กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 27-09-2017, 09:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,801
ได้ให้อนุโมทนา: 62,824
ได้รับอนุโมทนา 2,799,841 ครั้ง ใน 20,081 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๐

ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ ตามที่เรามีความถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ จากปัญหาเมื่อครู่ที่มีญาติโยมถามมานั้น แสดงให้เห็นชัดว่า พวกเราทั้งหลายไม่ได้ทำความดีโดยส่วนเดียว มีการทำความชั่วกับความดีสลับกันไป ท่านที่กระทำความชั่วมานาน เมื่อตั้งใจจะกระทำความดี แรงกรรมต่าง ๆ ก็มาขัดขวาง ทำให้ยากที่จะนึกถึงความดีได้ จึงต้องมีความอดกลั้น อดทน ในการฝึกปรือ เพื่อให้กำลังใจของเราทรงตัวเป็นสมาธิ

การที่กำลังใจทรงตัวเป็นสมาธิ ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะรอดจากอบายภูมิ เพราะว่ากรรมบางอย่างจะมาทำให้เราหลุดจากสมาธิช่วงที่ก่อนจะตาย หวนไปนึกถึงกรรมต่าง ๆ ที่เคยสร้างเอาไว้ ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เป็นต้น

การที่เราจะปิดอบายภูมิได้โดยแน่นอนนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป ถ้าเราทรงความเป็นพระโสดาบันได้ การเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานจะไม่มีสำหรับเรา แม้เกิดเป็นมนุษย์ ลำบากที่สุดก็แค่ ๗ ชาติ ถ้าอย่างกลางก็ ๓ ชาติ ถ้าหากว่าอย่างที่สุดก็ชาติเดียวเท่านั้น

การที่เราจะรักษาอารมณ์ของพระโสดาบันนั้น อันดับแรกก็คือ ต้องทำความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงใจ ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-09-2017 เมื่อ 10:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 27-09-2017, 09:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,801
ได้ให้อนุโมทนา: 62,824
ได้รับอนุโมทนา 2,799,841 ครั้ง ใน 20,081 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สิ่งนี้ใหม่ ๆ หลายท่านก็จะเกิดความยากลำบาก เพราะว่าการที่เราตั้งใจปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบันนั้น ถ้าเข้าถึงได้เราเกือบจะหลุดพ้นจากกระแสกรรมทั้งหมด ดังนั้น...กรรมทั้งหลายจึงมาขวางเราอย่างเต็มที่ ทำให้เราคิดปรามาสพระรัตนตรัย พูดปรามาสพระรัตนตรัย หรือกระทำปรามาสพระรัตนตรัยโดยไม่รู้ตัว

ถ้าหากว่าเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเกิดขึ้น อย่ามัวแต่ไปเศร้าหมองอยู่ ให้เราตั้งอกตั้งใจกราบขอขมาพระรัตนตรัย แล้วรักษากำลังใจของเราใหม่ รักษากำลังใจได้ไม่กี่นาทีก็คิดปรามาสพระรัตนตรัยอีก มีญาติโยมตลอดจนกระทั่งพระรุ่นน้องหลายราย มาปรึกษาว่าตนเองภาวนาจับภาพพระอยู่ดี ๆ ก็เกิดคิดปรามาสพระรัตนตรัย เอาเท้าลูบหน้าพระที่นึกถึงนั้นเสียเฉย ๆ...!

อาตมาก็แนะนำว่าให้ตั้งใจกราบขอขมาพระ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการของเรา หากแต่เป็นการชักจูงของกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม จึงทำให้เรามีกาย มีวาจา มีใจที่ไปคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วลักษณะอย่างนั้น

การที่เขาดลจิตดลใจให้เราทำในสิ่งที่ไม่ดีต่อพระรัตนตรัยด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เพื่อให้เราเศร้าหมองหรือว่าโกรธแค้น กำลังใจจะได้ไม่เกาะความดี ถ้าหากว่าเราไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาทั้งหลายกระทำ ตั้งหน้าตั้งตาขอขมาพระรัตนตรัยไว้เสมอ ๆ ถ้าเขาเห็นว่ากวนให้เราขุ่นไม่ได้ กวนให้เราฟุ้งซ่านไม่ได้ เขาก็จะเลิกไปเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-09-2017 เมื่อ 10:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 28-09-2017, 15:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,801
ได้ให้อนุโมทนา: 62,824
ได้รับอนุโมทนา 2,799,841 ครั้ง ใน 20,081 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ประการที่สอง คือ พยายามรักษาศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นละเมิดศีล ไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีล

ในจุดนี้สำหรับท่านที่โดนอกุศลกรรมขัดขวางก็คือ จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่มายั่วยุให้เราฆ่าสัตว์หรือทำร้ายสัตว์โดยเจตนา ให้เราลักขโมยหรือหยิบฉวยสิ่งของต่าง ๆ ที่เราอยากได้โดยไม่บอกกล่าวต่อเจ้าของ ให้เราล่วงละเมิดคนที่เขารัก ของที่เขารัก

บางท่านอยู่ ๆ ก็มีเพศตรงข้ามเข้ามาเอง วิ่งมาหาเองเพื่อเป็นการทดสอบกำลังใจ เป็นต้น บางทีก็ทำให้เราต้องเป็นคนโกหกหลอกลวงคนอื่นเขา หรือว่าเพื่อนฝูงมาชักชวนให้ดื่มสุราเมรัย เราเองไม่อาจจะทนแรงยั่วยุของเพื่อนฝูงได้ก็ละเมิดศีลไป

สิ่งทั้งหลายนี้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ได้ โดยตั้งกำลังใจในลักษณะที่ว่า "ตัวตายดีกว่าศีลขาด" ถ้าเราสามารถทำได้เด็ดขาดเช่นนั้นจริง ๆ สิ่งที่คนอื่นเขาตำหนิ เขาว่ากล่าวเรามา ก็เป็นเพียงแค่ลมผ่านหูเท่านั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องไปใส่ใจ หรือว่าคำพูดของคนชั่ว ไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นประมาณได้ เราจะทำตามเฉพาะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือองค์หลวงปู่หลวงพ่อสอนเรามาเท่านั้น

ถ้ากำลังใจของเรามั่นคงได้ขนาดนี้ เราก็สามารถที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-09-2017 เมื่อ 15:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 28-09-2017, 15:42
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,801
ได้ให้อนุโมทนา: 62,824
ได้รับอนุโมทนา 2,799,841 ครั้ง ใน 20,081 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ก็ยังมีการยั่ว การแหย่ ในลักษณะที่ให้เราเป็นคนยุยงให้ผู้อื่นละเมิดศีล ถ้าเราสามารถระมัดระวังเอาไว้ได้ ก็จะมีการยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นละเมิดศีลอีก ดังนั้น...ในเรื่องของศีลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ในลักษณะของการทุ่มเทชีวิตลงไปเพื่อแลกกัน

ส่วนข้อสุดท้ายคือ ต้องรู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ถ้าหากว่าตายลงไปเมื่อไร เราขอมีพระนิพพานเป็นที่ไปเพียงที่เดียวเท่านั้น ถ้าใครสามารถรักษากฎเกณฑ์กติกาเหล่านี้ไว้ได้โดยไม่มีความหนักใจ ก็เท่ากับว่าก้าวเข้าสู่เกณฑ์ของความเป็นพระโสดาบัน ถ้ากำลังใจหนักแน่นมั่นคง เราก็จะปิดอบายภูมิได้จริง ๆ

สำหรับท่านที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบันแล้ว ในระหว่างที่เรากระทำอยู่ ก็ยังมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ที่จะให้เราละเมิดศีลอยู่เสมอ เราจึงจำเป็นต้องสร้างสมาธิของเราให้หนักแน่น ให้เข้มข้น ให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะได้มีกำลัง ในการระงับยับยั้งตนเองไม่ให้ไปละเมิดศีลได้

ลำดับต่อไปก็ให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๐

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย รัตนาวุธ)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-09-2017 เมื่อ 15:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 15:08



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว