กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 05-11-2017, 10:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default โอวาทช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม งานมาฆบูชา-หล่อพระพุทธสิหิงค์เนื้อเงิน

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องของบุญกุศลเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท ถ้าระหว่างเรานั่งรถเดินทางมาแล้วแหกโค้งไป บุญอะไรก็ไม่ทันได้ทำ เพราะฉะนั้น...ถ้าเป็นไปได้ก็คือทำบุญทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนหลับตาลงไป

ทานมัย บุญอันสำเร็จด้วยการให้ทาน วันนี้เราได้เสียสละให้ทานทั้งคนและสัตว์หรือไม่ ? สีลมัย บุญอันสำเร็จด้วยการรักษาศีล เรารักษาได้ทุกสิกขาบทบริสุทธิ์บริบูรณ์หรือไม่ ? ถ้าข้อไหนบกพร่องก็ให้ตั้งใจว่า ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเราจะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

ภาวนามัย บุญสำเร็จจากการภาวนา ดูว่าวันหนึ่งเรามีเวลาภาวนามากน้อยแค่ไหน ? ตั้งใจทำ ไม่ตั้งใจทำมีเท่าไร ? อปจายนมัย บุญจากการอ่อนน้อมถ่อมตน การอ่อนน้อมถ่อมตนผู้อื่นเห็นก็เย็นตาเย็นใจ เกิดความรักใคร่เมตตา เราสร้างความดีให้เกิดขึ้นในใจคนอื่น เราก็ได้บุญได้กุศลนั้นด้วย

เวยยาวัจจมัย บุญในการขวนขวายช่วยเหลืองานบุญคนอื่น หรือช่วยทำงานในวัด ไม่ว่าจะเป็นกวาดวัด ถูวัด ช่วยจัดเก็บสถานที่ ทำอาหาร เป็นต้น ปัตติทานมัย ทำบุญแล้วตั้งใจอุทิศให้คนอื่น สิ่งที่เราทำมาโดยยาก ในเมื่อเราทำมาโดยยาก ยังสามารถสละออกให้คนอื่นได้ สภาพจิตที่ประกอบไปด้วยความเมตตา ความเสียสละขนาดนั้น ก็จัดเป็นบุญใหญ่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-11-2017 เมื่อ 18:02
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 71 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 05-11-2017, 10:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการยินดีในบุญที่คนอื่นทำ เราอยากจะทำแต่ยังไม่มีโอกาสทำ คนอื่นทำก่อนเราก็พลอยยินดีกับเขา สภาพจิตประกอบไปด้วยมุทิตา ความดีก็เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา

แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเราตั้งกำลังใจผิด เหตุที่ตั้งกำลังใจผิดเพราะว่าเราตั้งใจไปเอาบุญของเขา ให้ตั้งกำลังใจที่ประกอบมุทิตาว่า ขณะที่เราไม่มีโอกาสทำบุญ คนอื่นเขาได้ทำ ช่างเป็นโชคดีของเขาจริง ๆ หนอ เราก็พลอยยินดีพลอยโมทนาด้วย แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ปัตตานุโมทนามัยของเรา ก็คือ ยกมือสาธุแฝงความหมายว่า "กูจะเอาของมึง" เป็นการตั้งกำลังใจที่ผิด โอกาสที่จะเป็นปัตตานุโมทนามัยจึงมีน้อยมาก

ธัมมัสสวนมัย บุญเกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติ ธัมเทสนามัย ปฏิบัติเกิดผลแล้วนำไปสั่งสอนคืนอื่นเขาต่อ ทิฏฐุชุกัมม์ มีความเห็นถูกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้นเป็นความดี เราตั้งใจทำตาม

บุญทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ในแต่ละวันไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งเราต้องมีโอกาสทำอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลว่า เราสามารถสั่งสมบุญได้ทุกวัน ในบาลีท่านว่า สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย การสั่งสมบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข

ความสุขในปัจจุบันก็คือเราเป็นผู้องอาจ แกล้วกล้าด้วยความดี ไปในสังคมไหนก็มีคนยินดีต้อนรับ เพราะเห็นเป็นคนใจบุญสุนทาน อยู่ในศีลกินในธรรม ประโยชน์สุขในอนาคตก็คือ หากกำลังใจเราเกาะบุญ ถ้าเกาะสถานเบา ก็เกิดเป็นเทวดานางฟ้าในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ถ้าเกาะอย่างแนบแน่น ก็สามารถไปเกิดเป็นพรหมได้ตามกำลังใจที่เราเป็นอยู่ ประโยชน์สูงสุดก็คือ ถ้าสามารถปล่อยวางทั้งความดีความชั่วได้ เราก็หลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน

ดังนั้น...ในส่วนของการบุญการกุศลจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท ต้องเร่งทำเองให้มากไว้ อย่าไปรอคนอื่นเขาทำให้"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-11-2017 เมื่อ 18:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 68 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-11-2017, 18:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ศาสนาพุทธของเราแม้ว่าจะเป็นของจริง ของแท้ แต่มีจุดอ่อนประเภทบ่อน้ำมันเลยก็คือ ศาสนิกของเราไม่มีความสามารถในการเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง ปฏิบัติธรรมเป็นเล่น ปฏิบัติธรรมเป็นแฟชั่น ปฏิบัติธรรมเหมือนแก้บน

ในเมื่อไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง ไม่สามารถจะแก้ปรัปวาทก็คือ คำที่คนอื่นจาบจ้วงศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะของ “คุณเป็นพุทธศาสนิกชน ห้ามฆ่าสัตว์ ทำไมฆ่าคนตายเป็นว่าเล่น ? ไม่ลักขโมยกันทำไมมีการคอรัปชั่นกันทุกระดับชั้นตั้งแต่บนสุดถึงล่างสุด ? ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา ทำไมแม้กระทั่งบุคคลสาธารณะอย่างดาราต่าง ๆ ถึงได้ผิดลูกผิดเมียกันเป็นว่าเล่น ? ห้ามโกหกหลอกลวงกันแล้วทำไมคดีฉ้อโกงต่าง ๆ ถึงเต็มบ้านเป็นเมือง ? ห้ามดื่มสุราเมรัย ปรากฏว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของโรงงานผลิตสุราเสียเอง ?”

เพราะว่าสิ่งที่พวกเราทั้งหลายทำ กับหลักการที่พวกเรายึดถึอเป็นคนละเรื่องกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ยถาวาที ตถาการี” ตถาคตพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น “ยถาการี ตถาวาที” ตถาคตทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ก็แปลว่าคำพูดและการกระทำตรงกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

พวกเราแค่พินิจพิจารณาจากพระพุทธวจนะประโยคนี้ เราก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้นใช้ไม่ได้ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่เราจะปรับปรุงแก้ไขและทำให้ดี

อาตมาเห็นพวกเราทั้งหลายพร้อมอกพร้อมใจกันมาร่วมหล่อหลวงพ่อเงิน ก็ยังดีใจว่าพวกเรายังมีใจอันเป็นบุญเป็นกุศล พร้อมที่จะสร้างเสริมสิ่งที่ดี ๆ ให้แก่พระพุทธศาสนา แต่ว่าการหล่อหลวงพ่อเงินนั้นยังอยู่แค่ระดับทานเท่านั้น ให้ทานด้วยปัจจัยบ้าง ด้วยเครื่องประดับเงินบ้าง ด้วยเม็ดเงินบ้าง อย่าลืมว่าทานนั้นเป็นแค่ความดีขั้นพื้นฐานต่ำสุดของพระพุทธศาสนาเท่านั้น ถ้าหากว่าเป็นการเรียนหนังสือ ก็อยู่ในระดับอนุบาล
ไม่เกินชั้นประถมปีที่ ๖"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 05:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 66 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 05-11-2017, 18:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ถ้าจะเอาให้มากกว่านั้นก็ต้องรักษาศีลทุกประการให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็ขึ้นมาชั้นมัธยมหน่อยหนึ่ง ถ้าต้องการยิ่งไปกว่านั้นก็คือต้องมีปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอน ถ้าอย่างนั้นถึงจะอยู่ในระดับปริญญา แต่จะจบปริญญาหรือไม่ว่ากันอีกเรื่องหนึ่ง

บุคคลที่จบปริญญาได้ ปริญญาตรีก็คือเป็นพระโสดาบัน ปริญญาตรีเกียรตินิยมก็พระสกทาคามี ปริญญาโทก็พระอนาคามี ถ้าหากว่าเป็นพระอรหันต์ถึงจะจบปริญญาเอก พวกเราอย่างเก่งก็ติดอยู่แค่ระดับอนุปริญญา...(หัวเราะ )...ไกลกว่านั้น
ไปไม่รอดหรอก เพราะสิ่งที่ทำยังไม่ได้ทำจริง ๆ ยังไม่สามารถที่จะทนลำบากได้จริง

หลายคนตั้งใจมาบวชปฏิบัติธรรม รักษาศีล ๘ ได้ไม่ถึงวันตบะแตกแล้ว กินตามความเคยชิน กินไปเกินครึ่งแล้วเพิ่งจะ “อุ๊ยตาย...เรารักษาศีล ๘ อยู่” ยังดีไม่กินหมดก่อนแล้วค่อยนึกได้ แต่คราวนี้กินไปครึ่งหนึ่งแล้วก็เสียดาย จึงกินให้หมดไปเลยก็แล้วกัน

กำลังใจของเรายังไม่แน่วแน่มั่นคงระดับตัวตายดีกว่าศีลขาด โอกาสที่จะเข้าถึงความดีก็มีน้อย ต้องฟังที่หลวงปู่หลวงพ่อสายวัดป่าท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า “ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นอยู่ฟากตาย” ก็คืออยู่ฝั่งเดียวกับความตาย ต้องแลกกันด้วยชีวิตจึงจะเข้าถึงธรรมได้

แต่เราลำบากนิดหนึ่งก็ถอย ลำบากหน่อยหนึ่งก็ถอย พอกิเลสคร่ำครวญว่าไม่ไหวแล้ว จะตายแล้ว เราก็เชื่อกิเลสทุกที แต่เราบอกว่าเราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เป็นลูกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้ทำตามทำสอนของท่าน พระพุทธเจ้าสอนอะไรเราฟังพักเดียว พอกิเลสบอกว่าไม่ไหวเราเชื่อกิเลสทุกที ในเมื่อเราไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าแต่ไปเชื่อกิเลสก็ไม่ใช่ลูกพระ กลายเป็นลูกกิเลสไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 05:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 65 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 06-11-2017, 08:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราต้องนึกตรึกตรองอยู่เสมอ แค่หลักการปฏิบัติเบื้องต้นคืออิทธิบาท ๔ ฉันทะ ยินดีและพอใจที่จะกระทำแล้ว วิริยะ ความพากเพียรมีเพียงพอหรือไม่ ? ถ้าถามว่าต้องเพียรระดับไหน ? ระดับที่โบราณบอกว่า ฝนทั่งให้เป็นเข็ม เด็กรุ่นหลังไม่เคยเห็นทั่ง เป็นเหล็กก้อนใหญ่มหึมาที่เขาไว้รองทุบตีเหล็กให้เป็นมีดเป็นขวาน ค่อย ๆ เอาไปถูกับหิน จนเหล็กก้อนมหึมากลายเป็นเข็ม นั่นแหละคือความพยายามในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง

บาลีท่านบอกว่า “อาตาปี สัมปชาโน สติมา” มีความเพียรในการเผากิเลส มีความรู้ตัวและมีสติอยู่เฉพาะกับปัจจุบันธรรมเบื้องหน้า อาตาปีหรือความเพียรในการเผากิเลสนี้ เพียรในระดับเผาเหล็กละลายเลย ก็แปลว่าต้องเกิน ๑,๕๐๐ องศา ของเราเองเพียรถึงระดับนี้ไหม ?

ตอนเมาหัวหกก้นขวิด เมาหัวราน้ำ นอนตากน้ำค้างทั้งคืนไม่เป็นอะไร พอหันมาปฏิบัติธรรมหน่อย โอ๊ย...ปวดโน่นเมื่อยนี่เป็นนั่น บางคนหลงผิดสรุปง่าย ๆ ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะว่ามาปฏิบัติธรรม ก็เลิกเลยเอาดื้อ ๆ แปลว่าเชื่อกิเลส เพราะว่ากิเลสบอกให้เลิก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ความเพียรขนาดไหน พระองค์ท่านใช้ความเพียรขนาดว่า กำมือจนเล็บงอกทะลุหลังมือ อดพระกระยาหารจนกระทั่งร่างกายผอมซูบซีด ลุกเดินก็ล้ม ร่างกายขาดสารอาหารขนาดเอามือลูบไปนี่ขนร่วงเลย ไม่มีอะไรเหลือเลี้ยงขนของร่างกายแล้ว ๖ ปีเต็ม ๆ ตั้งใจปฏิบัติเพื่อให้บรรลุมรรคผล เพราะคิดว่าเป็นทางที่ถูก เราเองเพียรได้สัก ๑ ในล้านของพระองค์ท่านไหม ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 08:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 63 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 06-11-2017, 08:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"หลวงปู่หลวงพ่อของเรา เดินจงกรมจนกระทั่งทางเดินจงกรมลึกครึ่งค่อนแข้ง ถามว่าเป็นไปได้หรือ ? เป็นไปได้ อาตมาเดินแค่ ๒ เดือนยังลึกลงไปได้เกือบ ๒ นิ้ว แล้วท่านเดินกันทั้งปีทั้งชาติ

พวกเรายกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ไม่กี่ทีเมื่อยเต็มทีแล้ว “ไปห้องน้ำดีกว่า” ตอนเดินจงกรมนี่ปางตายเลย พอพ้นไปข้างนอก “โอ๊ย...โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก...!” กิเลสบอกอีกแล้ว ก็เพราะว่าภูเขาที่ทับอยู่นั้นก็คือความเพียรที่เรากำลังจะฆ่ากิเลส พอกิเลสบอกว่าเลิกเถอะ เราก็เลิกทุกที ขอออกไปข้างนอกหน่อยเถอะ ไปห้องน้ำนิดหนึ่ง กลับไปที่พักอีกหน่อย หมดเวลาพอดี

เอาไว้หล่อหลวงพ่อสามกษัตริย์เสร็จ อาตมาจะปิดศาลาหลังนี้ด้วยระบบกันขโมยเต็มระบบ ถึงเวลาก็จะปิดศาลาปฏิบัติธรรม ไม่ต้องออกไปจนกว่าจะหมดเวลา จะเตรียมโลงไว้หลาย ๆ ใบ ดูว่าใครจะตายจริง ๆ บ้าง...!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 08:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 69 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 06-11-2017, 15:49
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ตราบใดที่ยังไม่เด็ดขาด โอกาสที่จะเข้าถึงมรรคผลก็น้อย จะว่าไปแล้วพวกเราโชคดีมาก เพราะว่าอยู่ในยุคที่ตำแหน่งว่างมีเยอะ แต่คนชิงตำแหน่งมีน้อย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ว่า บุคคลที่ถือแนวปฏิบัติตามสายหลวงพ่อวัดท่าซุง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ไปจนถึงสิ้นพระพุทธศาสนาจะบรรลุมรรคผล ๑๗๕,๓๐๐ คน มรรคผลในที่นี้หมายถึงพระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์

ญาติโยมลองนึกดูว่าเราจะมีส่วนใน ๑๗๕,๓๐๐ คนนี้ไหม ? อาตมาว่ามีเยอะมากเลย เพราะว่าคนไทยทั้งหมดปัจจุบันนี้ ๖๕ ล้านเศษ มีที่เข้าวัดเข้าวาปฏิบัติธรรมจริง ๆ จัง ๆ สักเท่าไร ? อาตมาให้เศษห้าล้านเลย แล้วแปดล้านนี้มีใครปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อความหลุดพ้นจริง ๆ บ้าง ?

คณะที่ใหญ่ที่สุดคือสายธรรมกายของคลอง ๓ ปทุมธานี อาตมาเคยคุยกับทั้งพระทั้งฆราวาสมาแล้ว เพื่อนสนิทของอาตมาเป็นผู้อำนวยการอยู่ข้างในนั้น เขาอธิษฐานขอไปเกิดร่วมกับคุณยายจันทร์ ขอไปเกิดร่วมกับหลวงพ่อธัมมชโย เพื่อร่วมกันประพฤติปฏิบัติไปสู่ทางพ้นทุกข์คือพระนิพพาน

อาตมาถามว่าแล้วทำไมไม่ขอไปพระนิพพานชาตินี้เลย ? ทุกคนทำหน้าแปลกใจมากว่าพระนิพพานไปชาตินี้ได้ด้วยหรือ ? ก็แปลว่าสายที่ใหญ่ที่สุด มีศาสนิกเป็นล้าน ยังไม่รู้เลยว่าพระนิพพานที่แท้จริงเป็นอย่างไร แม้กระทั่งคำสอนของคุณยายจันทร์ ขนนกยูง หนังสือหน้าที่ ๗ บอกว่า “ลูกหลานมาร่วมกับคุณยายสร้างบารมีเพื่อไปพระนิพพานกันนะ” พอหน้าที่ ๘ ถัดมาไม่กี่บรรทัด บอกว่า “แล้วไปเกิดกับยายใหม่นะ” ตกลงว่าพระนิพพานไหนกันแน่ ? แปลว่าคู่แข่งหายไปเกินครึ่งแล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 17:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 65 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 06-11-2017, 15:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ส่วนที่เหลืออีกที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ คือ สายพองยุบ อย่างที่อาตมาบอก เขาว่าการปฏิบัติยิ่งช้ายิ่งดี อาตมายืนยันว่าออกทะเลแน่นอน หาฝั่งไม่เจอด้วย

การปฏิบัติ สติ สมาธิ ปัญญา มีแต่จะแหลมคมว่องไวมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ การกระทำทุกอย่างจะเป็นไปโดยความคล่องตัวคือเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความเร็วแบบผิดพลาดได้ยาก โดยเฉพาะสายนั้นพอถึงเวลาอารมณ์ใจเกิดขึ้นก็ให้ภาวนาว่า "คิดหนอ...คิดหนอ" เพื่อตัดอารมณ์ฟุ้งซ่านอื่นออกไปจนหมด ในเมื่อคุณคิดพิจารณาไม่ได้ แล้วจะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร ?

เขาบอกว่าให้ใช้หลักการปฏิบัติแค่ขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิก็เพียงพอแล้ว ให้เราเผชิญหน้ากับอารมณ์ใจที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง กำหนดดู กำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา ถึงจะเรียกว่าวิปัสสนา คือการเห็นแจ้ง เปรียบเหมือนเราค่อย ๆ เก็บงาทีละเมล็ด นานไปก็มีงามากพอที่จะคั้นเอาน้ำมันมาใช้งานได้ อาตมาถามว่า ก็เรามีงาเป็นเกวียนแล้วทำไมต้องไปเก็บทีละเมล็ดด้วย ?

เขาบอกว่า ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องสม่ำเสมอกันจึงจะบรรลุมรรคผล...ถูกต้อง เพราะฉะนั้น...เราต้องลดทุกอย่างลงไปให้เสมอกันถึงจะบรรลุมรรคผลได้...ตรงนี้ผิดแน่ ๆ ก็อาตมามีงาเป็นเกวียนแล้วให้ไปเก็บทีละเมล็ดแบบเขา อาตมาไม่ทำหรอก โง่ตายห่..!

ทำไมเราไม่เพิ่ม ศรัทธา วิริยะ สติ และปัญญา ขึ้นมาให้เท่ากับสมาธิ ? ใครที่ปฏิบัติสายพองยุบมาจะรู้เลยว่า ตัวเองต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน เพราะว่ากิเลสตีปางตายอยู่ตลอดเวลา เหมือนบังคับให้เราถอดเกราะวางอาวุธ แล้วขึ้นไปต่อยมือเปล่ากับไมค์ ไทสัน ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น ทำไมเราไม่ใส่เกราะแล้วลากเอ็ม ๑๖ ขึ้นไปกราดยิงให้กลิ้งคาเวทีไปเลย อาวุธเรามีทำไมต้องไปวางด้วย ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2017 เมื่อ 17:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 67 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 07-11-2017, 17:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำคือสมาธิ เขาบอกว่า สมาธิถ้าทำมากเกินไปก็จะติดในถีนมิทธะ อันนี้ก็ผิด ถีนมิทธะเกิดขึ้นเพราะสมาธิน้อยเกินไป ถึงได้ง่วงเหงาหาวนอน ถ้าสามารถคล่องตัวถึงระดับสมาปัชนวสี สามารถเข้าถึงฌานระดับไหนที่เราต้องการได้ทุกวินาที ถีนมิทธะจะไม่เกิด

ก็แปลว่า สายการปฏิบัติที่ตอนนี้เป็นที่นิยมทั่วประเทศไทย มีศาสนิกอีกเกินครึ่งก็ผิดอีกแล้ว คู่แข่งหายอีกครึ่งหนึ่งแล้ว โอกาสบรรลุมรรคผลของเรามีมากขนาดนี้ ตั้งใจทำให้จริง ๆ จัง ๆ หน่อยได้ไหม ? เรียนปริญญาตรี ๕ ปี เรียนปริญญาโทอีก ๓ ปีไม่จบสักที จะหมดสภาพนักศึกษาอยู่แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาเรียนให้จบสักทีดีไหม ? โอกาสมีมากขนาดนี้แล้ว ถ้าใครคิดจะสละสิทธิ์ อาตมาไม่โมทนาด้วย แต่ก็สละไปเถอะ คนอื่นจะได้มีโอกาสมากขึ้น

ก็แปลว่าเราต้องใช้ความพยายามให้มากกว่านี้ อาตมาพินิจพิจารณาดูแล้ว ในเรื่องของบารมี ๑๐ จำเป็นต้องสร้างสมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อที่จะบรรลุมรรคผล ที่เราขาดหนัก ๆ เลยก็คือ วิริยบารมีกับปัญญาบารมี ความเพียรไม่พอ ปัญญาก็ไม่พอ แปลว่าต้องขยันกว่านี้

ส่วนใหญ่เราใช้ความขยันในทางที่ผิด เมื่อคืนอาตมากลับที่นอนไปสามทุ่มครึ่ง โยมยังนั่งเขี่ยไลน์กันไม่เลิกเลย ไม่รู้ว่าเขี่ยมาตั้งแต่เมื่อไร ? ตีเสียว่าเลิกทำวัตรทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งก็ ๒ ชั่วโมง เราปฏิบัติธรรมตรงนี้แปดโมงครึ่งถึงสิบโมง ก็ ๑ ชั่วโมงครึ่ง ถ้าสมมติว่าเราหาเงิน ๑ ชั่วโมงครึ่งแล้วไปใช้ ๒ ชั่วโมง แล้วเงินจะพอใช้ไหม ? เราเอาสิ่งที่เราสร้างได้ไปอีลุ่ยฉุยแฉก เป็นลูกล้างลูกผลาญเสียหมด ต่อให้พ่อแม่ร่ำรวยล้นฟ้าขนาดเจ้าสัวซีพี ก็คงไปไหนไม่รอดหรอก เพราะว่าเราไปตามใจกิเลสมากกว่า"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-11-2017 เมื่อ 17:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 56 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 07-11-2017, 17:15
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เรื่องของโทรศัพท์มีไว้เพื่อติดต่อธุระปะปังเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้เราแชตเล่นกันทั้งวัน อันนั้นเพ้อเจ้อและฟุ้งซ่านด้วย เชื่ออาตมาเถอะ...อาตมาไม่ได้ดูโทรทัศน์มา ๓๐ กว่าปีก็ไม่ตาย ไม่มีสมาร์ทโฟนก็ยังมีชีวิตอยู่ปกติดี ตอนนี้โทรศัพท์เครื่องละ ๗๒๐ บาทก็ไม่รู้ไปลืมทิ้งไว้ไหน ? ยังไม่ได้ไปหา ไม่เห็นจะต้องพกติดตัวตลอดเวลา

สิ่งที่เราทำ เราสร้างมา เราต้องสะสมเพียงพอ ถึงจะสามารถกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรารถนาได้ ถ้าตราบใดที่ยังไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ อยากจะซื้อรถเบนซ์ก็สะสมให้ได้สามล้านห้าแสนบาท อยากจะเอามอเตอร์ไซค์ล้อโตก็หนึ่งล้านบาทเศษ...เลือกเอา แต่ส่วนใหญ่เราเก็บได้ไม่กี่ร้อยก็ถลุงหมดภายในคืนเดียว..!

เงินทองที่เราเก็บมารั่วไหลหมด รั่วอย่างไร ? รั่วออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ รั่วทุกทาง ตาต้องการเห็นรูป หูต้องการได้ยินเสียง จมูกต้องการได้กลิ่น ลิ้นต้องการได้รส กายต้องสัมผัสที่ชอบ ใจคิดฟุ้งซ่านแต่เรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลง ในเมื่อกำลังที่เราทำมาสะสมมาไม่เพียงพอสักที แล้วเมื่อไรถึงจะพอใช้ในการตัดกิเลส ?

รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อน อาตมาเองตอกย้ำแทบทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรม แต่พวกเราก็ไม่ได้ปิดจุดอ่อนของตนเอง แก้ไขเพื่อให้มีจุดแข็ง จะได้บรรลุมรรคบรรลุผลกับเขาบ้าง อาตมาเสียดายตำแหน่งว่างที่มีเหลือเยอะ ตอนยุคของอาตมานี่ตำแหน่งที่ว่างมีน้อยมาก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 07-11-2017 เมื่อ 21:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 52 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 07-11-2017, 17:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สมัยปฏิบัติธรรมที่บ้านสายลม มีอยู่คืนหนึ่งหลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า “วันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จมา บอกว่าญาติโยมทั้งหมดที่ร่วมกันปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ มีอยู่ ๘๐ คนที่สามารถรักษาศีล ๘ แบบเด็ดขาดได้เลย” อาตมาไม่ได้คิดหรอกว่า "เราจะหนึ่งเป็นในนั้นหรือเปล่า ?" แต่อาตมาคิดว่า “กูต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่ ๆ..!”

ตั้งแต่วินาทีนั้นก็รักษาศีล ๘ แบบเด็ดขาดมาเลย นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าเราต้องการมรรคผล สติ สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวยังไม่พอ ยังต้องมีการตัดสินใจและการกระทำที่เด็ดขาดด้วย จากนั้นมาจนถึงวันนี้ อาตมายังไม่รู้เลยว่า ที่เขาหิวข้าวเย็นกันนั้นเป็นอย่างไร ? นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนอาตมาจะบวช ๒ ปี

ส่วนมายุคของเรานี่ แหม...ตำแหน่งว่างตั้ง ๑๗๕,๓๐๐ คน ถ้าเป็นอาตมานี่ก็ประเภทนอนกางมือกางตีนยึด ๕ เก้าอี้เลย
โปรดทำให้เต็มที่ คำว่า "ทำให้เต็มที่" ไม่ได้แปลว่าใช้เวลาที่เราทำการทำงานอย่างอื่นมาทำ แต่ทุกเวลาที่เราทำงานให้มีสติอยู่เฉพาะหน้า ถ้าสติอยู่ตรงหน้าไม่ปรุงไป รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็เป็นกรรมฐานทั้งหมด จำประโยคนี้ไว้ให้ดี ๆ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-11-2017 เมื่อ 18:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 54 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 07-11-2017, 17:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "วันนี้ลูกน้องช่างปั้นเขามึนมาก นึกว่าที่วัดไม่มีงานอะไร ๒๐ นาทีต่อมาปะรำพิธีก็เสร็จแล้ว บุคคลที่ปฏิบัติธรรมแล้วเมื่อถึงระดับหนึ่ง จะทำทุกอย่างเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เป็นความเร็วแบบมีสติ จึงเร็วแบบไม่ผิดพลาด

ฉะนั้น...การปฏิบัติบางสายที่กล่าวว่า ยิ่งทำยิ่งช้ายิ่งดี อันนั้นไม่ใช่แน่ สติ สมาธิ ปัญญา ที่แหลมคมว่องไว ต้องบอกว่าความเร็วแสงทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่ากิเลสเกิดเร็วกว่า
ถ้าสติ สมาธิ ปัญญาของเราเร็วไม่พอ ก็สู้กิเลสไม่ได้ ต่อต้านกิเลสไม่ได้ ทำลายกิเลสไม่ได้

บุคคลที่มาตรงทางแล้ว ก็มักจะสลัดทิ้งสิ่งรุงรังรอบข้าง มุ่งเอาเฉพาะงานตรงหน้า ก็เลยกลายเป็นว่าทำอะไรเร็ว ในเมื่อทำอะไรเร็ว ใช้เวลาน้อย ผลงานก็ได้มาก โยมอาจจะสงสัยว่า ตั้งแต่เช้ายันบ่ายไม่เห็นมีอะไร พอเย็น ๆ ปะรำพิธีเสร็จแล้ว นี่คือลักษณะของการทำงาน บุคคลที่หวังการพ้นทุกข์ ท้ายสุดก็คือ “เอกายโน อะยัง ภิกขเว มัคโค สัตตานัง วิสุทธิยา” ต้องเดินในหนทางของบุคคลคนเดียว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-11-2017 เมื่อ 18:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 57 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 08-11-2017, 08:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องของการปฏิบัติธรรม ใครทำใครได้ ไม่มีใครทำแทนกันได้ ไม่มีใครสามารถเสกเป่าดลบันดาลให้เราได้มรรคได้ผล

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้แต่ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญญัง วิโสธะเย คนจะบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว บุคคลหนึ่งจะทำอีกบุคคลหนึ่งให้บริสุทธิ์หาได้ไม่ ก็คือไม่ได้นั่นเอง

ฉะนั้น...ไม่ต้องมาหวังให้อาตมาดลบันดาลให้ใครบรรลุมรรคบรรลุผล...ไม่มี มีแต่เพียงบอกว่ากล่าวให้รู้ว่าหนทางนี้เคยเดินผ่านไปแล้วเป็นอย่างนี้ ๆ ถ้าเราจะเดินไปตามทางนี้จะพบกับอะไรบ้าง แล้วก็ต้องไปใช้ความพากเพียร อดทนของตนเอง บวกกับ สติ สมาธิ ปัญญา ที่เราสร้างสมมาแล้วก็ก้าวเดินไป ทางของใครทางของมัน ท้ายสุดก็ลงที่เป้าหมายเดียวกัน

ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าใครมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ขอให้รู้ว่ายังห่างไกลต่อเป้าหมายมาก ตราบใดที่เรายังยึด ยังเกาะก็ไปไม่ได้ เราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ แต่เรายืนกอดเสาอยู่ตรงนี้ไม่ยอมปล่อย จะไปถึงเชียงใหม่ได้ไหม ?

บุคคลที่บอกว่าเราจะไปพระนิพพาน ถ้าเรายังยึด ยังเกาะอยู่โดยเฉพาะร่างกายของเรา ถ้าหากว่ายึดเกาะคนอื่นก็ยิ่งแย่กว่ายึดเกาะร่างกายตัวเองอีก เพราะฉะนั้น...ครูบาอาจารย์ก็เป็นเพียงกัลยาณมิตร แนะนำบอกกล่าวหนทางที่ถูกต้องให้ อาศัยคำสอนของท่านประพฤติปฏิบัติตามไป ไม่ใช่ไปยึดไปเกาะร่างกายของท่านที่จะพังเมื่อไรก็ไม่รู้ ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-11-2017 เมื่อ 19:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 46 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 08-11-2017, 08:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ลองนึกทบทวนดูในแต่ละวันว่า คนที่เรารักมีหรือไม่ ? ของที่เรารักมีหรือไม่ ? ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ มีหรือไม่ ? เชื่อเถอะ...มีทุกคนนั่นแหละ ท้ายสุดลองถามตัวเราเองสิว่า ถ้าให้ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างลงไปเดี๋ยวนี้เลย เราทำได้ไหม ? จะได้คำตอบที่ชัดเจนมาก หลอกตัวเองไม่ได้ ต่อให้รู้ว่าคำตอบที่ถูกก็คือ "ต้องทิ้งได้" แต่ "ใจไม่ยอมทิ้ง" ถ้าคำตอบที่ถูกต้องรู้แล้วแต่ใจยังไม่ยอมทิ้ง ยิ่งเป็นคนที่น่าสงสารมาก

คนที่ไม่รู้ทางเลย...ไม่เป็นไร แต่คนที่รู้ทางแล้วไม่ไป ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรนอกจากน่าสงสารมาก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเรายัง "เด็ดไม่ขาด" ประเภทกินสายบัวมาเยอะ เด็ดเมื่อไรก็มีแต่เยื่อใยอยู่ตลอด

สมัยที่พระองค์ที่ ๑๐ ท่านมา ท่านเด็ดก้านบัวให้ดู บอกว่า
“การตัดกิเลสก็ลักษณะแบบนี้ จะมีเยื่อใยบาง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องอยู่ อย่าคิดว่าการตัดสิ่งหยาบ ๆ ออกไปแล้วเราจะหลุดพ้นได้ เพราะสิ่งละเอียดที่เกาะเกี่ยวเรายังมีอยู่อีกมากมายนัก”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-11-2017 เมื่อ 19:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 46 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 08-11-2017, 09:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เหมือนกับท่านทั้งหลายที่ปฏิบัติธรรมมา บางขณะเรารู้สึกว่าได้อะไรมากเหลือเกิน ถ้าทำงานก็คือได้ผลตอบแทนมหึมามโหฬาร น่าจะรวยเป็นเศรษฐีหมื่นล้านแสนล้าน แต่พอดูไปดูมาแล้วความจริงมีแค่นิดเดียว ตอนที่เรารู้สึกว่ามากเพราะว่ายังไม่เคยชิน เป็นอารมณ์การปฏิบัติที่เข้าถึงใหม่ ๆ แต่พอย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก เริ่มเคยชินเข้าเราถึงจะรู้ว่า ที่แท้เรามีแค่นิดเดียว

เพียงแต่ว่านิดเดียว ถ้าสมมติว่าเป็นขนมชิ้นหนึ่งอยู่ในมือเราก็หน่อยเดียว แต่ถ้าปล่อยหลุดมือไปโดนมดตัวหนึ่งไอ้นั่นตายคาที่เลย ฉะนั้น...ตอนแรกของเราก็เป็นมด เจอซาลาเปาลูกหนึ่งแบกไปไม่ไหวหรอก...เยอะมาก แต่เราค่อย ๆ เติบโตจากมดขึ้นมาสมมติว่าเป็นหนู ซาลาเปาลูกหนึ่งยังแบกไม่ไหวแต่น่าจะกินหมด พอโตขึ้นมาเท่าหมา โอ๊ย...คำเดียวเอง พอโตขึ้นมาเท่าคน ที่นึกว่าบิ๊กไซด์ ที่ไหนได้...แค่ซาลาเปาเสวย...คำเดียวก็หมดแล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-11-2017 เมื่อ 19:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 43 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 08-11-2017, 09:07
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ดังนั้น...ในส่วนของการปฏิบัติธรรม สิ่งที่เราได้มาพึงระลึกรู้ไว้เสมอว่า ถ้าเป็นของใหม่รู้สึกว่าได้มาก แต่ยังไม่ใช่ของจริง จะเป็นของจริงก็ต่อเราย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทบทวนโดยไม่เบื่อไม่หน่าย จนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้คือแก่นแท้แล้ว จะเห็นว่าเหลือแค่นิดเดียว

เหมือนกับแรก ๆ เราตีอวนจะเอาปลาทั้งทะเล แต่พอนานไป ๆ เราจะรู้ว่าเอาปลาตัวไหนดีที่สุด เหมาะสมที่สุด แล้วเราก็เล็งเอาเป้าหมายแค่ตัวเดียว ฉะนั้น...ในการปฏิบัติของพวกเราให้เข้าใจไว้ว่า ถ้ายังหนักใจอยู่แปลว่าผิดทาง ถึงมาถูกทางก็ยังไม่ดีจริง ต้องเบา ต้องสบาย แต่ใจไม่เกาะเกี่ยวกับกิเลส ถึงจะใช่

ก็แปลว่าท่านใดที่ทรงสมาธิสมาบัติได้ โปรดสังเกตตัวเองด้วย ถ้ายังต้องใช้กำลังในการกดกิเลสอยู่ ไม่ใช่กิเลสตายไปจากใจเรา แค่นิ่งเงียบไปเพราะโดนทับแบนอยู่ เหมือนกับหินก้อนใหญ่ไปทับหญ้าเอาไว้ หญ้าไม่ได้ตายหรอก แค่งอกงามไม่ได้ อย่าเผลอเขยื้อนเคลื่อนหินก้อนนั้นพ้นจากตำแหน่งเป็นอันขาด คราวนี้จะงอกงามกว่าเดิมหลายเท่า เพราะว่าเก็บกดมานาน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-11-2017 เมื่อ 19:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 42 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 09-11-2017, 08:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"นักปฏิบัติควรที่จะดำรงตนอยู่ด้วยความไม่ประมาทเสมอ อย่างที่พระท่านถามพระสารีบุตรว่า ถ้าเป็นพระโสดาบันจะต้องทำอย่างไร ? ท่านบอกว่า ให้พิจารณาให้เห็นชัดว่า ขันธ์ ๕ คือร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วถ้าเป็นสกทาคามีทำอย่างไร ? ท่านบอกว่าก็พิจารณาขันธ์ ๕ นี่แหละ ให้ละเอียดยิ่งขึ้น แล้วถ้าเป็นพระอนาคามีทำอย่างไร ? ก็พิจารณาขันธ์ ๕ นี่แหละ ให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก แล้วถ้าเป็นพระอรหันต์ละ ? “ก็พิจารณาขันธ์ ๕ นี่แหละ จนกระทั่งเห็นชัดว่าไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา จิตเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ปล่อยวางได้ ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในตน”

แล้วเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วก็เลิกพิจารณาได้ใช่ไหม ? พระสารีบุตรตอบว่าไม่ใช่ เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังต้องพิจารณาอยู่เสมอเพื่อความอยู่สุขของตน ที่ต้องพิจารณาอยู่เสมอก็เพื่อความไม่ประมาท ถ้าไปคิดว่าเราดีแล้ว เราได้แล้ว ถ้ายังไม่ดีจริง ไม่ได้จริง สภาพจะน่าเวทนาสงสารมาก พอ ๆ กับคนขึ้นไปต่อยมวย ๕ ยกแล้วโดนยำเละเทะขนาดไหนก็คือพวกเราตอนนั้นแหละ แต่ละคนมีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้นว่าเวลากิเลสตีกลับมานี่แย่กว่าหมาตั้งเยอะ...!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-11-2017 เมื่อ 20:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 38 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 09-11-2017, 08:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,174
ได้ให้อนุโมทนา: 64,838
ได้รับอนุโมทนา 2,859,457 ครั้ง ใน 20,482 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ฉะนั้น...โปรดระมัดระวัง รู้จักเข็ดและระมัดระวังในการปฏิบัติให้ต่อเนื่องด้วย จะทำให้ดี จะทำให้ถูก ต้องหมั่นพิจารณาดูอารมณ์ใจของเราเอง รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ มีความเบาสบายเป็นปกติ จึงจะถือว่ามาถูกทาง แต่ก็ยังไม่แน่ว่าจะถูกทั้งหมด

ส่วนในเรื่องของการปฏิบัติธรรม ขอย้ำแล้วย้ำอีกว่า อย่ารอให้ทางวัดจัดปฏิบัติธรรมแล้วเราค่อยมาทำกัน ให้ทุกคนรักษาอารมณ์การปฏิบัติไว้ให้เป็นปกติทุกวัน เนื่องเพราะว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของคนจริง แล้วก็เอาจริง ถ้าผิดพลาดขึ้นมาเราจะเสียชาติเกิดไปฟรี ๆ หนึ่งชาติ ซึ่งที่ผ่าน ๆ มาก็เสียไปกี่ชาติแล้วไม่รู้ ?

เกิดอีกเมื่อไรก็ทุกข์เมื่อนั้น ถ้ายังไม่เข็ด จะเอ้อระเหยลอยชายเกิดต่อไปอาตมาก็ไม่ได้ว่า แต่ถ้าตามขบวนไม่ทันก็ตะเกียกตะกายเดินไปเองก็แล้วกัน มีรถไฟความเร็วสูงตู้นอนอย่างดีให้ไม่เอา เดินเอาก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นไม่มีใครช่วยแล้ว หาเสบียงกันเองตามรายทาง ต้องลำบากอีกกี่ชาติก็ไม่สามารถจะรับประกันได้อีกด้วย"


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
งานบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมช่วงวันมาฆบูชา และงานหล่อพระพุทธสิหิงค์เนื้อเงิน
วันที่ ๑๑-๑๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย รัตนาวุธ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-11-2017 เมื่อ 20:03
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 42 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:05



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว