กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 24-09-2017, 18:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,925
ได้รับอนุโมทนา 3,226,004 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

ขอให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ที่เราถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๐ ส่วนที่อยากจะเตือนพวกเราในวันนี้ก็คือว่า ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามีข้อบกพร่องใหญ่ก็คือ ไม่สามารถที่จะใช้ปัญญาในการพิจารณาตัดกิเลส เพราะว่าส่วนใหญ่จะถนัดในส่วนของสมถกรรมฐาน คือภาวนาดูลมหายใจเข้าออกจนกระทั่งใจสงบ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยินดีและติดอยู่ในความสงบนั้น ไม่คิดที่จะทำอย่างอื่นต่อ

อีกส่วนหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพินิจพิจารณาอย่างไร เพราะว่าเมื่อเข้าสมาธิ โดยเฉพาะถ้าเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว จะมีความสุขเยือกเย็น ทำให้เพลิดเพลิน ไม่อยากจะคลายออกมา ในเมื่อไม่มีความคล่องตัวในการเข้าออกจากสมาธิ ทำให้ไม่สามารถที่จะใช้ความคิดพินิจพิจารณาได้ เพราะว่าสภาพจิตปักแน่นอยู่กับสมาธิเบื้องหน้า

ในเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะมีกำลังเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับบุคคลจะตัดต้นไม้สักต้นหนึ่ง ถ้ามีแต่กำลัง ก็ไม่สามารถที่จะตัดต้นไม้นั้นได้ จำเป็นจะต้องมีอาวุธหรือวิปัสสนาญาณมาช่วย จึงจะสามารถขัดเกลาตัดกิเลสต่าง ๆ ลงไปได้ ในส่วนทั้งหลายเหล่านี้ พวกเราจึงต้องฝึกหัดให้เคยชิน กับการที่เมื่อเข้าสมาธิจนกำลังระดับสูงสุดที่เราทำได้แล้ว ก็ให้คลายสมาธิออกมาเพื่อพิจารณาวิปัสสนาญาณ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-09-2017 เมื่อ 19:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 24-09-2017, 18:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,925
ได้รับอนุโมทนา 3,226,004 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าสมาธิของเราเข้าถึงจุดสูงสุดที่ตัวเองทำได้แล้ว ก็ให้สังเกตว่าเหมือนกับเราเดินไปจนเจอทางตัน ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ สภาพจิตจะเกิดความรำคาญ และถอยกลับมา เมื่อไม่มีงานทำก็จะฟุ้งซ่าน

ดังนั้น เมื่อสภาพจิตไปจนสุดทาง ไปต่อไม่ได้แล้ว ก็ให้เราคลายสมาธิออกมา พินิจพิจารณาให้เห็นจริงในสภาพของร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี ของสัตว์อื่นก็ดี ว่ามีความไม่เที่ยงเป็นปกติ เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด

เริ่มแรกก็เป็นเด็กเล็ก ๆ หลังจากนั้นเป็นเด็กโต เป็นเด็กหนุ่มเด็กสาว เป็นหนุ่มสาวเต็มตัว เป็นวัยกลางคน เป็นคนแก่ ในช่วงอายุทั้งหลายเหล่านี้ อาจจะตายลงไปช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้ ให้สภาพจิตของเราเห็นชัดและยอมรับจริง ๆ ว่า ร่างกายนี้หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ ระหว่างที่ดำรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ทุกข์ของการเกิด ทุกข์ของการแก่ ทุกข์ของการเจ็บ ทุกข์ของการตาย ทุกข์ของการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ทุกข์ของการปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์ของการกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ

แต่ละหัวข้อพยายามกระจายออกให้กว้างที่สุด อย่างเช่นว่าทุกข์ของการเกิด ทุกข์อย่างไร ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ต้องนอนขดอยู่ท่าเดียวตั้ง ๙ เดือน ๑๐ เดือน ปกติเรานั่งท่าเดียวไม่กี่นาทีก็เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว การที่ต้องไปนอนขดในท้องแม่นานขนาดนั้น จะปวดเมื่อยขนาดไหน

ค่อย ๆ มองกว้างออกไป ๆ จนกระทั่งเห็นรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมด แล้วก็รวบกลับมาที่กำลังใจของเราว่า สภาพจิตของเรายอมรับอย่างแท้จริงไหมว่าร่างกายนี้เป็นทุกข์ เมื่อยอมรับอย่างแท้จริงไม่ถกเถียงอีก ก็ดูว่ายอมรับไหมว่าร่างกายคนอื่นก็เป็นทุกข์ เมื่อยอมรับโดยไม่มีการคัดค้านก็ดูต่อไปว่า ยอมรับไหมว่าร่างกายของสัตว์อื่นก็เป็นทุกข์ ถ้ายอมรับแล้ว ก็ดูว่ายอมรับไหมว่าวัตถุธาตุทั้งหมดก็เป็นทุกข์ โดยเฉพาะวัตถุธาตุต่าง ๆ ไม่ว่าสิ่งของใดก็ตาม มีสภาวทุกข์ คือ ก้าวไปสู่ความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-09-2017 เมื่อ 19:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 25-09-2017, 18:42
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,925
ได้รับอนุโมทนา 3,226,004 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลังจากนั้นก็แยกแยะดูว่า สภาพว่าร่างกายนี้มีอะไรเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ ? ก็จะเห็นความจริงแท้ว่า ร่างกายของเราประกอบมาจากธาตุ ๔ คือดิน คือน้ำ คือลม คือไฟ ส่วนที่แข็งเป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน ได้แก่ธาตุดิน มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายนอกภายใน ที่แข็ง จับได้ต้องได้

ธาตุน้ำก็คือ ส่วนที่ไหลเอิบอาบชุ่มชื้นอยู่ในร่างกายของเรา มีเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ปัสสาวะ ไขมันเหลว เป็นต้น ธาตุลมก็คือ สิ่งที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในร่างกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้องในไส้ ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วตัว อย่างความดันโลหิต

ส่วนที่เป็นธาตุไฟก็คือ ส่วนที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย มีไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ไฟธาตุที่เผาผลาญให้ร่างกายทรุดโทรมลง ไฟธาตุที่ทำให้เรากระวนกระวายยามป่วยไข้ ไฟธาตุที่ช่วยสันดาปในการเผาย่อยอาหาร เมื่อแยกเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ จะเห็นว่าไม่มีอะไรเหลือเป็นเราเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-09-2017 เมื่อ 02:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 24 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 25-09-2017, 18:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,925
ได้รับอนุโมทนา 3,226,004 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เมื่อสภาพจิตของเรามาอาศัยร่างกาย ที่ประกอบด้วย ดิน น้ ำไฟ ลม มีหัวมีหู มีหน้ามีตาขึ้นมา เราก็ไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา พยายามแยกให้ชัด ดูให้เห็น ยอมรับให้ได้ว่า ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เป็นสิ่งที่ประกอบไปด้วยความทุกข์เป็นปกติ เกิดกี่ชาติก็ทุกข์เช่นนี้ มีทางเดียวที่จะพ้นไปได้คือพระนิพพาน

ก็ให้เอาจิตสุดท้ายจับภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพาน หรือว่าจะเกาะพระนิพพานอย่างเดียวก็ได้ แล้วก็รักษาอารมณ์ใจของเราเอาไว้ เมื่อสภาพจิตทรงตัวไประยะหนึ่ง ก็จะเริ่มคลายออกมา เมื่อเริ่มจะฟุ้งซ่าน เราก็มาทบทวนพิจารณาใหม่ ทำแบบนี้ย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จะเบื่อไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตของเรากลับกลอก เห็นว่าร่างกายนี้มีความดี มีความเที่ยง

เมื่อทุกคนทำเช่นนี้แล้ว ก็ให้รักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ จนได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐
(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยคะน้า)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-09-2017 เมื่อ 02:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:23



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว