กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=39)
-   -   เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6217)

เถรี 21-06-2018 21:37

เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑
 
ขอให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาและพิจารณาอย่างไรก็ได้ ที่เรามีความถนัด มีความชำนาญมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ เมื่อครู่นี้ได้กล่าวถึงเรื่องที่เราได้แต่งตัวตามสบาย ทั้ง ๆ ที่เป็นสถานที่ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำอย่างนั้น อย่างเช่นว่าเป็นวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรม เพราะว่าแสดงออกซึ่งความหยาบในจิตของเรามาก

ในที่นี้ก็จะได้กล่าวว่า แล้วเราจะวัดได้อย่างไรว่าสภาพจิตของเรามีความหยาบละเอียดเท่าไร ? ตัววัดตัวแรกที่ต้องพึงดูอยู่ตลอดเลยก็คือ นิวรณ์ ๕ ถ้าสภาพจิตของเรามีนิวรณ์ ๕ อยู่ แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ให้รู้ว่าสภาพจิตของเรามืดบอด โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมไม่มี เพราะว่านิวรณ์ยึดครองใจเราไปเสียแล้ว

นิวรณ์ ๕ อย่างนั้นประกอบไปด้วย ๑.กามฉันทะ คืออารมณ์ที่ยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ๒.พยาบาท คือ ความโกรธเกลียดอาฆาตแค้นผู้อื่น การโกรธนั้นโกรธได้ ตราบใดที่ยังไม่ใช่พราะอนาคามี เรายังไม่สามารถที่จะตัดความโกรธได้ แต่อย่าให้เป็นความเกลียด ความอาฆาตแค้นฝังใจ ถ้าลักษณะอย่างนั้น จะทำให้เราถอนตัวขึ้นมาได้ยาก

๓.ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน ชวนให้ขี้เกียจปฏิบัติ มักเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่ง ประเภทที่อ้างว่าหิวทำไม่ได้ กระหายทำไม่ได้ ร้อนไปทำไม่ได้ หนาวไปทำไม่ได้ หรือเอาไว้ตอนบ่ายหรือไม่ก็ไว้พรุ่งนี้เช้า ผลัดไปเรื่อย ๔.อุทธัจจกุกกุจจะ คำนี้เป็นสองศัพท์ด้วยกัน คือ อุทธัจจะเป็นความฟุ้งซ่าน กุกกุจจะเป็นความรำคาญใจที่จะก่อให้เกิดโทสะขึ้นมาได้

แปลว่าอะไรที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส สัมผัส เกิดความไม่พอหู ไม่พอตา ไม่พอใจขึ้นมา จัดอยู่ในนิวรณ์ตัวนี้ทั้งหมด ๕.วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยว่าปฏิบัติธรรมไปแล้วจะเกิดผลจริงหรือไม่ ลังเลสงสัยว่าพระพุทธเจ้าดีจริงหรือไม่ พระธรรมดีจริงหรือไม่ พระสงฆ์ดีจริงหรือไม่ เป็นต้น ๕ อย่างนี้เป็นกิเลสหยาบ ถ้าบดบังจิตใจของเราเมื่อไรก็มืดบอด สมาธิและปัญญาเกิดไม่ได้

เถรี 21-06-2018 21:40

ดังนั้น...เราจึงจำเป็นที่ต้องมาตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออกของเรา ถ้าสติ สมาธิของเราอยู่กับลมหายใจเข้าออก นิวรณ์จะเข้ามาไม่ได้ การที่ให้พวกเราซักซ้อม โดยเฉพาะอยู่กับลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา ก็เพื่อป้องกันนิวรณ์กินใจของเรา สภาพจิตของเราจะได้เบา จะได้บาง จะได้โปร่ง ปัญญาจะได้เกิด รู้ว่าจะประคับประคองสภาพจิตของเราอย่างไร จึงจะรักษาความผ่องใสไว้ได้

หลังจากนั้นให้มาพิจารณาดูว่าตั้งแต่ปฏิบัติมานั้น สภาพจิตของเราละกิเลสลงได้บ้างหรือไม่ ? ก็คือมี อัปปิจฉตา ความมักน้อยเกิดขึ้นหรือเปล่า ? หรือยังมักได้ อยากได้ อยากมี อยากเป็นในทุกเรื่อง มีสันตุฏฐิตา ความสันโดษ รู้จักยินดีตามมีตามได้หรือไม่ ? มีสัลเลขตา คือรู้จักขัดเกลากาย วาจา ใจ ของตนให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ?

ปวิเวกตา มีการปลีกตัวออกจากหมู่หรือไม่ ? เพราะว่าถ้าตราบใดที่เรายังคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะก็ทำให้ต้องพูดมาก การพูดมากทำให้สภาพจิตของเราฟุ้งซ่าน เมื่อสภาพจิตฟุ้งซ่านย่อมห่างไกลจากสมาธิ เป็นต้น มีอิทมัฏฐิตา การแสวงหาธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นหรือไม่ ?

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นตัววัดคุณธรรม วัดความดีในใจของเรา ว่าเรามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติเท่าไร และต้องเตือนตนอยู่เสมอ ๆ ว่าวันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ กาย วาจา ใจ ที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก เราต้องทำกาย วาจา ใจ เหล่านั้นให้ได้ เราเป็นผู้ยินดีในที่สงัดหรือไม่ ? ตัวเรามีคุณวิเศษอะไรบ้าง ? ที่เป็นผลจากการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นฌาน เป็นวิโมกข์ เป็นวิมุตติ เป็นมรรค เป็นผล มีสักอย่างหนึ่งที่พอจะยกขึ้นมาเป็นคุณความดีในการปฏิบัติอย่างแท้จริงหรือไม่ ?

เถรี 25-06-2018 21:14

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องทบทวนอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะในส่วนของนิวรณ์ ๕ เกิดขึ้นเมื่อไรใจก็มืดบอดเมื่อนั้น หลังจากนั้นให้น้อมจิตไปเทียบกับสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ เพื่อที่จะได้ดูว่ากิเลสใหญ่ที่ร้อยรัดใจของเรานั้น บัดนี้เราขัดเกลาอะไรลงไปได้บ้างแล้ว

สักกายทิฐิ ความยึดว่าตัวกูของกูยังมีอยู่มากหรือไม่ ? วิจิกิจฉา ยังลังเลสงสัย ไม่ได้เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความจริงใจใช่ไหม ? สีลัพพตปรามาส ยังรักษาศีลแบบลูบ ๆ คลำ ๆ คือรักษาบ้างศีลขาดบ้างหรือไม่ ? กามฉันทะ คือยังคลุกคลีอยู่กับนิวรณ์ทั้ง ๕ หรือไม่ ? พยาบาท ยังโกรธเกลียดอาฆาตแค้นคนอื่นหรือไม่ ? รูปราคะ ยังยินดีในรูปหรือไม่ ? อรูปราคะ ยังยินดีในส่วนที่ไม่ใช่รูปหรือไม่ ? มานะ ยังแบกตัวตนอยู่หรือไม่ ? อุทธัจจะ ยังฟุ้งซ่านเป็นปกติหรือไม่ ? และอวิชชา ยังยินดียินร้ายกับสิ่งต่าง ๆ เพราะความที่สติ สมาธิ ปัญญา รู้ไม่เท่าทันกิเลสหรือไม่ ?

ถ้าตัวไหนบกพร่องก็ให้ตั้งใจว่า เราจะประพฤติปฏิบัติให้ดียิ่งไปกว่านี้ วันนี้เราทำดีเท่านี้ พรุ่งนี้ต้องทำให้ดีกว่านี้ เป็นต้น ถ้าเรารู้จักทบทวนอยู่ทุกวัน ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจะมีขึ้น สิ่งที่เราทำทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจก็จะเจริญขึ้น ตัวเราก็จะมีกาย มีวาจา มีใจที่เป็นทุกข์เป็นโทษกับผู้อื่นน้อยลงไปเรื่อย ๆ โอกาสที่เราจะเข้าถึงมรรคเข้าถึงผลก็เป็นไปตามวิสัยที่ตนเองได้กระทำมา

ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๑

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย คะน้า)

สุธรรม 06-07-2018 01:31

:4672615:


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:10


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว