กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #241  
เก่า 01-08-2014, 13:47
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลักเกณฑ์อันใหญ่หลวง

ระหว่างอยู่ศึกษากับหลวงปู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ จังหวัดสกลนคร ขณะกำลังนั่งภาวนา พิจารณาด้านปัญญา ในคืนหนึ่งก็เกิดผลอัศจรรย์ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนี้

“...พิจารณาร่างกายนี้แหละ พิจารณาลงไป ๆ ลึก ๆ นะ พิจารณาลงไป ๆ ร่างกายมันเป็นของมันเอง เวลามันจะเป็นขึ้นมา มันแปลกนะ ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครตกใครแต่ง มันหากเป็นของมันเอง


พอจิตจ่อลงไปจุดเดียวเท่านั้น ร่างกายจะทำงานของมันเอง ผุพังแตกสลาย สลาย ๆ ลงไป พังลงไป ก็ยิ่งสนใจ ยิ่งดูความเป็นของมัน นั่นละ.. ธรรมท่านแสดง อันหนึ่งเหมือนผู้ดู อันหนึ่งเหมือนธรรมแสดงลวดลายต่าง ๆ สุดท้ายร่างกายนี้ก็พังลงไป ๆ หมด ยังเหลือแต่กองกระดูก พิจารณากองกระดูก กระดูกเหล่านี้.. มันก็เป็นดินเหมือนกัน เหล่านั้นก็เป็นดิน ส่วนที่ละเอียดมันก็ลงไปก่อนแล้ว อันนี้ส่วนหยาบมันก็จะลงเป็นแผ่นดินอันเดียวกันนี้แหละ พอว่าอย่างนั้น.. พรึบเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ลงก็พรึบหมดเลย โลกธาตุดับหมด

‘โอ้โห.. อัศจรรย์!!! ลงเป็นชั่วโมง ๆ นะ’

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 01-08-2014 เมื่อ 16:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #242  
เก่า 06-08-2014, 16:36
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เงียบเลย แต่ธรรมชาติที่รู้ไม่ได้เงียบตัวเอง สว่างจ้าเลย มันเงียบสิ่งที่มาเกี่ยวข้องต่างหาก ว่างไปหมดเลย โลกธาตุนี่ว่างเปล่าไปหมด โอ้โห.. อัศจรรย์ ! เป็นชั่วโมง ๆ จิตถึงค่อยถอนขึ้นมา พอถอนขึ้นมาแล้วกำหนดดูต้นไม้ ภูเขา กำหนดดูกุฏิศาลาไม่เห็นเลย ว่างไปหมด ตานี่เห็นพอเป็นร่าง ๆ เงา ๆ นะ ส่วนใหญ่ของจิตมันทะลุไปหมด ว่างไปหมดเลย.. อัศจรรย์ ! ขึ้นไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ขึ้นทันทีเลย

‘เอ้อ ได้หลักพยานแล้ว อย่างนี้ละผมเป็น ผมเป็นที่ถ้ำสาริกา เป็นอย่างท่านมหาฯ นี่ละ เอาเลย..ได้การ’

ขึ้นเลยนะ ขึงขัง นั่นเห็นไหมธรรมเข้าดลใจท่าน.. ก๊อกน้ำที่ใสสะอาด ท่านก็ผางออกมาเลย เราก็ฟังอย่าเคลิ้มเทียว ใครบอก มันเป็นขึ้นมาเอง มันจึงไปพูดให้ท่านฟังได้อย่างอาจหาญ เอาความจริงไปพูด

ท่านก็รับขึ้นเลยทันที ‘เอ้อ..เอาละ..ที่นี้ได้การ ผมเป็นอย่างนี้แหละ ที่ถ้ำสาริกา เอ้า.. ทีนี้ได้การ ๆ’ ผึงผังตึงตังเลย สองต่อสองนะ เสียงลั่นอยู่ในห้อง เรากับท่านไม่มีอะไรกัน มันเหมือนพ่อกับลูกนั่นแหละ จะเข้าหาท่านเมื่อไร ท่านไม่เคยห้ามนะ กับเรานะ องค์อื่นไปยุ่งไม่ได้นะ ใครจะไปยุ่งท่านไม่ได้นะ

แม้ท่านป่วยก็เหมือนกัน ถ้าเราขึ้นเมื่อไรท่านไม่เคยว่าอะไรเลย ไม่เคยนะกับเรา ท่านนอนอยู่ เราไปปั๊บ เข้าไปถึงเท้าท่าน เพราะเราก็หมุนติ้วของเรา.. ธรรมะของเรา ไปกราบเรียนเรื่องธรรมะ ท่านก็อธิบายให้ฟังปุ๊บปั๊บ ๆ เราก็ลงปุ๊บไปเลย

ท่านไม่เคยห้ามเรานะ นี่..ที่แปลกอยู่ ไม่เคยได้ยินเลยว่าห้ามหรือมาทำไม.. ไม่เคยมี ทั้ง ๆ ที่พระเณรเข้าใกล้ไม่ได้ เราไปเมื่อไรได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากลางค่ำกลางคืน เวลาไหนได้ทั้งนั้นเลย ก็มีแปลกอันหนึ่ง ไม่ใช่ยกตัวนะ เราพูดตามเรื่อง ท่านเมตตา...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-08-2014 เมื่อ 01:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #243  
เก่า 18-08-2014, 17:26
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จากนั้นหลวงปู่มั่นเมตตาเล่าถึงความอัศจรรย์ของจิตที่เกิดขึ้นที่ถ้ำสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ให้ท่านฟังภายในกุฏิที่วัดป่าบ้านหนองผือ ดังนี้

“...ท่านอยู่ถ้ำสาริกา นั่นเวลาท่านได้รับความทุกข์นะ นี่ละ.. คนเราเวลาจนตรอกจนมุมจริง ๆ ช่วยตัวเองได้นะ ปัญญามาเอง ของท่านก็เหมือนกัน


ท่านเป็นโรคท้อง ยานี้ก็เคยบำบัดกันได้เป็นระยะ ๆ ไปท่านว่า แล้วไปอยู่ในถ้ำสาริกา ก็เป็นยาสมุนไพรมีอยู่ตามที่ท่านพัก เขาก็บอกแล้วก่อนที่ท่านจะขึ้นไปว่า

‘พระตาย ๔ องค์แล้วถ้ำนี้’


เขาจึงถามว่า ‘นี่ท่านจะตายองค์ที่ ๕ เหรอ ?’ เขาบอกท่านไม่ฟัง ท่านบอกให้เขาพาไปส่งขึ้นถ้ำสาริกา ‘นี่ท่านจะตายองค์ที่ ๕ เหรอ ?’ เขาว่าอย่างนั้น

‘โอ๊ย ที่ไหนก็ไม่ว่าแหละ’ ท่านว่าอย่างนั้น ‘ขอไปดู ควรอยู่ก็อยู่’ นั่นฟังซิ ท่านพูดถ่อมตนของท่าน ‘ควรอยู่ก็อยู่ ควรลงก็ลง ให้ไปดูเสียก่อน’ ทางจิตท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านเล่าให้ฟัง ‘ที่ไหนมันไม่ตายนะ’ ท่านว่าอย่างนั้นทีเดียวนะ

‘ถ้ำหรือไม่ถ้ำ มันก็ตายทั้งนั้นนี่นะ ป่าช้ามีอยู่ทั่วไป’ นั่นในใจของท่าน แต่เวลาพูดออกมา ‘เข้าไปดูเสียก่อน มันควรอยู่ก็อยู่ ไม่ควรอยู่ก็ลงเสีย’ ท่านว่าอย่างนั้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-08-2014 เมื่อ 18:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #244  
เก่า 21-08-2014, 08:25
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พอขึ้นไปแล้วโรคกำเริบใหญ่เลย ‘นี่..เรานี่จะเป็นองค์ที่ ๕ จริง ๆ หรือ ?’ ท่านก็ว่าอย่างนั้น ‘เอ้า.. ห้าก็ห้า’ ท่านไม่ได้ถอย ‘เอ้า..ห้าก็ห้า’ ‘ว่างั้น’ เลยเอายาอะไรมาฉันก็ไม่มีน้ำยาเลยแหละ สุดท้ายท่านบอกว่ายากำอยู่นี้.. ปาเข้าป่า

มันเป็นอะไร เอ้า! เป็นก็เป็น ตายก็ตาย’


ยาที่กำนี้เอามาต้มแล้วปาเข้าป่าเลย ทิ้งหมด เข้าในถ้ำเลย ถ้ำเล็ก ๆ เราไปดูหมดแหละ ที่ท่านบอกตรงไหนไปดู ทีนี้เวลามันเอาจริง ๆ มันก็หนักจริง ๆ หนักก็ฟัดกันเลย... ทุกขเวทนาเอากันเต็มเหนี่ยว

‘เอ้า..เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เอาสนามรบนี่เป็นป่าช้า สนามรบกับความทุกข์ความทรมาน กับกิเลสตัณหาที่เกิดความฟุ้งซ่านวุ่นวายต่าง ๆ ขึ้นในนั้น ฟัดกันในนั้นเลย เอ้า.. เป็นก็เป็น ตายก็ตาย’

พอได้ที่มันก็พรึบเลย พอลงได้จังหวะแล้วพรึบทันที ดับหมดเลยโลกธาตุ สว่างจ้าไปหมดเลย ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับ สว่างจ้าไปหมดเลย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-08-2014 เมื่อ 15:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #245  
เก่า 28-08-2014, 09:34
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ที่เราพูดถึงเรื่องผีใหญ่ที่มันจะมาตีท่าน อย่างนั้นแล้วเห็นไหมล่ะ แบกเหมือนท่อนเหล็กจะมาตีท่าน ดังที่เขียนในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น..นี่ละความจริง ปีพรรษา ๒๒ ท่านได้หลักเกณฑ์ไม่หวั่นไหวตรงนั้นละ ทั้ง ๆ ที่กิเลสมีอยู่นะ แต่ว่าหลักธรรมนี้เข้าสู่ใจแล้วไม่หวั่นไหวเลย เชื่อแน่ต่อมรรคผลนิพพาน กล้าหาญตั้งแต่นั้นมา ไปได้หลักเกณฑ์อันใหญ่หลวงที่ถ้ำสาริกา...”

เมื่อได้เล่าผลภาวนาในคืนนี้ถวายหลวงปู่มั่นแล้ว ท่านรู้สึกว่าจิตใจพองขึ้น และเมื่อหลวงปู่มั่นเมตตาเล่าเรื่องของท่านเองดังกล่าว เป็นสักขีพยานอันเป็นเอกด้วยแล้ว ใจของท่านก็ยิ่งพองขึ้นด้วยความปีติยินดี

จากนั้นจึงเร่งภาวนาอย่างเต็มที่ ด้วยตั้งใจจะให้ได้ผลอัศจรรย์ดังเดิม หลังจากภาวนาอย่างหนักอยู่ ๒ – ๓ วัน ก็ไม่ปรากฏผลว่าจะเป็นเช่นเดิมแต่อย่างใด จึงได้ขึ้นกราบเรียนถามหลวงปู่มั่นอีกครั้งหนึ่ง ไปหาท่านโดยเฉพาะตอนกลางคืน ไปหาสองต่อสอง ท่านเลยขนาบเอาเสียอย่างหนัก

ท่านกล่าวว่า การภาวนาครั้งอื่นก็เป็นธรรมดา แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งเป็นแบบสะเทือนโลก จึงต้องขึ้นกราบหลวงปู่มั่นจนถูกขู่เอา ดังนี้

“... วันหลังก็เอาจะให้เป็นอย่างนั้นอีกมันไม่เป็น ต่อไปมันก็ไม่เป็น มันก็ลงของมันเฉพาะ ๆ เสีย ไม่จ้าเหมือนอย่างนั้น คราวนี้จะให้เป็นอย่างนั้นอีกจึงไปกราบเรียนท่าน ท่านขนาบทันทีว่า


‘มันจะเป็นบ้านะท่าน ผมไม่ได้สอนให้คนเป็นบ้า ก็มันไม่เป็นอย่างเก่า จะให้มันเป็นอะไรอีก มันเป็น.. มันก็เป็นหนเดียวเท่านั้น ผมก็เป็นหนเดียวเท่านั้นแหละ ไม่เคยเป็นอีกเลย ผมก็ไม่สงสัย ผมไม่เห็นเป็นบ้า นี่มาเป็นบ้าอะไรอีก จะเป็นบ้าสองชั้นหรือนี่ เวลามันสว่างก็เป็นบ้าแบบหนึ่ง เวลามันไม่สว่างก็บ้าแบบหนึ่ง ไม่ได้สอนคนให้เป็นบ้านี่นะ นี่.. มาเป็นบ้างมเงาอะไรอีก มันเป็นแล้วก็ผ่านไปแล้วไปยุ่งกับมันทำไม พิจารณาในหลักปัจจุบันซิ มันจะเป็นอะไรก็ให้เป็นขึ้นในหลักปัจจุบัน ท่านรู้นั้น ท่านรู้ในหลักปัจจุบันใช่ไหม นี่ไปคว้าหาที่ไหนอีก’

ขู่ใหญ่เลยนะ โอ๊ย..ตาย นึกว่าจะไปหาคะแนน ที่ไหนได้ถูกตัดเสียขาดสะบั้นเลย มันยังไงกันนี่ คำว่าบ้าสว่างคือ หมายความว่าอยู่ในขั้นนั้นมันกำลังดำเนิน ไม่ใช่สว่างแบบตายตัวว่างั้นเถอะ สว่างด้วยจิตที่บริสุทธิ์เป็นอย่างหนึ่ง สว่างที่จิตไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างหนึ่ง จึงว่าเป็นบ้าได้ในขั้นนี้ ถ้าเป็นขั้นสุดท้ายหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว มันก็ไม่มีคำว่าบ้าแหละ เพราะจากนั้นหมดคำว่าเสื่อมว่าเจริญ

อันนี้มันมีเสื่อมมีเจริญนี่นะ เมื่อมันสว่างอย่างนี้ วันหลังมันไม่สว่างอย่างนั้นก็เหมือนเรามันเสื่อม ทีนี้ท่านก็ว่า ‘เป็นบ้าหรือ’ เราไม่ลืมนะ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-08-2014 เมื่อ 11:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #246  
เก่า 12-09-2014, 13:48
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

‘มันเป็นไปแล้วก็เป็นไปแล้ว การดำเนินจะผ่านจะเห็นจะรู้อะไร ๆ มันก็ผ่านไป เหมือนเราเดินผ่านไปตรงนี้เห็นตรงนี้ ๆ มันไปตรงไหนเห็นตรงไหน เห็นไปแล้วก็เดินผ่านไป จะให้เห็นเหมือนเก่าได้อย่างไร เวลาท่านอธิบายไป ...

เราก็ โห.. ขบขันดี ก็ไม่เป็นอีกนะ เป็นหนเดียวเท่านั้น เป็นแบบนั้นนะ แบบอื่นมันก็เป็นของมันจิปาถะ แล้วแต่มันจะเป็น แต่ที่เด่น ๆ เด็ด ๆ มาก ๆ สะดุดใจอย่างมาก อย่างไม่เคยเป็น

เราก็เล่าให้ฟังอย่างที่ขึ้นไปเล่าถวายท่าน อย่างอื่นมันก็เป็นอยู่แต่ธรรมดา ๆ แต่วันนั้นมันเป็นแบบสะเทือนโลก ไปเล่าให้ท่านฟัง

ท่านก็คึกคักขึ้นเลย ‘เออ ถูกต้องแล้ว เหมาะแล้วได้หลักได้เกณฑ์แล้ว ผมเคยเป็นมาแล้วตั้งแต่อยู่ถ้ำสาริกา’ ท่านก็เลยรื้อมาเล่าให้ฟัง

โห.. โลกธาตุดับหมดเลย เหมือนกันกับท่านมหาแหละ’ พูดตรงกันเป๋งเลย

‘เอาละที่นี้ได้หลักใหญ่แล้ว’

ท่านว่า หลักใหญ่คือมันครอบไปหมด เกี่ยวกับเรื่องมรรคผลนิพพาน เกี่ยวกับความรู้แปลกประหลาดอะไร มันครอบไปหมด ก็เป็นหนเดียวเท่านั้นละ จนกระทั่งป่านนี้ไม่เคยเป็นอย่างนั้นอีก...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 12-09-2014 เมื่อ 16:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #247  
เก่า 19-09-2014, 08:30
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default


ธรรมหลวงปู่มั่นในถ้ำสาริกา


ในหนังสือ “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวถึงผลแห่งธรรมที่ปรากฏแก่หลวงปู่มั่นในถ้ำสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ว่า

“... ท่านพักอยู่ที่ถ้ำนั้น มีพระอรหันต์หลายองค์มาเยี่ยม และแสดงธรรมให้ฟังเสมอในวาระต่าง ๆ กัน ซึ่งผิดกับที่อื่น ๆ ทั้งหลายอยู่มากในชีวิตที่ผ่านมา ธรรมเป็นที่แน่ใจได้ปรากฏขึ้นแก่ท่านในถ้ำนั้น ธรรมนั้นคือพระอนาคามีผล ธรรมนี้ในพระปริยัติท่านกล่าวไว้ว่า ละสังโยชน์ได้ ๕ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ ท่านผู้บรรลุธรรมขั้นนี้เป็นผู้แน่นอนในการไม่กลับมาอุบัติเกิดเป็นมนุษย์และสัตว์ ที่มีธาตุสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรือนร่างอีกต่อไป


หากยังไม่เลื่อนขั้นขึ้นถึงพระอรหัตภูมิในอัตภาพนั้น เวลาตายแล้วก็ไปอุบัติเกิดในพรหมโลก ๕ ชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง ตามภูมิธรรมที่ผู้นั้นได้บรรลุในพรหมโลก ๕ ชั้นคือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา ซึ่งเป็นที่สถิตอยู่ของพระอนาคามีบุคคล ตามลำดับแห่งภูมิธรรมที่มีส่วนละเอียดต่างกัน ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าเป็นการภายในว่า ท่านได้บรรลุอนาคามีธรรมในถ้ำนั้น...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-09-2014 เมื่อ 08:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #248  
เก่า 25-09-2014, 09:07
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

วิธีการทดสอบความจริง เรื่องกามราคะ

พระธรรมเทศนาอบรมพระขององค์หลวงตา ในตอนหนึ่งอธิบายถึงลำดับวิธีการพิจารณาทางด้านปัญญา เมื่อเริ่มมีความชำนิชำนาญมากยิ่งขึ้น จากการพิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์ แยกออกเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และกล่าวถึงวิธีการทดสอบหาความจริงเรื่องกามราคะ ดังนี้

“...เรื่องของจิตใจของเราจะมีความเบาบาง ๆ แพรวพราวขึ้นเป็นลำดับ เพราะสิ่งเหล่านี้ปกปิดมันแต่ก่อน พอปัญญาเปิดออก ๆ จิตจะมีความสว่างไสว เบาเนื้อเบากายด้วย ไม่แค่แต่เบาใจนะ เบาเนื้อเบากายคือ ที่จิตมายึดเรื่องกายมันก็หนัก ทีนี้จิตใจค่อยถอนออกไป ๆ อะไรก็กลายเป็นเบา ร่างกายไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็กลายเป็นเบา เนื่องจากเจ้าของเป็นผู้ยึด... เรื่องร่างกายนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ...

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-09-2014 เมื่อ 12:07
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #249  
เก่า 26-09-2014, 09:41
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default


ใครพิจารณาร่างกายนี้ช่ำชองเท่าไร.. ผู้นั้นจะมีความแกล้วกล้าสามารถ ค่อยละกิเลสเป็นลำดับลำดาไป จิตใจจะแตกฉานทางอรรถทางธรรมไปด้วยนะ การพิจารณากายคตาสตินี้ เป็นการเบิกความรู้ให้กระจ่างแจ้งออกไปในทุกทิศทุกทาง การพูดการจา การโต้การตอบทุกสิ่งทุกอย่างจะเปิดออกด้วยกัน เพราะอำนาจแห่งกายคตาสตินี้ สำคัญมากนะ..การพิจารณาร่างกายนี้ เมื่อถึงขั้นมีความละเอียดเข้าไป ทางด้านปัญญาคล่องแคล่วเข้าไปแล้ว พิจารณาอันนี้จะรวดเร็วมากทีเดียว มองเห็นสภาพทั้งเขาทั้งเราจะรวดเร็ว

ถ้าว่าเป็นอสุภะ* พรึบเดียวเป็นอสุภะหมดทั้งร่าง ทั้งเขาทั้งเรา พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นที่พอใจแล้ว จิตใจของเรามีความแน่นหนามั่นคง เอาทดสอบดู การพิจารณาอสุภะอสุภังนี้ เป็นพื้นฐานควรแก่การที่จะถอดถอนกามกิเลสได้ แล้วด้วยการพิจารณาร่างกายนี้ช่ำชองแล้ว ให้กำหนดอสุภะอสุภังที่เราพิจารณาอย่างช่ำชอง คือให้แตกให้กลับเร็วก็ได้ ให้ช้าก็ได้ ให้ตั้งอยู่เป็นที่เป็นฐานไม่ทำลายก็ได้ เมื่อถึงขั้นนี้แล้วเรียกว่าเราทำได้ตามต้องการ

----------------------------------------------------------

* กรรมฐานที่ยึดเอาซากศพเป็นอารมณ์ เพื่อพิจารณาให้เห็นความไม่งาม ความไม่เที่ยงของสังขาร

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-09-2014 เมื่อ 09:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 25 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #250  
เก่า 29-09-2014, 10:58
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ทีนี้เอาความคล่องแคล่วของจิตใจเราที่ทำอย่างนี้นั้น กำหนดอสุภะอสุภัง เอามาตั้งที่หน้าของเราที่นั่งภาวนาอยู่นี้แล เอามาตั้งดู เอาอสุภะอันนี้กำหนดขึ้นให้เป็นอสุภะ จะเป็นท่านั่งก็ได้ ท่านอนก็ได้ ให้เป็นภาพอสุภะปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา จิตใจเราเพ่ง ปัญญาจ่อเข้าไปตรงนั้นแต่ไม่ให้ทำลาย เอาสติจดจ่อไว้ไม่ให้ภาพนี้มันเคลื่อนย้ายไปที่ไหน มันจะไปตรงไหนมาที่ไหน ถ้ามันยังไม่พอ กำหนดดูอยู่..มันจะไม่เคลื่อนไหวไปที่ไหน ถ้าการพิจารณาอสุภะอสุภังยังไม่พอ ปัญญายังไม่พอที่จะปล่อยวางมันได้ กำหนดอสุภะอสุภังให้อยู่ที่ไหน.. มันก็อยู่ที่นั่น กำหนดนานเท่าไรมันก็อยู่ที่นั่นนาน นี่แสดงว่ายังไม่พอกับความต้องการ

ทีนี้ขยายออกอีก พิจารณาอย่างเก่านั่นแหละ ให้มีความชำนิชำนาญเข้าไป เอามาตั้งอีก นี่เป็นการทดสอบตัวเอง เพื่อเอาความสัตย์ความจริงตัดสินตนเองในเรื่องกิเลสตัณหา คือกามราคะนั้นแหละเป็นตัวสำคัญ เพราะตัวนี้มันพิลึกพิลั่น ทั้งหญิงทั้งชาย สัตว์ บุคคลทั่วโลก ติดอันนี้กันทั้งนั้น เพราะไม่มีใครมาบอกมาสอน

แม้แต่พระ.. เรายิ่งติดมากยิ่งกว่าฆราวาสก็มีเยอะ เพราะไม่สนใจในธรรม หมุนติ้วไปกับกิเลสตัณหา ก็กลายเป็นความพะรุงพะรัง สร้างแต่ความชั่วช้าขึ้นมาในหัวใจของตนนั้นแล

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-09-2014 เมื่อ 19:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #251  
เก่า 02-10-2014, 11:16
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

นี่เราให้พิจารณาถึงอสุภะอสุภังให้เต็มที่ กำหนดตั้งอยู่ยังไง..เอาตั้ง กำหนดให้ทำลายเมื่อไร เอา.. ให้ทำลายให้รวดเร็วเท่าไรก็รวดเร็ว เมื่อมันชำนาญแล้ว กำหนดมาตั้งไว้ที่หน้าของเรานี่ ทีนี้เอาความจริง จะดูความเคลื่อนไหวของอสุภะนี้ มันจะเคลื่อนไหวไปไหน เราจะหาความจริงจากจุดนี้ คือจุดนี้เป็นจุดที่เราเข้าใจว่า ชำนาญแล้วในการพิจารณาอสุภะ แล้วเอาจุดนี้มาตั้งไว้ตรงหน้าของเรา มันจะเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ต้องมีใครมาบอกมาสอน เราดูไว้เวลานั้นอย่าทำลาย อสุภะอสุภังที่ตั้งไว้ในเวลานั้นอย่าทำลาย มันจะเคลื่อนย้ายไปไหน มันจะไปข้างหน้า มาข้างหลัง หรือจะไปทางซ้าย ทางขวา หรือจะเข้าจะออกให้ดูความจริง อันนี้จะแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนเมื่อพอแล้ว

เมื่อพอแล้ว ธรรมชาตินี้จะหมุนเข้าไปสู่จิตใจของเราเอง... พิจารณาอสุภะตัวนี้ให้ดี มันจะเคลื่อนย้ายไปไหน เวลานั้นจะไม่ทำลาย มันเป็นยังไง พิจารณาปัญญาให้ถึงฐานแห่งกามกิเลส เอาดูตัวนี้ เวลามันพอแล้วมันจะบอกเองนะ อสุภะตัวนี้.. คือเราไม่ทำลาย ตั้งไว้นั้นแหละ เอา.. มันจะไปไหนให้อยู่ในปัจจุบัน มันจะไปไหน ให้เป็นเครื่องตัดสินของท่านผู้บำเพ็ญธรรมะ ขั้นนี้เอง จากนั้นแล้วผ่านขั้นนี้ เข้าไปแล้วมันบอกเอง เรื่องกามกิเลส เรื่องตัดสินมันจะบอกในตัวเอง

‘จุดนี้เป็นจุดที่จะตัดสินกามราคะ ตัดสินได้โดยไม่ต้องไปถามผู้ใดแหละ’


ถึงขั้นอสุภะอสุภังมีความชำนิชำนาญแล้วตั้งไว้อย่างนี้ อยู่อย่างนี้ ถ้าหากว่าให้มันอยู่กับที่ มันก็อยู่กับที่แล้วไม่เคลื่อนไหวไปมาที่ไหน ก็แสดงว่ายังไม่พอ พิจารณาแตกกระจัดกระจาย ทำลายไปอีก ตั้งขึ้นมาอีก แล้วมาทดสอบดูอีก เอาจนกระทั่งมันอยู่นิ่ง มันไม่ไปไหนมาไหนแล้ว ทีนี้มันจะไปไหน อสุภะหลง หรือจิตใจเราหลง มันจะตัดสินขึ้นมาในที่นั่นเอง นี่เป็นจุดสำคัญ ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-10-2014 เมื่อ 15:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #252  
เก่า 03-10-2014, 10:43
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default


เทศนาอบรมพระอีกคราวหนึ่ง กล่าวถึงการปฏิบัติขององค์ท่านเอง เมื่อออกก้าวเดินทางด้านปัญญา ภายหลังสมาธิมีความพร้อมและแน่นหนามั่นคงเป็นทุนเดิมอยู่นานแล้ว เมื่อพิจารณาร่างกายจึงเกิดความคล่องแคล่วแกล้วกล้า สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว เทศนากัณฑ์นี้กล่าวถึงวิธีการทดสอบตนเองว่า จิตยังมีกามราคะอยู่หรือไม่ ดังนี้

“... ก็เร่งทางด้านปัญญา เร่งทางกายนี้ก่อน.. ตอนอสุภะนี่สำคัญอยู่มากนะ สำคัญมากจริง ๆ พิจารณาอสุภะนี่ มันคล่องแคล่วแกล้วกล้า มองดูอะไรทะลุไปหมด ไม่ว่าจะหญิงจะชาย จะหนุ่มจะสาวขนาดไหน


‘เอ้า.. พูดให้เต็มตามความจริงที่จิตมันกล้าหาญน่ะ ไม่ต้องให้มีผู้หญิงเฒ่า ๆ แก่ ๆ ละ ให้มีแต่หญิงสาว ๆ เต็มอยู่ในชุมนุมนั้นน่ะ เราสามารถจะเดินบุกเข้าไปในที่นั่นได้ โดยไม่ให้มีราคะตัณหาอันใดแสดงขึ้นมาได้เลย’

นั่น..ความอาจหาญของจิตเพราะอสุภะ มองดูคนมีแต่หนังห่อกระดูก มีแต่เนื้อแต่หนังแดงโร่ไปหมด มันเห็นความสวยความงามที่ไหน เพราะอำนาจของอสุภะมันแรง มองดูรูปไหนมันก็เป็นแบบนั้นหมด แล้วมันจะเอาความสวยงามมาจากไหนพอให้กำหนัดยินดี เพราะฉะนั้น มันจึงกล้าเดินบุก เอ้า ! .. ผู้หญิงสาว ๆ สวย ๆ นั้นแหละ บุกไปได้อย่างสบายเลย ถึงคราวมันกล้าเพราะเชื่อกำลังของตัวเอง

แต่ความกล้านี้ก็ไม่ถูกกับจุดที่จิตอิ่มตัวในขั้นกามราคะ จึงได้ตำหนิตัวเองเมื่อจิตผ่านไปแล้ว ความกล้านี้มันก็บ้าอันหนึ่งเหมือนกัน แต่ตอนที่ดำเนินก็เรียกว่าถูกในการดำเนิน เพราะต้องดำเนินอย่างนั้น เหมือนการตำหนิอาหารในเวลาอิ่มแล้วนั่นแล จะผิดหรือถูกก็เข้าในทำนองนี้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-10-2014 เมื่อ 11:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #253  
เก่า 06-10-2014, 15:35
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default




การพิจารณาอสุภะอสุภัง พิจารณาไปจนกระทั่งว่าราคะนี้ไม่ปรากฏเลย ค่อยหมดไป ๆ และหมดไปเอาเฉย ๆ ไม่ได้บอกเหตุบอกผล บอกกาล บอกเวลา บอกสถานที่ บอกความแน่ใจเลย ว่าราคะความกำหนัดยินดีในรูปหญิงรูปชายนี้ ได้หมดไปแล้วตั้งแต่ขณะนั้น เวลานั้น สถานที่นั้น..ไม่บอก จึงต้องมาวินิจฉัยกันอีก ความหมดไป ๆ เฉย ๆ นี้ไม่เอา คือจิตมันไม่ยอมรับ

ถ้าหมดตรงไหนก็ต้องบอกว่าหมด ให้รู้ชัดว่าหมดเพราะเหตุนั้น หมดในขณะนั้น หมดในสถานที่นั้น ต้องบอกเป็นขณะให้รู้ซิ ฉะนั้น จิตต้องย้อนกลับมาพิจารณา หาอุบายวิธีต่าง ๆ เพื่อแก้ไขกันอีก เมื่อหมดจริง ๆ มันทำไมไม่ปรากฏชัดว่าหมดไปขณะนั้นขณะนี้นะ

พอมองเห็นรูปมันทะลุไปเลย เป็นเนื้อ เป็นกระดูกไปหมด ในร่างกายนั่น.. ไม่เป็นหญิงสวยหญิงงาม คนสวยคนงามเลย เพราะอำนาจของอสุภะมีกำลังแรง เห็นเป็นกองกระดูกไปหมด มันจะเอาอะไรไปกำหนัดยินดีเล่าในเวลาจิตเช่นนั้น ทีนี้ก็หาอุบายพลิกใหม่ว่า

ราคะนี้มันสิ้นไปจนไม่มีอะไรเหลือนั้น.. ! มันสิ้นในขณะใด ? ด้วยอุบายใด ? ทำไมไม่แสดงบอกให้ชัดเจน ?

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-10-2014 เมื่อ 16:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #254  
เก่า 21-10-2014, 11:00
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จึงพิจารณาพลิกใหม่ คราวนี้เอาสุภะเข้ามาบังคับ พลิกอันที่ว่าอสุภะที่มีแต่ร่างกระดูกนั้นออก เอาหนังหุ้มห่อให้สวยให้งาม นี่เราบังคับนะ ไม่งั้นมันทะลุไปทางอสุภะทันทีเพราะมันชำนาญ นี่จึงบังคับให้หนังหุ้มกระดูกให้สวยให้งาม แล้วนำเข้ามาติดแนบกับตัวเอง นี่..! วิธีการพิจารณาของเรา เดิมจงกรมก็ให้ความสวยความงาม รูปอันนั้นน่ะ ติดแนบกับตัว ติดกับตัวไปมาอยู่อย่างนั้น

‘เอ้า ! มันจะกินเวลานานสักเท่าไร ? หากยังมีอยู่มันจะต้องแสดงขึ้นมา หากไม่มีก็ให้รู้ว่าไม่มี’...”

หลังจากเอาวิธีการนี้มาปฏิบัติได้ ๔ วันเต็ม ๆ ก็ไม่แสดงความกำหนัดยินดีขึ้นมาแต่อย่างใด ถึงจุดนี้ท่านกล่าวว่า

“... ทั้ง ๆ ที่รูปนี้สวยงามที่สุดมันก็ไม่แสดง มันคอยแต่จะหยั่งเข้าหนังห่อกระดูก แต่เราบังคับไว้ให้จิตอยู่ที่ผิวหนังนี่ พอถึงคืนที่ ๔ น้ำตาร่วงออกมาบอกว่า ‘ยอมแล้ว ไม่เอา’ คือมันไม่ยินดีนะ มันบอกว่า ‘ยอมแล้ว’


ด้านทดสอบก็ว่า ‘ยอมอะไร ถ้ายอมว่าสิ้นก็ให้รู้ว่าสิ้นซิ ยอมอย่างนี้ไม่เอา ยอมชนิดนี้ ยอมมีเล่ห์เหลี่ยม เราไม่เอา’

กำหนดไป กำหนดทุกแง่ทุกมุมนะ แง่ไหน มุมไหนที่มันจะเกิดความกำหนัดยินดี เพื่อจะรู้ว่าความกำหนัดยินดีมันจะขึ้นขณะใด เราจะจับเอาตัวแสดงออกมานั้นเป็นเครื่องพิจารณาถอดถอนต่อไป พอดึกเข้าไป ๆ กำหนดเข้าไป ๆ แต่ไม่กำหนดพิจารณาอสุภะนะ ตอนนั้นพิจารณาแต่สุภะอย่างเดียวเท่านั้น ๔ วันเต็ม ๆ เพราะจะหาอุบายทดสอบหาความจริงมันให้ได้

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 21-10-2014 เมื่อ 11:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #255  
เก่า 04-11-2014, 09:28
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พอสัก ๓ – ๔ ทุ่มล่วงไปแล้วในคืนที่ ๔ มันก็มีลักษณะยุบยับ เป็นลักษณะเหมือนจะกำหนัดในรูปสวย ๆ งาม ๆ ที่เรากำหนดติดแนบกับตัวเป็นประจำ ในระยะนั้นมันมีลักษณะยุบยับชอบกล สติทันนะ เพราะสติมีอยู่ตลอดเวลานี่ พอมีอาการยุบยับก็กำหนดเสริมขึ้นเรื่อย ๆ

‘นั่นมันมีลักษณะยุบยับเห็นไหม จับเจ้าตัวโจรหลบซ่อนได้แล้วทีนี้ นั่นเห็นไหม มันสิ้นยังไง ถ้าสิ้นทำไมจึงต้องเป็นอย่างนี้’

กำหนดขึ้น ๆ คือคำว่ายุบยับนั้นเป็นแต่เพียงอาการของจิต แสดงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ทำอวัยวะให้ไหวนะ มันเป็นอยู่ภายในจิต พอเสริมเข้า ๆ มันก็แสดงอาการยุบยับ ๆ ให้เป็นที่แน่ใจว่า

‘เอ้อ นี่มันยังไม่หมด เมื่อยังไม่หมดจะปฏิบัติยังไง ?’


ทีนี้ต้องปฏิบัติด้วยอุบายใหม่โดยวิธีสับเปลี่ยนกัน ทั้งนี้เพราะทางไม่เคยเดิน สิ่งไม่เคยรู้จึงลำบากต่อการปฏิบัติอยู่มาก พอเรากำหนดไปทางอสุภะนี้ สุภะมันดับพรึบเดียวนะ มันดับเร็วที่สุดเพราะความชำนาญทางอสุภะมาแล้ว

พอกำหนดอสุภะ.. มันเป็นกองกระดูกไปหมดทันที ต้องกำหนดสุภะ ความสวยงามขึ้นมาแทนที่สับเปลี่ยนกันอยู่นั้น นี่ก็เป็นเวลานานเพราะหนทางไม่เคยเดิน มันไม่เข้าใจก็ต้องทดสอบด้วยวิธีการต่าง ๆ จนเป็นที่แน่ใจ จึงจะตัดสินใจลงทางใดทางหนึ่งได้

ทีนี้วาระสุดท้าย เวลาจะได้ความจริงก็นั่งกำหนดอสุภะไว้ตรงหน้า จิตกำหนดอสุภะไว้ให้ตั้งอยู่อย่างนั้น ไม่ให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือตั้งให้คงที่ของมันอยู่อย่างนั้นละ จะเป็นหนังห่อกระดูกหรือว่าหนังออกหมดเหลือแต่กระดูก ก็ให้มันรู้อยู่ตรงนั้นแล้วจิตเพ่งดูด้วยความมีสติจดจ่อ อยากรู้อยากเห็นความจริงจากอสุภะนั้นว่า

เอ้า ! มันจะไปไหนมาไหนกองอสุภะกองนี้ จะเคลื่อนหรือเปลี่ยนตัวไปไหนมาไหน คือเพ่งยังไงมันก็อยู่อย่างนั้นละ เพราะความชำนาญของจิต ไม่ให้ทำลายมันก็ไม่ทำ เราบังคับไม่ให้มันทำลาย ถ้ากำหนดทำลาย มันก็ทำลายให้พังทลายไปในทันทีนะ เพราะความเร็วของปัญญา แต่นี่เราไม่ให้ทำลาย ให้ตั้งอยู่ตรงหน้านั้น เพื่อการฝึกซ้อมทดสอบกัน หาความจริงอันเป็นที่แน่ใจ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 04-11-2014 เมื่อ 12:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #256  
เก่า 06-11-2014, 12:33
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พอกำหนดเข้าไป ๆ อสุภะที่ตั้งอยู่ตรงหน้านั้น มันถูกจิตกลืนเข้ามา ๆ อมเข้ามา ๆ หาจิตนี้ สุดท้ายเลยรู้เห็นว่าเป็นจิตเสียเอง เป็นตัวอสุภะนั้น จิตตัวไปกำหนดว่าอสุภะนั้น มันกลืนเข้ามา ๆ เลยมาที่ตัวจิตเสียเองไป เป็นสุภะและอสุภะหลอกตัวเอง จิตก็ปล่อยผลัวะทันที ปล่อยอสุภะข้างนอกว่าเข้าใจแล้วทีนี้ เพราะมันขาดจากกัน มันต้องอย่างนี้ซิ

‘นี่มันเป็นเรื่องของจิตต่างหาก ไปวาดภาพหลอกตัวเอง ตื่นเงาตัวเอง อันนั้นเขาไม่ใช่ราคะ อันนั้นไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่โมหะ ตัวจิตนี้ต่างหากเป็นตัว ราคะ โทสะ โมหะ’

ทีนี้พอจิตรู้เรื่องนี้ชัดเจนแล้ว จิตก็ถอนตัวจากอันนั้นมาสู่ภายใน พอจิตแย็บออกไป มันก็รู้ว่าตัวนี้ออกไปแสดงต่างหาก ทีนี้ภาพอสุภะนั้นมันก็เลยมาปรากฏอยู่ภายในจิต ทีนี้มันไม่เป็นความกำหนัดอย่างนั้นนะซิ มันผิดกันมาก เรื่องความกำหนัดแบบโลก ๆ มันหมดไปแล้ว มันเข้าใจชัดว่ามันต้องขาดจากกันอย่างนี้ คือมันตัดสินกันแล้ว เข้าใจแล้ว...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-11-2014 เมื่อ 14:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #257  
เก่า 14-11-2014, 09:59
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เรียงลำดับอริยภูมิ


เทศนาอบรมพระขององค์หลวงตาภาคปฏิบัติ เกี่ยวกับการละสังโยชน์ของพระอริยบุคคลแต่ละชั้น มีข้อสังเกตบางประการที่ต่างจากภาคปริยัติ ท่านเมตตาแสดงธรรมนี้ไว้ตั้งแต่ ๔๗ ปีที่แล้ว คือเมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ดังนี้

“...เบื้องต้นพระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกอรหันต์ผู้ปฏิบัติและรู้เห็นตามพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านเป็นคนมีกิเลสประเภทเดียวกันกับพวกเรา แต่อาศัยความพากเพียรพยายาม ไม่ลดละการบำเพ็ญ เพื่อชำระซักฟอกสิ่งมืดมนของใจ ท่านพยายามบำเพ็ญโดยความสม่ำเสมอ ไม่หยุดชะงัก หรือทอดทิ้งความพยายาม ใจที่ได้รับการบำรุงจากปุ๋ยที่ดีคือกุศลกรรม ก็ค่อย ๆ เจริญขึ้นโดยลำดับ จนสามารถบรรลุธรรมถึงชั้นอริยภูมิอันสูงสุด คือพระอรหัตผล คำว่าพระอริยเจ้านั้น แปลว่าผู้ประเสริฐ เพราะธรรมที่ท่านได้บรรลุเป็นธรรมอันประเสริฐ มีอยู่ ๔ ชั้นดังนี้ ชั้นพระโสดา ชั้นพระสกิทาคา ชั้นพระอนาคา และชั้นพระอรหัต

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-11-2014 เมื่อ 12:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #258  
เก่า 18-11-2014, 08:19
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ผู้สำเร็จชั้นพระโสดาบัน ท่านกล่าวไว้ว่าละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิหนึ่ง วิจิกิจฉาหนึ่ง สีลัพพตปรามาสหนึ่ง สักกายทิฏฐิที่แยกออกตามอาการของขันธ์มี ๒๐ โดยตั้งขันธ์ห้า แต่ละขันธ์ ๆ เป็นหลักของอาการนั้น ๆ ดังนี้ ความเห็นกายเป็นเรา เห็นเราเป็นกาย คือเห็นรูปกายของเรานี้เป็นเรา เห็นเราเป็นรูปกายอันนี้ เห็นรูปกายในอันนี้มีในเรา เห็นเรามีในรูปกายอันนี้รวมเป็น ๔ เห็นเวทนาเป็นเรา เห็นเราเป็นเวทนา เห็นเวทนามีในเรา เห็นเรามีในเวทนา นี่ก็รวมเป็น ๔ เหมือนกันกับกองรูป แม้สัญญา สังขาร วิญญาณก็มีนัย ๔ อย่างเดียวกัน โปรดเทียบกันตามวิธีที่กล่าวมาคือ ขันธ์ห้าแต่ละขันธ์มีนัยเป็น ๔ สี่ห้าครั้งเป็น ๒๐ เป็นสักกายทิฏฐิ ๒๐ มีตามท่านกล่าวไว้ว่า พระโสดาบันบุคคลละได้โดยเด็ดขาด

แต่ทางด้านปฏิบัติของธรรมะป่า รู้สึกจะคลาดเคลื่อนไปบ้างเฉพาะสักกายทิฏฐิ ๒๐ นอกนั้นไม่มีข้อข้องใจในด้านปฏิบัติ จึงเรียนตามความเห็นของธรรมะป่าแทรกไว้บ้าง คงไม่เป็นอุปสรรคแก่การฟังและการอ่าน อย่าได้ถือเป็นอารมณ์ขัดข้องใจ ผู้ละสักกายทิฏฐิ ๒๐ ได้เด็ดขาดนั้น เมื่อสรุปแล้วก็พอได้ความว่า ผู้มิใช่ผู้เห็นขันธ์ห้าเป็นเรา เห็นเราเป็นขันธ์ห้า เห็นขันธ์ห้ามีในเรา เห็นเรามีในขันธ์ห้า คิดว่าคงเป็นบุคคลประเภทไม่ควรแสวงหาครอบครัวผัว-เมีย

เพราะครอบครัว (ผัว - เมีย) เป็นเรื่องของขันธ์ห้า ซึ่งเป็นรวงรังของสักกายทิฏฐิที่ยังละไม่ขาดอยู่โดยดี ส่วนผู้ละสักกายทิฏฐิได้โดยเด็ดขาดแล้ว รูปกายก็หมดความหมายในทางกามารมณ์ เวทนาไม่เสวยกามารมณ์ สัญญาไม่จำหมายเพื่อกามารมณ์ สังขารไม่คิดปรุงแต่งเพื่อกามารมณ์ วิญญาณไม่รับทราบเพื่อกามารมณ์ ขันธ์ทั้งห้าของผู้นั้นไม่เป็นไปเพื่อกามารมณ์ คือประเพณีของโลกโดยประการทั้งปวง ขันธ์ห้าจำต้องเปลี่ยนหน้าที่ไปงานแผนกอื่น ที่ตนเห็นว่ายังทำไม่สำเร็จ โดยเลื่อนไปแผนกรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-11-2014 เมื่อ 12:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 22 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #259  
เก่า 09-12-2014, 11:53
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ผู้ละสักกายทิฏฐิ ๒๐ ได้โดยเด็ดขาด คิดว่าเป็นเรื่องของพระอนาคามีบุคคล เพราะเป็นผู้หมดความเยื่อใยในทางกามารมณ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนพระโสดาบันบุคคล คิดว่าท่านรู้และละได้โดยข้ออุปมาว่า

‘มีบุรุษผู้หนึ่งเดินทางเข้าไปในป่าลึก ไปพบบึงแห่งหนึ่ง มีน้ำใสสะอาดและมีรสจืดสนิทดี แต่น้ำนั้นถูกจอกแหนปกคลุมไว้ ไม่สามารถจะมองเห็นน้ำโดยชัดเจน เขาคนนั้นจึงแหวกจอกแหนที่ปกคลุมน้ำนั้นออก แล้วก็มองเห็นน้ำภายในบึงนั้นใสสะอาดและเป็นที่น่าดื่ม จึงตักขึ้นมาทดลองดื่มดูก็รู้ว่าน้ำในบึงนั้นมีรสจืดสนิทดี เขาก็ตั้งหน้าดื่มจนเพียงพอกับความต้องการที่เขากระหายมาเป็นเวลานาน เมื่อดื่มพอกับความต้องการแล้วก็จากไป ส่วนจอกแหนที่ถูกเขาแหวกออก ก็ไหลเข้ามาปกคลุมน้ำตามเดิม

เขาคนนั้น แม้จากไปแล้วก็ยังมีความติดใจ และคิดถึงน้ำในบึงนั้นอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เขาเข้าไปในป่านั้น ต้องตรงไปที่บึงและแหวกจอกแหนออก แล้วตักขึ้นมาอาบ ดื่ม และชำระล้างตามสบายทุก ๆ ครั้งที่เขาต้องการ เวลาเขาจากไปแล้ว แม้น้ำในบึงนั้นจะถูกจอกแหนปกคลุมไว้อย่างมิดชิดก็ตาม แต่ความเชื่อที่เคยฝังอยู่ในใจเขาว่า น้ำในบึงนั้นมีอยู่อย่างสมบูรณ์หนึ่ง น้ำในบึงนั้นใสสะอาดหนึ่ง น้ำในบึงนั้นมีรสจืดสนิทหนึ่ง ความเชื่อทั้งนี้ของเขาจะไม่มีวันถอนตลอดกาล’

ข้อนี้เทียบกันได้กับโยคาวจร ภาวนาพิจารณาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายชัดเจนด้วยปัญญาในขณะนั้นแล้ว จิตปล่อยวางจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หยั่งเข้าสู่ความสงบหมดจดโดยเฉพาะ ไม่มีความสัมพันธ์กับขันธ์ทั้งหลายเลย และขณะนั้นขันธ์ทั้งห้าไม่ทำงานประสานกับจิต คือต่างอันต่างอยู่ เพราะถูกความเพียรแยกจากกันโดยเด็ดขาดแล้ว ขณะนั้นแลเป็นขณะที่เกิดความแปลกประหลาด และอัศจรรย์ขึ้นมาอย่างไม่มีสมัยใด ๆ เสมอเหมือนได้ นับแต่วันเกิดและวันปฏิบัติมา แต่ก็ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นในเวลานั้น จิตก็ได้ทรงตัวอยู่ในความสงบสุขชั่วระยะกาล แล้วจึงถอนขึ้นมา พอจิตถอนขึ้นมาจากที่นั้นแล้ว ขันธ์กับจิตก็เข้าประสานกันตามเดิม

แต่หลักความเชื่อมั่นว่า จิตได้หยั่งลงถึงแดนแห่งความสงบอย่างเต็มที่หนึ่ง ขันธ์ทั้งห้าคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้แยกจากจิตโดยเด็ดขาดในเวลานั้นหนึ่ง ขณะจิตที่ทรงตัวอยู่ในความสงบเป็นจิตที่อัศจรรย์ยิ่งหนึ่ง ความเชื่อทั้งนี้ไม่มีวันถอนตลอดกาล เพราะเป็นความเชื่อประเภทอจลศรัทธา ความเชื่อมั่นไม่หวั่นไหวโยกคลอนไปตามคำเล่าลือ โดยหาหลักฐานและเหตุผลมิได้ และเป็นความเชื่อมั่นประจำนิสัยของโยคาวจรผู้นั้น จากประสบการณ์นั้นแล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญต่อไปเช่นที่เคยทำมา ด้วยความดูดดื่มและเข้มแข็ง เพราะมีธรรมประเภทแม่เหล็ก ซึ่งเป็นพลังของศรัทธาประจำกายในใจ จิตก็หยั่งลงสู่ความสงบและพักอยู่ตามกาลอันควร ทำนองที่เคยเป็นมา แต่ยังไม่สามารถทำใจให้ขาดจากความซึมซาบของขันธ์ได้โดยสิ้นเชิงเท่านั้น แม้เช่นนั้น ก็ไม่มีความท้อถอยในทางความเพียรเพื่อธรรมขั้นสูงขึ้นไปเป็นลำดับ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 09-12-2014 เมื่อ 13:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #260  
เก่า 24-12-2014, 17:44
ลัก...ยิ้ม's Avatar
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,812
ได้ให้อนุโมทนา: 17,078
ได้รับอนุโมทนา 168,570 ครั้ง ใน 4,827 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ส่วนคุณสมบัติประจำใจของพระโสดาบันบุคคลนั้น คือหลักความเชื่อมั่นประเภทอจลศรัทธา เป็นผู้เชื่อมั่นต่อผลที่รู้เห็นประจักษ์ใจแล้ว และเชื่อมั่นต่อคุณธรรมเบื้องสูงที่ตนยังไม่รู้ไม่เห็น สมานัตตตา ความเป็นผู้วางตนเสมอ ไม่ถือตัวด้วยมานะชนิดใดชนิดหนึ่งกับคนทุกชั้น เป็นผู้มีธรรมครองใจ ไม่ถืออะไรให้ยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่เห็นว่าถูกต้องด้วยเหตุผล พระโสดาบันบุคคลยอมรับและปฏิบัติตามทันที ไม่ยอมฝ่าฝืนหลักความจริง ไม่ว่าพระโสดาบันบุคคลจะเป็นคนชาติชั้นวรรณะใด ย่อมให้ความสนิทสนมและความสม่ำเสมอกับคนทั่วไปไม่ลำเอียง

แม้คนชั่วที่เคยประพฤติตัวไม่ดีมาแล้ว ตลอดจนสัตว์ดิรัจฉาน พระโสดาบันบุคคลก็ไม่รังเกียจ โดยเห็นว่า เขากับเราตกอยู่ในวงแห่งกรรมดี - ชั่วเหมือนกัน ใครมีกรรมประเภทใด จำต้องยอมรับตามหลักกรรมที่ตนทำมา และยอมรับตามหลักความจริงที่เขาทำ หรือเขายกเหตุผลขึ้นมาอ้างโดยถูกต้องในขณะนั้น โดยไม่ต้องรื้อฟื้นอดีตคือความเป็นมาเขา ตลอดชาติชั้นวรรณะมาเป็นอุปสรรคต่อความจริง ที่ตนเห็นว่าถูกต้อง.. รีบยึดถือมาเป็นคติทันที นี้เป็นหลักธรรมประจำอัธยาศัยของพระโสดาบันบุคคล

ถ้าคำที่กล่าวมาด้วยความจนใจทั้งนี้เป็นการถูกต้อง พระโสดาบันบุคคลแสวงหาครอบครัวผัว - เมีย ก็ไม่ขัดข้องต่อประเพณีของผู้ละสักกายทิฏฐิ ๒๐ อันเป็นรวงรังของกามารมณ์ยังไม่ได้เด็ดขาด สักกายทิฏฐิ ๒๐ ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่พระโสดาบันทางครอบครัวเพราะเป็นคนละชั้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-12-2014 เมื่อ 02:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:17



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว