ดูแบบคำตอบเดียว
  #3  
เก่า 08-10-2019, 11:51
ตัวเล็ก's Avatar
ตัวเล็ก ตัวเล็ก is offline
กรรมการเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2009
ข้อความ: 8,579
ได้ให้อนุโมทนา: 118,678
ได้รับอนุโมทนา 394,429 ครั้ง ใน 17,167 โพสต์
ตัวเล็ก is on a distinguished road
Default

มีเล่าไว้ใน อวิทูเรนิทาน ในอรรถกถาชาดกว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกบรรพชาของพระพุทธเจ้า) ทรงม้ากัณฐกะ เสด็จข้ามแม่น้ำอโนมา เสด็จลงจากหลังม้า ประทับยืนบนลานทราย ทรงเปลื้องอาภรณ์ประทานแก่นายฉันนะ และประทานม้ากัณฐกะแก่เขา

พระโพธิสัตว์ทรงตัดพระเกศากับพระโมลี ด้วยพระขรรค์แสงดาบ

ทรงเปลื้องพระภูษาทรงออก แล้วทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ที่ฆฏิการมหาพรหมนำมาถวายพร้อมด้วยเครื่องบริขารอื่น

ทรงอธิษฐานเพศเป็นนักบวช ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา

ทรงดำริว่า ผมทั้งหลายของเรานี้ ไม่สมควรแก่สมณะ ทรงดำริต่อไปว่า ผู้อื่นที่สมควรจะตัดผมของพระโพธิสัตว์ ย่อมไม่มี เพราะเหตุนี้ เราจักตัดด้วยตนเอง จึงทรงจับพระขรรค์แสงดาบด้วยพระหัตถ์ขวา จับพระจุฬากับพระโมลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงตัดด้วยพระขรรค์แสงดาบ พระเกศายังเหลือแนบพระเศียรประมาณสององคุลี ม้วนกลับมาทางเบื้องขวาเป็นทักขิณาวัฏ คงอยู่ขนาดนั้นตลอดพระชนมชีพ พระมัสสุ (หนวด) ก็มีสมควรกันแก่พระเกศา ไม่ต้องปลงพระเกศาและพระมัสสุอีก ชื่อว่ากิจด้วยการปลงผมและหนวดมิได้มีอีกต่อไป

พระโพธิสัตว์จับพระจุฬาพร้อมด้วยพระโมลี ทรงอธิษฐานว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าไซร้ พระโมลีจงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าจักไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า จงตกลงบนภาคพื้น แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์ทอดพระเนตรเห็นด้วยทิพยจักษุ ทรงนำผอบรัตนะอันประเสริฐทูนพระเศียรรับไว้ แล้วทรงนำขึ้นไปประดิษฐานไว้ในเทวสถูปชื่อ “จุฬามณีเจดีย์” ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พร้อมกับอีกสองสิ่ง คือ ปิ่นมณีและผ้าพันโพกพระเศียรดังกล่าวแล้ว รวมเป็นสี่สิ่ง


นอกจากนี้ พระเจดีย์จุฬามณียังเป็นที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วองค์บนขวาของพระพุทธเจ้า ในคราวแบ่งพระบรมสารีริกธาตุหลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ดังมีเล่าไว้ในพระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส มีความว่า

พระพุทธองค์ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
ท่ามกลางหมู่สงฆ์และทวยเทพ ดอกไม้ทิพย์ทั้งปวงร่วงโปรยลงมาเป็นพุทธบูชา

เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ทำการบูชาพระพุทธสรีระด้วยเครื่องสักการะอย่างมโหฬารเป็นเวลา ๖ ทิวาราตรี มหาชนจากทิศานุทิศเดินทางมาเพื่อบูชาพระพุทธสรีระ บริเวณอุทยานสาลวันปานประหนึ่งคลุมด้วยผ้าขาว ทั้งนี้เพราะชาวชมพูทวีปไว้ทุกข์ด้วยชุดขาวล้วน

ครั้นถึงวันที่เจ็ด พระพุทธสรีระก็ถูกนำออกจากพระนครทางประตูทิศบูรพา ไปสู่มกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นที่ตั้งพระจิตกาธานที่ทำด้วยไม้หอมประดับตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม เตรียมการจะถวายพระเพลิงตามแบบอย่างพระบรมศพพระเจ้าจักรพรรดิราช มัลลกษัตริย์สี่พระองค์ ชำระพระกายให้บริสุทธิ์แล้ว ทรงผ้าใหม่ นำเพลิงเข้าไปจุดที่พระจิตกาธานทั้งสี่ทิศ แต่ไม่สามารถจุดให้ติดได้

มัลลกษัตริย์ทั้งหลายเฉลียวพระทัยสงสัยว่าจะเป็นอิทธานุภาพเทวดา จึงตรัสถาม พระอนุรุทเถระเจ้าแสดงว่า เทพยดาทั้งหลายประสงค์จะให้หยุดยั้ง ให้พระมหากัสสปเถระบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าก่อน จึงจะถวายพระเพลิงได้


เหล่าพระภิกษุสงฆ์ เทพยดา มัลลกษัตริย์ ได้ถวายสักการะพระพุทธสรีระ
พระมหากัสสปเถระ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ อธิษฐานจิตแล้ว บังเกิดความอัศจรรย์
พระยุคลบาทโผล่พ้นปลายหีบพระศพ เพื่อประทานให้นมัสการเป็นพิเศษแก่พระมหากัสสปเถระ

เมื่อพระมหากัสสปเถระพาพระภิกษุสงฆ์บริวาร เดินทางมาถึงมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงแล้ว ก็ดำเนินเข้าไปใกล้พระจิตกาธาน ยกอัญชลีกระพุ่มหัตถ์ประณมนมัสการ ทำประทักษิณเวียนขวาซึ่งพระจิตกาธานสามรอบ แล้วถวายบังคมพระบาทยุคลแห่งพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแห่งตน พระมหาเถระพร้อมด้วยพระสงฆ์บริวาร ได้อภิวาทกราบนมัสการโดยทั่วกัน เพลิงทิพย์ก็เกิดขึ้นเองที่พระจิตกาธานด้วยอานุภาพของเทพยดา

เพลิงได้ลุกพวยพุ่งเผาพระพุทธสรีระจนหมดสิ้น ยังเหลือสิ่งที่พระเพลิงมิได้เผาไหม้ด้วยพุทธานุภาพที่ทรงอธิษฐานไว้คือ พระอัฐิ (กระดูก) พระเกศา (ผม) พระโลมา (ขน) พระนขา (เล็บ) พระทนต์ (ฟัน) ทั้งปวง กับผ้าที่ห่อพระพุทธสรีระสองชั้นในสุด เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุได้อย่างสมบูรณ์มิให้กระจัดกระจาย
__________________
มารใช้ คนทุกคน ของทุกชิ้น สัตว์ทุกตัว เป็นเครื่องมือในการขวางเรา โดยเฉพาะคนที่เรารักมากที่สุด
(-/\-) (-/\-) (-/\-)
สมาชิก 53 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ตัวเล็ก ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา