กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงปู่สาย อคฺควํโส)

Notices

พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงปู่สาย อคฺควํโส) ธรรมะ ชีวประวัติ และคำสอนของหลวงปู่สาย อคฺควํโส

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 21-01-2009, 10:44
ชินเชาวน์'s Avatar
ชินเชาวน์ ชินเชาวน์ is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Oct 2008
ข้อความ: 265
ได้ให้อนุโมทนา: 13,955
ได้รับอนุโมทนา 43,286 ครั้ง ใน 1,065 โพสต์
ชินเชาวน์ is on a distinguished road
Default หลักบำเพ็ญภาวนาทางจิต

ขณะนั่งตั้งจิตในพระกัมมัฏฐานภาวนานั้น ถ้าเห็นว่าจิตหดหู่ ท้อถอยตกไปในฝ่ายโกสัชชะแล้ว
พึงเจริญธัมมวิจยะ หรือปิติสัมโพชฌงค์ อันใดอันหนึ่งนั้นก่อน เพื่อยกจิตที่หดหู่นั้นให้เฟื่องฟูขึ้น แล้วจึงเจริญกัมมัฏฐานต่อไป
เปรียบดังเพลิงนั้นจะดับอยู่แล้ว เอามูลโคแห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง มาใส่แล้วเป่าลมขึ้น เพลิงนั้นก็จะติดรุ่งโรจน์ขึ้นอีกได้
ขณะเมื่อจิตฟุ้งซ่านพึงเจริญ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเปกขา สัมโพชฌงค์
จิตนั้นก็จะระงับลงเปรียบดังจะดับกองเพลิงที่ใหญ่ฯ จะเอามูลโคสด หญ้าสด ฟืนสด มาทุ่มเทลง เพลิงนั้นก็จะดับไป
ดังนี้และเรียกว่าข่มจิต


คัดลอกจากหนังสืออนุสรณ์งานบำเพ็ญกุศลศพ ครบ ๑ ปี
พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงพ่อสาย อคฺควํโส)
อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ต. ท่าขนุน อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ชินเชาวน์ : 23-04-2009 เมื่อ 11:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 51 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ชินเชาวน์ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 22-01-2009, 14:12
ทิดตู่'s Avatar
ทิดตู่ ทิดตู่ is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 169
ได้ให้อนุโมทนา: 27,843
ได้รับอนุโมทนา 46,573 ครั้ง ใน 1,459 โพสต์
ทิดตู่ is on a distinguished road
Default

ไม่รู้จะขยายความอย่างไรครับ หลวงปู่ท่านอธิบายได้ตรงมากแล้วครับ แต่ถ้าติดตรงบาลี โกสัชชะ ก็แปลว่า ความขี้เกียจ ธัมมวิจยะ ก็แปลว่า การใคร่ครวญในธรรม ปิติสัมโพชฌงค์ก็แปลว่า ความอิ่มใจในธรรมอันเป็นองค์ตรัสรู้ ปัสสัทธิ ก็แปลว่า ความสงบ สมาธิ อุเปกขาสัมโพชฌงค์ ก็แปลว่า ความวางเฉยจากการตั้งใจมั่นในธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้(จริง ๆ อันนี้ก็น่าจะแปลกันได้นะครับ) คือ ที่ผมได้ความรู้จากข้อธรรมข้อนี้ อย่างหนึ่งก็คือเห็นว่า เวลาขี้เกียจควรจะพิจารณาในธรรมอันทำให้จิตใจเกิดความอิ่มใจ สว่างโพลง มีความรื่นเริงในธรรม เหมือนโยนกองฟางแห้งลงไปในกองไฟ แล้วเป่าลมให้ไฟมันลุกโชน เวลาที่ฟุ้งซ่านจนเกินไปก็ใช้ธรรมอันเป็นเครื่องสงบใจในด้านต่าง มีอานาปานุสสติ เป็นต้น เข้าไปสงบไว้ เหมือนโยนกองฟางสดเข้าไปเพื่อเป็นการดับไฟกองนั้น สรุปทั้งขี้เกียจ ทั้งฟุ้งซ่าน ก็ใช้ข้อธรรมในโพชฌงค์ ๗ ประการมาเป็นหลักในการปฏิบัติได้ทั้งนั้น สมกับเป็นธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้โดยแท้ครับ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ทิดตู่ : 23-05-2009 เมื่อ 13:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ทิดตู่ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 22-01-2009, 15:40
ทิดตู่'s Avatar
ทิดตู่ ทิดตู่ is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 169
ได้ให้อนุโมทนา: 27,843
ได้รับอนุโมทนา 46,573 ครั้ง ใน 1,459 โพสต์
ทิดตู่ is on a distinguished road
Default

โพชฌงค์ หรือ โพชฌงค์ ๗ คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ มีเจ็ดอย่างคือ
สติ(สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่
ธัมมวิจยะ(ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
วิริยะ(วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
ปีติ(ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ(ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
สมาธิ(สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
อุเบกขา(อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความวางเฉย ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง
โพชฌงค์ ๗ เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘)

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ทิดตู่ : 23-04-2009 เมื่อ 12:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ทิดตู่ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 22-01-2009, 15:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,693
ได้ให้อนุโมทนา: 72,714
ได้รับอนุโมทนา 3,109,534 ครั้ง ใน 22,038 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าได้อ่านในนิทานตลิ่งชัน เรื่องพ่อนก หลวงพ่อสมปองท่านก็เทศน์เกี่ยวกับโพชฌงค์ ๗ ไว้เหมือนกัน
ท่านบอกว่า "นกทรงอยู่ในโพชฌงค์ ๗ ประการ เป็นสมาธิจนถึงอุเบกขา ตั้งอยู่ในฌาน ๔ ทรงตัว สิ่งที่ทำให้เกิดความอิ่มใจ สติคำนึงอยู่แต่ในสัจธรรมที่เค้าได้พบ
สองคือใคร่ครวญในธรรม แล้วเกิดความปีติชุ่มชื่นใจอิมเอิบ พอเกิดความชุ่มชื่นใจ อิ่มเอิบแล้ว ปัสสัทธิก็เกิด พอมันสงบปุ๊บ ก็เกิดกลายเป็นสมาธิ พอเข้าสู่สมาธิเมื่อไร ก็เกิดการวางเฉยทุกอย่าง นิ่ง แยกกายจิต
พอเข้าสู่อุเบกขาธรรม ก็ทรงเข้าสู่ฌาน ๔ ละเอียดปุ๊บ จิตก็ไม่ถอนออกมา นับแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นอันว่าร่างนั้นจิตนั้นก็แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง พอมาคลายสมาธิอีกทีก็อยู่ที่พรหมแล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 23-04-2009 เมื่อ 07:18
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 22-01-2009, 18:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,693
ได้ให้อนุโมทนา: 72,714
ได้รับอนุโมทนา 3,109,534 ครั้ง ใน 22,038 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ข้าแต่พระนาคเสน โพชฌงค์ มีเท่าไร"
"ขอถวายพระพร มี ๗ ประการ"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บุคคลตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์เท่าไร"
"ขอถวายพระพร บุคคลตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ข้อเดียว"
"คือข้อไหน พระผู้เป็นเจ้า"
"ขอถวายพระพร คือข้อ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ใคร่ครวญธรรมะ)"
"ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าอย่างนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ไว้ทำไม"
"ขอถวายพระพร พระองค์จะเข้าพระทัยความข้อนี้อย่างไร...คือดาบที่บุคคลสวมไว้ในฝัก บุคคลไม่ได้ชักออกจากฝัก อาจตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ขาดได้หรือ"
"ไม่ได้พระผู้เป็นเจ้า"
"ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ บุคคลปราศจาก ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ แล้ว ตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์ ๖ ไม่ได้"
"ถูกแล้ว พระนาคเสน"

จากมิลินทปัญหา วรรคที่ ๗ ปัญหาที่ ๘
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-04-2009 เมื่อ 22:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 37 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:57



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว