๆ อันนี้จิตมันหมุนอยู่ตลอด มันอยู่ไม่ได้ หลายครั้งนะ ลาท่านไปที่นั่นที่นี่ ท่านก็มีอุบายพูดอย่างนั้นตลอด เราก็ทนไม่ได้ เราก็ลาหลีกไปนั่นหลีกไปนี่ ก็จับละซิ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 13-01-2017 เมื่อ 18:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #368  
เก่า 24-01-2017, 17:57
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พอครั้งที่สาม เราจะขอไปอยู่ในเขาลูกนี้ ชี้ไป เห็นภูเขา เขาว่ามีสถานที่ดีอยู่ พอลาครั้งที่สามท่านเปิดเลยนะ "เออ...บัวเอ๊ย เรามาอยู่กับเธอนี่ เธอเป็นกังวลกับเรา เธอไม่สะดวก เราไปแล้วเธอจะสะดวกสบายแหละ"

เราไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็เรามันอยู่ไม่ได้ มันหมุนตลอด จากนั้นเราก็หาอุบายลาหนีออกไปเลย ท่านก็เลยว่า "เออ...มหาบัวอยู่กับเรานี่ไม่สะดวกสบาย เป็นอย่างไรนะ"

ท่านพูดกับโยมท่านอาจารย์หล้านะ "มหาบัวมาอยู่กับเรา รู้สึกดิ้นทางนู้นทางนี้เรื่อย ท่านไม่รู้เรื่องของเรานะ อยู่กับเราไม่ค่อยสนิท มักจะไปที่นั่น มักจะไปที่นี่ เป็นยังไงนะ...มหาบัว"

ท่านรู้สึกจะมีอะไรกับเรา แต่เรามันหนักในทางนี้ ไม่เป็นกังวล เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องโลก ๆ เรื่องของเราเป็นเรื่องธรรมล้วน ๆ หนีจากท่านเสียจนได้ พอเราหนีมาแล้วไม่กี่วัน ท่านก็หนีมา มาก็มาพูดอยู่ทางวัดโพธิสมภาร พูดให้พระกรรมฐานฟัง ท่านไม่พูดกับประชาชนแหละ ท่านไม่รู้เรื่องของเรา ทีแรกท่านคิดจะยกโทษเรานะ "มหาบัวอยู่กับเราไม่เป็นสุข เป็นอย่างไรไม่รู้นะ เดี๋ยวลาไปนั้น เดี๋ยวลาไปนี้ ลาอยู่อย่างนั้น เป็นอย่างไรอยู่กับเราอยู่ไม่ติด เหมือนจะรังเกียจเราอะไร จนกระทั่งเราให้ไปก็ไปเลย ไม่เป็นสุข มหาบัวเป็นอย่างไรนะ"

พอดีไปคุยกับพระที่เคยคุยธรรมะกับเรา เป็นพระกรรมฐานที่เคยคุยธรรมะกับเรา ท่านเล่าเรื่องเป็นลักษณะที่ว่าไม่พอใจในเรา ว่าเราอยู่กับท่าน.. เราไม่พอใจ คงเป็นอย่างนั้น ... พระองค์นั้นก็เราเคยเล่าให้ฟัง แล้วนี่ท่านเลยเล่าให้ฟังทีนี้นะ

"โอ๊ย.. ท่านไม่รังเกียจ ท่านเล่าเรื่องความเพียรให้ฟัง เวลานี้ท่านกำลังพิจารณาอย่างนั้น ๆ ธรรมะของท่านกำลังเร่ง ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีมา ๆ มีแต่หลักอันเดียว ท่านหลบหลีกจากหมู่จากเพื่อนตลอด เพื่องานของท่านสะดวกสืบต่อเป็นลำดับลำดา ไม่ขาดวรรคขาดตอน ความเพียรของท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่ลาไปที่นั่นที่นี่คงจะเป็นเพราะการภาวนาของท่านเร่ง นี่ท่านมากับพระเดชพระคุณ ท่านอาจจะเป็นห่วงความเพียรของท่าน ท่านถึงไปที่นั่นที่นี่"


"หือ ๆ ? ท่าน (เจ้าคุณธรรมเจดีย์) จ่อฟังนะ เรื่อยเข้าไปนะ จ่อเข้าไป พระองค์นั้นก็เลยเล่าเรื่องธรรมะของเรา ธรรมะประเภทนี้ท่านเลยเล่าให้ฟัง แล้ว ท่านไม่มีวันคืน ท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านต้องหลีกไปอยู่องค์เดียวของท่านอย่างนั้น "หือ ๆ ?" จ่อเข้าเรื่อยนะทีนี้ เป็นอย่างนั้นแหละ

"อ๋อ เพราะฉะนั้น เธอถึงอยู่กับเราไม่ติด ไปอยู่กับเรา... เธอไปทำที่อยู่ลึก ๆ เราก็เป็นห่วงอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังโดดไปโน้นอีก ไปภูเขาลูกโน้นลูกนี้อีก อ๋อ.. อย่างนั้นเอง"

ทีนี้ลงใจนะ อ๋อ ๆ เป็นอย่างนั้นเอง พระองค์นี้เราเคยเล่าให้ฟัง ว่าท่านอยู่กับใครไม่ได้ ท่านหลีกหนีจากหมู่จากเพื่อนตลอดเวลา มานี้มากับพระเดชพระคุณท่านก็มา มาด้วยความจำเป็นท่านก็มา พระเลยเล่าให้ฟัง แต่ท่านก็อดคิดเรื่องงานของท่านไม่ได้ ต้องหลีกต้องเว้น "เออ.. อย่างนั้นหรือ ? เราไม่รู้ อ๋อ.. เป็นอย่างนั้นเอง"

ทีนี้พอเรากลับมาคราวหลังนี่ ขอโทษเรานะ "เออ.. บัว ตอนเธอไปอยู่กับเรา เราได้คิดผิดกับเธอมามาก ว่าเธอรังเกียจเราอะไรต่อมิอะไร เราเข้าใจผิด นึกว่าเธอรังเกียจ เราอดคิดไม่ได้นะ อยู่กับเราไม่เป็นสุข เดี๋ยวลาไปนู่น เดี๋ยวลาไปนี่ ๆ ไม่รู้กี่ครั้ง ที่นี้พระมาเล่าให้ฟังแล้ว เราพอใจ ๆ เราขอโทษนะบัว ขอโทษเธอนะ"

"หโอ๊ย.. จะเป็นไร" เราก็ว่าอย่างนั้น ทีนี้ท่านเห็นโทษของท่านนะ ที่ว่าเราอยู่ไม่ได้ อย่างนี้เพราะความเพียรเป็นอย่างนั้น ๆ ท่านเปิดออกมาเลย (ตอนนั้น) โน่นอยู่ในเขา ทางที่ว่าไปถ้ำผาดัก ลงจากนั้นแล้วก็มาอยู่ตีนเขา ลาท่านเจ้าคุณมา ท่านเอาไว้ไม่อยู่ว่าอย่างนั้นเถอะนะ จะอยู่ได้อย่างไร มันหมุนติ้ว ๆ ก็มาขัดหัวอกที่นั่น หายจาก (โรคเจ็บขัดในหัวอก) แล้วถึงได้มาสกลนคร แล้วขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์ (ต่อไป) ..."

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-01-2017 เมื่อ 02:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #369  
เก่า 02-02-2017, 17:21
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลังจากที่ท่านได้ลาจากท่านเจ้าคุณไป ในระยะนั้นความต่อเนื่องทางความเพียรจึงมีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กล่าวถึงปัญหาหนึ่งของบรรดาพระกรรมฐาน เกี่ยวกับการออกเที่ยวธุดงค์ในสมัยนั้น มักได้รับผลกระทบจากพระฝ่ายปกครอง แต่สำหรับท่านเองกลับไม่เคยพบปัญหาเช่นนี้เลย ดังนี้

"... ออกปฏิบัติกรรมฐานไปองค์เดียวตลอดเลย .. ตามธรรมดาแต่ก่อนพวกการปกครองไม่ได้แยกกัน ธรรมยุตกับมหานิกาย เจ้าคณะนั้นเจ้าคณะนี้เห็นกรรมฐานไปนี่ โหย.. ถูกไล่ถูกขนาบ พวกนี้อวดก้ามอย่างนั้นละ แต่กับเราไม่เคยถูกไล่นะ เราไปองค์เดียวอย่างนั้นละ หรือหลักธรรมวินัยก็เรียนมาเต็มที่ทุกอย่าง อะไรผิดถูกประการใดก็รู้ แต่เราไม่เคยถูกขับแหละ ส่วนมากพระกรรมฐานไปมักจะถูกขับถูกไล่ แต่เรานี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนไม่เคยมี สถานที่ว่าเก่ง ๆ เราไปก็ไม่เห็นมี คงเป็น "มหา" นี่ละ เป็นกำแพงทำให้ไม่กล้า ไม่เคยมี ไปอย่างนั้นตลอดองค์เดียว..."


สำหรับพระอุปัชฌาย์ของท่านเอง แม้จะเป็นพระในฝ่ายปกครอง แต่ท่านมีความเข้าใจชีวิตพระธุดงค์กรรมฐานเป็นอย่างยิ่ง และยังให้การอุปถัมภ์คุ้มครองช่วยเหลือพระกรรมฐาน ให้ได้รับความสะดวกในการบำเพ็ญสมณธรรมจนตลอดชีวิตของท่านเลยทีเดียว องค์หลวงตากล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะท่านเจ้าคุณพระอุปัชฌาย์มีความเคารพบูชาและเกี่ยวข้องกับหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อยแล้ว ดังนี้

" ... เจ้าคุณพระอุปัชฌาย์ของเรา ท่านเป็นธรรมทั้งแท่งเลยนะ เพราะท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมาตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านบอกว่า...

"นี่...เณรจูม ดูมันหูกาง ๆ ลักษณะมันจะเป็นผู้ใหญ่ได้ เอาไปเรียนหนังสือเสีย ให้มันได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้ความร่มเย็นแก่ผู้น้อย


แล้วท่านอาจารย์มั่นก็ไปฝากที่วัดเทพศิรินทราวาส กว่าจะเป็นพระมหาจูม สอบเท่าไรก็ตก ตกเท่าไรก็สอบ จนเขาเรียกท่านว่า "มหาจูมหนังสือเน่า"

พอได้มาเป็นเจ้าคณะมณฑลก็อยู่ให้ความร่มเย็นแก่หมู่คณะมาโดยตลอด เป็นอย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นว่าไว้จริง ๆ ..."

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 10-02-2017 เมื่อ 11:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 13 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #370  
เก่า 10-02-2017, 12:01
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ป่วยหนัก ... รักษาด้วยธรรมโอสถ

คราวหนึ่งในระยะไล่เลี่ยกัน ท่านไปพักวิเวกทางบ้านกาหม-โพนทอง ซึ่งอยู่ระหว่างอำเภอบ้านผือ (จังหวัดอุดรธานี) กับอำเภอท่าบ่อ (จังหวัดหนองคาย) ต่อเขตต่อแดนกัน มีแม่น้ำทอนเป็นเขตแดน ชาวบ้านเล่าว่า ในครั้งนั้นท่านวิเวกมาพักวัดร้าง* ห่างป่าช้าประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ เมตร สมัยนั้นเป็นป่าดงดิบบริบูรณ์มาก มีสัตว์ป่าชุกชุมจนเป็นที่หลบหลีกของเหล่านักเลง ที่ขโมยปล้นจี้หนีอาญาแผ่นดิน เลยป่าช้าไปเล็กน้อยเป็นบ้านหนองกระด้ง หนองกระติ้ว ซึ่งท่านก็เคยแวะพักเช่นกัน

เมื่อท่านมาพักภาวนาอยู่ในป่าแห่งนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านกาหม-โพนทองจำนวนมากต่างพากันล้มป่วย ด้วยโรคเจ็บขัดในหัวอกดาดาษกันไปหมดเหมือนโรคอหิวาต์หรือฝีดาษ ถึงขนาดที่วันหนึ่ง ๆ เป็นกันตายกันวันละ ๓ - ๔ คนบ้าง ๕ คนบ้าง บางวันก็มีถึง ๗ - ๘ คนบ้าง เขาก็ไปนิมนต์ท่านมาสวดกุสลาฯ มาติกาบังสุกุลให้คนตายเพราะแถวนั้นไม่มีพระ วันทั้งวันมีแต่กุสลาฯ มาติกาฯ อุทิศส่วนบุญให้คนตายไม่หยุดหย่อน เดี๋ยวมีคนนั้นตายแบกเข้ามาแล้ว สักพักเดี๋ยวแบกเข้ามาใหม่อีกแล้ว ท่านจึงไม่ได้หนีห่างจากป่าช้าเลย จนสุดท้ายโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนมากมายนี้ก็มาเป็นขึ้นกับตัวท่านเอง

อาการของโรคเจ็บเหมือนกับเหล็กแหลนหลาวทิ่มแทงประสานกันเข้าไปในหัวอกในหัวใจ จะหายใจแรงก็ไม่ได้ ยิ่งถ้าหากว่าจามด้วยแล้วแทบจะสลบไปในตอนนั้นเลยทีเดียว เมื่ออาการเกิดขึ้นเช่นนี้ ทำให้ท่านทราบได้ทันทีว่า ถ้าขืนเป็นเช่นนี้แล้วไม่นานคงต้องตายอย่างแน่แท้ เพราะแม้แต่การหายใจก็จะไม่ได้ มันคับเข้าแน่นเข้าเรื่อย ๆ หายใจแรงแทบไม่ได้เลย เมื่ออาการเช่นนี้ปรากฏขึ้น ท่านจึงบอกชาวบ้านว่าเป็นโรคแบบเดียวกันนี้แล้ว ต้องขอหลบตัว

ท่านเล่าว่า ระยะนั้นจิตของท่านละเอียดมากทีเดียว เรื่องร่างกายเป็นอันว่าปล่อยวางกันไปหมดแล้ว.. ไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่นามธรรม ความคิดความปรุงที่ฟัดเหวี่ยงกันอยู่ตรงนั้น จิตก็รู้สึกละเอียดมาก ผ่องใสมาก กล้าหาญมาก

-------------------------------------------------------------------------------------

* ปัจจุบันเป็นทุ่งนา มีเพียงต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์หรือร่องรอยไว้ ป่าช้าเดิมได้ขยับขยาย ปัจจุบันโล่งเตียนเป็นพื้นโดยการฝันน้ำจากฝายน้ำทอนที่ไหลสู่แม่น้ำโฮงและแม่น้ำโขงตามลำดับ บ้านกาหม (เดิมเรียกบ้านกาโฮม หรือกาหม-โพนทอง เพราะมีฝูงกามานอนเป็นจำนวนมากที่ดงแห่งนี้) อยู่ใกล้บ้านโพนทอง ห่างกันประมาณ ๘ กิโลเมตร เดิมทั้งสองหมู่บ้านอยู่ติดกัน แต่เกิดน้ำท่วมจึงย้ายหมู่บ้านห่างกันออกไป

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2017 เมื่อ 13:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #371  
เก่า 17-02-2017, 15:49
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จากนั้นท่านก็เก็บตัว พักที่ป่ากอไผ่ที่เชิงภูเขา เมื่อโรคเจ็บขัดหัวอกนี้ได้ปรากฏขึ้นก็ทำให้ท่านชักจะรวนเร จึงพิจารณาว่า

“ ... เออ ! คราวนี้เราจะไปตายเสียแล้วเหรอ ในเวลานี้เรายังไม่อยากไป เพราะในหัวใจถึงจะละเอียดขนาดไหนก็ตาม แต่ก็รู้อยู่ว่าจิตนี้ยังไม่ได้เป็นอิสระ ยังมีอะไรอยู่ในจิต หากว่าตายไปในตอนนี้ ก็แน่ใจในภูมิของจิตภูมิของธรรมว่าจะต้องไปเกิดในที่นั้น ๆ ยังไงก็ต้องค้างอยู่ ยังไม่ถึงที่ เหล่านี้ทำให้วิตกวิจารณ์ว่า

ยังไม่อยากตาย’
เพราะจิตยังจะค้างอยู่ในชั้นใดชั้นหนึ่ง ในความรู้สึกยังมีอาลัยอาวรณ์อยู่แต่ใช่กับชีวิต เป็นความอาลัยอาวรณ์อยู่กับมรรคผลนิพพานที่คนต้องการจะได้...”

แต่ด้วยเหตุที่โรคมันบีบบังคับตลอดเวลา ทำให้ท่านต้องหมุนกลับมาพิจารณาย้อนหลังว่า

ไม่อยากตายก็ต้องได้ตาย เมื่อถึงกาลมันแล้วห้ามไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นคติธรรมดา.. ยุ่งไปทำไม เรื่องทุกขเวทนานี้ก็เคยผ่าน เคยรบมาด้วยการนั่งหามรุ่งหามค่ำ นั่งตลอดรุ่ง


แม้ทุกขเวทนามากแสนสาหัส ก็เคยได้ต่อสู้จนได้ความอัศจรรย์มาแล้ว โรคนี้ก็เป็นทุกขเวทนาหน้าเดียวกัน อริยสัจอันเดียวกัน จึงถอยไปไม่ได้”

มีชาวบ้านยกทั้งบ้านพากันไปเยี่ยมท่านเป็นร้อย ๆ ท่านก็ให้เขากลับหมด ไม่ให้ใครมายุ่งเลย จะเหลืออยู่ก็แต่ผู้เฒ่าคนหนึ่งเท่านั้น แกแอบซุ่มดูท่านอยู่ตลอดทั้งคืนด้วยความเป็นห่วงที่กอไผ่ในป่าใกล้ ๆ กันนั้นโดยไม่ให้ท่านรู้ตัว

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-02-2017 เมื่อ 16:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #372  
เก่า 23-02-2017, 16:50
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,767
ได้ให้อนุโมทนา: 16,394
ได้รับอนุโมทนา 166,806 ครั้ง ใน 4,782 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ท่านตั้งใจจะขึ้นเวทีต่อกรกับทุกขเวทนาของโรคในคืนนี้ ชนิดจะให้ถึงเหตุถึงผล ถึงพริกถึงขิง ถึงเป็นถึงตายเลยทีเดียว จากนั้นก็เข้าที่นั่งภาวนา โหมกำลังสติปัญญา.. หมุนเข้าพิจารณาทุกขเวทนาในจุดตรงกลางอกที่กำลังเจ็บเสียดแทงอยู่นี้ ท่านเล่าไว้ดังนี้

“ ... พิจารณาทุกขเวทนาในหัวอกนี้ว่าเป็นยังไง ? เกิดขึ้นจากอะไร ? เสียดแทงอะไร ? เวทนาเป็นหอกเป็นหลาวเมื่อไรกัน ? มันก็เป็นทุกข์ธรรมดานี่เอง ทุกข์นี้ก็เป็นสภาพอันหนึ่ง เป็นของจริง... ค้นกันไปมาไม่ถอย เป็นตายไม่สนใจ สนใจแต่จะให้รู้ความจริงในวันนี้เท่านั้น พิจารณาดังนี้


ทุกขเวทนามันมากเท่าไร มันแทงในหัวอก สติปัญญายิ่งหมุนติ้ว ๆ สู้ไม่ถอยจากหัวค่ำจนกระทั่งถึง ๖ ทุ่มกว่า พอเต็มที่เห็นประจักษ์ เวลาถอนนี้.. ถอนอย่างประจักษ์เช่นเดียวกับทุกขเวทนาจากการนั่งตลอดรุ่ง จิตรอบด้วยปัญญา ทุกขเวทนาแบบเดียวกัน ถอนออก ๆ กำหนดตามกัน ๆ ถอนออกจนโล่งหมดเลย หายเงียบไม่มีอะไรเหลือ โล่งหมดในหัวอกนี่ สุดท้ายก็เหมือนกับว่าร่างกายไม่มี ว่างไปหมดเลย พักดูความอัศจรรย์ของจิต

เมื่อทุกขเวทนาดับไปหมดแล้ว มีแต่ความว่างของร่างกาย จากนั้นก็เป็นความว่างของจิต กายหายเงียบ เมื่อจิตมันพอตัวได้กำลังแล้วก็ยิบแย็บ ๆ ถอยออกมา ๆ จิตก็ยังว่าง ร่างกายแม้จะมีอยู่แต่ไม่มีเจ็บมีปวด ไม่มีเสียดมีแทงในหัวอกอย่างที่เคยเป็นมาเลย จึงแน่ใจว่าไม่ตายแล้วทีนี้ โรคนี้หายไม่ยากอะไรเลย แก้กันด้วยอริยสัจ

พอหลังจากนั้นแล้วก็ลงเดินจงกรม เอาตะเกียงแก้วครอบเล็ก ๆ ภาคอีสานเขาเรียกตะเกียงโป๊ะเล็ก ๆ จุดไว้ข้างนอกมุ้งโน้น... ตั้งแต่ต่อสู้กันอยู่โน้นนะ จุดไว้แล้วก็เข้าที่ละ มองเห็นไฟอยู่นอกมุ้งโน้น ไม่ได้เอาเข้ามาในมุ้ง จากนั้นก็ลงเดินจงกรม โอ๋ย.. เดินก็ตัวปลิวไปเลย หายเงียบไม่มีอะไรเหลือ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 23-02-2017 เมื่อ 21:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 12 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:15



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว