กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี

Notices

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เก็บข้อธรรมจากบ้านวิริยบารมีมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #21  
เก่า 06-02-2014, 13:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ฆราวาสที่มีอภิญญา สามารถจับวัตถุมงคลและทราบว่าสมเด็จโตเป็นผู้สร้าง และรู้ว่าสมเด็จโตในปีไหน ทำได้ไหมครับ ? แต่เพื่อนเขาแย้งว่าฆราวาสคนนั้นต้องระดับจิตเดียวกับสมเด็จโตจึงจะรู้ได้
ตอบ : โดยปกติแล้วสามารถทำได้ แต่เท่าที่เจอในปัจจุบัน ทั้งพระและฆราวาสที่อ้างว่าจับพลังได้ ส่วนใหญ่ตอแหลล้วน ๆ ..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:28
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 223 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #22  
เก่า 06-02-2014, 13:45
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : การบอกบุญเรี่ยไรซองผ้าป่า พอเก็บซองมาได้ คนเรี่ยไรบอกกรรมการว่า มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เช่น ค่าเหมารถ ค่าเดินทาง และมีการเอาไปซื้ออาหารให้คนทำบุญ และมีการหักออกจากซองที่เรี่ยไร ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นมาเป็นค่าใช้จ่าย ในส่วนที่เป็นบาปจะแก้กรรมอย่างไร ถ้าเอามาซื้อเหล้าด้วย ?
ตอบ : ก็ชดใช้ไปตามจำนวนนั้น แต่ว่ามีมาตรฐานคือคิดตามราคาทอง ถ้าสมมติว่าเอาเงินไปแสนหนึ่งสมัยราคาทองบาทละ ๘๐๐ บาท ก็ต้องคืนในอัตราสมัยนี้คือราคาบาทละ ๒๐,๐๐๐ บาท คือสามารถใช้เงินคืนได้แต่ต้องใช้ในอัตราปัจจุบัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-02-2014 เมื่อ 16:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 210 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #23  
เก่า 06-02-2014, 20:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : การคิดไม่ดีทางใจต่อพระอริยเจ้าโดยความพลั้งเผลอ ขาดสติอันเป็นกรรม การขอขมากรรมทุกวันจะหมดกรรมได้ไหมครับ ?
ตอบ : ต้องบอกว่าพระอริยเจ้าท่านไม่ได้ถือโทษโกรธใคร ฉะนั้นไม่มีกรรมกับท่านตั้งแต่แรกแล้ว แต่กรรมที่คุณล่วงเกินพระรัตนตรัยเองต่างหากละที่ให้ผลอยู่ เพราะฉะนั้น..ถ้าการขอขมาทำให้จิตเราปลดออกจากจุดนั้นเลย ก็หมดกันไป เลิกแล้วต่อกัน แต่ถ้ามัวไปคิดอยู่ว่าเราล่วงเกิน ๆ อยู่ตลอดเวลา แสดงว่าปลดไม่ได้สักที ก็จบเห่..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 210 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #24  
เก่า 06-02-2014, 20:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : แม่สุขภาพไม่ดี เป็นเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ไม่สามารถไปวัดได้ ลูกเอาเงินของคุณแม่ไปทำบุญให้ท่านแทน โดยขออนุญาตส่วนตัวแล้ว แต่ท่านไม่ได้โมทนา ไม่ทราบว่าท่านจะได้บุญเต็มที่ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าท่านไม่ห้าม ท่านก็ได้อยู่แล้ว

ถาม : ลูก ๆ ทำบุญ สมาทานศีล ทำกรรมฐานแล้วแผ่ส่วนกุศลให้พ่อแม่ทุกวัน แต่ท่านไม่ได้อนุโมทนา ท่านจะได้บุญที่ลูกปฏิบัติธรรมหรือไม่ ?
ตอบ : ใครทำใครได้ ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามา ต้องให้ท่านโมทนาก่อน

ถาม : แผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่ด้วย ไม่ทราบว่าเจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่จะได้รับหรือไม่ ถ้าแผ่ให้ไปเรื่อย ๆ เขาอโหสิกรรมให้กับพ่อแม่เราหรือไม่ อย่างไรครับ ?
ตอบ : เขารับได้อยู่แล้ว ส่วนจะอโหสิหรือไม่เป็นสิทธิ์ของเขา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 205 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #25  
เก่า 06-02-2014, 20:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : คนที่มีกรรมในเรื่องของความรัก อดีตเคยทำกรรมอะไรไว้ จะแก้กรรมได้อย่างไรดีครับ ?
ตอบ : อดีตเคยโง่เกิดมา ถ้าจะแก้กรรมตรงนี้ได้ก็ต้องไม่เกิดอีก หรือไปขออโหสิกรรมต่อกันก็ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 207 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #26  
เก่า 06-02-2014, 20:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เราเรี่ยไรบอกบุญเพื่อน ๆ ถวายพระหมดแล้ว หลังจากถวายเสร็จจะต้องอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่เขาฝากมาทำบุญด้วยหรือไม่ อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรของผู้ทำบุญทุก ๆ ท่านอีกครั้งหรือไม่อย่างไรครับ ?
ตอบ : ต่างคนต่างอุทิศ แต่ถ้าอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่ฝากมาทำบุญก็ไม่ต้องหรอก ถ้าเจ้ากรรมนายเวรฝากมาทำบุญแปลว่าเขาไม่ถือโทษเราหรอก ตกคำว่า "ของคนฝากที่มา"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 199 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #27  
เก่า 06-02-2014, 20:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เวลาภาวนาพระคาถาเงินล้าน ต้องกำหนดไว้ที่จุดสิ้นสุดของลมหายใจเข้าที่หน้าอก ตามที่บอกในคู่มือภาวนาพระคาถา หรือว่าภาวนาไปพร้อมกับมีสติสูดลมหายใจเข้า – ออกครับ ? ทดลองดูทั้งสองวิธีแล้ว พบว่าวิธีแรกที่กำหนดจุด จะอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออก ส่วนตามลมใจหาย เมื่อภาวนาไปเรื่อย ๆ เหมือนร่างกายจะระเบิดออก แต่รู้สึกถึงลมเข้าลมออกได้ รบกวนขอคำแนะนำด้วยครับ
ตอบ : ใช้คำภาวนาควบกับลมหายใจเข้าออกตามปกติธรรมดา แสดงว่าโง่จนไม่รู้ว่าลมหายใจสุดที่ไหน ลมหายใจของใครเขาสุดอยู่แค่หน้าอก ? ฉะนั้น..สมควรตายแล้วที่ไปจับลมสุดอยู่ที่หน้าอก..! ให้ภาวนาควบลมหายใจเข้าออกไปตามปกติธรรมดา ไม่ต้องไปสนใจอย่างอื่น ผลจะเกิดอย่างไรก็ช่างมัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 210 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #28  
เก่า 06-02-2014, 20:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : อาการโงนเงน ตัวโยกเหมือนจะหน้าทิ่มไปข้างหน้าแต่ไม่ได้หลับขณะนั่งภาวนา เกิดจากอะไรครับ มีวิธีแก้อย่างไร ?
ตอบ : เกิดจากตัวโยก ถ้าเลิกโยกก็หาย..! นั่นเป็นอาการของจิตที่เริ่มปีติ ต้องปล่อยให้ขึ้นเต็มที่ตึงตังโครมครามไปเลย แล้วจะเลิกเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 204 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #29  
เก่า 06-02-2014, 20:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : มีเจ้าของตลาดอยู่ท่านหนึ่ง แจ้งร้านค้าว่าจะเปิดตลาดในวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ แต่เพิ่งพบว่าเป็นวันดิถีพิฆาต แต่จำเป็นต้องเปิดตลาดแล้ว เพราะแจ้งร้านค้าไปหมดแล้ว ไม่ทราบพอจะมีวิธีแก้อย่างไรครับ ?
ตอบ : กติกาที่บอกมาแล้วแก้ไม่ได้ เขาบอกว่าบอกไปหมดแล้วแก้ไขไม่ได้ แล้วจะแก้ไปทำไม ? ก็เปิดไปตามนั้นแหละ แบ่งเฉลี่ยกันไปหลาย ๆ คน หนักก็จะกลายเป็นเบาไปเอง..!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-02-2014 เมื่อ 02:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 202 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #30  
เก่า 08-02-2014, 14:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "ท่านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เดินเท้าจากเชียงใหม่ลงไปบ้านที่เกาะสมุยโดยไม่ยอมใช้เงิน ท่านอยากรู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม ? ปรากฏว่ามีแต่คนช่วยเหลือไปตลอดทางเลย มีแม้กระทั่งจะรับอาสาว่าจะขับรถไปส่ง แต่ท่านยืนยันว่าจะเดินเท่านั้น ให้เงินก็ไม่เอา แต่ถ้าซื้ออาหารให้จะรับ ท่านจึงสรุปว่าคนเรามีน้ำใจพร้อมจะช่วยคนอื่นทั้งนั้น เพียงแต่สังคมในเมืองทำให้ความไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์นั้นหมดไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-02-2014 เมื่อ 03:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 202 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #31  
เก่า 08-02-2014, 14:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

มีโยมพาลูกชายมาทำบุญ "โหงวเฮ้งสุดยอดเลยโยม ที่โบราณเขาบอกว่าสวมมงกุฎมาเกิด เขาบอกคนประเภทนี้อย่างไรก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ไปตกอยู่ที่ไหนก็ต้องเจริญ เราลองนึกถึงว่าหมวกฮ่องเต้ของจีนจะมีลักษณะแบบทรงผมของลูกโยมนี่แหละ ใครมีลูกมีหลานโหงวเฮ้งแบบนี้ก็ไม่ต้องห่วง เอาไปโยนไว้ในดงโจรก็เป็นหัวหน้าโจรไปเอง..! นั่นไม่ใช่เขาทำผมทรงนี้นะ ผมของเขาเป็นอย่างนั้นเอง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-02-2014 เมื่อ 03:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 194 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #32  
เก่า 08-02-2014, 14:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์เล่าว่า "มีคนสงสัยว่าทำไมไม่มีใครเขียนประวัติอาจารย์เล็กบ้าง ถ้าเขารู้จักอ่านในอดีตที่ผ่านพ้นก็ประวัติดี ๆ นี่เอง แสดงว่าอ่านหนังสือไม่เป็น เลยลำดับเรื่องไม่ได้

อาตมาเกิดมาเป็นลูกเมียน้อย เพราะว่าโยมพ่อมีแม่ใหญ่อยู่ที่เมืองจีนแล้ว แต่ตอนอพยพมาเมืองไทย แม่ใหญ่ไม่ยอมตามมาด้วย โยมพ่อมาทำงานเมืองไทย ก็เลยมาแต่งงานกับแม่ที่นี่ แต่ว่าก็แอบส่งเงินแบบโพยก๊วนไปให้ทางเมืองจีนอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งตอนหลังแม่ของอาตมาจับได้ แม่ก็เลยเป็นคนส่งเงินให้แม่ใหญ่เอง บอกกันดี ๆ ก็หมดเรื่อง ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ กันด้วย

คราวนี้แม่ใหญ่ท่านมีลูกอยู่ ๒ คนก็คือพี่สาวใหญ่กับพี่ชายใหญ่ พี่ชายใหญ่ตามพ่อมาเมืองไทย แต่ว่าพี่สาวใหญ่แต่งงานกับครูอยู่ที่เมืองจีน ส่วนแม่ก็มีลูกไม่มากหรอก แค่ ๑๓ คนเอง..! อาตมาจริง ๆ แล้วเป็นคนที่ ๑๐ แต่ว่ามีพี่สาวซึ่งเป็นน้องของพี่อรวรรณตายไปคนหนึ่ง ก็เลยเลื่อนขึ้นมาเป็นคนที่ ๙

โยมพ่อกับพี่ชายใหญ่มาเมืองไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบ ก็มาหาพรรคพวกที่นครปฐม ตอนแรกก็ไปดูอยู่หลายแห่งด้วยกัน ไปถึงปากแพรกซึ่งปัจจุบันก็คือกาญจนบุรี ไปห้วยกระบอก ไปท่ามะกา แล้วก็มานครปฐม ท้ายสุดก็ไปตัดสินใจไปหักร้างถางพกอยู่บริเวณที่เรียกว่าบ้านหนองกร่าง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

แต่ว่ามาตอนหลังก็ต้องโยกย้าย เพราะว่าโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก เนื่องจากว่าอยู่ในรอยต่อของ ๓ จังหวัด ก็คือด้านหนึ่งติดอำเภอพนมทวนของกาญจนบุรี ด้านหนึ่งติดอำเภอสองพี่น้องของจังหวัดสุพรรณบุรี อีกด้านหนึ่งติดอำเภอกำแพงแสนของนครปฐม"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-02-2014 เมื่อ 03:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 200 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #33  
เก่า 08-02-2014, 14:36
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"โยมพ่อมาแต่งงานกับโยมแม่ โยมแม่อยู่บ้านบางลี่ อำเภอสองพี่น้อง อยู่หน้าวัดหลวงพ่อโหน่ง หักร้างถางพงใหม่ ๆ ทำอะไรกัน ? ก็ทำสวนผักกับไร่ยาสูบ สวนผักทำแค่ ๒-๓ ไร่เท่านั้น เพราะว่าหาบน้ำรดไม่ไหว ที่เหลือก็เป็นไร่ยาสูบ

คราวนี้บรรดาคนจีนที่เข้า
มาเมืองไทยแบบเสื่อผืนหมอนใบ เมื่อมาถึงถ้าไม่มีพรรคพวก ไม่มีญาติพี่น้อง ก็ต้องแสวงหาคนที่พูดภาษาเดียวกัน ได้แซ่เดียวกัน เป็นญาติกันได้ยิ่งดี จะได้ไปอาศัยทำงานอยู่ด้วยกันก่อน เพราะฉะนั้น..โยมพ่อมาไม่นานก็มีพรรคพวกตามมาเป็นคนงานในไร่ยาสูบ ๔๐ กว่าคน

โยมแม่ก็เลยกลายเป็นหญิงแกร่ง ถือปืนลูกซองคุมลูกน้อง สมัยก่อนปืนลูกซองหายากอย่าบอกใครเลย โยมพ่อต้องลงทุนเก็บเงินอยู่ตั้งนาน ซื้อมาในราคา ๒๐ บาท ลองไปนึกถึงสมัยก๋วยเตี๋ยว ๒ ชาม ๕ สตางค์ แล้ว ๒๐ บาทนี่แพงแค่ไหน ? เป็นลูกซองไนโตรของเยอรมัน บรรจุกระสุน ๒ นัด สวยมาก ๆ ทุกวันนี้ก็ยังเห็นว่าปืนกระบอกนั้นสวย เพราะว่าเป็นลูกซองเบอร์ ๑๒ ก็จริง แต่เขาทำได้เล็กมาก เหมือนอย่างกับตั้งใจให้ผู้หญิงใช้ คุณพ่อก็เลยมีอาวุธที่ต้องบอกว่าทันสมัยที่สุดในยุคนั้น เพราะเป็นลูกซองไนโตรของเยอรมัน ขณะที่เพื่อนบ้านใช้ปืนแก๊บบ้าง ปืนคาบศิลาตีข้างบ้าง "
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-02-2014 เมื่อ 03:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 201 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #34  
เก่า 09-02-2014, 20:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : นิมนต์ไปงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ค่ะ
ตอบ : ไม่ไปจ้ะ ถ้านิมนต์ต้องนิมนต์ทั้งวัดถึงจะไป

ถาม : ถ้านิมนต์ทั้งวัด ?
ตอบ : ไม่ไหวหรอก คงต้องเช่ารถบัสไปรับ พระตั้ง ๓๐-๔๐ รูป ถ้าไม่ใช่งานเพื่อส่วนรวม อาตมาจะไม่รับนิมนต์ เพราะงานส่วนรวมมีเยอะมาก ประเภทไปทำบุญบ้าน ไปสวดมนต์ฉันเพลอะไรไม่ไปหรอก เสียเวลา..แบบนั้นได้คนเดียวหรือได้แค่บ้านเดียว

งานที่ไปส่วนใหญ่คืองานส่วนรวม คือไปที่หนึ่งแล้วเขามารวมกันเยอะ ๆ ต้องบอกว่าไม่ได้ฝืนศรัทธาโยมนะ แต่ไม่มีอารมณ์จะไปจริง ๆ ประเภทกินข้าวมื้อหนึ่งวิ่งข้าม ๓-๔ จังหวัด ถ้าโยมแก่และป่วยขนาดอาตมาก็คงไม่อยากไปหรอก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 03:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 200 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #35  
เก่า 09-02-2014, 20:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ปืนสับข้างนี่คืออะไรครับ ?
ตอบ : ปืนคาบศิลา ใช้หินเหล็กไฟ เขาเรียกว่าปืนตีข้าง เขาเอาหินเหล็กไฟคีบไว้กับนกปืน พอนกปืนตีลงที่หิน เกิดไฟแลบไปโดนดินปืนก็ติด จุดระเบิดให้ลูกปืนวิ่งออกไป บางทีก็ดังฟืดแล้วเงียบ เพราะดินปืนชื้น ไหม้ไม่ทั่ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 03:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 192 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #36  
เก่า 09-02-2014, 20:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ขนาดโยมพ่อของอาตมามีอาวุธทันสมัยขนาดนั้น พวกโจรก็ยังปล้นไม่ได้เว้นแต่ละวัน ตอนนั้นชุมโจรที่ดังที่สุด คือชุมโจรของเสือขาวที่ทะเลบก พวกเราได้ยินคงงงว่าทะเลบกมาได้อย่างไร ? ทะเลบกเป็นตำบลหนึ่ง อยู่ในเขตของอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนใหญ่ก็มาจับลูกไป แล้วก็บังคับพ่อแม่ให้หาบเสบียงไปส่งเพื่อไถ่ลูก ต้องบอกว่าโจรเขาก็รู้จักหาคนเบาแรงเขา

สมัยก่อนมีทั้งไอ้เสือปล้น ก็คือคุมคนเข้าปล้น บางทีก็ปิดทั้งหมู่บ้านเลย อย่างประเภทพวกเสือขาว เสือครึ้ม แล้วก็มีประเภทเล็ก ๆ น้อย ๆ ขโมยควาย แต่ขโมยควายบางทีจำนวนไม่น้อยนะ เล่นต้อนกันหมดคอกเลย ขโมยควาย ขโมยหมู ขโมยเป็ด

โห..พวกขโมยเป็ดนี่เก่งสุดยอด เจ้าของเขาจะสานเฝือกเพื่อล้อมเป็ดไว้ตอนกลางคืน พอสาย ๆ เป็ดไข่เสร็จแล้วถึงปล่อยลงน้ำ เจ้าพวกนี้จะไปเจาะเฝือก แล้วเอากระสอบไปกางรอเลย ส่วนอีกคนหนึ่งจะไปอีกฝั่งหนึ่งเป่าหวีดไม้ระกำ เสียงเหมือนอย่างกับงูเห่าขู่ดังฟืด ๆ พวกเป็ดได้ยินคิดว่างูมา ก็เบียดกันออกไปด้านที่เขาเจาะเอาไว้ เข้ากระสอบหมด ถึงเวลามัดปากกระสอบแล้วเป็ดไม่ร้องสักตัว

มีอยู่เที่ยวหนึ่งที่บ้านเลี้ยงหมู คราวนี้มีหมูตัวใหญ่ต้องเอาเชือกล่ามไว้ ขโมยก็มาขโมยหมู โยมพ่อก็ตั้งใจจะยิงสั่งสอนจึงเล็งที่โคนขา ใส่ตูมไปตายคาที่เลย..! โยมพ่อเขาใส่กระสุนผิด แทนที่จะเป็นลูก ๙ หรือลูกโดด ดันใส่ลูกปรายเข้าไป โดนเข้าไปร่วมร้อยเม็ดได้กระมัง ตายคาที่เลย

บางทีก็เห็นว่าคนเราตายง่ายเหลือเกิน ปกติลูกปรายนี่ยิงสัตว์ยังไม่ค่อยจะอยู่ แต่คนโดนตูมเดียวคาที่เลย สมัยนั้นมีพวกเสือสางคอยปล้นกันอยู่เยอะ ชาวบ้านก็ต้องแสวงหาของดีไว้ป้องกันตัว หลวงปู่หลวงพ่อสมัยนั้นก็สุดยอดวิทยายุทธ์ทั้งนั้นเลย

__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 03:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 195 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #37  
เก่า 09-02-2014, 20:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

โยมพ่อเป็นคนจีนก็ไปตามศาลเจ้า หาเครื่องรางของขลัง ต้องบอกว่าสมัยก่อนเขาทำให้เห็นชัด ๆ เลย ศาลเจ้าพ่อกวนอูที่ใกล้บ้านของอาตมา ถึงเวลาร่างทรงเขาจะตัดลิ้นออกมาเขียนยันต์ ตัดลิ้นใช้เลือดเขียนยันต์ ประเภทหยิบลิ้นออกมาเป็นพู่กันเลย พอเขียนเสร็จสรรพเรียบร้อยก็โยนกลับไป ลิ้นก็ติดตามเดิมไม่เห็นเป็นอะไร เขาขลังขนาดนั้นก็ต้องยอมรับว่าเขาแน่จริง

ปรากฏว่าโยมพ่อไปศาลเจ้าไหนเพื่อขอเครื่องรางของขลัง เจ้าเขาบอกว่า “ลื้อไม่ต้องหรอก ลื้อมีฮุดโจ้วคอยป๋อห่ออยู่แล้ว” เขาบอกว่ามีพระคอยคุ้มครองอยู่แล้ว มาถึงตอนช่วงท้าย ๆ ที่โยมพ่อป่วยจนทำงานไม่ได้ มีอาตมาดูแลอยู่ถึงได้รู้ว่าตั้งแต่สมัยหักร้างถางพงที่หนองกร่าง
โยมพ่อไปเจอพระธุดงค์เข้า ชายป่าที่ท้ายไร่ของโยมพ่อมีถ้ำใหญ่อยู่ถ้ำหนึ่ง มีงูใหญ่อาศัยอยู่ในนั้น โยมพ่อไปเห็นงูคายกระดูกสัตว์ทิ้งไว้เกลื่อนกลาดไปหมด คือพวกนี้พอกินลงไปย่อยหมดแล้วจะคายกระดูกทิ้ง ต้องบอกว่ากองพะเนินเทินทึก ท่านก็คอยระมัดระวังอยู่

ปรากฏว่าวันดีคืนดีพระธุดงค์ท่านมาปักกลดหน้าถ้ำงูใหญ่ โยมพ่อก็ไปพยายามบอกว่ามีงูใหญ่อยู่ ให้ย้ายที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์ โยมพ่อพูดไทยไม่ได้ แต่ว่าคุยกับพระรู้เรื่อง ก็สื่อสารกันจนได้ความว่า เวลาพระปักกลดแล้วห้ามถอน โยมพ่อก็เลยต้องแบกปืนไปนอนเฝ้าพระนอน สั่นแหง็ก ๆ ด้วยความกลัว เพราะงูใหญ่เหลือเกิน อาตมาถามว่างูใหญ่แค่ไหน โยมพ่อบอกว่า เวลาเลื้อยออกมาจะตัวโตเต็มถ้ำพอดี อาตมาก็ขี้สงสัยถามต่อไปว่า แล้วถ้ำใหญ่แค่ไหน ? โยมพ่อบอก
ว่า เวลายืนสูงประมาณหัวพอดี

โยมพ่ออาตมาไม่ใช่คนสูง เป็นผู้ชายที่เตี้ยมาก สูง ๑๕๐ กว่า ซ.ม. เอง ที่อาตมาได้ความสูงนี่ได้ของแม่มา แต่ ๑๕๐ กว่า ซ.ม. แล้วงูตัวใหญ่ท่วมหัวนี่ ต้องคิดนะว่าใหญ่แค่ไหน ท่านบอกว่าตอนดึกงูออกมา โยมพ่อบอกว่ามีปืนก็ไม่กล้าทำอะไร เท่ากับไม้จิ้มฟันชัด ๆ โยมพ่อบอกว่ามัวแต่นั่งสั่นอยู่ เห็นพระธุดงค์ท่านเปิดกลดออกไป ท่านบอกว่า พระ เอาดินสาดไปกำหนึ่ง งูก็หดเข้าไปในถ้ำ แล้วพระท่านก็เอาเชือกเล็ก ๆ ไปขึงขวางปากถ้ำไว้ แล้วก็นั่งของท่านต่อ อันนี้แปลมาจากภาษาจีน อาตมาคาดว่าเป็นพวกทรายเสกกับสายสิญจน์ประมาณนั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 03:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 193 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #38  
เก่า 09-02-2014, 20:59
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าเป็นพวกเราเห็นคาตาอยู่ว่าพระท่านขลังขนาดนั้น งูตัวใหญ่ท่วมหัวขนาดนั้น เวลากินเราก็คงกลืนคำเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพระไล่ไปด้วยทรายเสกแค่กำเดียว โยมก็ต้องทึ่ง ท้ายสุดโยมพ่อถามพระท่านว่ามีอะไรดี พระท่านบอกว่ามีคาถาวิเศษ โยมพ่อก็ขอเรียนบ้าง พระท่านก็สอนให้ โยมพ่อก็ท่องมาตลอดชีวิต อาตมาฟังแล้วมี อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ อยู่ ๓ บท

พระท่านยังสอนว่า “ถ้าจะให้ดี ให้ถวายข้าวพระทุกวัน” โยมพ่อถามว่าให้ถวายอย่างไร ท่านก็บอกว่าให้ทำกระทงเล็ก ๆ ใส่ข้าวนิดหนึ่ง กับนิดหนึ่ง น้ำนิดหนึ่ง ถวายทุกวันแล้วสวดมนต์ ถ้าทำอย่างนี้ทุกวันแล้ว อำนาจของคาถาวิเศษจะคุ้มครองได้ อยู่ที่ไหนก็ปลอดภัย โยมพ่อทำอย่างนั้นทุกวัน พออาตมาเริ่มรู้ภาษาท่านก็อุ้มคอพับคออ่อนไปสวดมนต์ทุกวัน

แต่ที่โยมพ่อทำ สมัยนี้อาตมารู้สึกแปลก ๆ เพราะท่านถวายข้าวพระตอนประมาณทุ่มครึ่ง ก็พระธุดงค์ท่านไม่ได้บอกนี่ว่าให้ถวายเวลาไหน บอกให้ถวายทุกวัน กว่าพ่อจะว่างงานก็ค่ำแล้ว อาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสร็จก็เข้าไปถวายข้าวพระ นั่งสวดมนต์ เอาอาตมาไปสวดด้วย เพิ่งจะขวบกว่าสองขวบก็หลับคอพับอยู่ทุกวัน คราวนี้ที่ไปสวดอยู่ทุกวัน โยมพ่อท่านสวดกรอกหูอยู่เลยจำได้ กลายเป็นสวดมนต์ได้ตั้งแต่ยังไม่ทันจะเข้าโรงเรียน พอเข้าเรียนครูเขาเห็นสวดมนต์ได้ก็เลยให้เป็นหัวหน้าชั้น

จะเห็นได้ว่าความซื่อนี่แหละทำให้ขลัง แบบเดียวกับที่นะโมพุทธาแยะเสกหินเป็นอาหารได้ ที่โยมพ่อไม่รู้ว่าธรรมเนียมไทยนิยมถวายข้าวพระก่อนเพล พระบอกให้ทำอย่างนี้ ๆ ก็ถวายเหมือนกัน ลืมถามเรื่องเวลา จึงรอตอนกลางคืน ตกลงพระพุทธรูปที่บ้านอาตมาฉันข้าวเย็นทุกวัน..!

ความศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้แหละ ไปศาลเจ้าที่ไหนก็ตาม เขายืนยันว่าโยมพ่อมีพระคุ้มครองอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเอาเครื่องรางของขลังไป ต้องถามว่าแล้วเจ้าเขารู้ได้อย่างไร แล้วเวลาตำรวจกองปราบ พวกพลตระเวนไปปราบพวกเสือปล้น ก็ให้โยมพ่อเป็นคนนำทาง พอเข้าไปใกล้ชุมโจร ตำรวจเขาก็หมอบ ๆ คลาน ๆ โยมพ่อรำคาญก็ถือปืนเดินเทิ่ง ๆ นำหน้าไป ยิงกันกระจายทุกงาน แต่ก็แปลกว่าโยมพ่อไม่เคยโดนอะไรเลย แสดงว่าความที่ท่านเชื่อมั่นว่า คาถาวิเศษของพระธุดงค์ป้องกันภัยได้เป็นเรื่องจริง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 03:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 204 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #39  
เก่า 10-02-2014, 10:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คราวนี้มีข้อสังเกตอยู่หลายข้อ ข้อที่ ๑ โยมพ่อพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว แล้วสมัยนั้นลูกคนจีนเขาไม่บวชกัน พี่ชายอาตมาบวช ๒ คนโยมพ่อนั่งร้องไห้เลย เพราะว่าคนจีนบวชแล้วไม่สึก พ่อคิดว่าเสียลูกชายไป ๒ คนแล้ว ไม่ได้ปีติหรอกว่าลูกบวช ที่ร้องไห้เพราะคิดว่าเสียลูกชายไป ๒ คน ไม่รู้ว่าพระไทยบวชแล้วสึกได้

ในเมื่อโยมพ่อพูดไทยไม่ได้ แล้วพระก็ไม่ใช่ลูกจีน เพราะคนจีนไม่ยอมให้ลูกบวช แล้วท่านคุย
กันรู้เรื่องอย่างไร ? แถมยังสอนบทสวดมนต์ยาวยืดขนาดนั้นให้ อีกข้อหนึ่งก็คือสิ่งที่พระท่านบอกมา ตรงกับที่หลวงพ่อฤๅษีท่านสอน ก็คืออิติปิ โสฯ ๓ ห้องขลังที่สุด ไม่ต้องใช้คาถาบทอื่น นี่เป็นข้อสังเกตถึงความพิเศษของพระ เราไม่ต้องไปดูความขลังของท่านที่ว่าไล่งูใหญ่มหึมาขนาดรถไฟไปได้

บรรดาพี่สาวพี่ชายของอาตมา โดน
ชุมโจรที่ทะเลบกกลุ่มเสือขาวจับเป็นตัวประกันบ่อย แต่มีพี่สาวคนที่ถ้านับแม่เดียวกันจะเป็นพี่สาวคนที่ ๒ เวลาโจรมานี่มีอะไรก็เอาหมด ต้องบอกว่าถ้าเป็นชุมโจรที่เขามีศีลมีธรรม ของใช้จะไม่เอา ของทำบุญจะไม่เอา จะเอาเฉพาะเงินและทองที่เหลือเก็บเท่านั้น แต่กลุ่มเสือขาวเอาทุกอย่าง กระทั่งมุ้งหมอนผ้าห่มก็เอาหมด ตอนนั้นแม่เล่าให้ฟังว่า พี่สาวคนที่ ๒ เพิ่งอายุได้ ๓-๔ เดือนเท่านั้น แม่อุตส่าห์กัดฟันลงทุนซื้อมุ้งตราพริกไทย สมัยนั้นแพงอย่าบอกใครเลย ก็เอามากางเพื่อให้ลูกสุขสบายหน่อย ไม่ต้องโดนพวกยุงรบกวน โจรมาปล้นเอากระทั่งมุ้ง..!

แม่บอกว่าโจรตัดสายมุ้งไป ๒ สายแล้ว กำลังจะตัดอีก ๒ สาย แม่ก็ขอร้อง บอกว่าลูกยังเล็กอยู่ ขอมุ้งหลังนี้ไว้เถอะ อย่างอื่นจะเอาก็เอาไป ปรากฏว่าพวกเสือขาวนึกอย่างไรไม่รู้ ทิ้งมุ้งไว้ให้ โยมแม่ถึงมั่นใจบอกว่าลูกคนนี้มีบุญ คือเรื่องของบุญรักษา อันดับแรกเกิดมาแม่ก็ตัดสินใจซื้อมุ้งให้ อันดับที่สองก็คือ ปกติโจรปล้นไม่เคยเหลืออะไรไว้ให้ แต่นี่ยังยอมทิ้งมุ้งไว้ให้ มาตอนหลังพี่สาวคนนี้ก็เป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ แสดงว่าคนโบราณเขาดูออก

อาตมาเองเกิดช่วงหลัง พวกชุมโจรโดนทลายไปหมดแล้ว ทางราชการเขาตัดสินใจสร้างสนามบินกำแพงแสน สร้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน เพราะพื้นที่เป็นรอยต่อ ๓ จังหวัดอยู่ พอจังหวัดนี้ปราบโจรก็หนีข้ามไปอีกจังหวัดหนึ่ง พวกพลตระเวนก็ถือว่าไม่ใช่หน้าที่เขา เป็นเรื่องของจังหวัดโน้น เขาก็ไม่ตาม ปราบทางด้านกำแพงแสนโจรหนีไปทางด้านพนมทวนของกาญจนบุรี พอทางด้านพนมทวนกาญจนบุรีมาปราบ โจรก็หนีข้ามไปเขตสองพี่น้องของสุพรรณบุรี พอสองพี่น้องของสุพรรณบุรีมาปราบ โจรก็หนีข้ามมาเขตกำแพงแสนของนครปฐม
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-02-2014 เมื่อ 10:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #40  
เก่า 10-02-2014, 10:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,227
ได้ให้อนุโมทนา: 76,048
ได้รับอนุโมทนา 3,196,299 ครั้ง ใน 22,602 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตอนหลังทางการเลยต้องตัดสินใจสร้างสนามบิน ถล่มป่าตรงนั้นทิ้งไปเลย ไม่อย่างนั้นแล้วป่าใหญ่ขนาดยังมีเสืออยู่ อาตมาตอนเด็กจะโดนเสือลากไปกินแล้ว สร้างเป็นสนามบินกำแพงแสน ๑๐,๕๐๐ ไร่ สร้างเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสนอีก ๘,๐๐๐ ไร่ นั่นแค่สองอย่าง ต้องถล่มป่าทิ้งไปเลยเพื่อไม่ให้โจรมีที่ซ่อน อาตมามาเกิดช่วงหลังก็เลยเสียดาย ไม่โดนเขาจับเรียกค่าไถ่บ้าง ไม่อย่างนั้นชีวิตคงมีรสชาติมากกว่านี้อีกเยอะ

อาตมาเกิดไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขาหรอก เพราะแม่ไปคลอดกลางนา โยมแม่จะหาบผักไปแลกข้าวในหมู่บ้านลาวโซ่ง เดินวันหนึ่งอย่างน้อย ๆ ก็ ๘ กิโลเมตร ท้องแก่ขนาดนั้นแล้วก็ยังไป พวกลาวโซ่งนี่จะปลูกข้าวแล้วก็หาผักหาเนื้อเอาตามชายทุ่งชายป่า ปลูกผักไม่เป็น คราวนี้โยมพ่อเป็นคนจีนก็ถนัดปลูกผักทำสวน โยมแม่ก็หาบเอาผักไปแลกข้าว สมัยนั้นไม่ได้ซื้อขายกันหรอก ใช้วิธีแลกกัน ก็เอาพวกผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักคะน้า ถั่วฝักยาวไปทีเป็นหาบ ๆ ไปแลกข้าว ไปตกลงกันว่าผักกาดขาวหัวนี้จะแลกข้าวกี่ทะนานอะไรอย่างนี้ ทางด้านโน้นก็จะตวงข้าวเปลือกมาให้ ใช้วิธีแลกกัน ไม่ได้ซื้อหาอะไรหรอก

สมัยอาตมาเด็ก ๆ ดูแล้ว เออ..คนเขาถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี พอถึงเวลาโยมแม่ก็หาบข้าวกลับมา กระบุงเบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้น..ที่บ้านไม่ได้ปลูกข้าว แต่มีข้าวล้นยุ้งทุกปีเลย เพราะโยมแม่ขยันเดินไปแลกข้าวทุกวัน ประกันความเสี่ยงได้ว่า ถึงเวลาต้องมีข้าวให้ลูกกินแน่ ๆ

ตอนแรก ๆ ก็ยังต้องตำข้าวกัน มาระยะ
ลังเริ่มมีโรงสี โรงสีก็เป็นของอาประเสริฐ ซึ่งโยมพ่อเคยช่วยเหลือท่านมาก่อน ภายหลังร่ำรวยขึ้นมาก็ตั้งโรงสี ถึงเวลาเราก็ไปจ้างเขาสี เอาข้าวไปจ้างเขาสีทีหนึ่ง ๒-๓ ถัง ส่วนใหญ่เขาไม่เอาค่าจ้างหรอก เขาไปรับจ้างสีประเภทมากันทีเป็นสิบเป็นร้อยเกวียน ของเราไปที ๒-๓ ถัง เขาสีเสร็จก็ให้ข้าวมา แล้วก็ขอไว้แค่แกลบกับรำ ถือเอาว่าเป็นค่าแรงแค่นั้น

โยมแม่เดินแลกข้าวทุกวัน คราวนี้ ๙ เดือนแล้วยังอุตส่าห์เดินอยู่ อาตมาก็เลยคลอดกลางนา โห..ชีวิตลำเค็ญ..ไปคลอดกลางนา แต่ไม่ต้องกังวลหรอก แม่มีลูกตั้ง ๑๐ คนแล้ว กว่าจะมาถึงอาตมานี่แม่คล่องแล้ว มีอาชีพเป็นหมอตำแยไ
ด้เลย เวลาเพื่อนบ้านจะคลอดก็จะมาตามโยมแม่ไปช่วยทำคลอดให้ พูดง่าย ๆ ก็คือทำคลอดตัวเองจนเก่ง แม่ตัดสายรกสายสะดือ มัดเสร็จเรียบร้อยก็ห่ออาตมาใส่หาบกลับบ้าน เป็นสมัยนี้จะไหวไหม ? เพิ่งจะคลอดลูกเสร็จ ต้องเดินไปอีกตั้งหลายกิโลเมตรกว่าจะถึงบ้าน

คนสมัยก่อนแข็งแรง มีลูกเป็น ๑๐ คน อย่าคิดว่าแม่มีลูก ๑๓ คนแล้วจะมากนะ อาซิ้มข้างบ้านมีลูกตั้ง ๑๘ คน จนกระทั่ง ๒ คนสุดท้ายไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรเรียกอาจับฉิก (ไอ้ ๑๗) กับอาจับโป้ย (ไอ้ ๑๘) ไม่มีปัญญาตั้งชื่อแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-11-2014 เมื่อ 06:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 173 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:46



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว