กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=26)
-   -   เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ (เดือนสุดท้าย) (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2524)

เถรี 09-03-2011 01:55

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ (เดือนสุดท้าย)
 
ถาม : พอจะอธิบายลักษณะของฌานใช้งาน ตั้งแต่อุปจารสมาธิจนถึงฌานสี่อย่างคร่าว ๆ ได้ไหมคะ ?
ตอบ : ไปเปิดตำราดูดีกว่า อาตมาอธิบายไว้เยอะแล้ว

ถาม : ไม่เหมือนกับทั่วไปไม่ใช่หรือคะ ?
ตอบ : บางทีก็มีรายละเอียดที่เราจะต้องทำให้ถึงจริง ๆ จึงจะเข้าใจในสิ่งที่อาตมาพูดไป ถ้าทำไม่ถึงก็จะไม่เข้าใจในสิ่งที่ว่ามา ได้แต่คิดว่า คาดว่า ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น..ทำไปเถอะ พอทำถึงเดี๋ยวก็จะเข้าใจเอง

ความจริงอุปจารสมาธิของพวกเราก็คือตอนนี้ ตอนที่เราตั้งใจทำอะไรบางอย่างโดยที่สติจดจ่ออยู่ตรงหน้า กรณีนี้หมายถึงคนทั่ว ๆ ไปนะ ถ้าคนที่เขาคล่องตัวแล้ว สติที่จดจ่ออยู่เฉพาะหน้าบางทีเขาเลยอุปจารสมาธิไปถึงไหน ๆ แล้ว

กำลังใจจดจ่ออยู่เฉพาะหน้า ไม่ได้เคลื่อนไปไหน นั่นคืออุปจารสมาธิ หลังจากนั้นถ้าสามารถกำหนดรู้ลมได้ตลอดสามฐานก็จะเป็นปฐมฌาน ถ้าลมหายใจเริ่มเบาลง ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราหายใจน้อยลง หรือจับลมไม่ได้ บางทีคำภาวนาก็หยุดไปด้วย ก็เป็นฌานสอง ตรงนี้เป็นหลักที่คนส่วนใหญ่จะต้องเจอ

พอเริ่มเป็นฌานสาม บางคนก็รู้สึกว่าตัวแข็ง แข็งเหมือนกับกลายเป็นหิน บางคนก็รู้สึกเหมือนว่าชา เหมือนกับกลายเป็นหินไปทั้งตัวแล้ว บางคนก็รู้สึกว่าเหมือนกับโดนมัดติดกับเสาจนแน่น ตั้งแต่หัวถึงเท้ากระดิกไม่ได้เลย อาการแรกเริ่มก็อาจจะเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่ง อย่างเช่นปลายจมูกหรือปาก บางคนนั่ง ๆ อยู่เหมือนกับเม้มปากแน่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความจริงไม่ใช่ นั่นเป็นอาการที่สมาธิเริ่มทรงตัวมากขึ้น

ถ้าหากเราไม่ตกใจและไม่กลัว เอาใจกำหนดดูกำหนดรู้ไปเรื่อย ตอนนั้นเราจะลืมไปด้วยซ้ำว่ามีลมหายใจหรือมีคำภาวนาหรือเปล่า ความรู้สึกของเราจะรวมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในร่างกาย สว่างโพลงอยู่เฉพาะที่ ไม่รับรู้อาการภายนอก ถ้าอย่างนั้นจะเป็นฌานสี่ ถึงตอนนั้นแล้วเวลาจะผ่านไปโดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีเรารู้สึกว่าเดี๋ยวเดียว ลืมตาขึ้นมาผ่านไปตั้งหลายชั่วโมง

บางอย่างมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เฉพาะตัวอยู่ พอทำถึงก็อ๋อ..ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง

เถรี 09-03-2011 02:05

ถาม : กำลังตัวใดที่เกิดในช่วงตื่นนอนใหม่ ๆ ครับ ใช่ตัวที่ ๙ ไหมครับ ? หรือเป็นตัวไหนครับ ?
ตอบ : ฮ่วย..! ตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอุปจารสมาธิ ถ้าเราสามารถรักษาอารมณ์นั้นอยู่ได้ จะรู้สึกคล้าย ๆ กับว่า กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่อารมณ์ตรงจุดนั้นแหละ ที่จะรู้เห็นความเป็นทิพย์ต่าง ๆ ได้ กำลังตรงนี้จะไม่ปรากฏอาการใด ๆ ที่กายเนื้อเลย

ถ้าหากว่าความรู้สึกเหลืออยู่อย่างนี้อย่างเดียว แล้วสามารถไปยังที่อื่น ๆ ได้ นั่นจะเป็นกำลังของฌานสี่ แต่ถ้าไปที่อื่นไม่ได้ ความรู้สึกยังอยู่ที่ร่างกายอย่างเดียว บางทีอาจจะเป็นของเก่าที่เคยทำในส่วนของอรูปฌาน ถ้าในส่วนของอรูปฌานนี้ เราจะไม่เกาะร่างกายเลย

เพราะฉะนั้น..ต้องไปพิจารณาดูเองว่า ในส่วนของการปฏิบัติมามีพื้นฐานของเก่ามาก่อนหรือเปล่า ? ส่วนวิปัสสนาญาณ ๙ นั้น ตัวสังขารุเปกขาญาณ จะปล่อยวางทุกอย่างด้วยปัญญา ที่คุณว่ามายังไม่ใช่หรอก

เถรี 10-03-2011 00:05

พระอาจารย์กล่าวว่า "แรก ๆ ของนักปฏิบัติ จะไม่กล้ากระดิกออกจากกรอบเลย พอทำไประยะหนึ่งจะเริ่มปรับได้ จะค่อย ๆ กลมกลืนขึ้นเรื่อย ๆ กลืนกับโลกขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดแล้ว ก็จะกลายเป็นคนธรรมดาที่ยิ่งกว่าธรรมดา"

เถรี 10-03-2011 00:16

ถาม : เวลาเข้าฌานสี่ในกสิณหรือในอะไรก็แล้วแต่ ผมทรงฌานสี่ได้นิดเดียวครับ
ตอบ : เป็นไปได้อย่างไรที่ทรงได้นิดเดียว ? ก่อนที่จะเข้าฌานให้ตั้งกำลังใจไว้ก่อน ว่าเราจะเอานานแค่ไหน

ถาม : ไม่ได้ตั้งครับผม
ตอบ : ตั้งไว้ก่อน จะเอาสักสามวันสามคืนก็ว่าไป เพราะว่าขาดตัวตั้งใจ เพียงแต่คุณมั่นใจแล้วนะว่าได้ฌานสี่จริง ๆ ? ส่วนใหญ่คนที่ได้ฌานสี่จริง ๆ มักจะเข้าฌานแล้วไม่ค่อยจะออก เขามีแต่ต้องบังคับให้ออก

ถาม : เป็นฌานสี่หยาบครับ
ตอบ : จะหยาบหรือละเอียดก็เหมือนกัน ยิ่งหยาบยิ่งไม่ค่อยอยากจะออก เพราะกำลังใจจะจมอยู่ข้างใน ไปตั้งเวลาเสีย ซ้อมเข้าซ้อมออกตามเวลา

ได้ฌานสี่ก็ดีอยู่อย่างหนึ่ง ทำให้ไม่ค่อยจะตื่นเต้นอะไรกับใคร วันก่อนทำวัตรอยู่ มีพระรูปหนึ่งท่านของขึ้น เอะอะเอ็ดตะโรขึ้นมา อาตมาก็นำทำวัตรไปเรื่อย ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งท่านสงบไปเอง พอทำวัตรเสร็จก็คุยกับพระเณรว่า "ที่พวกคุณตกใจก็เพราะว่าใจไม่อยู่กับตัว เมื่อกำลังใจไม่อยู่กับตัว ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น ใจต้องรีบวิ่งกลับมาเพื่อรับรู้ การที่ใจวิ่งกลับเข้าตัวเร็วเกินไป คืออาการตกใจ

แต่ถ้าอารมณ์ของคุณทรงตัวแล้ว จะไม่เกิดอาการตกใจหรอก เพราะว่าใจอยู่กับตัวอยู่แล้ว กว่าผมจะทำมาถึงตรงนี้ได้ก็หลายปีเหมือนกัน"

ตอนช่วงที่ทำได้ เป็นช่วงที่ไปบึงลับแล ไปกันประมาณ ๕-๖ รูป จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง ที่แน่ ๆ มีท่านกอล์ฟรูปหนึ่ง พอไปถึงก็แยกย้ายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทำแคร่นอนกัน เพราะตั้งใจจะอยู่กันหลายวัน ถ้าอยู่แค่คืนสองคืน ส่วนใหญ่ก็แบกับดิน

อาตมาก็ไปทำแคร่นอนอยู่ตรงใกล้ ๆ ริมน้ำ ถ้าใครเคยไปบึงลับแลมาก่อน จะเห็นก้อนหินใหญ่สูงท่วมหัวอยู่ก้อนหนึ่ง อาตมาก็เอาแคร่ด้านหนึ่งชนกับก้อนหิน พอถึงเวลาก็นอนหันหัวเข้าหาก้อนหิน ค่อยปลอดภัยหน่อย

เถรี 10-03-2011 00:34

ตอนกลางคืนเวลาประมาณห้าทุ่มกว่า แคร่พังโครมลงมา..! ลงทางด้านหัว อาตมากำลังนอนภาวนา กำลังใจทรงตัวอยู่ดี ๆ เห็นว่าแคร่พังก็ปล่อยให้พังไป ภาวนาไปเรื่อย ๆ แคร่เอียงลาดลง น้ำหนักตัวก็ถ่วงให้ตัวไหลลงไปเรื่อย ๆ จนหัวทิ่มพื้น พอเจ็บหัวอาตมาจึงลุกขึ้น

สงสัยว่าท่านกอล์ฟจะได้ยินเสียง เห็นว่าแคร่พังตั้งนานแล้วแต่อาจารย์ยังไม่กระดิก ยังเงียบอยู่ เขาก็เลยส่องไฟดู ตอนที่ท่านส่องไฟ อาตมาลุกขึ้นพอดี มองไปเห็นพระธุดงค์อยู่รูปหนึ่ง ห่มจีวรสีเดียวกับอาตมานี่แหละ ยืนพิงก้อนหินอยู่ ก็แปลกใจว่าพระธุดงค์ท่านมาตั้งแต่ตอนไหน ? ซ่อมแคร่เสร็จเดี๋ยวจะถามท่านสักหน่อยว่าท่านมาจากไหน ? ชื่อเรียงเสียงไร ?

ท่านกอล์ฟส่องไฟมา เห็นอาตมายังเงียบ ๆ อยู่ ก็เลยเขย่าไฟ พอแกว่งไฟจึงเห็นพระธุดงค์ท่านนั้นเต้นระบำได้ มองไปมองมา อ้าว..เงาเราเอง แต่ตอนเห็นเป็นพระธุดงค์นั้น เห็นชัด ๆ เหมือนจ้องกันกลางวันแสก ๆ เลย เห็นกระทั่งรูปร่างหน้าตาท่านเป็นอย่างไรด้วย ไม่ใช่เงา ก็เลยรู้ว่าที่แท้โดนผีหลอกซึ่ง ๆ หน้า พอซ่อมแคร่เสร็จเรียบร้อยก็นอนภาวนาต่อ

ทีนี้มาดูกำลังใจตอนนั้น อันดับแรก..แคร่พังลงไป กำลังใจก็ไม่คลายตัวออกมา ไม่ห่วงไม่กังวล อันดับที่สอง..พอโดนผีหลอกก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร ปกติอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

ตั้งแต่นั้นมา พอเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ได้ตกใจอะไรกับใคร ไม่ว่าจะตึงตังโครมครามขนาดไหนก็ตาม กำลังใจจะทรงตัวตลอด มานึกว่าสิ่งที่ได้ทำมา เมื่อค่อย ๆ สั่งสมมาเรื่อย ๆ พอได้ระดับก็จะเกิดผลเอง แต่ถ้ายังไม่ได้ระดับก็ต้องสั่งสมกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ช่วงที่ได้ระดับ จะได้เร็วหรือได้ช้า อยู่ที่เราใช้ความพากเพียรพยายามมากเท่าไร ? แต่ละวันอยู่กับอารมณ์ภาวนามากกว่า หรืออยู่กับความฟุ้งซ่านมากกว่า ? ถ้าอยู่กับอารมณ์ภาวนามากกว่าก็เต็มเร็ว เหมือนกับคนขยันตักน้ำใส่ตุ่ม ย่อมเต็มเร็วกว่าคนที่นาน ๆ ทีจะตักน้ำใส่ลงไปสักถัง

ฉะนั้น..เรื่องของการปฏิบัติ ฉันทะ วิริยะ ต้องไปคู่ ๆ กัน คือ อยากที่จะทำ และต้องพากเพียรตั้งหน้าตั้งตาทำด้วย โดยเฉพาะจิตตะ กำลังใจปักมั่นต่อเป้าหมาย ไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน และมาใช้ตัวปัญญาสุดท้าย คือ วิมังสา คอยไตร่ตรองทบทวนว่า เราทำอะไร ? เพื่ออะไร ? ตอนนี้ทำไปถึงไหนแล้ว ? ยังเหลืออีกมากน้อยเท่าไร ?

เถรี 11-03-2011 05:03

ถาม : อารมณ์ที่ไม่ตกใจ คืออยู่ในฌานสี่หรือคะ ?
ตอบ : ถ้าทรงฌานอยู่ แค่ปฐมฌานหยาบก็ไม่ตกใจแล้ว เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทรงฌาน มักจะคิดไปเรื่องไหนก็ไม่รู้

ถ้าทรงฌานอยู่ กำลังใจ สติ สมาธิ จะอยู่เฉพาะหน้า จะไม่สนใจเรื่องข้างนอก ต่อให้เป็นปฐมฌาน ตาเห็นก็สักแต่ว่าเห็นเท่านั้น หูได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยินเท่านั้น ฉะนั้น..ไม่จำเป็นต้องตะกายไปถึงฌานสี่หรอก แค่ปฐมฌานก็พออาศัยกินได้เยอะแล้ว

เถรี 11-03-2011 05:10

ถาม : คนที่เขาภาวนาระหว่างวัน แต่เขาไม่ค่อยมีเวลานั่งสมาธิแบบนิ่ง ๆ เขาจะสามารถไต่ไปจนถึงฌานสี่ได้ไหมคะ ?
ตอบ : ดีไม่ดี เป็นฌานสี่ใช้งานเสียด้วยซ้ำไป แซงหน้าเราไปลิบโลกเลย

ถาม : ไม่จำเป็นว่าคนได้ฌานสี่ใช้งาน จะต้องได้ฌานนิ่ง ๆ มาก่อน ?
ตอบ : ไม่จำเป็นจ้ะ

ถาม : ตอนนี้หนูไม่ถนัดนั่งนิ่ง ๆ ค่ะ
ตอบ : เราก็แอโรบิกไปด้วยภาวนาไปด้วย ได้ประโยชน์ทั้งสองสถาน

ถาม : หนูวิ่งค่ะ
ตอบ : สมัยก่อนตอนเป็นทหารอาตมาก็วิ่ง แต่ทหารเขาวิ่งมาก วันหนึ่งประมาณ ๑๐-๑๒ กิโลเมตร อย่างน้อย ๆ ก็ประมาณ ๗ กิโลเมตร เขาฝึกคนให้เป็นควาย จะได้อึดกว่าชาวบ้านเขาหน่อย

ครูฝึกคนหนึ่ง คือ สิบเอกโสภณ เป็นคนที่อ้วนมากเลย น้ำหนักน่าจะถึง ๘๐ กิโลกรัม แต่ว่าอึดมาก ถ้าบอกว่าวันนี้หมู่โสภณเป็นครูฝึก แต่ละคนสั่นหัวเลย เพราะต้องวิ่งไม่ต่ำกว่า ๑๒ กิโลเมตรแน่นอน เขาเป็นคนอ้วนที่กระตือรือร้นมาก แข็งแรงด้วย ที่ตลกก็คือ เขาวิ่งได้ทั้งขึ้นหน้าและถอยหลัง จังหวะเท้าไม่เคยผิดเลย

เวลาทหารวิ่งเขาจะบอกจังหวะไปด้วย บางทีก็ต้องร้องเพลงไปด้วย เขาวิ่งขึ้นหน้าหรือถอยหลังจังหวะเท้าไม่เคยพลาด แสดงว่าสมาธิดีมาก คนไหนที่หนักแปดสิบกิโลขึ้นไปแล้วคล่องขนาดนั้น หายากมากเลยนะ เคยเห็นอยู่คนหนึ่ง แต่เขาเป็นพระเอกหนัง ชื่อหงจินเป่า

เถรี 11-03-2011 18:35

ถาม : เมื่อทำกสิณถึงฌานสี่แล้วจะเปลี่ยนเป็นอรูปฌาน ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองได้อรูปฌานจริงหรือเปล่า ? ผมหรือคิดไปเอง หรือกำลังหลอกตัวเอง ?
ตอบ : ทำไมโง่แท้วะ..! ถ้าทรงกสิณถึงฌานสี่ก็ใช้ผลได้แล้ว คุณก็อธิษฐานขอใช้ผลก่อนสิ ถ้าเป็นไปตามที่ต้องการเราค่อยไปเปลี่ยนเป็นอรูปฌาน ไม่ใช่อธิษฐานแทบตายแล้วไม่เกิดอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นก็หลอกตัวเองแน่นอน

ถาม : ท่าทางจะหลอกตัวเอง
ตอบ : ถ้าทรงกสิณถึงฌานสี่ได้ ก็คือ กสิณที่เป็นปฏิภาคนิมิต สามารถย่อได้ ขยายได้ ให้มาได้ ให้ไปได้ ก็อธิษฐานใช้ผลได้แล้ว

ถาม : ตอนนี้ย่อได้ ขยายได้ แต่อธิษฐานใช้ผลไม่ได้ครับ
ตอบ : ถ้ายังใช้ผลไม่ได้ ไม่น่าจะใช่ ย่อได้ขยายได้ของเรากลายเป็นจินตนาการไปแล้ว

ถาม : จะแก้ไขอย่างไร ?
ตอบ : ถ้าเราเริ่มจากการจับภาพกสิณมาจริง ๆ จะเห็นพัฒนาการทีละน้อย จากแรก ๆ ที่เราจับได้ครู่เดียวภาพก็หายไป ต้องลืมตามอง แล้วหลับตานึกถึงใหม่ จนกลายเป็นติดตา ติดใจ คือหลับตาหรือลืมตาก็เห็นเหมือนกัน

หลังจากนั้นพอประคับประคองไปเรื่อย ภาพก็จะค่อย ๆ เปลี่ยน เปลี่ยนจากวัตถุสีเข้มกลายเป็นสีจางลง ลักษณะจางลงก็คือ จางเหมือนกับสีเหลือง เหมือนกับเหลืองอ่อน แล้วก็เริ่มใส พอเริ่มใสมากขึ้น ๆ จนกระทั่งสว่างจ้า แปลว่าเริ่มเข้าสู่เขตของฌานสี่แล้ว ถ้าอธิษฐานย่อได้ ขยายได้ ให้มาได้ ให้หายได้ ก็กลายเป็นฌานสี่เต็มที่ ทีนี้เราก็อธิษฐานใช้ผล

แต่อย่างเราไม่ได้เริ่มจากการนับหนึ่งสองสามมา เรากระโดดไปตอนสุดท้าย ไปคว้าเอาส่วนใดส่วนหนึ่งมา ส่วนใหญ่เป็นแค่เราคิดว่าใช่ โดยเฉพาะคนที่ฝึกมโนมยิทธิมา กำลังใจที่ใช้ในการควบคุมความคิดตัวเอง สามารถทำได้คล่องตัวกว่าคนอื่นเขา และชัดเจนกว่า จึงทำให้คิดว่าตัวเองได้แล้วก็เป็นได้

เพราะฉะนั้น..สำคัญที่สุด คือ อธิษฐานใช้ผลดู ถ้าใช้ได้แน่นอน ค่อยเปลี่ยนเป็นอรูปฌาน แต่ถ้าจะทำอรูปฌานให้เว้นอากาสกสิณ เพราะอากาสกสิณทำเป็นอรูปฌานไม่ได้ และเว้นอาโลกกสิณไปด้วย ลักษณะของความสว่างกับอากาศก็ใกล้เคียงกัน ทำให้บางทีเราจะขาดความมั่นใจ แต่ถ้ามีความคล่องตัวจริง ๆ เว้นแค่อากาสกสิณอย่างเดียวก็พอ กองอื่น ๆ สามารถทำเป็นอรูปฌานได้ทั้งหมด

เถรี 11-03-2011 20:36

พระอาจารย์จะสร้างพระนาคปรกขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ท่านกล่าวถึงสาเหตุของการสร้างว่า "สาเหตุที่อาตมาจะทำพระนาคปรกนั้นมีหลายประการด้วยกัน

ประการแรก ในชีวิตอาตมารักงูมาตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดแอบขุดหลุมแล้วก็เลี้ยงงู ถ้าไม่ใช่คำสั่งผู้ใหญ่ ไม่เคยฆ่างูเลย เพราะรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อน จนอาตมาสามารถที่จะจับงูเล่นได้ทุกตัว

ประการต่อมา ก็คือ หลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศ ท่านประทานพระนาคปรกให้หนึ่งองค์ ท่านบอกว่า "คุณอยู่ป่าอยู่ดง มีพระนาคปรกอย่างนี้ไว้บูชาจะดีกว่า เหมาะสมกับคุณมากกว่า"

ประการสุดท้าย ก็คือ ตามที่พระท่านบอก ลักษณะของพระนาคปรกแฝงความหมายของการพิทักษ์พระพุทธศาสนา เพราะเราทำเพื่อฉลองการที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ ๒,๖๐๐ ปี"

เถรี 12-03-2011 05:54

ถาม : พยายามตัดกาม ด้วยอสุภะและกายคตาสติก็ยังตัดไม่ได้สักที ?
ตอบ : สมัยก่อนอาตมาก็เป็นอย่างนั้น ตัดด้วยอสุภะกับกายคตาสติไม่ได้ ไปตัดได้ด้วยตัวเมตตา ลองไปค้นอ่านดูในประวัติของพระรัฐบาลเถระ จะมีวิธีบอกไว้ พระเจ้าแผ่นดินท่านสงสัยว่าพระหนุ่ม ๆ บวชอยู่ได้อย่างไร เพราะถ้าเป็นท่านอยู่ในผ้าเหลืองไม่ได้แน่นอน พระรัฐบาลเถระท่านก็บอกว่าทำอย่างไร พออาตมาอ่านก็เข้าใจว่าเป็นตัวเมตตาบารมี เห็นเขาเหมือนคนในครอบครัวเดียวกันกับเรา

พอไปถึงตรงจุดนั้นจึงได้เข้าใจที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยบอกเอาไว้ว่า "กรรมฐานทุกกองถ้าเราตั้งใจทำจริง ก็เป็นพระอรหันต์ได้ทั้งหมด" ก็แปลว่าทุกกองจะต้องมีแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งที่สามารถตัดราคะ โลภะ โทสะ โมหะได้ เพียงแต่เราจะคลำแง่นั้นเจอหรือไม่ ?

ถาม : ผมทำหลายอย่างครับ ?
ตอบ : เป็นประเภทโลภมาก ขุดบ่อหลายแห่งเลยไม่เจอน้ำจริง ๆ สักที วันก่อนมีคนถามว่า เขาจับกรรมฐานหลายกองพร้อม ๆ กัน จะสามารถทำได้หรือไม่ ? อาตมาบอกเขาไปว่า ถ้าหากไม่ใช่คนที่คล่องตัวในกองกรรมฐานเหล่านั้นมาก่อนแล้ว ไม่สามารถที่จะทำได้ ถ้าคนที่มีความคล่องตัว ทำกองกรรมฐานนั้นจนคล่องแล้ว จึงสามารถจับหลาย ๆ กองพร้อมกันได้

ถ้าไม่เคยทำมาก่อนแล้วจับหลาย ๆ กอง ยังไม่เคยมีใครประสบผลสำเร็จ แต่คุณสามารถลองดูได้ เพราะอาจจะเป็นคนแรก..! กองเดียวยังยากเลย นี่เล่นจับหลายกองพร้อม ๆ กัน

ถาม : ผมอยู่อีสานทางขอนแก่น ยังขาดครูบาอาจารย์ที่เหมาะสมกับตัวเอง มีพระอาจารย์ใดที่พอจะแนะนำบ้างไหมครับ ?
ตอบ : จริง ๆ สายพระป่ามีเยอะแยะ สำคัญว่าเราทำจริงหรือเปล่าเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่สายพระป่าท่านมาแบบวิสุทธิมรรค ก็คือ นิมิตอะไรเกิดขึ้น ท่านจะให้ตัดทิ้งหมด

เมื่อเป็นดังนั้น อาตมาเองที่มาสายพระป่าแท้ ๆ ก็เลยต้องมาบวชทางด้านนี้ เพราะรู้สึกว่าไม่ตรงกับกำลังใจตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นคิดว่าถ้าจะบวชก็จะบวชกับสายพระป่า เพราะเคารพรักครูบาอาจารย์หลายท่านที่วัตรปฏิบัติของท่านบริสุทธิ์จริง ๆ

ถ้าอยู่ขอนแก่นก็ไปสกลนครสิ..พระอาจารย์หนุนท่านอยู่ทางนั้น (พระครูวิชัยสรคุณ วัดป่าพุทธโมกข์ จังหวัดสกลนคร) ท่านก็มอบกายถวายชีวิตให้หลวงพ่อวัดท่าซุงเหมือนกัน ท่านไม่ใช่คนอีสานนะ แต่อยู่อีสานมาค่อนชีวิต จริง ๆ แล้วท่านเป็นคนเพชรบุรี

เถรี 12-03-2011 06:22

ถาม : ในการฝึกมโนมยิทธิของผม ยังติดอยู่ตรงที่ว่าจินตนาการและคิดไปเองอยู่
ตอบ : ซ้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะใกล้ ๆ ถ้าผลออกมาถูกต้องก็แปลว่าใช่ สมัยก่อนหลวงพ่อท่านสั่งให้อาตมาไปนั่งอยู่ข้างถนน เสียงรถมาก็กำหนดใจว่ารถคันนี้สีอะไร แล้วก็ลืมตาดู เท่ากับทดสอบได้เดี๋ยวนั้นเลยว่าใช่หรือไม่ใช่ คุณก็ไปซ้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างนั้น อย่างเช่น ฟุตบอลกำลังจะเตะกัน คู่นี้ใครแพ้ใครชนะ

ถาม : หรืองวดหน้าหวยจะออกอะไร ?
ตอบ : ต้องใจเย็นหน่อย ถ้ารีบเกินไปแล้วจะพังเร็ว พอความโลภเกิดขึ้นแล้ว สมาธิจะเสียไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลงเกิดขึ้นเมื่อไร สมาธิจะเคลื่อน สิ่งที่รู้จะไม่ใช่แล้ว

ครั้งก่อนทั้งพระและโยมนั่งบ่นกันอุบ เวลาฉันเช้าหรือฉันเพล พอไมค์อยู่กับอาตมาก็มีเรื่องคุยไปเรื่อย คุยไปคุยมาเผลอบอกเขาไปตรง ๆ แล้วไม่มีใครซื้อเลย เพราะไม่คิดว่าจะใช่ พอหวยออกเขาถึงนึกได้ แต่ก็ไม่ทันแล้ว

ของพวกนี้จัดเป็นของแถมจากการปฏิบัติ เราต้องการหรือไม่ต้องการ ถ้ากำลังใจสงบได้ที่ บางทีการรู้เห็นจะปรากฏขึ้นเอง แต่คราวนี้คนเราส่วนใหญ่มักชอบของแถม จนลืมไปว่าเราต้องการซื้อสินค้าหลักตัวไหน บางคนซื้อเพราะจะเอาแค่ของแถมจริง ๆ

คุณตัน ภาสกรนที เอาโออิชิไปเปิดตัวที่เขมร ขายโออิชิแถมตุ๊กตา ปรากฏว่ามีแต่คนมาจับตุ๊กตาแต่ไม่ซื้อ คุณตันก็ไปยืนดูอยู่ พอรุ่งขึ้นเขาเปลี่ยนใหม่เลย ขายตุ๊กตาแถมชาโออิชิ คนก็ซื้อเพราะอยากได้ตุ๊กตา พอคนได้ชิมจึงรู้ว่าชาโออิชิรสชาติเป็นอย่างนี้ กลายเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการขายแบบกะทันหัน สินค้าหลักกลายเป็นสินค้ารองไปเลย

เรามักจะลืมเป้าหมายตัวเองว่า เราปฏิบัติเพื่ออะไร? แทนที่จะปฏิบัติเพื่อความสุขในปัจจุบัน จิตใจสงบเยือกเย็นอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟุ้งซ่านไปในอดีต ไม่ฟุ้งซ่านไปในอนาคต เพื่อประโยชน์ในสัมปรายภพ ตายไปแล้วก็ไปเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมได้ หรือเพื่อประโยชน์สูงสุด สามารถเข้าสู่พระนิพพานได้ ดันลืม..มัวแต่ไปสนุกอยู่ กลายเป็นปฏิบัติแล้วลืมเป้าหมาย เพราะไปชอบของแถมมากกว่า

เถรี 13-03-2011 16:10

ถาม : โลภกับงกคล้าย ๆ กันหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ก็อย่างเดียวกันนั่นแหละ

ถาม : เห็นบางคนเขาทำบุญแล้วเขาไม่เสียดายเงิน แต่อย่างอื่นเขาไม่อยากใช้เงิน
ตอบ : คนเขารอบคอบ ไม่ใช่งกนะ เขารอบคอบ เขาเผื่อลูกเผื่อเมียด้วย

ถาม : พี่ชายหนูเขาทำบุญแล้วลืมไวมาก สมมติทำบุญเสร็จ เขาก็ลืมไปเลย อันนี้ดีไหมคะ ?
ตอบ : ดี

ถาม : ดีกว่าไประลึกบ่อย ๆ ?
ตอบ : ความจริงการระลึกถึงบ่อย ๆ จะได้อนุสติ แต่ถ้าทำบุญแล้วตัดทิ้งเลย จัดเป็นอุเบกขาในทานบารมีแล้ว กำลังใจสูงกว่าเยอะ ทำยากด้วย

เขาทำน้อยกว่าเราตั้งเยอะแยะ เราเองตะเกียกตะกายทำทั้ง ทาน ศีล ภาวนา เขาเองทำบ้างไม่ทำบ้าง เดี๋ยวลูกกวนตัว เดี๋ยวเมียกวนใจใช่ไหม ? แต่ที่ไหนได้ กำลังใจผู้ชายมักจะเด็ดขาดกว่า ผู้หญิงจะคิดเล็กคิดน้อยมากไป ความละเอียดลออมีมากเกินไป

ของบางอย่างต้องมองไกล ๆ แล้วจะสวย ของบางอย่างต้องพิจารณาใกล้ ๆ ถึงจะเห็นความสวย ผู้ชายเหมือนกับมองของไกล มองของไกลแล้วสวย แค่เห็นก็พอ แต่ผู้หญิงมักจะพิจารณาใกล้ ๆ แล้วในที่สุดก็เจอจุดที่ตำหนิจนได้ แล้วเราก็จะไปนั่งคลุ้มคลั่งว่า นั่นนี่ก็สวยหมด ขาดตรงนี้อยู่นิดหนึ่ง แล้วเราก็มานั่งตำหนิตัวเอง

ถาม : จะทำลายนิสัยนี้ได้อย่างไร ?
ตอบ : ไม่ต้องทำลายหรอก วาสนาบางอย่างตัดไม่ขาด เป็นพระอรหันต์แล้วยังตัดไม่ขาดเลย ถ้าจะขาดจริง ๆ ต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระพุทธเจ้าตัดได้แน่นอน

เถรี 15-03-2011 10:56

ถาม : ทางด้านอีสานที่ผมอยู่ มีน้อง ๆ สนใจฝึกมโนมยิทธิ กระผมควรที่จะสอนหรือแนะนำเขาต่อหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ถ้ายังไม่คล่องตัวในมโนมยิทธิแล้วไปสอน เดี๋ยวจะพากันหลงไปทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่มโนมยิทธิเท่าที่พบมา พอทำได้แล้วก็ไปเล่นกับของแถม

โดยเฉพาะเที่ยวไปดูว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้นกับเรา คนนี้เป็นอย่างนี้กับเรา แทนที่จะรู้จักพอ รู้จักเข็ด ว่าเราเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ทุกข์มาไม่รู้จบแล้ว กลายเป็นไปเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ แล้วยังมาปลื้มกันอีกต่างหาก ทำให้ติดอยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องไปไหนหรอก

ถาม : มีน้อง ๆ ที่เขาสนใจอยู่ครับผม แต่ถ้าจะมีฝึกที่อื่นก็ไม่สะดวก ถ้าพอแนะนำเบื้องต้นเขาได้ก็จะดี
ตอบ : ลองทำดู ถ้าหลงทางเมื่อไรพาเขากลับให้ได้ก็แล้วกัน..!

ถาม : กระผมสมควรจะบวชดีหรือไม่ครับ?
ตอบ : ถ้ายังถามอยู่แสดงว่าไม่สมควร แสดงว่าไม่พร้อม ถ้าคนพร้อมเขาไปเลย ไม่เสียเวลามาถามหรอก..!

ถาม : ผมพยายามตัดกาม แต่ถ้าเกิดมีเนื้อคู่ จะมีมาไหมครับ ?
ตอบ : มีมาเรื่อย ๆ

ถาม : ยังไม่อยากมีครับ
ตอบ : ทรงสมาธิให้แน่นเข้าไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ไปฟุ้งซ่าน..!

เถรี 15-03-2011 10:58

ถาม : อยากให้แม่มาเข้าฝัน คืนแรกนอนรอให้แม่มาเข้าฝัน แต่แม่ก็ไม่เห็นมา
ตอบ : ตั้งใจเกินไปไม่ได้หรอก เพราะกำลังใจเกิน เราต้องนึกถึงท่านว่ามีอะไรให้มาบอก แล้วก็ลืมตรงนั้นเสีย นอนหลับไปเลย ถ้าใจจดจ่ออยู่อย่างนั้น เขามาไม่ได้หรอก เหมือนกับเราปิดประตูใส่หน้า

ช่องที่พอดีนั้นมีอยู่นิดเดียว ถ้ามากเกินก็ไม่เจอ น้อยเกินก็ไม่เจอ เรื่องแบบนี้ต้องเป็นนักปฏิบัติจึงจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น..อย่าตั้งใจมาก แค่นึกถึงท่านแล้วก็หลับไปเฉย ๆ ก็พอ

เถรี 15-03-2011 10:59

ถาม : ท้าวสักกะ คือ ?
ตอบ : ท้าวสักกะเทวราช คือพระอินทร์

ถาม : เป็นหนึ่งในสี่ของท้าวมหาราชหรือคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่จ้ะ ท้าวสักกะเทวราช คือ พระอินทร์ เป็นเจ้านายของท้าวมหาราชอีกทีจ้ะ

เถรี 15-03-2011 11:57

ถาม : ผมไปสอบมาแล้วสอบไม่ติด ตอนที่ผมเข้าห้องสอบ นาฬิกาตายทันทีเลย แต่ผมไม่รู้
ตอบ : นี่คุณยังดีที่โดนแค่นั้น พี่แจ๊ดเขาเรียนอยู่ที่รามคำแหง ส่วนใหญ่พี่เขาจะสอบได้เกรดเอ เพื่อนก็เลยให้ช่วยสรุปข้อมูลให้ ตอนสอบเสร็จผลปรากฏว่าพี่แจ๊ดสอบตกอยู่คนเดียว ส่วนเพื่อนสอบได้ทุกคน

เพราะว่าพี่แจ๊ดเขาจำเวลาสอบผิด เขาไปนั่งอ่านหนังสืออยู่หน้าห้อง อ่านจนหมดเวลาสอบ พอผลออกมาสอบตก พี่เขาน้อยใจ ลาออกไม่เรียนอีกเลย คิดดู..สรุปให้เพื่อน ๆ สอบได้ทุกคน แต่ตัวเองสอบตก นั่นเขาเจ็บกว่าเราเยอะ ส่วนเราแค่นาฬิกาตายเป็นเรื่องเล็ก

ถาม : แต่ผลออกมาก็ตกเหมือนกัน ผมมาพิจารณาตัวเอง เป็นเพราะผมพยายามไม่พอหรือวาระยังไม่ใช่ ?
ตอบ : น่าจะยังไม่ใช่วาระ เพราะยังมีรายการเตะตัดขาได้ ขนาดเล่นเอานาฬิกาตายตอนนั้นเลย

ถาม : พอผมออกจากห้องสอบ สักพักนาฬิกาก็เดินต่อ
ตอบ : คุณเคยได้ยินที่อาตมาบอกหรือเปล่า ? ว่ามารใช้คนทุกคน ของทุกชิ้น และสัตว์ทุกตัวในการทดสอบกำลังใจเรา นั่นเขาแค่ใช้นาฬิกาเรือนเดียว เขาทำได้จริง ๆ นะ สุดยอดมากเลย

ถาม : ผมไม่รู้จะแก้ปัญหาที่ตัวเองอย่างไร แก้ที่กรรมหรืออย่างไร ?
ตอบ : ไม่ต้องแก้ มีเวลาก็ไปสอบใหม่ เพราะเรื่องของกรรมต่าง ๆ คือสิ่งที่เราทำมาแล้วในอดีต ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ มีอย่างเดียวคือทำปัจจุบันนี้ให้ดีเข้าไว้ เราทำปัจจุบันให้ดี สามารถทำได้ต่อเนื่องยาวนานพอ กรรมเก่าจะตามไม่ทัน

ถาม : หมายถึงว่าทำบุญหรือครับ ?
ตอบ : ใช่..บุญใหญ่ที่สุด คือ บุญจากการภาวนา

ถาม : พอมีเรื่องนี้เข้ามา จากที่เคยภาวนาได้ก็กลายเป็นหลุด
ตอบ : กลายเป็นฟุ้งซ่านไป กลับไปทุ่มเทให้กับการภาวนาใหม่ ทำเหมือนกับว่า นี่เป็นเชือกช่วยชีวิตเส้นเดียวที่เรามีอยู่ เราจะปีนพ้นเหวรอดตายได้ก็ด้วยการภาวนา แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำไป

เถรี 15-03-2011 12:17

ถาม : บ้านที่เช่าอยู่แปลกอย่างหนึ่ง คือ ผมนอนจะฝันร้ายทุกคืน ทั้ง ๆ ที่ผมก็ภาวนา
ตอบ : ภาวนาแล้วนึกถึงภาพพระคลุมตัวเราไว้ก่อน แล้วค่อยนอน

ถาม : แต่พอจังหวะที่เราตื่น สักประมาณตีสี่ เราง่วงแล้วเราก็นอนต่อ
ตอบ : แล้วเราก็ลืมภาวนา ? อย่าลืมสิโว้ย..!

ถาม : การแก้ปัญหา เราควรเปลี่ยนที่อยู่หรือควรจะเปลี่ยนตัวเราเอง ?
ตอบ : ถ้าหากกำลังใจสู้ไม่ไหว จะเปลี่ยนที่อยู่ก็ได้

ถาม : อย่างผมไปนอนวัดท่าซุงก็ไม่มีปัญหาเรื่องฝันร้าย
ตอบ : เวลาตอนคุณอยู่ที่บ้าน คุณภาวนาได้เท่าตอนอยู่ที่วัดไหม ? ก็กำลังใจเราไม่เท่ากัน

ถาม : เป็นเพราะว่าที่วัด เทวดาช่วยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เวลาเราอยู่ที่วัดเราทำได้ดีกว่า ถ้าทำได้ดีเท่าขนาดนั้นก็จบ

ถาม : หรือว่าต้องย้ายไปอยู่วัดแล้วทำ ?
ตอบ : ตัดสินใจเอาเองว่ะ..!

เถรี 15-03-2011 12:34

ถาม : ระหว่างวันก็ภาวนาไป แต่อย่างมากจะได้แค่ฌานต่ำ ๆ
ตอบ : ต่ำช่างสิ..! ขอให้ได้ไว้ก่อน

ถาม : อยากได้ฌานลึก ๆ บ้าง
ตอบ : อยากได้ลึก ๆ ก็ขุดบ่อลงไปสิครับ..! อะไรที่ดิ้นรนอยากได้ เราจะไม่ได้ แต่ถ้าเราหมดอยากเมื่อไร สิ่งนั้นถึงจะมา ที่บอกไปไม่เคยจำเลยใช่ไหม ? ไปทำทีไรเราก็อยากทุกที และถ้าไม่อยาก เราก็ไม่ทำใช่ไหม ? ก็เจริญสิจ๊ะ..!

ถาม : อยากมาได้ระยะหนึ่ง หนูก็เห็นว่าน่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้แล้วนะ
ตอบ : นั่นแหละ..ก็เพราะเราอยากจะให้เปลี่ยนแปลง ตัวอยากนั่นแหละกิเลสใหญ่เลย

ถาม : เวลาที่มีเวทนาเยอะ ๆ สมาธิก็หาย แล้วจิตก็รู้สึกว่า เจ็บขนาดนี้ ตัวเราต้องเป็นของเราแน่นอน ถึงเจ็บเห็น ๆ อย่างนี้ เราจะแก้อย่างไรดี ?
ตอบ : ตอนที่เจ็บเราโดนอะไร ?

ถาม : เป็นอาการป่วย อย่างเช่น ปวดท้อง ปวดหัว
ตอบ : ลองไปนั่งทนจนเจ็บอย่างนั้น แล้วทนต่อไป จะได้เห็นว่าไม่ใช่เรา คือ ทำอย่างไรที่ปัญญาเราจะเพียงพอ เห็นว่านั่นเป็นอาการของร่างกาย โดยที่ใจของเราไม่ไปข้องเกี่ยวด้วย แสดงว่าตัวสติ สมาธิ และปัญญาของเรายังไม่พอ ก็เลยไม่สามารถที่จะแยกแยะออกได้ พอเจ็บ ก็เห็นว่าร่างกายเป็นของเราแน่นอน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องปล่อยให้เจ็บต่อไป

ถาม : แล้วเวลาภาวนานิ่ง ๆ อย่างนอนภาวนา พอถึงฌานลึกแล้วก็หลุดออกไป คือหนูไม่อยากออก ก็ถูกบีบให้ออก ตอนที่หนูอยากออก ก็ไม่เห็นจะออก
ตอบ : บอกแล้วว่า เขาจะมาตอนที่เราไม่ต้องการ

ถาม : ไหนบอกว่าสำเร็จได้ด้วยใจ ด้วยความตั้งใจของเรา ?
ตอบ : ใช่..สำเร็จใจด้วยใจ แต่กำลังใจเราจะต้องพอด้วย ในเมื่อยังไม่พอก็ต้องปล่อยให้เขาเล่นอย่างนั้นไปก่อน มีสตางค์น้อย จะไปซื้อรถเบนซ์ ก็ไม่ไหว ซื้อนิสสันมาร์ชไปก่อนก็แล้วกัน

เถรี 16-03-2011 10:56

ถาม : ที่บอกว่าพระโสดาบันท่านทรงปฐมฌานเป็นปกติ แปลว่าทุกครั้งที่ท่านนั่ง..?
ตอบ : ไม่ต้องนั่ง เป็นอารมณ์ใจปกติของท่านเลยที่ทรงปฐมฌานโดยอัตโนมัติ ถ้าหากฌานเสื่อม กำลังของความดีก็ไม่ได้ลดลง กำลังใจไม่ได้ลดลง ต่างกันกับพวกฌานโลกีย์ทั่วไปตรงนี้

ถาม : กำลังใจทรงเป็นอัตโนมัติ ส่วนกำลังฌานนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะ ?
ตอบ : กำลังของฌานสมาบัติต้องขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายเป็นอย่างมาก ถ้าหากร่างกายของท่านดี ฌานก็จะทรงตัวโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าร่างกายของท่านไม่ดี ฌานก็สามารถที่จะเสื่อมได้ แต่กำลังใจท่านไม่ได้ลดลงไปด้วย ไม่เหมือนกับพวกเรา พอฌานเสื่อม สมาธิก็ตก กำลังใจก็ตก ตกหมดทุกอย่างเลย แต่สำหรับท่านไม่ใช่อย่างนั้น ท่านเหมือนกับมีอะไรรองรับ ถึงจะตกก็ไม่พ้นไปจากนี้

เถรี 16-03-2011 11:05

ถาม : หัวหน้าที่ทำงานเขาใช้ให้ผมพาคนไปฉีดยากำจัดแมลง แต่จริง ๆ แล้ว ผมไม่ได้อยากไป..?
ตอบ : พูดง่าย ๆ ว่า เขาก็มีส่วนในการฆ่าแมลงนั้นด้วย เพราะเขาเป็นคนสั่งให้เราทำ ถ้าเป็นหน้าที่การงานจริง ๆ เราก็รักษาศีลเป็นเวลา อย่างเช่นว่า ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงที่ทำงาน เรารักษาศีลให้เต็มที่ เลิกทำงานกลับบ้านจนกว่าจะนอน เรารักษาศีลให้เต็มที่ ถึงแม้เราไม่ได้ทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่อย่างน้อยช่วงของการทำความดีของเราก็มีอยู่ ไม่ได้ขาดทุนตลอด ๒๔ ชั่วโมง


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:07


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว