กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6756)

เถรี 07-09-2019 21:18

เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒
 
พระอาจารย์กล่าวว่า “เมื่อวานทิดเฟิร์สถวายเงินที่ได้จากการจำหน่ายพระกริ่งจินดามณีมนต์พระกาฬมาหนึ่งล้านบาท บอกว่า "ถวายแล้วแต่หลวงพ่อจะเอาไปทำอะไรก็ได้" อาตมาก็เลยเอาลงสร้างวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี

มาวันนี้ ครอบครัวของเด็กชายพุธ แสงอุทัย ถวายมาไว้มาอีกห้าแสนบาท บอกว่า "แล้วแต่จะทำอะไรก็ได้"เหมือนกัน ก็เลยเอาลงสร้างวิทยาลัยสงฆ์อีก ตอนแรกอาตมาก็สงสัยว่า รับปากเขาว่าจะหาให้สิบล้านบาทจะมีให้ไหม ? แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วว่ามี คือ ปกติอาตมาจะทำอะไรไม่ได้หนักใจ เพราะว่าไม่ใช่งานของเรา เป็นงานของพระศาสนา

แต่คราวนี้ส่วนที่รอดูก็คือเงินจะมาช่องไหน อยู่ ๆ ก็มีคนมาขอบูชาฟันของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ไป ๓๐,๐๐๐ บาท เพื่อร่วมสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ สองวันได้มาร่วม ๑,๕๓๐,๐๐๐ บาทแล้ว

ส่วนของพระสมเด็จแหวกม่านเงินล้านนั้น เป็นการลงทุนลงแรงของทิดเฟิร์ส ผงพุทธคุณของครูบาอาจารย์เก่า ๆ มีเท่าไรเทลงไปหมด เขาเรียกว่า "ทำเผื่อตาย" ก็คือกะว่าทำครั้งเดียว เพราะว่าเดี๋ยวตายแล้วจะไม่ได้ทำ..!

แต่ว่าพระท่านก็สงเคราะห์จริง ๆ เริ่มตั้งแต่ตอนบวงสรวง พอถ่ายรูปออกมาคนเห็นก็ตื่นเต้นกันใหญ่ อาตมาเองไม่ค่อยอยากให้กล้องจับอะไรได้หรอก จับได้เดี๋ยวตัวเองจะเดือดร้อน เดี๋ยวนี้ไปไหนเป็นดาราหน้ากล้อง มีแต่คนขอถ่ายรูปด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันเขาเห็นอาตมาเป็นวอลเปเปอร์หรืออย่างไร ?"

เถรี 10-09-2019 19:46

พระอาจารย์กล่าวว่า “เวลาป่วยเรามีหน้าที่รักษาก็รักษาไปตามหน้าที่ ส่วนรักษาแล้วจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ขอบอกว่าที่อาตมาเป็นถือว่าป่วยน้อยมากแล้วนะ สมัยเป็นเด็กวัยรุ่นป่วยได้อาทิตย์ละ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง จนกระทั่งหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า ให้ไปปล่อยปลาที่เขาจะฆ่าสักเดือนละตัวสองตัว ทำให้สม่ำเสมอ

บาลีท่านบอกว่า สงฺขารํ โรคนิทฺธํ สังขารนี้เป็นรังของโรค แปลว่าเขามีหน้าที่ป่วย ในเมื่อเขามีหน้าที่ป่วย เรามีหน้าที่รักษา ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่กันไป ถ้าวันไหนรักษาไม่ไหว ร่างกายนี้พังไป ก็ตัวใครตัวมัน เพราะว่าเราก็ไม่ได้อยากได้ใคร่ดีอะไรกับร่างกายนี้อยู่แล้ว

ทำอย่างไรที่เราจะเห็นว่าสังขารร่างกายนี้เป็นทุกข์เป็นโทษ เราอาศัยอยู่เพื่อสร้างคุณความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้าตายแล้วก็จบกัน สามารถทำกำลังใจได้แค่นี้ก็พอแล้ว ร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรเราก็ไม่ต้องไปกังวล

บอกแล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ ร่างกายเป็นรังของโรค มีหน้าที่ป่วยก็ป่วยไป ส่วนพวกเราเป็นผู้อาศัย ที่มีหน้าที่รักษาก็ค้ำจุนเอาไว้ เหมือนกับดูแลรักษาบ้าน ถ้าบ้านพังเราก็ไม่มีที่อยู่ ก็ดูแลรักษาช่วยค้ำจุนไป แต่มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของเรา เราบังคับบัญชาเขาไม่ได้ อยากจะป่วยก็ป่วย อยากจะตายก็ตาย เราทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว ถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป เป้าหมายเบื้องหน้าของเราคือการหลุดพ้นจากกองทุกข์ ในเมื่อพ้นจากร่างกายนี้ได้ก็ถือว่าพ้นทุกข์"


เถรี 10-09-2019 19:52

พระอาจารย์กล่าวว่า “ช่วงนี้ทางทองผาภูมิมีเรื่องของทางเจ้าสำนักสงฆ์ไปฟ้องร้องกำนัน ว่าปิดทางเข้าออกบ้านของชาวบ้าน แล้วคราวนี้การฟ้องก็ฟ้องได้น่าเกลียดมาก ฟ้องทางจังหวัด ฟ้องศูนย์ดำรงธรรม ฟ้องกระทั่งถวายฎีกาในหลวง แต่ไม่แจ้งอะไรกับคณะสงฆ์เลย

เมื่อสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติให้ทางสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรีไปตรวจสอบ ก็ตรวจสอบมาทางเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ เมื่อตรวจสอบมาปรากฏว่าทางเราไม่รู้เรื่องเลย จึงให้พระครูสุวิมลกาญจนวัฒน์ เจ้าคณะตำบลชะแลเขต ๑ เจ้าของพื้นที่เข้าไปดู

พระครูสุวิมลฯ หายไปหนึ่งวัน กลับมาบอกว่า "ถ้าพวกเราเข้าไปส่งเดชอาจจะตายได้..!" ถามว่าทำไม ? "เพราะว่าพอผมเข้าไปถึง ท่านถามว่าเป็นใคร ? มาจากไหน ?" คือไม่รู้จักเจ้าคณะตำบล..!? พระครูสุวิมลฯ ท่านก็บอกว่า "ลูกหลานบวชอยู่แถวนี้แหละหลวงพ่อ เห็นหลวงพ่อสร้างวัดสวยก็เลยเข้ามาดูหน่อย" หลวงพ่อท่านก็บอก "แล้วมีอะไรดูล่ะ ?" "ก็ได้ยินว่ามีเรื่องฟ้องร้องกับชาวบ้านเขา ก็เลยเข้ามาดู เผื่อว่าหลวงพ่อมีอะไรจะให้ลูกหลานช่วยบ้าง"

ท่านก็บอกว่า “ไม่ต้องกังวลหรอก ที่วัดนี้มีอาวุธเยอะ มีดาบอยู่ตั้ง ๗-๘ เล่ม ใครแน่จริงก็ให้เข้ามา..!" พระครูสุวิมลฯ ท่านก็บอกว่า "หลวงพ่อ..คนเรามีแค่สองมือ ดาบตั้ง ๗-๘ เล่มถือไม่หมดหรอก ไปถือพร้อมกัน ดีไม่ดีหล่นใส่ตีนอีก..!" ท่านก็กวนใช้ได้เหมือนกันนะ"



เถรี 10-09-2019 19:56

"พอถึงวันนัดแนะ ทางอำเภอ ทางจังหวัด ทางศูนย์ดำรงธรรม ทางสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดและทางคณะสงฆ์ เข้าไปสอบสวนแล้ว ปรากฏว่าคนผิดก็คือตัวเจ้าสำนักนั่นแหละ คือสำนักสงฆ์แต่ดั้งเดิมเป็นของหลวงพ่อสำลี ซึ่งท่านอยู่ที่นครปฐม สมณศักดิ์ของท่านก็คือ พระครูปฐมเจติยานุรักษ์ ท่านไปซื้อที่สร้างสำนักสงฆ์เอาไว้แล้วไม่มีเวลาดูแล ก็มอบให้หลวงพ่อเฉลียวท่านไปดูแล หลวงพ่อท่านนั้นไปถึงก็สร้างรั้วปิดเลย ปรากฏว่ารั้วที่สร้างปิดนั้น ไปปิดทางเข้าออกของชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็เลยต้องไปเข้าออกทางที่ดินของกำนันแทน เพราะว่าไม่มีใครคุยกับหลวงพ่อรู้เรื่อง ก็แกมีดาบ ๗-๘ เล่ม แล้วใครจะไปคุยรู้เรื่องล่ะ...!

ส่วนทางกำนันก็ปล่อยให้ชาวบ้านเข้าออกอยู่ตั้งนาน คราวนี้ทางกำนันจะขายที่ ก็ต้องชี้พื้นที่ให้ชัดเจน คนซื้อเขาก็บอกว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่สาธารณะ ถ้ายังปล่อยให้ชาวบ้านเข้าออกอย่างนี้เขาก็จะไม่ซื้อ กำนันก็เลยต้องปิดทางเข้าออก ซึ่งไม่ใช่ความผิดของกำนัน แต่หลวงพ่อเฉลียวเห็นว่าพอคนเข้าออกทางปกติที่เคยไม่ได้ ก็มาเข้าออกทางสำนักสงฆ์ ท่านก็ไปฟ้องกำนันเลย กลายเป็นว่าทำให้กำนันเขาเสียหาย

สอบถามไปทางกำนันก็บอกว่า สำนักสงฆ์แห่งนี้มีอยู่ก็ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับชาวบ้านเลย ไม่มีปฏิสันถารอะไรกับชาวบ้านเลย ตัวเจ้าสำนักไม่บิณฑบาต ไม่มีกิจกรรมงานวัดอะไรที่จะต้องปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ถึงเวลาก็ปลูกผักขาย ไปซื้อผัก ซื้อผลไม้ ซื้อมะพร้าว ขนใส่รถไปขายที่ตลาดไท ขับเองด้วย พอเขาไปเตือนหลวงพ่อท่านก็บอกว่า "อ้าว..ก็ผมไม่ได้บิณฑบาตนี่
ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วผมจะกินอะไร ?" แบบนี้ก็คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว

กลายเป็นว่า ตำบลชะแลมีวัดพุทธมณฑล วัดอู่ล่อง วัดเกริงกระเวีย วัดพุเย แล้วยังมีวัดข้างในอีกตั้งหลายวัด สำนักสงฆ์นี้เท่ากับเป็นส่วนเกิน ในเมื่อเป็นส่วนเกิน แล้วยังมาหาเรื่องกับชาวบ้านอีก กำนันก็ไม่ยอม ถ้าฟ้องร้องก็จะให้ดำเนินคดีจนถึงที่สุด"

เถรี 10-09-2019 20:02

"ทางด้านผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี ถามหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิว่าจะเอาอย่างไร ? หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิท่านก็บอกว่า ตั้งแต่ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอมาก็ดี ตั้งแต่ท่านยังเป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอมา ๒ รูปก็ดี รวมแล้ว ๓ ยุคสมัย ตั้งกี่ปี ? ไม่เคยเห็นหลวงพ่อท่านนี้เข้าร่วมประชุมเลย เพราะฉะนั้น..ถ้าทำในลักษณะนี้ก็เท่ากับว่าไม่ได้ขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ ทางคณะสงฆ์ก็ไม่ยอมรับว่ามีสำนักสงฆ์แห่งนี้อยู่ สรุปก็คือให้ดำเนินคดีไปตามความเป็นจริง ทางคณะสงฆ์จะไม่ไปแทรกแซงอะไรทั้งนั้น

โดยเฉพาะว่าหลวงพ่อท่านนี้คิดอย่างไรไม่รู้ ท่านมีลูกศิษย์ที่เข้านอกออกในวังได้ ถึงขนาดไปทูลเกล้าถวายฎีกา เลยบอกว่า คุณรู้ไหมว่ารัชกาลที่ ๑๐ ทรงเด็ดขาดแค่ไหน ? โดยเฉพาะการจัดการกับบรรดานักบวชที่ไม่ได้เรื่องได้ราว แต่ท่านกล้าถึงขนาดถวายฎีกาในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ อาศัยที่ว่ามีลูกศิษย์เข้านอกออกในได้

คราวนี้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ถ้าถึงเวลาอยู่ ๆ มีข่าวขึ้นมาว่าทางการบุกรื้อสำนักสงฆ์ที่ทองผาภูมิก็ไม่ต้องตกใจ เรื่องจะเป็นไปแบบนี้ค่อนข้างแน่นอน แล้วพื้นที่ก็เป็นพื้นที่ของ สปก. ซึ่งที่ของ สปก. ถ้าจำไม่ผิดเขาให้ครอบครองได้ไม่เกินคนละ ๑๕ ไร่ แต่หลวงพ่อท่านไปทำรั้วไว้ ๕๐ กว่าไร่ กลายเป็นหลวงพ่อไปบุกรุกที่ ไม่ใช่กำนันไปบุกรุกที่ แต่กำนันโดนฟ้องเสียหายไปแล้ว ทางจังหวัด ทางอำเภอ ตอนแรกก็มาด้วยความหงุดหงิดมาก ว่าเป็นกำนันแทนที่จะดูแลลูกบ้าน ทำไมถึงปิดทางไม่ให้ลูกบ้านเข้าออก ?"

เถรี 10-09-2019 20:10

ถาม : ถ้าเราทำให้สำนักสงฆ์ไม่เป็นข่าว ไม่ดีกว่าหรือคะ ?
ตอบ : ถูก..แต่ท่านทำให้เรื่องดังเอง เพราะว่าท่านไม่มาปฏิสันถารอะไรกับทางคณะสงฆ์เลย ปกติทางคณะสงฆ์เราจะจัดการเรื่องด้วยความนุ่มนวล ไม่ให้มีเรื่องดัง คราวนี้ท่านเล่นไปฟ้องร้องทางบ้านเมือง ฟ้องศูนย์ดำรงธรรม ฟ้องจังหวัด แล้วท้ายที่สุดก็ทูลเกล้าถวายฎีกา

ที่แน่ ๆ ก็คือสิ่งที่ท่านทำหลายอย่างซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พระทั่วไปทำ อย่างประเภทไปซื้อผักผลไม้แล้วเอาไปขายส่งที่ตลาดไท แบบเป็นพ่อค้าคนกลางไปเลย

ต้องบอกว่าทองผาภูมิของเราข่าวพระยิงพระเพิ่งจะซาไป ข่าวสำนักสงฆ์ปิดทางชาวบ้านก็ดังขึ้นมาอีก แต่ไม่ได้ดังว่าสำนักสงฆ์ไปปิดทางชาวบ้าน ดังว่ากำนันไปปิดทางชาวบ้าน เล่นเอากำนันหัวเสียมาก บอกว่าทำผมเสียหายแบบนี้จะฟ้องร้องจนถึงที่สุด จะไม่มีการยอมความกัน แล้วในหนังสือที่ฟ้องร้องรวมทั้งฎีกาที่ทูลเกล้าถวาย หลวงพ่อท่านก็เขียนแบบฆ่าตัวตาย คือเขียนว่า ข้าพเจ้า พระ.... ผู้ดูแลสำนักสงฆ์แห่งนี้แทนหลวงพ่อสำลี (พระครูปฐมเจติยานุรักษ์) บรรลัยเลย ถ้าหลวงพ่อบอกว่าเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ หลวงพ่อก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายว่า เราสามารถทำได้ในส่วนที่ต้องบริหารจัดการ แต่นี้หลวงพ่อบอกว่าเป็นผู้ดูแลแทน หมดเลย...กลายเป็นถอดเกราะออกหมด ไม่มีเครื่องป้องกันไปสู้กับใครเลย

ความจริงหลวงพ่อสำลีท่านทำสำนักสงฆ์เอกายโนดังทีเดียว เพราะว่าท่านเคยสร้างยาจินดามณีเอกายโน สร้างแล้วท่านแจกฟรี ไม่ได้จำหน่าย ทั้ง ๆ ที่แพงขนาดนั้น ท่านลงทุนไป ๗๐๐,๐๐๐ บาทแล้วแจกฟรี ก็เลยดัง เพราะว่าส่วนผสมยาจินดามณีที่เต็มสูตรนั้น แค่นอแรดกับอำพันทองก็แพงหูดับตับไหม้แล้ว


เถรี 10-09-2019 20:18

ถาม : ความจริงสมัยก่อนนอแรดก็ไม่ถึงขนาดหาไม่ได้ ?
ตอบ : หาได้..แต่แพงมาก รุ่นอาตมาเป็นเด็กก็ยังมียาประสระนอแรด แต่พอมาตอนหลังแรดน้อยลง อาตมาเด็ก ๆ ยังได้ยินข่าวพรานล่าแรด เขาล่าแล้วเอากระบอกไม้ไผ่รองเลือดไว้ แล้วค่อย ๆ อังไฟจนเลือดแห้ง เสร็จแล้วก็ผ่ากระบอกเอามาทั้งแท่ง ชั่งขายเหมือนกับชั่งทองคำเลย คือน้ำหนักเลือดแรดกี่กรัมเอามาเทียบขายเหมือนกับราคาทองคำเลย เพราะว่าแพงขนาดนั้นจะทำให้เขาล่าแรดหมด ทางการเลยต้องสั่งห้าม ในตลาดมืดราคาก็เลยแพงมาก ก่อนหน้านั้นตำรายาไทยที่เข้าเลือดแรดนอแรดมีเยอะแยะไป

วันก่อนท่านอาจารย์เต้บอกว่า ท่านอาจารย์สายชลที่เป็นมะเร็ง รีบไปรักษาแบบสมัยใหม่เสียก่อน ท่านมียาหม้อกินแล้วยังไม่มีใครตาย บางคนหมอบอกอยู่ได้แค่ ๓ เดือน ๖ เดือน กินยาหม้อของท่านแล้วรอดทุกราย ก็เลยบอกว่า "ถ้าผมเป็นช่วยหายาให้ด้วย หรือถ้ามีตำราก็ขอตำรามา เดี๋ยวผมไปหาเองได้" ท่านบอกว่า "ยาหลายตัวต้องข้ามไปเอาฝั่งพม่า ในบ้านเราไม่มีแล้ว" ก็เลยสบายใจว่า ถ้าตัวเองเป็นมะเร็งก็มียาดีรออยู่ อย่างไรอาจารย์เต้ท่านอายุน้อยกว่าเยอะ คงไม่ตายก่อนอาตมาหรอก


เถรี 10-09-2019 20:27

พระอาจารย์กล่าวว่า “เรื่องดราม่าหลวงพ่ออุลตร้าแมน อาตมาไม่ได้กังวลหรอก เพราะว่าเรื่องแบบนี้ใครทำใครได้ แต่เป็นห่วงอีหนูคนวาดรูปว่าจะโดนค่าลิขสิทธิ์หรือเปล่า ? เพราะว่า ๓ รูปนั้นเขาขายไป ๒ รูปแล้ว ถ้าคุณทำขายนี่ปัญหาลิขสิทธิ์ตามมาเมื่อไร ดีไม่ดีโดนปรับหูตูบ แล้วคนซื้อก็ช่างกล้าซื้อนะ ถ้าเขาเล่นนี่โดนทั้งคนขายคนซื้อเลย แล้วเดี๋ยวนี้กฎหมายลิขสิทธิ์ไปทั่วโลกแล้ว แสดงว่าทำอะไรไม่รอบคอบ”

เถรี 10-09-2019 20:29

พระอาจารย์กล่าวว่า “สมเด็จองค์ปฐมเนื้อเขียวเหล็กไหล ช่างที่ทำไม่รู้จักสมเด็จองค์ปฐม ทำโดยไม่ให้ความเคารพ แม่พิมพ์เลยพังไป ๕ ตัว ท่านอาจารย์เทพด่ากระจายเลย นี่ถ้าช่างยังไม่ตายก็คงจะโดนด่าอีกหลายยก”

เถรี 10-09-2019 22:02

พระอาจารย์กล่าวว่า “จำไว้ว่าอย่าวางพระกับพื้น วันก่อนขนาดไม่ใช่พระแต่เป็นเบี้ยแก้ อาตมายังโดนถีบปลิวติดข้างฝา อาตมาเลิกสงสัยแล้วว่าทำไมคนอื่นทำแล้วไม่โดน แต่ตัวเองทำแล้วโดน เพราะกติกาของพระมีข้อหนึ่งว่ารู้แล้วขืนทำ ถือว่าตั้งใจทำผิด คนอื่นทำไปเพราะไม่รู้ยังพอให้อภัยได้”

เถรี 10-09-2019 22:04

โยมถวายสังฆทานเสร็จ อยู่ ๆ พระอาจารย์ก็พูดว่า “อาตมาล้างบาปให้ใครไม่ได้นะ บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป เพียงแต่ว่าถ้าสร้างบุญให้มากเข้าไว้ บาปกำลังก็จะลดน้อยถอยลง ท้ายสุดกำลังบุญสูงกว่า บาปก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ใช่มาทำบุญกับพระอาจารย์เล็กแล้วล้างบาปได้ ถ้าอย่างนั้นอาตมาจะรีบทำกับตัวเองก่อนเลย..!

หมั่นตั้งใจทำในทาน ศีล ภาวนา โดยเฉพาะการรักษาศีลและเจริญภาวนา มีแต่จะพาให้เราเจริญขึ้นโดยส่วนเดียว เพียงแต่ว่าบางทีเราสร้างกรรมมาหลายชาติ กระแสของอกุศลกรรมที่หนักก็คอยถ่วง คอยขัด คอยขวาง ทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ ขึ้น แต่ถ้าเรามีความมั่นคงในพระรัตนตรัย มั่นคงในทาน ศีล ภาวนาของเรา ท้ายสุดก็จะผ่านไปได้

ตัวอย่างเช่นอนาถปิณฑิกเศรษฐี จากที่ทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ๕๐๐ รูปด้วยข้าวมธุปายาส เมื่อฐานะตกต่ำลงเหลือเพียงข้าวต้มกับน้ำผักดอง แต่ก็ยังศรัทธาถวายพระไม่เปลี่ยน ท้ายสุดท่านก็ก้าวข้ามอกุศลกรรมไปได้ กลับมาร่ำรวยเหมือนเดิม ฉะนั้น...ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าความดีส่วนความดี ความชั่วส่วนความชั่ว กัลยาณัง วา ปาปะการัง วา จะทำความดีหรือความชั่วก็ตาม ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ เราต้องรับผลของการกระทำนั้น ๆ"


เถรี 10-09-2019 22:20

หลังเทศน์จบ คุณเต้ยมาถวายกัณฑ์เทศน์ พระอาจารย์กล่าวว่า “เทศน์ถูกใจเลยมาถวายกัณฑ์เทศน์ใช่ไหม ? แสดงว่าชั่วตามที่อาตมาเทศน์เอาไว้แน่เลย..!"

ถาม : แน่นอนครับ ถ้าดีไม่มาอยู่ตรงนี้หรอก
ตอบ : ไม่ดีก็พยายามแก้ไขให้ดีหน่อย ที่เราลำบากอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่าแก้ไขสันดานในอดีตไม่ได้ ถ้าพยายามปรับแก้ได้ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ไม่ใช่ว่าวางทิ้งเลย เพราะว่าสืบเนื่องมานาน แก้ไขยาก แต่ใช้สติระมัดระวังให้มากขึ้น ถ้ากาย วาจา ใจ ดีขึ้น ทุกอย่างก็จะดีขึ้นไปเอง

ถาม : แล้วผมจะ....?
ตอบ : ไปได้แล้ว..อย่าถาม ตัวมึงเองต้องรู้ ไอ้ห่..เรื่องของตัวเองจะมาถามคนอื่นว่าต้องทำอย่างไร เดี๋ยวก็เจอถีบ...!

เถรี 10-09-2019 22:36

อัตตนา โจทยัตตานัง ให้กล่าวโทษโจทย์ตัวเองอยู่เสมอ แล้วการกล่าวโทษนี่ต้องหาที่ผิดของเราให้ได้ ห้ามเข้าข้างตัวเอง

อาตมาเคยโดยหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านดุ พยายามมองเท่าไรก็ว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่หว่า ทำไมโดนได้วะ ? ท้ายสุดก็สรุปว่า “เออ...มึงผิดตั้งแต่เกิดแล้ว ถ้าไม่เกิดมาก็ไม่โดนอย่างนี้หรอก” พอคิดลงตรงนี้ได้ไม่ถึง ๒ นาที หลวงพ่อท่านเจ้าคุณอนันต์ ตอนนั้นยังเป็นพระอนันต์ พทฺธญาโณ โทรมาเลย “เล็ก..หลวงพ่อบอกว่า ไอ้ที่ด่าไปนั้นท่านย่าสั่งให้ด่า ท่านบอกว่าไอ้นี่รู้ตัวเร็ว หากว่าด่าแล้วมันจะระมัดระวัง ต่อไปคนจะทำอะไรมันก็ยาก”

รู้อยู่ว่าตัวเองไม่ผิดแต่ก็หาจนได้ว่าเราผิด ผิดตั้งแต่เกิดมาแล้ว ถ้าคิดไม่ตกหลวงพ่อท่านไม่เฉลยหรอก ปล่อยให้
ไปหาเอาเอง ขนาดอาตมายังโดนมาด้วยวิธีนี้ เวลาสอนคนอื่นด้วยวิธีนี้ เห็นทำท่าจะตายกันทุกคน ประเภทตั้งโจทย์พร้อมกับบอกวิธีทำและคำเฉลยนั่นเด็ก ป.๑ หวังจะไปพระนิพพานอย่างพวกเราระดับปริญญา ต้องโดนหนัก ๆ หน่อย...! ถ้าคิดไม่ออกว่าตัวเองทำอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็ปล่อยโง่ต่อไป

เป็นตัวเรานั้นดีที่สุด แต่ว่าให้รู้จักกาลเทศะ รู้จักมารยาทในสังคม ให้รู้ว่าเวลาไหนควรแสดงออกอย่างไร แค่นั้นก็จบแล้ว ไม่ใช่อยากจะสื่อว่าพระพุทธเจ้าคุ้มครองโลก กูก็วาดพระพุทธเจ้าเป็นอุลตร้าแมน ไอ้นั่นบ้า...!

ของเต้ยเกิดจากการเกิดในตระกูลสูงมากไป ก็เลยไม่ค่อยจะเห็นหัวชาวบ้านเขา กลายเป็นสันดานเฉพาะตัวมา ช่วยแก้ไขหน่อย ต้องรู้ว่าชาติโน้น ไม่ใช่ชาตินี้ ชาตินี้เราต่ำเตี้ยติดดิน ไม่ได้นั่งยวดยานคานหาม

เถรี 10-09-2019 22:41

พระอาจารย์กล่าวว่า "นึกถึงสมัยท่านอาจารย์ด็อกเตอร์เสรี วงษ์มณฑา หรือไม่ก็ป้าม้า...อรนภา กฤษฎี เป็นสมัยที่คนยังไม่ยอมรับเรื่องการข้ามเพศ สามารถยืนหยัดฟันฝ่ามาจนเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ ต้องผ่านแรงกดดันมหาศาลขนาดไหน ?

ฉะนั้น...เด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่มาปิด ๆ บัง ๆ แล้วเครียดไปเอง ต้องเรียกว่าทำแบบโง่ไปหน่อย สังคมสมัยนี้เขายอมรับกันเยอะแล้ว บอกพ่อแม่ก็อาจจะช็อกนิดหน่อย แล้วก็ "ตามใจลูก อยากจะเป็นอะไรก็เป็นไป"

เถรี 10-09-2019 22:48

พระอาจารย์ถามเจ้าหน้าที่ “มีประคำมาลงตู้ใช่ไหม ? อาตมาก็สงสัยว่าอุตส่าห์ปลุกเสกประคำไปตั้งนาน ไม่เห็นเอามาลงตู้สักที ประคำชุดนี้จะมีประคำไม้มะยมตายพรายมาด้วย

เข้าพิธีพระอาทิตย์ทรงกลดกลางพายุฝน คือสถานการณ์ย่ำแย่จะขนาดไหนเราก็ต้องไปได้ เขาห้ามโฆษณาเกินจริง..ใช่ไหม ? แต่บอกได้ว่าเป็นพิธีที่ทำแล้วสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยทำมา อันนี้ถือว่าโฆษณาเกินจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? ถ้าจับสึกอาตมาก็สบาย แบบนั้นจะเลิกนั่งรถนั่งเรือแล้ว ไปไหนก็จะแวบไป ไม่มีข้อห้ามแล้วนี่ ก็เดินสิครับ ...(หัวเราะ)... เพียงแต่เดินเร็วคนมองไม่ทัน เขาก็นึกว่าหายตัวได้"

เถรี 10-09-2019 22:57

"อีกส่วนหนึ่งเป็นไม้พะยูง ไม้พะยูงทางประเทศจีนขายแพงมาก เขาถือว่าเป็นไม้มงคล ก็เลยทำให้บ้านเราลักตัดไม้พะยูง ส่งข้ามโขงเข้าลาวไปเวียดนามแล้วส่งไปขายที่จีน ที่ไห่หนานวางขายกับพื้นเลย ชิ้นเล็กชิ้นใหญ่หยิบขึ้นมาเถอะ แต่ละชิ้นเป็นพันเป็นหมื่นหยวนทั้งนั้น

อาตมายังคิดเลยว่า ประคำไม้พะยูงของเราทำกันทีเต็มกระเป๋า หิ้วไปขายตรงนั้นคงได้เงินกลับมาเยอะเลย คนจีนเรียกไม้พะยูงว่า ไม้จันทน์ม่วง เป็นไม้มงคลสูงสุดในพุทธศาสนาของเขา แต่ถ้าเป็นแก่นไม้ท้อต้องสำหรับลัทธิเต๋า เขาเอาไว้ปราบปิศาจ

ปกติอาตมาจะชอบไม้จันทน์หอมหรือว่าไม้จันทน์ขาว ไม้จันทน์แดงมากกว่า แต่คนจีนเขาชอบไม้จันทน์ม่วง เขาเชื่อว่าเสริมอายุวัฒนะด้วย สมัยก่อนเวลาไปพม่าอาตมาก็จะซื้อพระแกะจากไม้จันทน์บ้าง ไม้สารคามบ้าง เวลาไปถวายมุทิตาสักการะพระผู้ใหญ่ก็นำไปถวายท่าน หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศท่านชอบมากเลย ส่งให้พระทั้งโบสถ์ผลัดกันดม บอกว่าหอมได้ขนาดนี้ เป็นไม้จันทน์หอมแท้นะ

ส่วนใหญ่ที่พวกเราเจอจะเป็นไม้จันทน์ขาวซึ่งหอมฉุน ไม้จันทน์หอมจะมีกลิ่นหอมนวลมาก เขาถึงได้เอาไม้จันทน์หอมไปทำกุฏิถวายพระพุทธเจ้า เรียกว่าคันธกุฎี เพราะกลิ่นหอมนวลชื่นใจมาก น่าจะนอนหลับฝันดีเลย แต่ไม้จันทน์ขาวนี่มีกลิ่นหอมฉุนมาก"

เถรี 10-09-2019 23:00

"รอบแรกให้บูชาแค่คนละเส้นก่อนก็แล้วกัน คือถ้าคิดถึงว่าพระท่านต้องไปกลึงไปปั่น ไม่คุ้มกับเงินแค่นี้หรอก แต่อาตมาต้องการให้ท่านได้สมาธิ ก็เลยยอมลงทุนให้ท่านไปนั่งปั่น เก็บเอาเศษไม้มาก็มาช่วยกันทำ พระท่านก็กลึงก็เจาะก็ปั่นไป

ตอนนี้อีกส่วนหนึ่งที่จะให้ทำก็คือประคำกลึงจากไม้จันทน์ เป็นไม้จันทน์หอมที่ลูกศิษย์ส่งมาจากประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเผาศพพระอธิการอาณัติ ฐานยุตฺโต อดีตเจ้าอาวาสวัดวังปะโท่ แต่มีคนทักท้วงว่า การเผาศพด้วยไม้จันทน์หอม มีแต่เจ้าพระยามหากษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น อย่าไปทำอะไรที่เป็นการตีเสมอ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นพระก็ไม่ควรทำ เขาก็เลยเก็บไม้เอาไว้

เมื่อลูกศิษย์ของอาตมาก็คือ ดร.พระครูปลัดปรีชาไปเป็นเจ้าอาวาส ถามอาตมาว่าจะเอาไปใช้งานอะไรหรือเปล่า ? เลยบอกว่าเอามาทำประคำก็แล้วกัน ท่านเลยส่งมาให้"

เถรี 10-09-2019 23:05

"ส่วนพวกไม้ที่ตายพราย เขาถือเคล็ดว่า “ตายแล้วยังไม่ยอมล้ม” ใครที่เอาไปใช้ท่านก็ต้องบอกว่า เป็นพวกที่ไม่ล้มอะไรกับเขาหรอก ไปส่องดูนะ มีโค้ดนะโมตาบอด ตอกไว้ให้ตรงลูกกลางทั้งสองข้าง

ได้ประคำไปแล้วต้องขยันภาวนาด้วย เพราะว่าประคำขี้ฟ้อง ใครขยันภาวนาก็จะเงาสวย เพราะว่าเขารับพลังของเราไปด้วย แต่ไม่ขยันภาวนา ได้ไปก็ยังมืด ๆ ดำ ๆ เหมือนเดิม ของอาตมามีแต่คนเล็งจะปล้นต่อ เพราะว่าสวยมาก"

เถรี 10-09-2019 23:09

"อาตมาเองขึ้นรถเมื่อไรก็ภาวนาไปเรื่อย อันดับแรกเลยก็คือ กรณียเมตตสูตร บางท่านเรียกว่าพระขรรค์เพชรพระพุทธเจ้า อยู่ที่ไหนก็จะปลอดภัย ถึงเวลาขึ้นรถก็ภาวนาไว้ก่อนจะได้ปลอดภัย หลังจากนั้นก็ อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ ๓ ห้อง ๓ จบ แปลว่า ๙ ห้องพอดี

เหตุที่ใช้เพราะว่าตอนพุทธาภิเษก สมเด็จองค์ปฐมท่านบอกว่าให้ภาวนาวันละ ๓ จบ ถ้าพกวัตถุมงคลของท่าน ไม่ต้องทำอะไรหรอก ถ้าใครคิดร้ายก็จะแพ้ภัยตนเอง อาตมาก็พกหลวงพ่อองค์ปฐมเนื้อเขียวเหล็กไหลอยู่เหมือนกัน จึงต้องภาวนาทุกวัน

ต่อจากนั้นก็ภาวนาพระคาถาเงินล้านบ้าง คาถาอื่นที่เป็นการปลุกวัตถุมงคลที่ใช้งานอยู่บ้าง เรื่องของเวทย์มนต์คาถาต้องมีความขยันถึงจะขลัง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มนต์ไม่ท่องบ่นย่อมเป็นมลทิน” คือเศร้าหมอง เพราะว่าขาดความคล่องตัว ต้องการจะใช้ก็สนิมขึ้น จึงต้องภาวนาไว้ทุกวัน

อาตมาเองก็เท่ากับว่าตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี มาจนถึง ๖๐ ปี กี่ปีแล้วหว่า ? ๔๔ ปี อยู่กับการภาวนามาตลอดทั้งกลางวันทั้งกลางคืน จะหลับจะตื่นรู้ตัวเมื่อไรก็ภาวนาเมื่อนั้น คนอื่นจะคิดฟุ้งซ่านอย่างไรตูไม่สนใจ ภาวนาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น รัก โลภ โกรธ หลง อาจจะกินเราได้ จึงต้องขยัน"

เถรี 10-09-2019 23:09

"หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิรูปปัจจุบันท่านบอกว่า “อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน” ใครอยากเก่งต้องขยันซักซ้อมบ่อย ๆ

สมัยที่ฝึกวิชากับหลวงพ่อวัดท่าซุงใหม่ ๆ เป็นช่วงที่สนุกที่สุด เพราะว่าต้องตั้งหน้าตั้งตาทำให้เกิดผล แล้วก็ไปกราบรายงาน ท่านก็จะบอกวิธีใหม่ ๆ มาเรื่อย"

เถรี 10-09-2019 23:10

พระอาจารย์ลงไปเยี่ยมโยมที่ป่วย ขึ้นมาชั้นบนไม่ไหว "ต้องบอกว่าถึงแม้ว่าโยมป่วยก็ยังโชคดี เพราะว่าอยู่ในครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฐิ รู้จักพาบุพการีเข้าวัดเข้าวาทำบุญ เพื่อเป็นเสบียงติดตัวไปในภายหน้า"

เถรี 11-09-2019 23:10

ถาม : ขอข้อธรรมะด้วยครับ ?
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างก็รู้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ทำให้จริงเท่านั้นเอง สำคัญตรงทำจริงแล้วจะประสบความสำเร็จ พวกเราส่วนใหญ่ดีชั่วรู้หมดแต่มักจะอดไม่ได้ ต้องฝืน ๆ ใจหน่อย อย่าไปเชื่อกิเลสมากนัก

เถรี 11-09-2019 23:15

พระอาจารย์กล่าวว่า "ต้องเอาจริง แล้วก็ต้องทุ่มเท อยากเป็นคนเหนือคนก็ต้องทนลำบากมากกว่าคนอื่นเขา ลำบากก่อนแล้วเดี๋ยวก็สบายทีหลัง

อยากเก่ง อยากชนะ ต้องขยันหมั่นฝึกซ้อมเอาไว้ แพ้แล้วอย่ายุบ ของแบบนี้แพ้กันได้ แต่ถ้าชนะก็เป็นกำลังใจของเรา ถึงเวลาแพ้ก็เริ่มต้นใหม่ ไม่มีใครหรอกที่ชนะตลอดโดยไม่แพ้ใครเลย มีแต่แพ้แล้วแพ้อีก เพียงแต่ว่าแพ้แล้วเอามาปรับปรุงตัวเอง"

เถรี 12-09-2019 00:02

มีโยมเอาวัตถุมงคลมาถวาย พระอาจารย์ถามลูกศิษย์ว่า “คุณได้สังเกตทันหรือเปล่าว่าของเมื่อครู่มี ๒ แบบ ? แล้วต่างกันตรงไหน ?

เล่นวัตถุมงคลต้องตาถึงนะ มองปุ๊บต้องเห็นความต่าง เพราะว่าวัตถุภายนอกเป็นของหยาบ ถ้าเราเก็บรายละเอียดได้มาก ก็แสดงออกซึ่งความละเอียดในใจของเรา เมื่อความละเอียดในใจมีมาก ก็สามารถที่จะติดตามเรื่องของอวิชชาซึ่งเป็นต้นตอของกิเลสต่าง ๆ ได้ พอถึงเวลาอวิชชาจะแสดงฤทธิ์ เรารู้เท่าทันก็ตัดสาเหตุเลย อวิชชาก็ทำอะไรไม่ได้

สำคัญที่สุดก็คือสติ สมาธิ ปัญญา จะต้องรวดเร็ว ถามว่าเร็วขนาดไหน ? เร็วขนาดกันตัวเองไม่ให้คิดได้ อาตมาอธิบายไม่ถูกว่าเร็วขนาดไหน เร็วขนาดที่รู้ว่าคิดแบบนี้จะเป็นราคะ คิดแบบนี้เป็นโทสะ คิดแบบนี้โมหะ คิดแบบนี้ทำให้ทาน ศีล ภาวนาเจริญขึ้น คิดแบบนี้ทำให้ทาน ศีล ภาวนาเสื่อมทรามลง ก็จะตัดในส่วนไม่ดีออกไป คิดในส่วนที่ดี หรือไม่ก็อยู่นิ่งกับความสงบ หยุดความคิดทั้งหมด ไม่ปรุงแต่งอะไร ถ้าสภาวะนั้นเขาเรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ ค่อย ๆ ทำไป มีสิทธิ์ทำได้ทุกคน”

เถรี 12-09-2019 00:05

พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนนี้ทางวัดท่าขนุนข้าวของหมดคลังเพราะว่าเอาไปช่วยน้ำท่วมพม่าเสีย ๘ คันรถ แต่มีคนกลัวว่าตัวเองจะอด บิณฑบาตอยู่ทุกวันยังจะกลัวอด ถ้าอดก็แปลว่าไม่ได้บิณฑบาต ก็สมควรที่จะอดแล้ว...!

บางทีคนจะดังก็ช่วยไม่ได้ อยู่ ๆ คุณเปลวสีเงินก็เอาเรื่องที่พระครูวิลาศกาญจนธรรมพูดเกี่ยวกับพระช่วยน้ำท่วมไปลงไทยโพสต์ ก็เลยแชร์กันเสียทั่วประเทศไทยเลย บางทีเขียนบทความอย่างคุณเปลวสีเงินก็ดีนะ จั่วหัวไป ๗-๘ บรรทัดแล้วก็บอกว่าขอใช้ข้อมูลของท่านพระครูวิลาศกาญจนธรรม แล้วก็ล่อไปทั้งแท่งเลย หลังจากนั้นก็ปิดท้ายเสีย ๓ บรรทัดจบ

ลูกศิษย์บอกว่าหลวงพ่อคิดค่าลิขสิทธิ์เลย ก็เลยคิดว่าไอ้คิดค่าลิขสิทธิ์ไม่รู้ว่าเราจะได้หรือเปล่า ? แต่ถ้าเขาคิดค่าโฆษณาเรานี่เราจะจุก...!"


บทความ "โรงครัวพระทำ" https://www.thaipost.net/main/detail/45036

เถรี 12-09-2019 00:08

โยมเอาวัตถุมงคลมาถวาย "นี่ขนมาหมดบ้านเลยหรือ ? ถ้าไม่มีความห่วงใยกังวลกับของแล้วก็เอามาทำประโยชน์ให้พระศาสนา ของนี่ประเภทของติดตัวทั้งนั้นเลย สละมาทำบุญเสียแล้ว

หลวงปู่ทวดเป็นพระนิรันตราย ก็คือด้วยความที่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์กำลังบารมีสูง ก็เลยช่วยคนได้มาก ผู้ที่เคารพนับถือท่านส่วนใหญ่ก็อยู่รอดปลอดภัย คนจึงยกให้เป็นพระนิรันตราย

จริง ๆ แล้วอาตมาเองมีหลวงปู่ทวดอยู่หลายองค์ แต่ขายกินหมด วันก่อนก็เลยไปอธิษฐานขอกับท่านว่า “หลวงปู่ ผมไม่มีหลวงปู่แล้วรู้สึกโหวงเหวงอย่างไรก็ไม่รู้ ขอคืนสักองค์หนึ่งเถิดครับ” อีก ๒ วันให้หลังได้คืนมาองค์หนึ่ง อาตมาเองขอพรหลวงปู่ไว้นานแล้ว"


เถรี 12-09-2019 00:09

พระอาจารย์กล่าววา "ท่านที่จองขันน้ำมนต์ไว้ เกือบเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ แต่ต้องรอเวลาเสก จะไปเสกตอนเข้ากรรมฐาน ๓ วันช่วงเดือนตุลาคมก่อนออกพรรษา

ท่านที่จองเอาไว้แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้ย้อนกลับไปดู เพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้ก็จบ แต่ความจริงมีพวกที่โอนเงินไม่ทันแล้วโดนตัดสิทธิ์อยู่ ๔ ใบ ก็เลื่อนชื่อคนที่ไม่ได้ขึ้นมา ปรากฏว่ามีอยู่ ๒ ท่านไม่ได้เข้ามาดูเลย จึงอดไปตามระเบียบ คราวนี้อีก ๒ ท่านสุดท้ายไม่รู้ว่าจะมาดูทันตามที่เขากำหนดไว้ไหม ? คือถ้าปล่อยให้บูชาก็หมดทันทีแน่ แต่อยากจะให้สิทธิ์คนที่เขาตั้งใจจองก่อน"

เถรี 12-09-2019 00:11

"จองบูชาวัตถุมงคลวัดทางเว็บวัดท่าขนุนมักจะมีประเภทตายกันเกลื่อนเว็บ คือพวกทำผิดกติกา คราวนี้บางกติกาโยมก็ลืมไปแล้ว อย่างเช่นว่าทิ้งจองงานโน้นมาจองงานนี้ เขาไม่ให้จอง โยมก็จองมา แล้วก็ไม่ได้

มีอยู่รายหนึ่งไปอาละวาดกับอาตมา บอกว่าคนจองก่อนได้ คนจองหลังได้ แต่ตัวเองจองยังไม่ทันจะ ๔๐๐ เลยทำไมไม่ได้ ? ก็เลยบอกว่าไม่ต้องเสียเวลาอาละวาด สรุปก็คือตัวเองพิมพ์เป็นเลขอารบิก...ก็อดสิครับ คราวนี้มาขอโทษ บอกไม่ต้องขอโทษ ต่อไปอย่าหัวร้อนง่าย ถ้ามาด้วยโทสะอาตมาไม่คุยด้วยหรอก ส่วนใหญ่จะตบร่วงเลย...!"

เถรี 12-09-2019 00:15

"ตอนนี้จะมีกลุ่ม VIP ที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่ ก็คือกลุ่มที่เคยทิ้งจองแล้วทำให้คนอื่นเขาเสียโอกาส กลุ่มทั้งหลายเหล่านี้ไม่ว่าจะเปลี่ยน Username กี่ครั้งก็จะโดนตัดสิทธิ์เหมือนเดิม

ส่วนที่เหลือตอนนี้ที่จะจัดการก็คือพวกที่ตั้ง Username ไว้ ๔-๕ ชื่อ จองเพื่อเอาไปจำหน่าย ลักษณะเอาเปรียบชาวบ้านเขา ต่อไปถ้ามาลักษณะอย่างนี้อีกก็จะโดนตัดสิทธิ์เหมือนกัน ส่งไปอยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับการดูแลประคบประหงมเป็นพิเศษ

อีกรายหนึ่งก็คือเด็กบางบัวทอง (ธันยวัต รัตนวราหะ) วัตถุมงคลลงเมื่อไรกูจอง ๆ ๆ เอาไว้ก่อน แล้วก็กลับมายกเลิก ๆ ๆ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง ไม่แน่ใจแล้วจองไปทำอะไรวะ ? คนที่เขามีความศรัทธาเลื่อมใสต้องการจริง ๆ พอเห็นคุณไปจองเอาไว้เขาก็คิดว่าหมดสิทธิ์แล้ว เขาก็ไม่ได้กลับมาดูใหม่ เท่ากับไปตัดโอกาสคนอื่นเขา พออีกชั่วโมงมายกเลิกแล้ว ขอให้ทำลักษณะนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง แล้วท่านก็จะได้รับการดูแลพิเศษเหมือนกัน...!

แล้วก็ไม่ต้องห่วง เจ้าหน้าที่เว็บวัดท่าขนุนโหดสุด ๆ ประมาณว่าทำผิดกติกาแล้วรีบโอนเงินมานี่อย่าหวังว่าจะได้ของ เขายึดเงินเลย ตอนแรกอาตมาก็ไม่นึกว่าจะโหดได้ขนาดนั้น ปรากฏว่าโหดได้ใจมาก โอนเงินมาก่อนนอกจากไม่ได้ของแล้ว ยังยึดเอาไว้ใช้งานอีกด้วย"

เถรี 12-09-2019 21:55

พระอาจารย์เล่าว่า "ช่างที่ทำสมเด็จองค์ปฐมเนื้อเขียวเหล็กไหลเสียชีวิตแล้ว ทำงานให้วัดท่าขนุนเสร็จก็ตาย สูตรเขียวเหล็กไหลสาบสูญไปจากโลกเลย

ไปนึกถึงพระพุทธมารดา คลอดบุคคลที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าแล้วต้องตายภายใน ๗ วัน อรรถกถาจารย์อธิบายว่า เพราะว่าไม่มีสัตว์ใดคู่ควรที่จะร่วมอุทรกับพระมหาสัตว์นั้น พูดง่าย ๆ ก็คือคนอื่นบารมีไม่ถึงที่จะมาเกิดร่วมท้องเดียวกัน ก็เลยให้แม่ต้องตายเสียตั้งแต่สาว ๆ

แต่คราวนี้จะว่าสาวก็ไม่ได้ อาตมาเคยสงสัยอยู่ว่า พระน้านางคือพระนางปชาบดีโคตมี ไปกราบทูลลาพระพุทธเจ้าขอลานิพพานตอนพระพุทธเจ้าพระชนมายุ ๗๙ พรรษา พระน้านางนิพพานตอน ๑๒๐ ปี ทำไมต่างกันขนาดนั้น ? แล้วถ้าอย่างนั้นแม่จะเท่าไร ? อย่างน้อยก็ต้องมากกว่าน้าอีก ๑ ปี ก็แปลว่าแม่ต้องอายุอย่างน้อย ๔๒ ปี ตอนมีพระพุทธเจ้า"

เถรี 12-09-2019 21:57

"คราวนี้ก็ต้องค้นตำรากันแหลกลาญ สรุปได้ว่าไปเจอในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์ ท่านบอกไว้ว่า เป็นธรรมเนียมผู้ที่จะเป็นพุทธมารดาจะทรงครรภ์มหาสัตว์นั้น ระหว่างอายุ ๔๐-๗๐ ปี แต่ ๗๐ ปีแล้วค่อยท้องนี่เท่มากเลยนะ เพราะว่าพอถึงเวลาแล้วก็ต้องเสียชีวิตภายใน ๗ วัน ก็เลยให้อยู่นาน ๆ หน่อย แต่คราวนี้ท่านนี้ไม่มีปัญหา อายุเท่าไรท่านก็ยังสาวพริ้งอยู่เหมือนเดิม เพราะว่างามยิ่งกว่าเบญจกัลยาณี"

เถรี 12-09-2019 22:14

"พอไปเจอช่างทำสมเด็จองค์ปฐม ตอนแรกช่างเขาก็ปวดหลัง แล้วก็ไปโวยวายกับท่านอาจารย์เทพว่า "ทำงานให้อาจารย์เล็กแล้วป่วยหนัก" ท่านอาจารย์เทพบอกว่า "ไม่น่าจะเกี่ยวกระมัง ? เอ็งน่าจะป่วยเป็นปกตินั่นแหละ แต่พอดีจังหวะตรงกัน" ปรากฏว่าอีกไม่กี่วันแกเดินลงบันไดขาหัก เดินลงมาเฉย ๆ ขาหักได้เพราะว่ารับน้ำหนักตัวไม่ได้ ไปหาหมอหมอเอ็กซเรย์ดู บอกว่าเป็นมะเร็งกระดูก กินไปทั้งตัวแล้ว กระดูกเหลือบางนิดเดียว ต้องทนทรมานอยู่ประมาณเดือนกว่า ๒ เดือนถึงจะตาย

สรุปว่าทำงานให้วัดท่าขนุนเกือบจะชิ้นสุดท้าย เพราะว่าชิ้นก่อนหน้านั้นก็คือ ทำเหรียญพระสังกัจจายน์ + หลวงปู่หลิว ขี่เต่ามังกรหยก แล้วไม่ได้ทำให้ใครด้วยนะ ท่านอาจารย์เทพสั่งสร้างถวายวัดท่าขนุนโดยเฉพาะ บอกว่า "ผมอยากทำถวายพระอาจารย์ เอาไปหาทุนทำอะไรก็ได้" แล้วท่านออกแบบสร้างได้ประณีต สวยงามมากมาก เพราะว่าตัวเหรียญเต่าเนื้อเขียวเหล็กไหลแล้ว หัวเต่า ขา ๔ ข้าง แล้วก็หาง เป็นโลหะคนละชิ้นหมดเลย คือเขาจะทำตัวเขียวเหล็กไหล แล้วก็
หัวทอง หางทอง ขาทอง แบกพระสังกัจจายน์กับหลวงปู่หลิวที่เป็นหน้ากากทองหรือหน้ากากเงินไว้ด้วย

เพราะฉะนั้น..เหรียญของเขาชิ้นหนึ่งต้องทำประกอบประมาณ ๘ ครั้ง บรรดาลูกศิษย์บ่นกันอุบเลยว่า "พระอาจารย์
ทำดีขนาดนี้ ทำสวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขายกันเอง พวกผมอยากได้ เอาไปถวายพระอาจารย์เล็ก ลูกศิษย์ท่านบูชาพรึ่บเดียวหมด พวกผมอดรับประทานกันพอดี"

อาตมาจึงเก็บมาเรื่อย ๆ เข้าพิธีมาเรื่อย ๆ ให้ลูกศิษย์สายโน้นเขาน้ำลายหกเล่น ความจริงไม่ใช่หรอก ถ้าเราเอาออกมาคนที่เขาอยากได้เหรียญเต่า เขาก็จะมาแย่งบูชากันที่นี่ เท่ากับไปตัดรายรับของพระครูเทพ เราเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินก็เก็บเอาไว้ก่อน เสกไปเรื่อย ๆ"

เถรี 12-09-2019 22:21

"เมื่อวันเสกเหรียญพระพุทธชินราช-หลังสมเด็จพระนเรศวรของทางด้านมูลนิธิสามสมเด็จ ก็เอาไปเข้าพิธี พร้อมกับเหรียญสมเด็จองค์ปฐมของเราทั้งหมด แม้กระทั่งเศษเหรียญก็เก็บกลับมาเข้าพิธี คำว่าเศษเหรียญก็คือที่เขาปั๊มเสียแล้วทิ้งก็มี ที่บ่มแล้วไม่ยอมเขียวก็มี เขาบอกว่าบ่ม ๗-๘ เที่ยวก็ไม่ยอมเขียว เออ..นั่นแหละ...ของขลังแท้ มั่นคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น..เอ็งเอามาเลย

เดี๋ยวว่าจะเอาไว้ออกในกระทู้กฐินปีนี้แหละ เพียงแต่ว่าราคาสูงหน่อย เพราะว่าราคามาสูง งานทำยากมาก อาตมาเองฝากท่านอาจารย์เทพไปเลี่ยมทองมาองค์หนึ่ง หมดไป ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท มีคนถามว่า "ทำไมงานสวย ท่านไม่เก็บเอาไว้ใช้เองก่อนล่ะ ? เดี๋ยวก็หมดก่อนเท่านั้น" คราวนี้จะเก็บเอาไว้ ถ้าเก็บไว้ธรรมดาเดี๋ยวเขาขอก็ให้เขาหมด เอาไปเลี่ยมทองให้แพง ๆ จะได้รู้สึกเสียดายบ้าง...!"

เถรี 12-09-2019 23:22

พระอาจารย์กล่าวสอนศิษย์ "ของคุณเขาเรียกว่าทำงานไม่เป็น ที่ทำงานไม่เป็นก็คือออกวัตถุมงคลมาหลากหลายมากเกินไป คราวนี้พอออกมามาก คนที่เขาอยากได้แต่มีกำลังบูชาได้แค่ ๑ ชิ้นหรือ ๒ ชิ้น ไปออกมาหลายอย่างเขาก็เลือกไม่ถูก สรุปว่าแทนที่จะขายได้ กลายเป็นจะขายไม่ได้เอา ทำวัตถุมงคลอย่าทำมาก อย่าทำหลายอย่าง และอย่าทำบ่อยนัก"

เถรี 12-09-2019 23:24

พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนนี้พระต้องระวังกันมาก ไม่ว่าจะพิธีพุทธาภิเษก หรือว่ามังคลาภิเษก หรือปลุกเสกอะไรก็ตาม โอกาสโดนจับสึกมีสูง..! ข้อหาก็คือโฆษณาจนเกินจริง สรุปว่าพูดอะไรไม่ได้ ปลุกเสกเสร็จแล้วต้องนั่งเงียบ ๆ เอาไว้"

เถรี 12-09-2019 23:28

พระอาจารย์เล่าว่า "วันก่อนอาตมาโดนนักเลงดีถีบเอา เพราะว่าค้นเบี้ยแก้สารพัดครูบาอาจารย์ เตรียมไว้ให้เขาถ่ายรูปทำทะเบียน เพื่อเอาเข้าพิพิธภัณฑ์วัดท่าขนุน ด้วยความที่ต้องเดินไปเดินมาค้นทั้งในห้อง ค้นทั้งนอกห้อง เพื่อที่จะเอาส่วนที่หลงอยู่ตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้างมารวมกัน วางกล่องใส่เบี้ยแก้ไว้กับพื้นก็ยังไม่เท่าไร ไปพลาดตรงที่เดินใกล้ไปหน่อยเดียว ไม่ได้เดินข้ามนะ...แค่เดินเฉียด พอเดินเฉียดเท่านั้นแหละ ปลิวเข้าหาข้างฝาเหมือนกับโดนใครถีบเลย...!

คราวนี้ปลิวเข้าหาข้างฝาจะทำอย่างไร ? เอาหัวไปก่อนก็ซวยตายชัก..! อาตมาต้องรีบหมุนตัวกะว่าจะเอาหลังหรือไหล่เข้าหาข้างฝา ปรากฏว่าเหมือนอย่างกับโดนใครจับดึงไว้ ก็เลยติดอยู่กลางอากาศ คราวนี้ตอนปลิวนั้นไปเต็มที่ แล้วอยู่ ๆ มาหยุดกะทันหัน รู้สึกว่าในตัวเจ็บแปล๊บ เหมือนมีอะไรบางอย่างฉีกหรือขาด..! แสดงว่าตอนโดนนั้นโดนแรงมาก แล้วตอนหยุดก็หยุดกะทันหันมากเกินไป"

เถรี 12-09-2019 23:29

"ต้องไปนอนปลงอายุสังขารว่าจะตายไหม ? เพราะมีหลายคนที่ตายลักษณะอย่างนี้ ก็คือขับรถมาแล้วเบรกกะทันหัน ปรากฏว่าแรงกระชากทำให้อวัยวะข้างในขาดหลุดออกจากที่ตั้ง

พอผ่านพ้นไปได้วันหนึ่งอาการค่อยดีขึ้น อาตมาก็ว่าทำไมเบี้ยแก้ดุได้ขนาดนี้ ? พูดง่าย ๆ ว่าเบี้ยแก้ของประเทศไทยที่คนเขารู้จักกันระดับทั้งประเทศนี่ อาตมามีครบทุกครูบาอาจารย์ เพียงแค่เดินเฉียดไปใกล้หน่อยเดียว เพราะว่าวางท่าน
อยู่ต่ำ จึงโดนเสียเต็ม ๆ เลย"

เถรี 12-09-2019 23:33

"ที่แน่ ๆ ก็คือเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เบี้ยแก้อันดับ ๑ ที่คนนิยมมากที่สุด ราคาแพงที่สุด ดูท่าจะเหลืออยู่ลูกเดียว เผลอออกในกระทู้คนมีเงินมากไปหน่อย เบี้ยแก้ของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง มีเหลือ ๒ ลูก คนไม่ค่อยรู้จัก มัวแต่ไปหาหมากทุยของท่านกันอยู่

เบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วเหลืออยู่ ๓ ลูก หลวงพ่อทัต วัดคฤหบดีเหลือ ๓ ลูก หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์น่าจะเหลือสัก ๔ ลูก ของ
หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน หลวงพ่อซำ วัดตลาดใหม่ กับหลวงพ่อโปร่ง วัดท่าช้าง นี่เหลือเยอะหน่อย อย่างละ ๔-๕ ลูก เบี้ยแก้พอกครั่ง หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง ก็เหลืออยู่แค่ ๒ ลูก

หลวงพ่อกา วัดแคเหลือ ๒ ลูก หลวงพ่อไพล วัดบางแคกลางเหลือ ๒ ลูก ที่เหลือเยอะที่สุดน่าจะเป็นของหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว เหลือประมาณ ๕ ลูก เพราะว่าหลวงปู่เพิ่มนี้อาตมาทันท่าน ของหลวงปู่เจือ
วัดกลางบางแก้ว เผลอจำหน่ายเกือบหมด เหลืออยู่แค่ ๒ ลูกเท่านั้น"

เถรี 13-09-2019 22:30

"เบี้ยแก้พอกครั่ง หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวงเหลือ ๒ ลูก ตอนออกกระทู้คนมีเงินฯ เพลินไปหน่อย ไม่ได้ตรวจสอบ ไปคิดว่ายังมีอยู่ตรงโน้น ยังมีอยู่ตรงนี้ ไปดูเข้าจริง ๆ ไม่มีแล้ว

เบี้ยแก้บางลูกก็ก้ำกึ่งกัน ต้องดูรายละเอียดมาก มีเบี้ยแก้หลวงปู่บุญอยู่ลูกหนึ่ง ถักเหมือนของหลวงพ่อทัต วัดคฤหบดี ฝีมือเดียวกันเลย เพราะว่ารุ่นท่านทันกันอยู่ ไปชี้ขาดตรงที่ว่าหลวงพ่อทัต วัดคฤหบดีนั้น เบี้ยแก้ของท่านไม่ได้หุ้มตะกั่ว ไม่ได้จาร ของหลวงปู่บุญท่านจะหุ้มตะกั่วแล้วจาร คราวนี้ลายถักถักเหมือนกับของหลวงพ่อทัต คือถักเปิดหลังแล้วก็มีห่วงเดียว แต่หุ้มตะกั่วแล้วมีจาร ก็ต้องฟันธงว่าเป็นเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญ

หลวงพ่อทัต มรณภาพแล้วลูกศิษย์สืบทอดวิชาย้ายกลับไปอยู่เมืองนครฯ ตำราก็เลยหายเงียบไปเฉย ๆ สายวัดคฤหบดีจริง ๆ เป็นเบี้ยที่มีชื่อมากในยุคนั้น เพราะว่าใครรับมานี่โดนลองทุกคน ลองว่าเหนียวจริงหรือเปล่า !?? แบบเดียวกับหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ คนอื่นไม่ลองหลวงพ่อภักตร์ลองเอง ลูกศิษย์รับเบี้ยแก้หันหลังให้ ท่านก็ขว้างขวานตามไปเลย..!"

เถรี 13-09-2019 22:34

"เบี้ยแก้ของหลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน กับ หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำถ้าดูภายนอกก็เหมือนกันเปี๊ยบเลย ยิ่งถ้าเลี่ยมโดยฝีมือเจ๊กหมง หรือเจ๊กสุข ก็ยิ่งเหมือนกันเข้าไปใหญ่ แต่เสียงปรอทไม่เหมือนกัน ต้องฟังเสียงเอาถึงจะรู้ว่าเป็นของท่านใด ส่วนเบี้ยแก้หลวงพ่อภักตร์ ถ้าฝีมือเลี่ยม ฝีมือถักเดียวกัน เบี้ยของท่านจะตัวใหญ่กว่าหน่อยหนึ่ง

หลวงพ่อทัต วัดคฤหบดี เป็นสายตรงของหลวงปู่รอด วัดนายโรง แบบเดียวกับหลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว เป็นสายตรงของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว แต่ทั้งหลวงปู่รอด หลวงปู่บุญนี่สืบสายมาจากหลวงปู่แขก วัดบางบำหรุเหมือนกัน เขาว่าหลวงปู่แขกนี่ประวัติท่านไปไกลมาก จนกระทั่งเขาควานกันไปไม่ถึง รู้แต่ว่าท่านเป็นคนลุ่มน้ำนครชัยศรี แล้วธุดงค์เข้ามาบางกอก ซึ่งสมัยนั้นทางด้านฝั่งธนฯ ก็ป่าดี ๆ นี่เอง แล้วก็มาถ่ายทอดวิชาให้หลวงปู่รอด วัดนายโรง แต่คิดว่าน่าจะเป็นรุ่นเดียวกับหลวงปู่ปาน วัดตุ๊กตา ถึงได้ว่าทำไมเบี้ยแก้ของ ๒ สายนี้เหมือนกันเปี๊ยบเลย ต่างกันแค่ฝีมือถักเท่านั้น ไม่เหมือนได้อย่างไร ? ก็มาจากทางเดียวกัน

สมัยโน้นป่าดุกว่าสมัยนี้ไม่รู้ว่ากี่ล้านเท่า วิชาไม่แก่กล้าจริงเข้าป่าไปก็ตายฟรี อย่างดงพญาไฟ คนรุ่นเก่าเขาบอกให้พกหม้อใหม่ไปด้วย เวลาตายจะได้ไม่ลำบากคนอื่น มีหม้อใส่กระดูกกลับเอง ว่ากันอย่างนั้น"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:24


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว