กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=47)
-   -   เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4538)

เถรี 10-08-2015 20:53

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘
 
ถาม : หากเราเกิดนึกเห็นภาพว่าร่างกายตัวเองต้องกลายเป็นของคนอื่น ท้ายสุดต้องกลายเป็นขี้เถ้าไม่เหลืออะไรเลย ลักษณะนี้ถือว่ายังอยู่ในขอบเขตของอสุภกรรมฐานหรือไม่คะ ?
ตอบ :ที่ว่าเห็นร่างตัวเองเป็นของคนอื่น เห็นเป็นของหนุ่มคนไหนล่ะ ? ...(หัวเราะ)... ในส่วนนี้ควรจะเป็นปัญญาในกายคตาสติและอสุภกรรมฐานรวมกัน

เถรี 10-08-2015 20:54

ถาม : ถ้าเราหยอดเงินในกระปุกแล้วอธิษฐานว่า จะเอาเงินไปสร้างสมเด็จองค์ปฐมพร้อมเครื่องอัฐบริขารแบบนี้ แล้วถ้าเราเอาเงินไปทำบุญซ่อมองค์ปฐมแทนจะได้ไหมครับ จะผิดจุดประสงค์ไหมครับ ?
ตอบ : ตั้งใจไว้ ถ้าเปลี่ยนใจก็ผิดวัตถุประสงค์แน่ ๆ อยู่แล้ว

ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าเอาไปทำจะมีโทษไหมครับ ?
ตอบ : ทำได้..แต่หาของใหม่ไปใช้แทนของเดิมด้วย

เถรี 10-08-2015 20:56

ถาม : หนูเป็นคนชอบสวดมนต์ แต่หลายครั้งมักสวดในที่ทำงาน ช่วงพักหรือช่วงที่ต้องการสมาธิก่อนการคิดวางแผนงาน แต่ไม่ได้พนมมือเพราะเกรงว่าเพื่อนร่วมงานจะหาว่า "บ้า..นั่งไหว้จอคอมพิวเตอร์" หลายครั้งก็ไม่ต้องการให้เพื่อนร่วมงานทราบว่าเรากำลังสวดมนต์ เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นว่าเคร่งศาสนาค่ะ ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า การสวดมนต์แบบไม่พนมมือบาปไหมคะ ?
ตอบ : พนมในใจสิ..ทำความดีจะเอาอะไรมาบาป ? ความจริงเป็นคนฉลาดและมีปัญญาด้วยซ้ำไปที่รู้จักหลีกเลี่ยง เพราะไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นโทษกับคนอื่นเขา

เถรี 10-08-2015 20:57

ถาม : การขอความเมตตาจากพระสงฆ์ ขอท่านช่วยอธิษฐานจิตสิ่งต่าง ๆ เช่น ทองคำ มวลสารเพื่อนำไปหล่อพระ หรือให้ท่านจารอักขระให้ อย่างนี้ถือเป็นการใช้งานพระหรือไม่ ? และหากมีความจำเป็นต้องกระทำการดังกล่าว ควรทำอย่างไรให้ถูกต้องและเหมาะสม ?
ตอบ : ถือเป็นการใช้ทุกกรณี วิธีที่เหมาะสมที่สุดก็คืออย่าใช้..!

เถรี 10-08-2015 20:59

ถาม : ในการทำบุญที่เป็นทานนั้น จิตของผู้ให้ทานอาจมีลักษณะที่ต่างกันคือ
๑) ขณะให้ทานจิตนั้นมีตัณหาเป็นที่ตั้ง เช่น ทำบุญเพราะปรารถนาที่จะร่ำรวย ปรารถนาที่จะพ้นจากทุกขเวทนา ทำบุญเพราะอยากได้วัตถุมงคล เป็นต้น
๒) ขณะให้ทานจิตนั้นมีศรัทธาเป็นที่ตั้ง เช่น มีศรัทธาในพระศาสดาเจ้า จึงทำบุญเพื่อเทิดทูนพระองค์ ทำบุญเพื่อรักษาพระศาสนา เป็นต้น
๓) ขณะให้ทานจิตนั้นมีพรหมวิหาร ๔ เป็นที่ตั้ง เช่น มีคนมาบอกบุญ ก็ทำบุญด้วยความรู้สึกว่า การให้เป็นสิ่งที่ดี คนอื่นลำบากกว่าเรา ถ้าเราให้ เขาก็จะมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ก็มิได้ปรารถนาสิ่งใดเป็นการตอบแทน ให้แล้วก็จบกันไป เป็นต้น
๔) ขณะให้ทานจิตนั้นมีความกตัญญูกตเวทิตาเป็นที่ตั้ง เช่น ถวายปัจจัยแด่พระภิกษุผู้เคยอบรมกรรมฐานให้ แม้จะทำให้ตนลำบากอยู่บ้าง ก็มิได้หวั่นเกรง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ ต่างก็เป็นการสละทรัพย์ภายนอกออก จึงอยากกราบเรียนถามถึงผลของการให้ทานทั้ง ๔ ลักษณะว่า แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไรครับ ?

ตอบ : ไม่นึกว่าจะฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้..! การให้ทานนั้น ๑.วัตถุทานบริสุทธิ์ ๒.เจตนาในการให้บริสุทธิ์ ๓.ผู้ให้คือตัวเองมีศีลบริสุทธิ์ ๔.ผู้รับมีศีลบริสุทธิ์ ถือว่าได้บุญเต็ม ๑๐๐ ส่วน ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งพร่องก็ตัดไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น..ดูเอาก็แล้วกันว่า ที่ถามมาทั้ง ๔ ลักษณะนั้นเข้ากับข้อใดบ้าง

เถรี 10-08-2015 21:02

ถาม : ผมไม่ค่อยจะขยันภาวนา เพราะว่าพอถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกกลัวทุกทีและหยุดภาวนาไปเลย กลัวว่าออกไปแล้วจิตไม่เข้าร่าง กลัวมีคนมาเสียบแทน และถ้าผมจะตัดร่างกาย ไม่เข้าใจว่าต้องตัดร่างกายอย่างไรครับ ?
ตอบ : ไปเขียงหมูขอเขาช่วยหั่นให้..! การภาวนาถ้ายังกลัวอยู่ แปลว่ายังตัดร่างกายไม่ได้ ชีวิตนี้ไม่ต้องเอาดีอะไรกับใคร

ส่วนการภาวนาหลุดออกไป
แล้วกลัวจะกลับไม่ได้ ข้อนี้ถือว่าเหลวไหลมาก อาตมาลองมาแล้วทุกรูปแบบ ทันทีที่เราออกไปจิตก็จะกลับท่าเดียว ไม่ใช่กลับไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นแม้แต่นิดเดียวจิตจะกลับมาสู่ร่างกายทันที สภาพจิตนี้ผูกพันกับร่างกายนี้เป็นพิเศษ ฉะนั้น..ไม่ต้องห่วงว่าไปแล้วจะกลับไม่ได้ แต่จงกลัวว่าจะไปไม่ได้ดีกว่า

ถาม : ถ้าจะตัดร่างกายให้ได้จริง ๆ นี่มีวิธีอย่างไรครับ ?
ตอบ : พิจารณาแยกแยะให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ร่างกายนี้เป็นเพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกันขึ้นมาให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น เหมือนกับเสื้อผ้าชุดหนึ่งหรือเหมือนกับรถยนต์คันหนึ่ง ถึงเวลาแล้วเสื้อผ้าย่อมไม่ใช่ตัวเรา หรือรถยนต์ก็ย่อมไม่ใช่คนขับ พยายามเห็นให้ได้อย่างชัดเจน แล้วจิตใจก็จะค่อย ๆ คลายการยึดในร่างกายลงไปเอง

ต้องพิจารณาทบทวน ย้ำบ่อย ๆ ซ้ำบ่อย ๆ จะเบื่อไม่ได้ จนกว่าเมื่อบอกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วจิตใจยอมรับอย่างแท้จริง

เถรี 10-08-2015 21:07

ถาม : ถ้าพระสงฆ์ไปเที่ยวในต่างประเทศแล้วเข้าไปเที่ยวในป่า เห็นดินอุดมสมบูรณ์ดี ได้ใช้โยมที่ไปด้วยกันเก็บดินนั้นมาหวังเพื่อจะมาปลูกต้นไม้ในวัด การกระทำแบบนี้พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่ครับ ? ถ้าพระสงฆ์ไปเอาทรายจากน้ำตกในป่าเขา เพื่อนำมาก่อสร้างพระพุทธรูปหรือสร้างวิหารทานต่าง ๆ จะมีโทษหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ต้องบอกว่าอาจจะต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระแบบเหลวไหลที่สุด ไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเก็บดินกลับมาปลูกต้นไม้บ้านเรา ใครจะมีอารมณ์ขนาดนั้น ?

ถาม : ท่านอาจจะเป็นชาวไร่เก่าก็ได้ครับ เห็นว่าดินอุดมสมบูรณ์ปลูกต้นไม้น่าจะดีเลยเอามา
ตอบ : อาตมารับประกันว่าร้อยละร้อย..ไม่มีหรอก เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นจะซื้อแต่ของฝาก ถึงเวลาถ้ากระเป๋าไม่พอใส่ของฝากก็ทิ้งดินไปเอง

ถ้าของนั้นมีเจ้าของและเจ้าของไม่ได้อนุญาต ของนั้นมีราคา ๑ บาทขึ้นไปจะขาดจากความเป็นพระทันที เพราะฉะนั้น..อย่าเสี่ยงเป็นอันขาด

ส่วนการที่เอาทรายจากธรรมชาติมาเพื่อการก่อสร้าง ปกติแล้วทำได้ แต่ต้องดูด้วยว่าสถานที่นั้นเป็นอุทยานหรือเปล่า ? ถ้าเป็นอุทยานเขามีกฎหมายห้ามอยู่แล้ว ขืนไปทำเข้า ไม่ได้แต่ผิดศีลอย่างเดียว กฎหมายก็ผิดด้วย ส่วนถ้าเป็นในแม่น้ำลำคลอง แล้วเราไปงมทรายในจำนวนที่มากจนเกินไป ข้อนี้อาตมาไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีหรือเปล่า ? ถ้าหากว่าต้องเสียภาษีแล้วไปเอามาเฉย ๆ ก็โดนอาบัติปาราชิกเหมือนกัน

เถรี 10-08-2015 21:10

ถาม : ช่วงนี้เวลาเจอคนที่คุ้นหน้าหรือรู้จัก ผมจะไม่ค่อยอยากสบตา เพราะสบตาแล้วต้องมีการพูดคุยกัน ผมรู้สึกว่าไม่อยากคุยด้วย แต่ถ้าจะคุยก็คุยได้ และจะหาทางปลีกตัวเร็วที่สุด โดยเลือกที่จะไม่คุยดีกว่า ชอบที่จะอยู่คนเดียวในพื้นที่ซึ่งผมรู้สึกสบาย โดยไม่ค่อยอยากให้ใครที่มาคุยด้วยรบกวน แต่ก็ไปอยู่ในที่คนเยอะได้ โดยที่คนเหล่านั้นไม่รู้จักกัน ไม่ต้องมีการสื่อสารกัน

บ่อยครั้งมีเหตุการณ์ที่บางคนเข้าใจผมผิดไปจากความจริง โดยที่คิดไปเอง และก็เอาความเข้าใจผิดไปเล่ากับคนอื่น ๆ ผมก็ดันรู้และเห็นตลอด แต่ทำไมไม่อยากไปแก้ข่าวหรือไปปรับข้อมูลที่แท้จริงกับคนอื่น ๆ และก็สบายใจได้เองกับสิ่งที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงวุ่นวาย โกรธ และร้อนที่จะไปโต้ตอบและบอกความจริงให้สะใจ

ช่วงนี้เห็นใคร ๆ บางทีเห็นเขาก็มีความสุข หรือดีใจมากกับการกระทำและการดำเนินชีวิตของเขา เช่น ได้แฟน ได้ทรัพย์สินที่ขวนขวายหามา และอื่น ๆ ทำไมผมรู้สึกทวนไปเองจากสิ่งที่เขาขวนขวายมาตั้งแต่ต้น แล้วรู้สึกสลด หดหู่ ทุกข์เวลาเห็นเขาดิ้นรนเพื่อให้ได้มา ไม่ได้รู้สึกยินดีไปในเรื่องราวของเขาเหล่านั้นเลย ทั้งหมดนี้ผมไปติดอะไรไหมครับ ? ดูเหมือนจะดี แต่ไม่กลมกลืน ไม่กลมกล่อมในการมีชีวิตอย่างไรก็ไม่รู้ครับ ?

ตอบ : ใกล้บ้าแล้ว..! ลองถามเพื่อนรอบข้างทุกคนดู..เขาว่าบ้าไหม ? การปฏิบัติของเราถ้าห่างโลกไปเรื่อย ๆ ก็เป็นการดี แต่อย่าลืมว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม การที่อยู่ร่วมกับคนอื่นถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทำอย่างไรที่เราจะปรับตัวเองให้โลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ในลักษณะของน้ำกลิ้งบนใบบอน ก็คือไม่ติดอยู่กับใบบอนหรือไม่ติดอยู่กับโลกนี้ แต่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้

แสดงว่าโยมที่ถามมาเริ่มจะอยู่ในลักษณะของการเข้าถึงความสันโดษ ต้องการความวิเวก ปรารถนาการอยู่คนเดียว แต่ยังไม่สามารถที่จะปรับตัวให้กลมกลืนได้ เขาก็สามารถวิเคราะห์ตัวเองได้อยู่แล้ว พยายามปรับตัวหน่อยก็แล้วกัน

เถรี 10-08-2015 21:12

ถาม : เวลาที่ดูลมหายใจแล้วภาวนาสัมปฏิจฉามิ จะมีอาการปวดบริเวณกรามทั้งสองข้างและมักจะมีน้ำลาย ทำให้ต้องกลืนน้ำลายบ่อย ๆ กราบเรียนถามพระอาจารย์ว่าต้องแก้อย่างไรบ้างครับ ? ขอพระอาจารย์ชี้แนะด้วยครับ
ตอบ : ตัดกรามออกแล้วจะไม่มีกรามให้ปวด..! เป็นเพียงอาการที่ร่างกายมารบกวน เขาเรียกว่าขันธมาร ไปสนใจก็ไม่ต้องภาวนากันพอดี ทำไม่รู้ไม่ชี้ภาวนาของเราไป เพื่อแลกกับการเข้าถึงธรรมแม้แต่ตายเราก็ยอม กับแค่ปวดนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป

เถรี 10-08-2015 21:13

ถาม : การทำถึงซึ่งพระนิพพานนั้นเป็นเรื่องที่ต้องสั่งสมมาหลายภพชาติ มิได้ง่ายเหมือนอย่างที่บอกกล่าวกัน เลยคิดว่าอยากทำให้ศีลบริสุทธิ์ คงพอเหมาะกับตัวเรา เพราะไม่คุ้นเคยกับการนั่งสมาธิ การทำวิปัสสนา เหมือนที่คนที่มีบารมีสะสมมาตั้งแต่ชาติที่ผ่านมา กราบเรียนถามว่า การทำให้ศีลบริสุทธิ์นั้นต้องทำอย่างไรครับ ? ผมขอแค่นี้พอแล้วครับสำหรับชาตินี้
ตอบ : รับประกันว่าอีกหลายกัป..!

ถาม : หลายกัปอย่างไรครับ ?
ตอบ : ก็เขายินดีแค่นั้น ศีล สมาธิ แล้วยังต้องมีปัญญาอีก แต่ละอย่างต้องผ่านการสั่งสมมาหลายกัป ถึงจะเพียงพอในการตัดกิเลส ในเมื่อตั้งใจแค่ก้าวแรก ก็ยังเหลืออีกหลายกัปกว่าจะไปได้ การรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็คือ การรักษาศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้คนอื่นละเมิดศีล ไม่ยินดีเมื่อเห็นคนอื่นละเมิดศีล ก็แค่นั้นเอง

เถรี 10-08-2015 21:17

ถาม : ตามที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานกล่าวถึงพระที่มีลาภมาก ได้แก่ สมเด็จพระพุทธกัสสโป (ปางพุทธลีลา) และสมเด็จพระพุทธทีปังกร (พระพุทธโสธร) มีลาภมหาศาลมาก และหลวงพ่อเล็กเคยกล่าวถึงพระพุทธรูปหยกวัดท่าขนุนว่า เป็นรูปลักษณะของสมเด็จพระพุทธกัสสโป เป็นปางพุทธลีลา สมเด็จพระพุทธกัสสโปและสมเด็จพระพุทธทีปังกร ทั้งสองพระองค์บารมีหนักในด้านลาภมาก

รบกวนถามว่า ๑. สมเด็จพระกกุสันโธ มีรูปลักษณะเป็นพระปางอะไร ? และมีบารมีหนักในด้านใดครับ ? ๒. สมเด็จพระโกนาคมโน มีรูปลักษณะเป็นพระปางอะไร ? และมีบารมีหนักในด้านใดครับ ?

ตอบ : ขอแก้ข้อเข้าใจผิดก่อน เรื่องนี้ยืนยันว่าหลวงพ่อวัดท่าซุงไม่เคยพูดไว้ ท่านพูดไว้แค่ครึ่งเดียว ก็คือ พระพุทธกัสสปะกับพระพุทธทีปังกรเป็นพระพุทธเจ้าที่มากด้วยลาภ เพราะว่าสร้างบารมีเริ่มต้นด้วยการให้ทาน ส่วนอาตมาเองพูดว่า ได้รับพรจากสมเด็จพระพุทธกัสสปะว่า ถ้าพระองค์ท่านมา จะมาในลักษณะของพระพุทธลีลาประทานพร ส่วนพระพุทธทีปังกรให้พรว่า ถ้าพระองค์ท่านมา จะมาในลักษณะพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน มีสภาพค่อนข้างอ้วนท้วนสมบูรณ์ นี่เป็นเรื่องที่พระองค์ให้เฉพาะตัว ดันเสือกเอาไปยำรวมกัน...! แล้วเสือกยำผิดด้วย ส่วนที่เหลือถ้าอยากรู้ให้ไปถามพระองค์ท่านเอง

เถรี 10-08-2015 21:20

ถาม : เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมตื่นลืมตาก็ลุกขึ้นมานั่งสวด อิติปิ โส ฯ ๓ ห้อง ๓ จบ เสร็จแล้วก็หันไปจัดหมอนและที่นอน วางหมอนเข้าที่ หัวปักหมอนดิ่งหลับ แล้วก็เหมือนฝันว่าจะเข้าไปกราบพระในห้อง ๆ หนึ่ง พอเปิดประตูเข้าไป เหมือนเดินหลับตา จะลืมตาก็ไม่ได้ ตอนนี้รู้สึกถึงตัวที่หลับอยู่บนที่นอนด้วย จะฝืนลืมตาให้ได้เพราะอึดอัดมาก ฝืนจนในฝันลืมตาได้ ก็เห็นคนชุดขาวนั่งอยู่ในห้องไม่มาก แล้วก็มีพระรูปร่างสูงโปร่ง จะหนุ่มก็ไม่หนุ่ม แต่ไม่ถึงกับอายุมาก นั่งอยู่พื้นยกระดับ ผมก็เข้าไปนั่งข้าง ๆ ท่าน ท่านก็หันมาบอกผมว่า "ให้ภาวนาพุทโธถี่ ๆ"

ในฝันผมก็ถามกลับไปทันทีว่า "บริกรรมคาถาเงินล้านได้ไหมครับ ?" ท่านก็นิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วก็บอกว่า "ได้" ผมมาหาข้อมูลในภายหลัง ปรากฏว่าท่านคือ หลวงพ่อเกษม เขมโก จะขอโอกาสถามหลวงพ่อว่า ผมไม่ทำตามที่ท่านสั่งแบบนั้น จะเป็นอะไรไหมครับ ? ถ้าจะท่องพุทโธถี่ ๆ ก็เสียดายคาถาเงินล้าน จะท่องคาถาเงินล้าน ก็รู้สึกว่าถ้าไม่สำคัญท่านก็ไม่สั่ง ขอความเมตตาหลวงพ่อด้วยครับ

ตอบ : แบ่งกัน..ภาวนาอย่างละครึ่งวัน

เถรี 10-08-2015 21:21

ถาม : ระหว่างพระองค์ที่ ๑๑ กับสมเด็จองค์ปฐมลอยองค์ พระเครื่องสองรุ่นนี้ ถ้าใช้กำลังใจทรงตัวในระดับเดียวกันอาราธนา รุ่นไหนจะมีอานุภาพในทางมหาลาภมากกว่ากันครับ ?
ตอบ : ถ้ากำลังใจเท่ากันอานุภาพก็เท่ากัน

เถรี 10-08-2015 21:24

ถาม : ถ้าบนหลวงพ่อขอสิ่งหนึ่งไว้ และยังไม่ได้ตามที่ขอ แต่กลัวว่าจะทำไม่ได้ตามที่บนไว้ เลยจะขอเปลี่ยนคำบนใหม่ เพื่อให้ได้สิ่งเดิมที่ต้องการได้ไหมคะ ?
ตอบ : ต้องบอกว่าคงจะหวังยาก ขนาดความตั้งใจยังไม่แน่นอน แล้วจะไปเอาอะไรแน่นอน ตอนอยากได้นี่อะไรก็ได้ใช่ไหม ? จะให้แก้บนวันนี้ก็ยอม พอถึงเวลาแล้วก็เปลี่ยนใจ

เถรี 10-08-2015 21:26

ถาม : สมควรไหม ที่จะพาสุนัขที่เราเลี้ยงไว้ไปบริจาคเลือด ? ไม่แน่ใจว่าสุนัขจะเต็มใจหรือไม่ ถ้าไม่สมควรเราจะปฏิเสธคนที่มาขอความช่วยเหลืออย่างไรดี ?
ตอบ : ให้ไปถามหมาตัวนั้น ถ้าเขาไม่เต็มใจก็มีปัญหาแน่ ๆ

เถรี 10-08-2015 21:27

ถาม : การที่ตัวเราเจตนาทำอาหารเพื่อกินเอง และได้ชิมในอาหารนั้นด้วย แต่สามีได้นำไปถวายพระโดยไม่ได้สอบถามเสียก่อน กรณีเช่นนี้ใครบาป ถ้าบาปจะแก้ไขอย่างไร ?
ตอบ : ยินดีตามสามีไปจะได้บุญทั้งคู่ ทำอาหารถ้าไม่ชิมแล้วจะรู้หรือว่ารสเป็นอย่างไร ?

ถาม : อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นของเดนไปถวายพระใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่เป็น..ของเดนก็คือเรากินในสำรับนั้นเลย นี่ตักออกมาชิมเท่านั้น มีใครเป็นสุดยอดแม่ครัวที่ทำอาหารโดยไม่ชิมบ้าง ? ช่วยยกมือขึ้นหน่อย ...(มีโยมยกมือ)... แล้วคนกินบ่นไหม ? ...(หัวเราะ)...

เถรี 10-08-2015 21:29

ถาม : พระอรหันต์กับผู้ทรงศีลที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ถ้าได้มีการทำพุทธาภิเษกวัตถุมงคล วัตถุมงคลที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันหรือไม่ ?
ตอบ : แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่ต้องถึงพระอรหันต์หรอก แค่พระโสดาบันกับผู้ทรงศีลธรรมดาก็เปรียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

เถรี 10-08-2015 21:30

ถาม : วัตถุที่นำไปแช่ในน้ำมนต์ จะเป็นวัตถุมงคลและศักดิ์สิทธิ์ เหมือนพุทธาภิเษกเลยหรือไม่ ?
ตอบ : ยาก..ส่วนมากเอาไปแช่เท่ ๆ อย่างนั้นแหละ ถ้าน้ำมนต์ไม่ซึมเข้าไปในวัตถุ ก็แทบจะไม่ได้อะไรเลย

ถาม : ไม่ได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ได้นิดหนึ่ง

เถรี 11-08-2015 11:38

ถาม : เมื่อได้ยินว่าโลกมีแต่ความทุกข์ แต่คิดว่ามีความสุข แต่เป็นความสุขที่มีแล้วก็หมด ไม่ยั่งยืน ต้องแก้ไขอย่างไร ?
ตอบ : ไม่ต้องแก้..แค่พยายามเห็นความสุขให้เป็นความทุกข์ให้ได้ก็แล้วกัน

เถรี 11-08-2015 11:38

พระอาจารย์กล่าวว่า “การถามปัญหาในการปฏิบัติธรรม บางท่านไม่ได้ตั้งใจเอาคำตอบ แค่เจตนาจะอวดว่าตัวเองทำอะไรได้ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก ปัจจุบันนี้คนประเภทนี้มีเยอะ แล้วชอบเข้าไปแสดงความคิดในเว็บต่าง ๆ ต้องบอกว่ามีโทษมากกว่าประโยชน์”


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 05:30


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว