กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี

Notices

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เก็บข้อธรรมจากบ้านวิริยบารมีมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 05-03-2016, 19:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๙

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรือระเบิดที่คลองแสนแสบเมื่อเช้านี้ เจ็บกันไปเสียเยอะเลย ปกติเรื่องแก๊สมีแต่รถที่ระเบิดไฟไหม้ แต่นี่เรือแก๊สระเบิด ไม่ใช่แอลพีจีและไม่ใช่เอ็นจีวีด้วย สรุปว่าโลกเราอยู่ยากขึ้นทุกวัน

ฉะนั้น...วิธีที่ดีที่สุดคือตื่นเช้าขึ้นมา ภาวนาจับภาพพระครอบตัวเองไว้ทุกวัน หรือไม่ก็หาวัตถุมงคลครูบาอาจารย์ที่เรามั่นใจ อาราธนาเช้าเย็นไปเลย มีลูกมีหลานก็สอนให้ภาวนาไว้ ไปไหนจะได้ปลอดภัย

ถ้าขึ้นรถลงเรือไปเหนือล่องใต้บ่อย ๆ พยายามสวดบทกรณียเมตตสูตรให้ได้ ไม่ต้องถึงขนาดขึ้น กะระณียะมัตถะกุสะเลนะฯ หรอก เอาแค่ เมตตัญจะ สัพพะโลกัส์มิงฯ ไปจนจบก็พอ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-03-2016 เมื่อ 15:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 262 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 05-03-2016, 20:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งตอนนั้นสถานการณ์ย่ำแย่กว่าสถานการณ์ตอนนี้เยอะ ข้าวของก็ต้องปันส่วนกัน ขนาดไม้ขีดไฟท่านยังบอกว่าหายากสุด ๆ ต้องทำตะบันไฟหรือชุดไฟมาใช้กัน ตะบันไฟเป็นการใช้หลักแรงอัดอากาศ ตบอัดเข้าไปทำให้เกิดความร้อนสูงจนเกิดเปลวไฟบนสำลีที่ใส่ไว้

ท่านบอกว่า สมัยนั้นการบิณฑบาตค่อนข้างจะฝืดเคือง เพราะญาติโยมอยู่ลำบาก กินลำบาก โอกาสที่จะใส่บาตรพระให้อุดมสมบูรณ์ก็ยาก แต่ถ้าวันไหนหวอดังแล้วระเบิดลง รุ่งขึ้นโยมใส่บาตรกันเพียบเลย หลวงพ่อท่านพูดขำ ๆ ว่า สงสัยเขาฉลองที่รอดตายมาได้

ช่วงสมัยของเราไม่ลำบากขนาดนั้น แต่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ดินฟ้าอากาศแห้งแล้ง จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องช่วยชีวิต ในเรื่องของเศรษฐกิจฝืดเคือง หลวงพ่อท่านก็เมตตาให้พระคาถาเงินล้านไว้แล้ว ไปทำให้จริง ๆ จัง ๆ หน่อย ส่วนในเรื่องของดินฟ้าอากาศ ต้องปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะให้กำลังใจเราทรงตัว จะได้ไม่ต้องไปหงุดหงิดกับดินฟ้าอากาศที่พิลึกพิลั่น ไม่อยู่กับร่องกับรอย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 252 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-03-2016, 20:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ท่านเล่าว่าสมัยนั้นผ้าหายาก แต่คราวนี้ท่านเป็นนักเทศน์ เป็นธรรมเนียมว่าใครเป็นเจ้าภาพนิมนต์เทศน์ จะต้องถวายไตรใหม่หนึ่งไตร นักเทศน์ก็เลยค่อนข้างจะสบาย มีผ้าใหม่นุ่ง

มีอยู่วันหนึ่งท่านไปเทศน์แถวสมุทรสาคร แจวเรือไป ก่อนขึ้นธรรมาสน์เจ้าภาพก็ถวายผ้าไตร ท่านก็ไปเปลี่ยนผ้าไตรฉลองให้เขา พอขึ้นธรรมาสน์แล้วนั่งลง เสียงดังคว่าก..! สบงขาดยาวสองคืบกว่า ท่านบอกว่าดีที่ขาดแต่สบง ถ้าจีวรขาดด้วยคงได้อับอายขายหน้าชาวบ้านเขาแน่

เนื่องจากว่าผ้าหายาก โยมก็เลยหาผ้าเก่ามา แล้วก็เอามาย้อมใหม่ ท่านก็คิดว่าผ้าใหม่จึงครองขึ้นไปอย่างเท่เลย ผ้าเก่าเปื่อยแล้วพอนั่งลงก็ขาด

หลวงพ่อท่านเจอผ้าขาดบนธรรมาสน์ แต่อาตมาเจอธรรมาสน์พัง..! ตอนนั้นไปเทศน์งานศพที่วัดหนองอุโลก อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยความเคยชินพอขึ้นธรรมาสน์ก็ต้องคุกเข่าลงก่อน คุกเข่าลงไปข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งยันอยู่กับโต๊ะเตี้ยที่เขาวางให้ขึ้นธรรมาสน์ พอทิ้งน้ำหนักลงเข่าขวา ธรรมาสน์หักดังกร๊อบ..! ยังโชคดีว่าอีกเท้าหนึ่งยังยืนอยู่ ก็เลยยั้งตัวอยู่ได้

โยมเขาบอกว่า ไม่มีพระเทศน์มาสามสิบกว่าปีแล้ว เก็บธรรมาสน์ไว้เฉย ๆ ไม่นึกว่าจะผุ ท้ายสุดเขาก็เลยเปลี่ยนเป็นเตียงไม้หลังเบ้อเริ่มเลย ยกมาวางกลางศาลาให้อาตมานั่งเทศน์แทนธรรมาสน์ ฉะนั้น...พระอาจารย์ขึ้นไปสบงขาดบนธรรมาสน์ ส่วนลูกศิษย์ทำธรรมาสน์เขาพังทั้ง ๆ ที่ผอมกะหร่อง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 235 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 05-03-2016, 20:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เรื่องของการขึ้นธรรมาสน์เทศน์ต้องฝึกแล้วฝึกอีก ถ้าขึ้นธรรมาสน์ผิดวิธี คนที่เป็นท่านมองดูจะรู้เลย ส่วนใหญ่ญาติโยมจะไม่รู้ แต่นักเทศน์ด้วยกันจะมองรู้ เขาจะรู้ว่าคนนี้ศิษย์มีครูหรือเป็นได้แค่ครูพักลักจำ แค่ถือย่ามเดินไปเขาก็รู้แล้วว่าใช่หรือไม่ใช่ แค่ตั้งนะโมฯ เทศน์อย่างเดียวยังมีลูกเล่นสารพัด"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 240 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 05-03-2016, 20:42
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "อริสโตเติลกล่าวไว้สองพันกว่าปีแล้วว่า ความดีของคนจะสูญสิ้นไปทันทีที่เล่นการเมือง ไม่น่าเชื่อว่าคนโบราณจะมองทะลุมาถึงปัจจุบันได้

สมัยยุคกรีกโบราณการเมืองเขาก้าวหน้ามาก มีการลงคะแนนเสียง ก็คือใช้แผ่นดินเหนียวขีดว่าจะลงคะแนนเสียงให้ใคร แต่สันดานคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่แก้ไม่ได้ ก็คือ รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกัน ก็เลยมีการซื้อเสียงกัน นั่นขนาดยุคโบราณนะ ยุคของเราขนาดใช้บัตรเสียบก็ยังมีการเสียบบัตรแทนกันอีก

โลกเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง แต่สันดานคนไม่ได้เปลี่ยนเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดด้วยกาลสมัย เพราะไม่ว่าอีกกี่ชาติ คนก็ยัง รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนเดิม"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 243 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 05-03-2016, 20:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "มีโยมคนหนึ่งสมัยก่อนชอบไปตามวัดต่าง ๆ ของหลวงปู่หลวงพ่อที่มีชื่อเสียง แล้วก็จะบูชาพระใหม่ ๆ ของหลวงพ่อแต่ละรูปมา ครั้งละสองสามร้อยองค์ ลูกหลานก็ถามว่าบูชาไปทำไมเยอะแยะ ? เขาบอกว่าเอาไว้แจกงานศพตัวเอง แต่พอตายเข้าจริง ๆ ลูกหลานไม่ยอมแจก เพราะของใหม่สมัยนั้นองค์ละ ๒๐ บาท ๕๐ บาท มาสมัยนี้ราคาเป็นหมื่นเป็นแสน เท่าที่รู้ก็มีเหรียญหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เหรียญหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่

สมัยก่อนอาตมาก็มีเหรียญของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ กับหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ ตอนหลังโดนเขาขอไปหมด และตอนก่อนบวชก็เอาไปไล่แจกเขาด้วย แต่แจกแล้วเขาก็ไม่ค่อยอยากได้กัน เพราะคนรับไม่รู้จัก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:27
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 245 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 05-03-2016, 21:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เคยได้ยินชื่อพระผงญาณวิลาศไหม ? หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เป็นคนแรกที่ประกาศว่า หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด แต่ข้าเหยียบน้ำจืดเป็นน้ำทะเล..! ลูกศิษย์แตกตื่นกันใหญ่เลย...อยากดู ท่านบอกว่า "จะไปยากอะไร แค่หย่อนตีนลงท่าน้ำ พอไหลไปถึงปากอ่าวก็เค็มเอง" แสดงว่าท่านเก่งจริง ...(หัวเราะ)...

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ สร้างพระไว้ชุดหนึ่ง มีพิมพ์สมเด็จอยู่มาก หลายสี แต่ท่านไม่ให้เรียกพระสมเด็จ ท่านบอกว่าท่านเป็นแค่พระครู อย่างหลวงปู่โต วัดระฆัง ท่านเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ สร้างพระแล้วเรียกพระสมเด็จได้ ท่านก็เลยเรียกว่าพระผงญาณวิลาศ เรียกตามสมณศักดิ์ท่าน

สัญลักษณ์ที่ชัดของพระชุดนี้คือแตกร้าวทุกองค์ น้อยองค์ที่จะสมบูรณ์ไม่แตกไม่ร้าว เพราะเนื้อผงค่อนข้างจะหยาบ แต่เรื่องพุทธคุณสุดยอดเลย อาตมายังมีตุนอยู่สิบกว่ายี่สิบองค์ ถ้ามีโอกาสเดี๋ยวเอามาออกในเว็บให้ ไปแย่งเอาเองแล้วกัน ราคาในท้องตลาดแพงมากแล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 246 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 05-03-2016, 21:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ปัจจุบันนี้ภาษาไทยอ่อนแอน่าสงสารมาก จะโดยเจตนา ผลั้งเผลอหรืออะไรก็ตาม

สมัยอาตมาเรียนหนังสืออยู่ คำว่า วงศ์ หรือ พงศ์ ที่หมายถึงตระกูล ใช้ ศ์ พอเรียนถึงชั้นมัธยมกลายเป็น วงษ์ หรือ พงษ์ ที่ใช้ ษ์ เพราะเขียนผิดแล้วก็เลยตามเลยไปเรื่อย ปัจจุบันนี้มีที่เขียนหางสั้นไปหน่อย ก็เลยกลายเป็น วงค์ ที่ใช้ ค์ ที่อนาถกว่านั้นก็คือ ปัจจุบันนี้เริ่มมี วงส์ ที่ใช้ ส์ โผล่มา รุ่นต่อไปคงจะไม่รู้กันแล้วว่าคำที่ถูกจริง ๆ คืออะไร"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 226 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 05-03-2016, 21:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default




พระอาจารย์เล่าว่า "ท่านอานนท์ อานนฺโท เป็นลูกศิษย์ที่เรียน มจร. วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาฯ ท่านอยู่วัดบึงลาดสวาย วันนี้ท่านเอาวัตถุมงคลมาให้เสก เป็นพระอุปคุตชัยวัฒน์ คือพระอุปคุตองค์เล็ก ๆ มีส่วนผสมของ "แร่ขี้นกเขาเปล้า"

หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจว่าแร่ขี้นกเขาเปล้าคืออะไร นกเขาเปล้าเป็นนกป่าชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลนกพิราบหรือนกเขานั่นแหละ นกเขาเปล้ากับนกเขาเขียว แม้จะเขียว ๆ เหมือนกันแต่คนละเรื่องกันเลย เพราะนกเขาเขียวจะเขียวเข้มมาก ส่วนนกเขาเปล้าจะเป็นสีเขียวอ่อนและมีสีเทา สีม่วง และสีชมพูแทรก

นกเขาเปล้าชอบลงกินดินโป่ง ไม่ทราบว่าลงไปกินเอาแร่โลหะบางอย่างเข้าไปหรืออย่างไร ? ทำให้ขี้นกเขาเปล้าจะมีธาตุโลหะผสมอยู่ พวกเล่นแร่แปรธาตุในอดีตมีความรู้ในเรื่องนี้ก็ จึงไป
เก็บรวบรวมเอามาหลอม เอาโลหะที่ตกค้างมาสร้างวัตถุมงคลบ้าง หรือมาเล่นแร่แปรธาตุบ้าง แร่ขี้นกเขาเปล้าที่หลอมมาได้มีลักษณะคล้าย ๆ ตะกั่ว แต่จะมีเหลือบสีน้ำเงิน คล้ายกับเหลือบรุ้ง

โยมที่อยู่ร่วมพิธีจะเห็นว่าท่านขนมาเป็นคันรถเลย ขอยืนยันว่า แค่ผสมแร่ขี้นกเขาเปล้าลงไป เพราะถ้าขนมาเป็นรถขนาดนั้นแล้วทำจากแร่ขี้นกเขาเปล้าทั้งหมด คงต้องเคี่ยวขี้นกหลายสิบตันกว่าจะได้โลหะพอ ซึ่งโอกาสจะรวบรวมได้สักกิโลกรัมหนึ่งก็ยากแล้ว

ตอนเสกอาตมาก็ถามพระท่านด้วยว่า พิธีกรรมพรุ่งนี้จะให้จัดอย่างไรบ้าง ลืมตาขึ้นมา เฟิร์สบอกว่าวัตถุมงคลเต้นได้ครับ แต่อาตมาไม่ทันรู้ตัว ถ้าขืนปล่อยให้เต้นบ่อย ๆ เดี๋ยวอาตมาตายเร็ว ถ้าใครต้องการวัตถุมงคลรุ่นนี้ไปหาที่วัดบึงลาดสวายนะ บอกว่าเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เล็ก ขอราคาพิเศษหน่อย อาจจะได้ราคาแพงเป็นพิเศษ..!

๑๐๐ องค์นี้จะให้ "ตัวเล็ก" เอาไปลงในกระทู้ทำบุญงานอุปสมบทหมู่ ๑๐๐ ปีหลวงพ่อวัดท่าซุง ไปแย่งกันในนั้นก็แล้วกัน เป็นกระทู้ที่ร้อนแรงมาก ลงอะไรไปหมดเกลี้ยงทุกที"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 02:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 236 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 06-03-2016, 08:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ถ้าเราอยากได้งานที่ใช่สำหรับเรา ควรปฏิบัติอย่างไร หรือว่าต้องอธิษฐานอย่างไรครับ ?
ตอบ : ไม่ต้อง...งานอะไรที่ไม่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมให้ทำไปทุกอย่างเลย อาตมาเป็นคนไม่เกี่ยงงาน ทำตั้งแต่ผู้จัดการยันภารโรง มัวแต่ไปรองานที่ใช่ อีกกี่ชาติกว่าจะมาก็ไม่รู้ งานอะไรก็ทำไปเถอะ ตั้งใจทำจริงเดี๋ยวก็ดีเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 228 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 06-03-2016, 08:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมาลืมเอาวัตถุมงคลให้ "เอ้" ไปลอง เห็นเอ้ไปเปิดร้านแล้วคู่แข่งเยอะ มีปลัดขิกที่ขลังมาก ๆ เลย อาตมาจะเอาไปลองเอง แต่ไม่มีที่ให้ลอง ฝากโยมไปลองดีกว่า

พวกเราเข้าใจคำว่าปลัดขิกไหม ? ปลัดขิก ก็คือ วัตถุที่ทำเป็นรูปอวัยวะเพศผู้ชาย สมัยโบราณเขาเรียกเลี่ยง ๆ ไป เรียกว่าขุนเพชรบ้าง ปลัดบ้าง บุคคลแรก ๆ เลยที่สร้างเป็นพระ พระรูปนั้นชื่อว่าหลวงพ่อขิก ท่านทำขลังจริง ๆ ปลัดที่หลวงพ่อขิกสร้าง เจอผู้หญิงนี่เต้นเองเลย วัดที่ท่านอยู่ก็เลยเรียกว่าวัดสาวชะโงก ก็คือ ผู้หญิงต้องคอยไปชม้อยชม้ายอยู่ตลอด เพราะเมตตามหานิยมเหลือขนาด

รุ่นศิษย์รุ่นต่อมา คือ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก ก็ดังระเบิดเถิดเทิงในช่วงสงครามโลก หลวงพ่อขิกท่านเป็นอาจารย์ปู่ เขาก็เลยเรียกปลัดหลวงพ่อขิก เรียกไปเรียกมาก็เลยกร่อนเหลือแต่ปลัดขิก ลืมไปว่าต้นตำรับคือหลวงพ่อขิกเอง

ปลัดขิกมาจากความเชื่อในอาถรรพเวทของทางด้านฮินดู เขาเชื่อว่าพลังอำนาจในการให้กำเนิดชีวิตคือพลังอำนาจที่สูงสุด คนฮินดูก็เลยบูชาศิวลึงค์กับอุมาโยนี เป็นอวัยวะเพศหญิงและอวัยวะเพศชายที่ถือว่าเป็นต้นกำเนิดชีวิต ก่อนหน้านี้ทางฮินดูมีแค่คัมภีร์สามเล่ม ที่เรียกว่าไตรเวทหรือไตรเพท ต่อมาพัฒนามาเป็นคัมภีร์เล่มที่ ๔ คืออาถรรพเวท เป็นต้นตำรับบรรดาคาถาอาคมต่าง ๆ พอมาเมืองไทยก็โดนปรับ โดนแปลงไปเรื่อยโดยบุคคลที่ศึกษา ก็เลยเอามาสร้างเป็นปลัดขิก

บ้านเราปลัดขิกสำนักที่ดัง ๆ เลย ก็มี หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก เขาไม่เอ่ยถึงหลวงพ่อขิกหรอก เพราะเขาไม่ค่อยรู้จักกัน ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นต้นตำรับเลย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 217 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 06-03-2016, 08:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ปลัดขิกของหลวงพ่ออี๋พอสร้างเสร็จ ท่านให้เขาเอาไปเททิ้งกลางทะเล แล้วเรียกกลับมา พูดง่าย ๆ ว่าให้ว่ายน้ำมาลงภาชนะ แบบเดียวกับหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก สร้างตะเพียนเงินตะเพียนทอง สร้างเสร็จก็ให้ลูกศิษย์เอาไปเททิ้งกลางแม่น้ำ แล้วก็เรียกกลับมาลงกะละมัง

อีกสำนักหนึ่งที่ดัง คือ หลวงพ่อฟัก วัดนิคมประชาสรรค์ และหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก หลวงพ่อยิดท่านบวชตอนอายุมากแล้ว บวชตอนอายุ ๔๐ ปี แต่ท่านขลังตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาส ปลัดขิกของหลวงพ่อยิดดังขนาดไหน ? ขนาดบินแข่งกับเครื่องบิน ตชด. เล่นเอา ตชด. ปากอ้าตาค้างมาแล้ว

ส่วนใหญ่พวกนี้จะเป็นด้านเมตตามหานิยมและการค้าขาย ก็เลยอยากให้เอ้เอาไปลอง เพราะคู่แข่งเขาเยอะ แต่อาตมาลืมเอามา"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 221 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 06-03-2016, 12:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"มีครูบาอาจารย์อีกหลายท่านที่สร้างปลัดขิกเอาไว้ แต่ท่านไปเด่นทางด้านอื่นแทน ปลัดขิกของท่านที่ขลังสุด ๆ ก็กลายเป็นดังสู้อย่างอื่นไม่ได้ อย่างหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส ท่านไปดังเรื่องตะกรุด แต่ปลัดขิกของท่านนี่เจอผู้หญิงเมื่อไรก็วิ่งเองเลย อะไรจะขลังได้ปานนั้นก็ไม่รู้ !?!

หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตารามหรือวัดบ้านแค ท่านสร้างปลัดขิกลูกสะกด เป็นปรอทด้วย รับประกันคุณภาพ...เอาไปใช้นี่ห้ามด่าแม่เด็ดขาด ด่าไปบางทีวัตถุมงคลแตกต่อหน้าต่อตาเลย อีกท่านหนึ่งก็คือ หลวงพ่อเมฆ วัดลำกระดาน ท่านดังปลัดขิกไม้เขยตาย

เคยได้ยินชื่อไม้เขยตายไหม ? ชื่อเต็ม ๆ คือ ไม้เขยตายแม่ยายชักปรก ก็คือลูกเขยออกไปทำนาแล้วโดนงูเห่ากัดตาย แม่ยายก็เลยตัดเอาต้นไม้มาคลุมศพไว้ ไม่ให้สัตว์มาแทะกิน ตัวเองก็กลับบ้านไปตามคนในหมู่บ้านมาช่วยหามศพ พอมาถึงปรากฏว่าลูกเขยนั่งตาแป๋วเลย เพราะว่า
ยางของไม้เขยตายนั้นแก้พิษงูได้ชะงัดที่สุด ดวงของเขาคงไม่ถึงที่ตาย แม่ยายตัดกิ่งไม้มาโปะอีท่าไหนไม่รู้ ยางไปโดนแผลเข้าพอดี เขาก็เลยเรียกไม้เขยตายมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดันเอาไปทำปลัดขิก คนก็เลยคิดว่าเขยตายเพราะสาเหตุอื่น..!

หลวงปู่สี วัดสะแก ทำปลัดขิกไว้เหมือนกัน แต่เป็นปลัดงา หลวงปู่สีคือใคร ? คืออาจารย์ของหลวงปู่ดู่ หลวงปู่สีเป็นลูกศิษย์หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ หลวงปู่ดู่ก็บวชกับหลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ แต่ว่ารุ่นห่างกันมาก ในเมื่อพรรษาห่างกันเยอะก็เลยกลายเป็นอาจารย์ไปเลย อย่างอาตมาบวชอยู่วัดท่าซุงก็ทันหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเจ้าคุณอนันต์ก็อยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุง แต่ท่านเจ้าคุณอนันต์เป็นพระอาจารย์คู่สวด ถึงแม้จะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเดียวกัน แต่ท่านเป็นระดับอาจารย์ หลวงปู่สีก็เหมือนกัน ถึงแม้จะเป็นลูกศิษย์หลวงปู่กลั่น แต่ก็เป็นระดับอาจารย์ของหลวงปู่ดู่อีกที

ปลัดขิกของหลวงปู่สีน่ารักมาก ท่านแกะด้วยงาตัวนิดเดียว ยาวประมาณนิ้วหนึ่ง ส่วนใหญ่จารด้วยคาถาหัวใจโจร กัณหะ เนหะ เวลาใช้ปลัดขิกจะสำนักไหนก็ตาม ใช้คาถานี้ กัณหะเนหะ นะโมพุทธายะ ปลุกได้ทุกสำนัก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 208 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 06-03-2016, 12:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อีกท่านหนึ่งที่ดังด้านนี้คือหลวงพ่อซ่วน วัดท่าลาดใต้ แต่ปลัดขิกของหลวงพ่อซ่วนพกไม่ไหวหรอก หนักเป็นตันเลย แต่ละตัวที่ท่านทำใหญ่เป็นโอบ สมัยนั้นท่านสร้างจนกระทั่งเขาฮือฮากัน เพราะหนังสือพิมพ์ไปทำข่าวแล้วเอามาลง คณะสงฆ์จึงสั่งห้ามหลวงพ่อซ่วนสร้างอีก เพราะเห็นว่าอุจาดตา

คนก็ไปถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า หลวงพ่อซ่วนทำแบบนั้นอาบัติไหม ? หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านศึกษามาอย่างไร ท่านก็แสดงออกมาอย่างนั้น ท่านทำแล้วมีผล คนเขาถึงไปหากัน ปลัดขิกของหลวงพ่อซ่วนทำในลักษณะสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เสริมบารมี ใครอยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ไปหาหลวงพ่อซ่วนท่านนำสร้างให้ แล้วก็ได้สมใจทุกที นี่ถ้าท่านยังไม่มรณภาพคนก็คงจะหางานให้ท่านอีกเยอะเลย

ฉะนั้น...ถ้าเจอปลัดขิกเก่า ๆ อย่าลืมตะครุบเอาไว้ก่อนนะ ถ้าไม่มั่นใจก็ให้ผู้หญิงเดินข้าม ถ้าปลัดขิกกระโดดตามก็มั่นใจได้เลยว่ารุ่นเก่าแน่นอน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 209 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 06-03-2016, 12:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เรื่องของคาถาอาคมหรือเครื่องรางของขลังต่าง ๆ เป็นเรื่อง "ของจริง" และ "คนจริง" ถ้าทำไม่จริงก็ไม่เกิดผล หลวงปู่หลวงพ่อซึ่งเป็นบูรพาจารย์ ถึงเวลาท่านก็ปรับเรื่องของไสยศาสตร์กลับมาเป็นพุทธศาสตร์ เอาพื้นฐานของสมาธิในการใช้คาถาอาคมต่าง ๆ มาใช้ในการเจริญกรรมฐานแทน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 214 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 06-03-2016, 12:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สมัยก่อนเวลาครูบาอาจารย์ทำของขลังก็มักจะเป็นตะกรุด จะเอาตะกรุดหนังเสือก็หายาก ก็เลยต้องใช้โลหะ เวลาลูกศิษย์มาขอ ไม่มีให้ก็เอาฝาบาตรมาทำ เขาถึงได้เรียกว่าตะกรุดฝาบาตร

หลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย คนแห่กันไปขอจนท่านไม่มีวัสดุจะสร้าง ท่านก็เลยต้องทำตะกรุดสังกะสี เอาสังกะสีมุงหลังคามาตัดแล้วก็เขียนอักขระม้วนแจกไป หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หนักกว่านี้อีก เป็นตะกรุดถุงปูน ถุงปูนก่อสร้างนั่นแหละ เอามาตัดเป็นแผ่น ๆ เขียนยันต์เสร็จแล้วก็ม้วนพันเชือกส่งให้ ก็ขลังเหมือนกัน แสดงว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุ ขึ้นอยู่กับคนทำ

โดยเฉพาะหลวงพ่อทบ วัดชนแดน ระยะหลังท่านย้ายไปอยู่วัดช้างเผือกที่เพชรบูรณ์ หลวงพ่อทบเวลาจารตะกรุดเสร็จ จะให้ลูกศิษย์เอาไปลองยิงก่อน ถ้ายิงไม่ออกถึงจะใช้ได้ แล้วเอามานั่งเสกซ้ำอีกที ถ้ายิงออกก็เลิก จารอันใหม่ แต่ปรากฏว่าตะกรุดของท่านไม่เคยยิงออกเสียที นั่นแค่จารนะ อาตมาถึงได้บอกว่าตะกรุดมหาสะท้อนจารเสร็จก็ใช้ได้เลย แต่โยมบางคนก็ไม่เชื่อ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 06-03-2016 เมื่อ 22:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 211 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 06-03-2016, 19:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อวานตอนฉันเช้า หลวงพ่อสิงห์ท่านถามว่า สัตตบริภัณฑ์คืออะไร ? ก็เรียนท่านว่าสัตตบริภัณฑ์เป็นภูเขาที่ล้อมโลกอยู่ โลกเราคือชมพูทวีป มีเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง มีเขาสัตตบริภัณฑ์อย่างยุคันธร อิสินธร เนมินธร ฯลฯ พวกนี้ล้อมรอบอยู่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 206 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 06-03-2016, 19:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อวานนี้ตอนพุทธาภิเษกก็อัญเชิญครูบาอาจารย์ที่เป็นเจ้าของมีดหมอมาทั้งหมด ปรากฏว่ามีเกินมาหนึ่งท่าน คือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว สงสัยท่านมาทำไม ? วันนี้เลิกสงสัยแล้ว ท่านอาจารย์วิสุทธิ์โทรมาแจ้งว่า "พระอาจารย์...ผมมีมีดหมอหลวงปู่บุญอยู่เล่มหนึ่ง" เสร็จอาตมา ...(หัวเราะ)... องค์หลวงปู่ท่านมาล่วงหน้า มีดหมอตามมาทีหลัง

เมื่อวานนี้ตอนพุทธาภิเษก พระท่านส่งพลังลงมาทุกส่วนของแผ่นดินไทย โดยเฉพาะเขตที่มีพระเจดีย์สำคัญอยู่ อย่างภาคเหนือคือพระบรมธาตุดอยสุเทพ ภาคกลางคือพระปฐมเจดีย์ ภาคอีสานคือพระธาตุพนม ภาคใต้คือพระบรมธาตุไชยา เป็นต้น อย่างกรุงเทพฯ นี่ลงที่พระแก้วมรกตเลย

ท่านบอกว่า บุคคลที่ไปกราบอธิษฐาน ถ้าเกี่ยวกับเรื่องของวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ก็จะได้รับการประทานพรที่ตรงจุดนั้นเลย ทางกาญจนบุรี อาตมาตั้งใจจะเอาลงหลวงพ่อองค์ใหญ่วัดท่าขนุน แต่ท่านไม่ให้ ...(หัวเราะ).... ท่านโยกไปที่พุทธคยาเจดีย์ วัดวังก์วิเวการาม แหม...จะมักง่ายเสียหน่อย ให้โยมมาอธิษฐานที่วัดท่าขนุน แต่ท่านไม่ให้เสียนี่...

เมื่อครู่นี้ท่านมหาเอมา ท่านว่า "อาจารย์...ผมต้องบูชาวัตถุมงคลรุ่นนี้ไว้ เพราะสะเทือนไปยันพระเจดีย์วัดปากน้ำเลย" อาตมาบอกว่า "อ๋อ...ถ้ามีพระเจดีย์อยู่ได้หมดแหละ" ถือว่าเล่าสู่กันฟังนะ อย่าถือเป็นสาระอะไรมาก เดี๋ยวจะกลายเป็นมงคลตื่นข่าวไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 210 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #19  
เก่า 06-03-2016, 20:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : วรรณกรรมเรื่องสิทธารถะ ที่ประพันธ์โดย แฮร์มันน์ เฮสเสะ ชาวเยอรมัน มีเนื้อหาที่มีความเป็นจริง ที่ได้เกิดขึ้นจริงมากน้อยแค่ไหนครับ ? หรือว่าเกิดจากจินตนาการของผู้แต่งชาวเยอรมันทั้งหมด หรือว่าผู้แต่งท่านนี้เกิดทิพจักขุญาณ ระลึกชาติในอดีตของตนในอินเดียได้ครับ ?
ตอบ : เป็นจินตนาการส่วนหนึ่งจากการที่เขาศึกษาพระพุทธศาสนา

ถาม : ผมมีความสงสัยว่า การที่สิทธารถะเลือกที่จะไม่ปวารณาตนเป็นพุทธบริษัทเช่นโควินทะ แต่กลับสามารถบรรลุธรรมได้ด้วยตนเองในบั้นปลาย ในขณะที่พระโควินทะกลับไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมในระดับถ่องแท้ ถึงแม้จะมีองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบรมครูผู้ชี้หนทางสว่าง มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
ตอบ : โอกาสที่กล่าวถึงนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะสิทธารถะบรรลุธรรมโดยไม่มีใครสอนในขณะที่ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่ การที่จะบรรลุธรรมโดยไม่มีใครสอน มีอย่างเดียวคือช่วงว่างจากพระพุทธเจ้า จะบรรลุธรรมเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือไม่ก็รอพุทธันดรใหม่แล้วไปตรัสรู้เสียเอง สรุปก็คือเป็นความเข้าใจผิดของฝรั่ง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 195 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #20  
เก่า 06-03-2016, 20:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,923
ได้รับอนุโมทนา 3,225,906 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : พอดีเพื่อนผมจะเปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวที่พิษณุโลกช่วงประมาณเดือนมีนาคม เขาอยากได้ฤกษ์มหาสิทธิโชค (๒ ดาว) แต่เดือนมีนาคมมีแต่มหาสิทธิโชควันศุกร์ที่ห้ามเปิดกิจการ ที่เหลือก็มีแต่ฤกษ์สิทธิโชค ผมเลยบอกว่าให้เขารอเดือนเมษายนไปเลย เพราะวันที่ ๔ กับ ๕ เมษายนเป็นมหาสิทธิโชคและไม่ตรงกับวันศุกร์ครับ

แต่ทีนี้เขากับแฟนบอกว่า รอเปิดเมษายนนานเกินไป ถ้าเขาจะทำ pre sale ช่วงเดือนมีนาคมไปก่อน แล้วค่อยไปเปิดแบบ grand opening เอาวันที่ ๔-๕ เมษายนจะได้หรือไม่ ? จะเสียฤกษ์ไปหรือเปล่าครับ ? ผมเองก็เป็นห่วงเพื่อนว่าถ้าไปเปิดแบบ pre sale เสียแล้วก็เท่ากับไปเปิดกิจการเอาวันที่ไม่ตรงกับฤกษ์มหาสิทธิโชค จะเสียโอกาสไปเปล่า ๆ ขอคำแนะนำด้วยครับ

ตอบ : เปิดก็คือเปิด เปิดก็จบกัน แปลว่าไม่ต้องเอาฤกษ์ มี pre sale อีกต่างหาก pre sale เป็นการเปิดร้านขายไหมเล่า ? ขอแนะนำ เปิดร้านให้กินฟรีไปถึงเดือนเมษายนแล้วค่อยขาย ไหน ๆ ก็อยากจะเปิดดีนัก...!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2016 เมื่อ 21:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 189 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:52



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว