กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 04-03-2018, 18:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,920
ได้ให้อนุโมทนา: 73,721
ได้รับอนุโมทนา 3,147,405 ครั้ง ใน 22,272 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันอาทิตย์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราเอาไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกของเราไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ ที่เรามีความถนัดมีความชำนาญมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๑ วันนี้สิ่งที่อยากจะเตือนเราท่านทั้งหลายที่เป็นนักปฏิบัติก็คือว่า การปฏิบัติธรรมนั้นก็เหมือนกับเด็กนักเรียน จะต้องมีการทดสอบอยู่ตลอดเวลา ข้อสอบในการปฏิบัติธรรมของเรานั้นก็มาเพียง ๔ หัวข้อหลัก ๆ เท่านั้น แต่ว่าข้อสอบเหล่านี้สามารถแตกแขนงออกไปเป็นล้าน ๆ หัวข้อ ขึ้นอยู่กับสภาพจิต และสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน

การทดสอบเหล่านั้นก็เกิดจากมาร ๕ อย่าง คือ กิเลสมาร ความดีความชั่วในใจของเรา ขันธมาร สภาพร่างกายของเรา เทวปุตตมาร พรหมเทวดาหรือครูบาอาจารย์มาทดสอบ อภิสังขาร บุญบาปทำการทดสอบเรา และท้ายสุดมัจจุมาร คือความตาย ถ้าความตายมาเราไม่มีโอกาสที่จะสอบผ่าน เนื่องจากวาระกรรมของเรามาถึง จึงทำให้เราไม่สามารถทำความดีมากไปกว่านั้นได้ ต้องตายไปเสียก่อน

มารทั้งหลายเหล่านี้สามารถใช้คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัวเป็นเครื่องทดสอบเรา แต่ละคนจะมีจุดอ่อนที่ไม่เหมือนกัน คนที่ประกอบไปด้วยโลภะ ความโลภ จะโดนทดสอบแบบหนึ่ง คนที่ประกอบไปด้วยราคะ ความรัก จะโดนทดสอบแบบหนึ่ง คนที่ประกอบไปด้วยโทสะ ความโกรธ จะโดนทดสอบแบบหนึ่ง คนที่ประกอบไปด้วยโมหะ ความหลง จะโดนทดสอบแบบอีกหนึ่ง ซึ่งในแต่ละแบบนั้น มาในแต่ละแง่มุมที่ไม่เคยเหมือนเดิม

ต่อให้เราสอบผ่านไปครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าการทดสอบในแง่มุมนั้นจะหมดไป เพียงแต่ว่าเขาเปลี่ยนแนว เปลี่ยนแง่มุมใหม่โดยใช้ข้อสอบเดิม ๆ นั่นเอง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังเป็นอย่างสูง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-03-2018 เมื่อ 19:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 05-03-2018, 18:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,920
ได้ให้อนุโมทนา: 73,721
ได้รับอนุโมทนา 3,147,405 ครั้ง ใน 22,272 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

โดยเฉพาะเราทั้งหลายนั้น ข้อสอบที่จะเกิดขึ้นก็คือในบ้าน ในที่ทำงาน ถ้าสำหรับเด็ก ๆ ก็เพิ่มโรงเรียนเข้าไปด้วย ตอนแรกก็เกิดกับคนรอบข้าง ท้ายสุดก็เกิดกับตัวเรา เราจะสอบได้หรือสอบตก มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับสติ สมาธิ และปัญญาของเรา ว่ามีเพียงพอเพียงไหม ?

ถ้ามีสติระลึกรู้อยู่ว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ผิดศีลผิดธรรม เราก็ใช้กำลังสมาธิในการหักห้ามตนเอง เพื่อไม่ให้พลาดท่าไปละเมิดในสิ่งเหล่านั้น จนเกิดเป็นเวรเป็นกรรมแก่ตนเอง แล้วก็ใช้ปัญญานำพาตนให้พ้นจากสถานการณ์นั้น ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเผชิญกับข้อสอบนั้นโดยตรง เป็นต้น

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อมาเกิดกับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สามีภรรยา ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์หรือว่าลูกศิษย์ แต่ละคนจะสามารถทำใจได้เท่าไร โดยเฉพาะญาติโยมทั้งหลายที่เป็นนักปฏิบัติธรรม สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายึดติดก็คือตัวครูบาอาจารย์ จนกระทั่งลืมไปว่าครูบาอาจารย์ก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา เกิด แก่ เจ็บ ตายเช่นเดียวกับเรา เรามักจะไปคิดว่าท่านจะต้องอยู่ยั้งยืนยง ท่านจะต้องอยู่ดูแลแนะนำสั่งสอนเราไปจนกว่าเราจะตาย โดยที่ลืมคิดไปท่านเองก็จะตายด้วย ในเมื่อเป็นไปในลักษณะดังนี้ จึงกลายเป็นว่าเราไปยึดในตัวบุคคล ไม่ได้ยึดในข้อธรรมคำสอนของท่าน

เมื่อถึงเวลาเกิดอะไรขึ้นกับครูบาอาจารย์เราก็ขวัญเสีย เสียใจ ตระหนกตกใจ รู้สึกว่าตนเองเคว้งคว้าง ไร้ที่พึ่ง เป็นต้น ถ้าหากว่าสภาพนี้เกิดขึ้น ให้รู้ว่ากำลังใจของเรายังใช้ไม่ได้อย่างมาก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์ก็ยังถือว่าเป็นคนอื่นอยู่ ในเมื่อคนเรายังยึดมั่นถือมั่นขนาดนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเราแล้ว เราจะตัดจะละได้อย่างไร ?

ฉะนั้น...ในแต่ละวันเราจำเป็นจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนที่เรารักมีใครบ้าง ? ถ้าหากว่าต้องพลัดพรากจากกันไปตอนนี้ เราทำใจได้หรือไม่ ? ของที่เรารักมีอะไรบ้าง ? ถ้าหากว่าต้องพลัดพรากจากไปหรือแตกทำลายเสียหายไป เราจะทำใจได้หรือไม่ ? สัตว์ที่เรารักมีอะไรบ้าง ? ถ้าหากต้องพลัดพรากจากไป ไม่ว่าจะจากเป็นหรือว่าจากตาย เราจะทำใจได้หรือไม่ ?
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2018 เมื่อ 16:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-03-2018, 18:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,920
ได้ให้อนุโมทนา: 73,721
ได้รับอนุโมทนา 3,147,405 ครั้ง ใน 22,272 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ที่ตักเตือน ก็เพราะว่าในเรื่องของครูบาอาจารย์นั้น ส่วนใหญ่แล้วพอเราไปยึดมั่นตัวตนของท่าน ก็ลืมในสิ่งที่ท่านสอน มีความยินดี มีความพอใจที่ได้อยู่ใกล้ชิด ได้รับฟังคำสั่งสอนของท่าน แต่กลับไม่ได้ขวนขวายในเรื่องของการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทำตนเหมือนคนมีเวลามาก เพราะว่าขาดสติ ลืมไปว่าเราเองต้องตาย ขณะเดียวกันครูบาอาจารย์ก็ต้องตายเช่นกัน

พวกเราเมื่อรู้แล้วว่าจุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน ข้อบกพร่องของเราอยู่ตรงไหน ก็ให้เร่งรีบแก้ไขโดยด่วน โดยเฉพาะการพยายามสร้างกำลังใจตนเองให้เป็นพระอริยเจ้าให้ได้ ด้วยการทำความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงใจ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

พยายามรักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ล่วงศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล ไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดในศีลนั้น และท้ายที่สุดรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ถ้าหากว่าตาย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก การเกิดมาในโลกนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว

ให้ทุกคนพยายามประคับประคองรักษากำลังใจเช่นนี้เอาไว้ให้มั่นคง อย่างน้อย ๆ วันละ ๒ เวลา คือตอนเช้าและก่อนนอน โดยเฉพาะเมื่อรักษากำลังใจให้มั่นคงได้แล้ว ก็กำหนดกำลังใจสุดท้ายของเราเอาไว้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือที่พระนิพพาน ถ้าหากว่าเราหมดอายุขัยตายลงไป หรือว่าเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิต เราก็จะได้ไปสู่พระนิพพานตามที่เราตั้งความปรารถนาไว้

ลำดับต่อไปก็ให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันอาทิตย์ที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย รัตนาวุธ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-03-2018 เมื่อ 03:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 31 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:01



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว