ดูแบบคำตอบเดียว
  #1  
เก่า 16-05-2018, 21:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,017
ได้ให้อนุโมทนา: 74,559
ได้รับอนุโมทนา 3,163,334 ครั้ง ใน 22,369 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเรา ไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเรา ไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ ที่เรามีความถนัด มีความชำนาญมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ จากเมื่อวานที่ได้กล่าวว่า อานาปานสติคือการระลึกถึงลมหายใจเข้าออก เป็นพื้นฐานของกรรมฐานทั้งปวง ถ้าทิ้งอานาปานสติเสียอย่างเดียว เราก็ไม่สามารถที่จะทำกรรมฐานกองใดให้สำเร็จสัมฤทธิ์ผลลงไปได้ แต่การปฏิบัติในอานาปานสตินั้น ตอนท้ายเราต้องใช้ปัญญาในการพิจารณา ให้เห็นความเป็นจริงของสภาพร่างกายนี้ ให้เห็นความเป็นจริงของสภาพร่างกายของคนอื่น ให้เห็นความเป็นจริงในสภาพของโลกนี้ ว่ามีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง และสลายตัวไปในที่สุด

เนื่องเพราะว่าการปฏิบัติกรรมฐานของพวกเรานั้น เป็นการที่เราสะสมกำลังไว้เพื่อต่อสู้กับกิเลส เมื่อเราภาวนาไปจนกำลังของเราเต็มแล้ว ก็คือไม่สามารถที่จะไปต่อได้ เริ่มรู้สึกเครียด ก็ให้คลายกำลังใจออกมา แล้วนำเอาหลักไตรลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาพิจารณาร่างกายของเรา ร่างกายของคนอื่น ร่างกายของสัตว์อื่น ตลอดจนวัตถุธาตุสิ่งของทั้งปวง ให้เห็นจริง ๆ ว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา

เหตุที่ต้องทำเช่นนั้นเพราะว่า สภาพจิตของเรานั้น ถ้าไม่บังคับให้คิดในสิ่งที่ดี ๆ ก็จะไปคิดในเรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบ ในเมื่อเราภาวนาจนมีกำลังแล้ว ก็จะทำให้สภาพจิตสามารถใช้กำลังนั้นไปคิดในเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง ได้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน เป็นงานเป็นการ เหมือนอย่างกับม้าหลุดจากคอก ไม่สามารถที่จะเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้อยู่ เป็นการเอากำลังของการปฏิบัติไปใช้ในทางที่ผิด

ดังนั้น...เมื่อท่านทั้งหลายภาวนาไปจนกระทั่งไปต่อไม่ได้แล้ว ให้คลายกำลังใจออกมาพิจารณา เพราะว่าการภาวนาคือสมถกรรมฐาน การพิจารณาคือวิปัสสนากรรมฐาน เปรียบเหมือนคนที่ผูกขาติดกันอยู่ มีช่วงให้ก้าวได้แค่สั้น ๆ เท่านั้น ถ้าเราจะก้าวในเรื่องของสมถะอย่างเดียว เมื่อสุดแล้วก็ไปต่อไม่ได้ ถ้าฝืนรั้งที่จะก้าวไป ก็จะโดนกระชากกลับ

หรือว่าเราจะก้าวในด้านของวิปัสสนากรรมฐานอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อกำลังใช้ในการพิจารณาจนหมดแล้ว ไม่มีกำลังของสมถะคอยหนุนเสริม กิเลสก็ตีเราตายเหมือนเดิม ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันว่า ก้าวด้านวิปัสสนาไปจนสุด ก็ต้องย้อนกลับมาภาวนา เมื่อภาวนาจนกำลังใจไปต่อไม่ได้ ก็ต้องย้อนกลับไปพิจารณา ต้องทำสลับกันไปสลับกันมาในลักษณะอย่างนี้ เราถึงจะมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ เหมือนกับคนมีโซ่ล่ามขาอยู่ ก็ต้องผลัดกันก้าวซ้ายทีขวาที จึงจะได้ระยะทาง ถ้าก้าวข้างเดียวก็ไม่สามารถที่จะไปได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-05-2018 เมื่อ 09:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา