กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6870)

เถรี 04-01-2020 09:53

เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓
 
1 Attachment(s)
น้อมกล่าวขอขมาในวาระขึ้นปีใหม่ ณ บ้านเติมบุญ พระอาจารย์ให้พรว่า

"ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ อาตมภาพขออ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะเป็นประธาน มีบารมีของครูบาอาจารย์ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านทั้งหลายเคารพนับถือ ได้โปรดดลบันดาลให้ท่านทั้งหลาย อยู่รอดปลอดภัยในทุกที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ จะกระทำการสิ่งหนึ่งประการใดหรือปรารถนาสิ่งใด ถ้าเป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมวินัยแล้วไซร้ ก็ขอให้ความปรารถนาของท่านทั้งหลายจงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ สมดังมโนรถปรารถนา ทุกประการด้วยเทอญ"

เถรี 06-01-2020 07:57

พูดถึงการทำบังสุกุล "มีคนถือผ้าขาวมา แล้วถามว่าต้องทำอย่างไร อาตมาบอกว่าถ้าอย่างนั้นกลับไปนอนที่บ้านเลย ไม่รู้แล้วเอามาทำไมวะ ? เอามาแปลว่ารู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงปล่อยให้วางกำลังใจเอาเอง

บางคนเขาว่าอาตมาโหดเกิน ไม่ใช่หรอก...เวลามีน้อย จำเป็นต้องใช้สอยอย่างประหยัด"


เถรี 06-01-2020 08:00

พระอาจารย์กล่าวว่า "ปฏิบัติธรรมได้ก็ให้รักษาผลเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องเอามาบอกกล่าวให้หลวงพ่อฟัง ประเภทเสียเวลามาเล่า พาให้ฟุ้งซ่านอีกต่างหาก ตั้งหน้าตั้งตาทำไปเหมือนเดิม ก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ"

เถรี 06-01-2020 08:02

ถาม : หลังจากที่หลวงพ่อกวยท่านมรณภาพ วัตถุมงคลที่หลวงพ่อกวยมาร่วมเสก ท่านจะสงเคราะห์ เหมือนเป็นวัตถุมงคลที่ท่านเสกเองหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ท่านบอกว่า “ถ้านึกถึงกู กูก็จะไปช่วย” ถ้าแค่นี้ยังไม่ชัดเจนพอก็เรื่องของคุณเถอะ..!

เถรี 06-01-2020 08:06

ถาม : การไปพูดเสนอให้คนที่ถือศีลแปด ลดไปถือศีลห้า จะเป็นบาปไหม ?
ตอบ : น่าจะบาปมากด้วย ไม่ใช่บาปเฉย ๆ กำลังใจของเขารักษาศีลแปดที่เป็นศีลพรหมจรรย์ เป็นกำลังในระดับพระอนาคามี เราไปให้เขาลดลงมาถือศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลของปุถุชนทั่วไป ซึ่งระดับสูงสุดไม่เกินพระโสดาบัน ต้องบอกว่าไปเพิ่มหนทางในการเวียนว่ายตายเกิดของเขาให้ยาวยิ่งขึ้น แทนที่จะไปช่วยตัดหนทางให้สั้นลง

ถ้าเข้าใจผิดก็ถือว่าบาปไม่มากหรอก เพราะว่าบาปอยู่แค่คนเดียว...!

เถรี 06-01-2020 08:11

ถาม : เมื่อก่อนฟังหลวงพ่อพูด กิเลสกินเราตลอดเวลา ก็แค่รับรู้แบบสมองรู้ เวลาพูดว่าตัวเองเลว ไม่ดี ก็พูดไปอย่างนั้น อาจทั้งเพื่ออวดว่าตนรู้หรือดีเท่านั้น มาขณะนี้จึงรู้สึกสงสัยว่า ทำไมคนเราถึงเห็นกิเลสของตัวเองยากกว่าเห็นกิเลสคนอื่นหลายเท่านัก จะมีวิธีจัดการกับกิเลสอย่างไร ? ในแต่ละวันรวมถึงตอนนอนหลับ รู้สึกว่ามีกิเลสเยอะมาก
ตอบ : "โทษคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเหลือจะทน ตดของตนถึงเหม็นไม่เป็นไร" เป็นเรื่องธรรมชาติ

“มองออก” เห็นง่ายกว่า “มองเข้า” เห็นยาก การมองเข้ามาในกายต้องประกอบไปด้วย สติ สมาธิ โดยเฉพาะปัญญาอย่างสูงจึงจะมองเห็นได้ เพราะฉะนั้น..พยายามเร่งในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้มากขึ้น ถ้าเข้าถึงความสงบอย่างแท้จริงจนปัญญาเกิดขึ้น ก็จะแก้ไขตรงนี้ไปได้

เถรี 06-01-2020 08:14

ถาม : เวลาอ่านพระไตรปิฎกจะมีอาการความรู้งอกออกมา จนตอนหลังตัดสินใจไม่เปิดอ่านอีก ยกเว้นว่าจำเป็นจริง ๆ จะมีหลักตรวจสอบอย่างไรว่า ที่เรารู้งอกออกมาเชื่อถือได้หรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าไม่หลุดไปจากกรอบของ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เชื่อถือได้ แต่ถ้าจะให้แน่ ๆ ให้ตรวจสอบกับวิสุทธิมรรค ถ้าวิสุทธิมรรคยังเล่มหนาไป ก็ตรวจสอบกับกรรมฐาน ๔๐ ของหลวงพ่อวัดท่าซุงก็ได้ ถ้าไม่หลุดไปจากกรอบนั้นก็ยังเชื่อถือได้อยู่

เถรี 06-01-2020 08:21

ถาม : การถอดแปลปริศนาธรรมกับปริศนางานที่มาแสดงในฝัน ต้องทำอย่างไรถึงถอดแปลออกมาได้ถูกต้อง ? บางปริศนานำมาคิดแปล รู้สึกเป็นไปได้หลายทางมาก จนงงตัดสินใจไม่ถูก กลัวว่าจะเลือกทำในทางที่ไม่ใช่
ตอบ : เป็นอาตมาก็โยนทิ้งไปเลย มาให้ทั้งทีก็มาให้ชัด ๆ สิวะ..! บอกไปเลยว่าถ้าจะมาให้แปล ก็ไม่ต้องมา เสียเวลาคิด ปัญญาข้าพเจ้าไม่ถึง..!

เถรี 06-01-2020 08:24

ถาม : ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนคล้ายจะหมดราคะ ไม่ว่าจะดูสื่อยั่วราคะอย่างไร กามราคะก็ไม่ขึ้น จึงคิดว่าตนเองเป็นพระอริยเจ้าแล้ว แต่วันหนึ่งมองหญิงชราอายุแปดสิบ เพียงขณะเดียวกัน กามราคะที่คิดว่าหมดแล้วก็มาทันที กรณีแบบนี้คือกำลังของฌานมีมากจนกดกามราคะไว้ได้สนิทใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ประมาณนั้น จะได้รู้ว่าว่าการปฏิบัติธรรมไม่พึงประมาทด้วยประการทั้งปวง อย่างที่พระสารีบุตรบอกกับพระท่านที่ถามว่า ถ้าผมเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ต้องทำอะไรแล้วใช่ไหม ? ท่านบอกว่ายิ่งเป็นพระอรหันต์แล้วยิ่งต้องพิจารณาให้มากขึ้น เพื่อความไม่ประมาท

เถรี 06-01-2020 08:45

ถาม : ผู้ที่สามารถระลึกอดีตชาติตอนเป็นสัตว์เดรัจฉานและตอนอยู่อบายภูมิได้ คือผู้ที่กำลังวิปัสสนาและอภิญญาสูงมากใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ก็ไม่แน่นะ ถ้าความเป็นเดรัจฉานเพิ่งจะมาคั่นเมื่อชาติที่แล้วเอง...ประมาณนี้ โฆษกเทพบุตรเป็นคนอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ อิจฉาหมาหน่อยเดียวก็ไปเกิดเป็นลูกหมา นั่นก็คือความเป็นเดรัจฉานที่มาคั่นเพราะอาสันนกรรมพาไป ฉะนั้น..เราระลึกชาติก่อนนี้ได้ว่าเป็นหมา ไม่ใช่ว่าชาติที่เป็นเดรัจฉานนั้นห่างไกล

บุคคลที่ระลึกชาติได้แท้จริงโดยไม่จำกัดต้องได้มหาอภิญญา ซึ่งมีพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระอนุรุทธ พระมหากัสสปะ พระนางภัททากัจจานา อย่างนี้เป็นต้น เพราะท่านทั้งหลายเหล่านี้สร้างบารมีมามาก เกิดมามาก ในเมื่อกำลังสูงถึงเวลาก็ระลึกได้ยาว ระลึกได้ไกล

เถรี 06-01-2020 08:52

ถาม : เมตตาบารมีของพระอรหันต์ ท่านมีเท่ากันทุกองค์หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : มีเท่ากัน แต่ว่าท่านจะใช้แค่ไหน ? ฟังดูแปลก ๆ ไหม ? บางสถานการณ์จำเป็นก็ต้องดุด่าว่ากล่าว เพราะว่าตนเองทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์ เป็นต้น ถึงเวลาเห็นลูกศิษย์เลี้ยวผิดทาง ก็จำเป็นต้องตำหนิติเตียนเพื่อปราบปราม บางคนก็ว่าท่านขาดเมตตา อาตมาว่าคนนั้นสู้หมายังไม่ได้เลย อาตมาตวาดไป
หมาวัดท่าขนุนเลียแผล็บ สรุปก็คือเขารู้ว่าอาตมาด่าแต่ปาก

เถรี 06-01-2020 08:56

ถาม : เมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์กับพระสาวก แตกต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : พระโพธิสัตว์ส่วนใหญ่เมตตาไม่มีประมาณ เพื่อผู้อื่นแม้ตนเองจะต้องตกนรกก็ยอม ส่วนพระสาวกนั้นถ้าไม่เกินกฎของกรรมก็ช่วย แต่ถ้าเกินกฎของกรรมก็จะวางเฉยด้วยอุเบกขา

เถรี 06-01-2020 08:59

ถาม : การแผ่เมตตากับการแผ่บุญกุศล ต้องมีสมาธิอย่างน้อยอุปจารสมาธิใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ถูกต้องแล้วครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่อเนื่อง ถ้าทรงฌานได้สูงเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะว่าสามารถแผ่ได้นานและได้ไกล

เถรี 06-01-2020 09:06

ถาม : กระผมมีเรื่องไม่เข้าใจเรื่องการรักษาอุโบสถศีล ระยะเวลาในการรักษา ๑ วัน ๑ คืน คือเริ่มเช้าวันพระ (เห็นลายมือใหญ่) ถึงรุ่งเช้าอีกวัน (เห็นลายมือใหญ่) ใช่หรือไม่ครับ หรือเริ่มสมาทานตอนเจ็ดหรือแปดโมงเช้าจึงเริ่มนับครับ ?
ตอบ : ถ้าจะนับจริง ๆ ควรจะเริ่มตั้งแต่ได้อรุณ ถึงเวลาอรุณก็ตั้งใจสมาทาน คำว่า สมาทาน คือศึกษาทบทวนเฉย ๆ ไม่ต้องไปถามพระก็ได้ ถึงเวลาเราไปขอศีล เพราะเราไม่รู้ว่าศีลมีอะไรบ้าง พระท่านก็บอกให้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ข้อ ๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ - ๗ - ๘ เราก็มาตั้งใจปฏิบัติงดเว้นให้ได้ตามนั้น

ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าศีล ๕ ศีล ๘ เป็นอย่างไร ตั้งใจจะศึกษาอันไหน ปฏิบัติอันไหนก็ได้เลย ถ้าจะเอาเต็มจริง ๆ ก็เริ่มตั้งแต่ได้อรุณของวันพระ แล้วก็ไปได้อรุณของวันถัดไป ถึงจะตรงกับบาลีที่ว่า อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง ก็คือได้ระยะเวลาหนึ่งวันและหนึ่งคืน

เถรี 06-01-2020 09:08

ถาม : ศีลข้อสาม แตะตัวเพศตรงข้ามไม่ได้ใช่ไหมครับ แล้วถ้าลูกสาวตัวเล็กเข้ามากอด ผิดหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ถ้าเป็นพระท่านบอกว่า มาตุคามที่จะทำให้ศีลขาด นับตั้งแต่เด็กหญิงแรกเกิดในวันนั้น แต่ถ้าเป็นฆราวาสรักษาศีลแปด เลี่ยงได้ก็เลี่ยง เลี่ยงไม่ได้เด็กเล็กขนาดนั้นก็แล้วไป ระวังแค่อย่าให้มีอารมณ์กำหนัดก็พอ

เถรี 06-01-2020 09:11

ถาม : หน่วยงานหนึ่งจัดเวรเอาไว้แล้ว ได้ตกลงกับผู้มีหน้าที่เข้าเวรให้มาเข้าเวรตอน ๐๘.๓๐ น. แล้วเจ้าของเวรไม่ไป โดยไม่ได้ทำการแลกเวรหรือแจ้งว่าเกิดเหตุสุดวิสัยใด ๆ ทางเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรอจน ๑๐ โมงกว่า จึงได้ตามท่านอื่นที่สะดวกมาแทน ผู้ที่มาแทนเวลาลงชื่อทำงานมักจะลงว่ามาปฏิบัติหน้าที่ ๐๘.๓๐ น. เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้มาเข้าเวรมาทำใบมอบเวรทีหลัง โดยที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานก็ทราบดีว่ามีการปฏิบัติกันแบบนี้ การแทนเวรย้อนหลังกับการลงเวลาไม่ตรง จะเป็นการมุสาวาทที่หักรานประโยชน์หรือไม่ครับ ?
ตอบ : การลงเวลาไม่ตรงถือเป็นมุสาวาท ทำผิดโดยที่รู้ แล้วทำไมไม่ลงไปว่าได้รับการตามตัวมาเข้าเวรแทนตอน ๑๐ โมง ก็จบแล้ว

เถรี 06-01-2020 09:13

ถาม : ช่วงนี้เขารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า ลูกมีถุงย่ามพระ ๑ ใบ ซึ่งเคยซื้อมาจากร้านสังฆภัณฑ์ เพื่อใช้ใส่ของตอนจะไปทำบุญ ถ้าลูกเอามาใช้ซื้อสินค้าตามร้านสะดวกซื้อจะมีโทษหรือไม่ครับ ?
ตอบ : มี..ทำให้คนเลียนแบบเยอะ ...(หัวเราะ)... ก็ใช้ไปสิ ไม่มีใครเขาว่า ยกเว้นว่าย่ามนั้นมี ๑.รูปพระพุทธหรือพระสงฆ์ ๒.พุทธภาษิต ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรวางในที่ต่ำ

เถรี 06-01-2020 09:22

ถาม : อาชีพเสริมที่บ้านต่างจังหวัดทำเกษตร และมีการเลี้ยงไก่เพื่อเก็บไข่ขาย การเก็บไข่ขายนี้จะเกิดเป็นกรรมไม่ดีหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ต้องดูด้วย...ถ้าเป็นโรงเลี้ยงปิด เก็บขายไปเถอะ เพราะว่าเป็นไข่ไม่มีเชื้อ แต่ถ้าปล่อยทั่วไป ไข่มีเชื้อแน่ ๆ แบบนั้นแปลว่ามีโอกาสที่จะผิดศีลข้อปาณาติบาต

เถรี 06-01-2020 09:31

ถาม : หนูอยากรู้ว่า ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นเพราะสัญญาของจิต คือจิตมีสัญญา แล้วก็มีขันธ์ ๕ ถ้าดับสัญญานั้นได้ ขันธ์ ๕ จะทำอะไรเราไม่ได้ หรือว่าขันธ์ ๕ นั่นแหละคือสัญญาของจิต เป็นเหมือนโฮโลแกรมที่จิตแสดงออกไปเท่านั้น ถ้าดับสัญญาของจิตก็เท่ากับดับขันธ์ ๕ ?
ตอบ : เขาเรียกว่าเรียนรู้มากและฟุ้งซ่านมาก ขันธ์ ๕ เกิดเพราะอวิชชา ไม่ใช่เกิดเพราะสัญญา อวิชชาก็คือความรู้ไม่หมด เมื่อถึงเวลาตากระทบ หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิด ไปยินดียินร้าย ก็เป็นสาเหตุต่าง ๆ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงการเกิด ส่วนเรื่องของสัญญายังไม่อันตรายมาก อันตรายมากคือสังขาร ตัวปรุงแต่งของใจ

ถ้าตาเห็นรูป หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจไม่ครุ่นคิด สามารถหยุดแค่สักแค่ว่าได้เห็น สักแค่ว่าได้ยิน สักแค่ว่าได้กลิ่น สักแค่ว่าได้รส สักแค่ว่าสัมผัส สักแค่ว่าได้รู้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้

ญาติโยมทั่วไปไม่ต้องไปศึกษาตำรามาก
แค่รู้ว่าหยุดคิดก็หมดทุกข์ ทุกวันนี้ญาติโยมส่วนใหญ่คิดก็เลยเป็นทุกข์ ถ้าเราหยุดคิด ความทุกข์จากการปรุงแต่งต่าง ๆ ไม่มีเหลือ เหลืออยู่อย่างเดียวคือทุกข์ตามสภาวะร่างกายเท่านั้น

เถรี 06-01-2020 09:35

ถาม : ทำไมหนูฟังเสียงหลวงพ่อวัดท่าซุงแล้วอยากนอนฟังไปเรื่อย ๆ ไม่อยากทำอะไรเลย แม้กระทั่งไม่อยากไปทำงานด้วยเลยคะ ?
ตอบ : ก็เพราะว่าหนูอยากตกงานค่ะ..! เวลาใจเป็นสมาธิก็ไม่อยากจะคลายออกมา แต่ว่าเราก็ต้องมีสติรู้ด้วยว่าตอนนี้เราอยู่กับโลก หน้าที่ของเรามีอย่างไร ต้องทำหน้าที่เหล่านั้นให้ดีที่สุด พ้นจากหน้าที่แล้วค่อยกลับมาอยู่กับสมาธิจิตของเราใหม่ โดยมีสติรู้อยู่เสมอว่าเราต้องตาย ตายอย่างแน่นอน ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานที่เดียว

เถรี 06-01-2020 20:37

ที่บอกว่าไม่ต้องเรียนมาก เพราะว่าส่วนใหญ่พวกเราเรียนมากหรือถามมาก จะชวนให้ฟุ้งซ่านมากกว่า ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาทำ เกิดปัญหาติดขัดตรงไหนแล้วค่อยมาถาม จะเกิดประโยชน์มาก เพราะว่าแก้ไขจุดที่ติดขัดไปได้ แต่ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาถามโดยไม่ทำ ถึงเวลาไปลงมือทำจะเกิดความฟุ้งซ่าน อยากมี อยากได้ อยากเป็น แบบที่ถามมา โอกาสที่ใจจะนิ่งสงบ เข้าถึงสมาธิระดับที่ตัวเองต้องการจะมีน้อยมาก

อาตมายกตัวเองอยู่เสมอว่า อยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงมา ๑๘ ปี เคยถามท่านจริง ๆ แค่ ๔ คำถาม การปฏิบัติถ้าเราทุ่มเทจริง ๆ จะได้คำตอบเองในตัวอยู่แล้ว ยกเว้นช่วงสุดท้าย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เป็นจุดที่ละเอียด ขาดความมั่นใจก็ต้องสอบถาม เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะมั่นใจได้ด้วยตนเอง เกิดขึ้นแล้ว..ใช่ไหม ? ก็ต้องหาผู้รู้มายืนยัน

เถรี 06-01-2020 20:57

บางเรื่องที่อาตมาทำมา อย่างเช่นปฏิบัติธรรมอยากจะทรงปฐมฌานได้ ศึกษาองค์ฌานว่ามี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ หลวงพ่อวัดท่าซุงก็อธิบายเป็นขั้น ๆ ว่าวิตก คือการคิดนึกตรึกอยู่ว่าเราจะภาวนา วิจาร ตอนนี้ลมหายใจเข้าออก แรงหรือเบา ยาวหรือสั้น คำภาวนาอย่างไรรู้อยู่ ปีติ มีอาการ ๕ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ความสุข รู้สึกสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เอกัคตารมณ์ อารมณ์ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว

ทำไปเถอะ...จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปีไม่ได้สักที เพราะว่าไปตามจับอาการ อันนี้วิตกนะ อันนี้วิจารนะ อันนี้ปีตินะ ติดอยู่แค่ปีติทุกครั้ง เพราะว่าไปตามจ้องตามจับอาการ ทำให้ฟุ้งซ่าน แทนที่จิตจะสงบก็พาลไม่สงบ เพราะว่าอยากได้จนเกินไป

กระทั่ง ๑ ปี ผ่านไป ๒ ปีผ่านไป ๓ ปีก็แล้ว ทำเท่าไรก็ไม่ได้สักที ทำไมยากเย็นขนาดนี้วะ ? ได้ไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ กูภาวนาก็แล้วกัน โป๊ะเดียวได้เดี๋ยวนั้นเลย เพราะว่าก่อนหน้านี้อยากจนเกินไป ตอนนี้หมดอารมณ์ ช่างหัวมันแล้ว อารมณ์อยากหมดไป กำลังใจลดลงมาได้ระดับพอดี

เถรี 07-01-2020 21:47

สิ่งที่อาตมาทำคือทิ้งการงานทั้งหมด โดดขึ้นรถเมล์ ไปวัดท่าซุง สมัยนั้นวัดท่าซุงไม่ได้ไปง่าย ๆ นะ รถเมล์ต้องวิ่งไปลงแพขนานยนต์ที่มโนรมย์ แล้วข้ามไปฝั่งท่าซุงแล้วค่อยวิ่งเข้าเมือง เพราะตอนนั้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยายังไม่มี

ออกจากบ้านแต่เช้า ไปถึงวัดท่าซุงได้เวลาหลวงพ่อท่านรับสังฆทานพอดี อาตมาไปถึงช้า เพราะว่าไปถึงเกือบบ่ายสองโมง บอกแล้วว่าสมัยก่อนการเดินทางนั้นยาก ถนนหนทางบางช่วงยังเป็นลูกรังอยู่เลย

เถรี 07-01-2020 21:48

ไปถึงก็ขึ้นไปศาลานวราช หลวงพ่อท่านรับสังฆทานอยู่ อาตมากราบตั้งแต่ประตูเลย ท่านก็นั่งอยู่คล้าย ๆ อาตมานั่งอยู่แบบนี้แหละ ถามว่า “เป็นอย่างไรไอ้หนู มีอะไรจะคุยบ้าง ?” กราบเรียนว่า “หลวงพ่อเขียนตำราผิดนี่ครับ” ท่านบอกว่า “เดี๋ยว ๆ ไอ้หนูใจเย็น ๆ ผิดตรงไหน ? ว่ามาซิ”

“หลวงพ่อบอกว่า ปฐมฌานมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ ไปเป็นขั้น ๆ ที่ผมทำได้มาทีเดียวครบถ้วนสมบูรณ์ทุกอย่าง ผมไม่เห็นเป็นขั้นเลยครับ”

เถรี 07-01-2020 21:54

ท่านก็หัวเราะ บอกว่า “เดี๋ยว..ไอ้หนู รู้จักที่โบราณบอกว่า "ลัดนิ้วมือเดียว" ไหม ?” ท่านงอนิ้วดีดให้ดู แล้วบอกว่า “คนที่กำลังใจละเอียดจะเห็นนิ้วค่อย ๆ ตรงขึ้นอย่างนี้ ส่วนคนกำลังใจหยาบ ก็ไปเห็นนิ้วตอนตั้งขึ้นไปแล้ว ที่หลวงพ่อเขียนอธิบายคือตอนที่นิ้วค่อย ๆ ขึ้นอย่างนี้ ส่วนเอ็งไปเห็นตอนตั้งขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว”

นั่นคือการทำ ทำไปแล้วจะได้คำตอบ ถ้าสงสัยค่อยไปถาม ถ้าอย่างนั้นจะได้ประโยชน์ แก้ข้อสงสัยได้ ไม่ใช่อย่างพวกเราปัจจุบันนี้ ร้อยละ ๘๐ อ่านนั่นอ่านนี่ ศึกษามามาก คุยกันมามาก แล้วก็มาฟุ้งซ่านถาม

เถรี 07-01-2020 22:06

พวกเราส่วนใหญ่อดไม่ได้ พระท่านถึงได้บอกว่า กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง การสนทนาธรรมตามเวลาอันควร จึงเป็นอุดมมงคล เท่าที่เจอมาส่วนใหญ่พวกเราคุยกันฟุ้งซ่านทั้งวัน โดยเฉพาะภาวนามากำลังใจทรงตัวอยู่ดี ๆ แทนที่จะรักษาเอาไว้ไม่ให้กิเลสกินใจ เราก็เอาไปคุยกัน

คราวนี้การปฏิบัติธรรมของเราต้องการกำลังเพื่อไปใช้ตัดกิเลส แล้วเราก็ไปปล่อยกำลังให้รั่วหมด รั่วออกทางตา รั่วออกทางหู รั่วออกทางจมูก รั่วออกทางลิ้น รั่วออกทางกาย รั่วออกทางใจ รั่วออกทุกรู ทำให้ตายกำลังก็ไม่พอ กลายเป็นแม่กระเฌอก้นรั่ว รู้จักกระเฌอไหม ? ภาชนะสานสำหรับใส่ของ ถ้าก้นรั่ว ใส่ของลงไปแล้วมีอะไรเหลือติดไหม ?

พอถึงเวลาก็รั่วหมด เราก็ทำใหม่ แล้วก็ไปปล่อยรั่วหมดอีก เป็นคนขยันทำงานทุกวัน แต่ผลงานไม่มี ท้ายสุดก็ท้อ..หมดกำลังใจ

เถรี 07-01-2020 22:09

พระหลายรูปก็เป็นเช่นนี้ ถึงเวลาก็รั่วหมด แล้วก็ท้อ สึกหาลาเพศไป บาลีท่านว่าเจ็บ บาลีแปลไทยว่า “หวนกลับไปเป็นคนเลว”

เรื่องนี้ต้องถามทิดเบสท์ สึกเย็นนั้นคืนนั้นปฏิบัติธรรม โหย...ต่างกันฟ้ากับเหวเลย ตอนเป็นพระอยู่ ต่อให้ดีบ้างชั่วบ้าง กำลังสมาธิยังทรงตัว เพราะว่าอย่างน้อย ๆ อานุภาพของศีลพระเหนือกว่าศีล ๕ เยอะมาก คราวนี้พอลดลงไปเหลือแค่ศีล ๕ โหนเท่าไรก็โหนไม่ขึ้น

เถรี 07-01-2020 22:20

คนอยู่ในวัดในวา คิดอะไรก็ไปไม่เกินวัด นี่หมายถึงว่า รัก โลภ โกรธ หลง ค่อนข้างจะสงบนะ เห็นกล่องก็คิดเอากล่องไปบรรจุพระ ไม่เช่นนั้นก็คิดว่าเดี๋ยวเอาไปขาย ได้เงินมาไปลงทุน ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมา ๒๐-๓๐ ซอง ปลูกผัก ๗-๘ แปลง ได้แล้วไปขายต่อ ได้เงินมาก็ลงทุนขยายงานเพิ่มขึ้น เลี้ยงหมูเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ท้ายสุดก็ร่ำรวย ซื้อบ้านซื้อรถ แต่งเมีย ไปยันโน่นเลย

อาตมาบอกอย่างไม่อายเลยว่า สมัยพรรษาแรกพรรษาสอง อยากสึกวันเป็นร้อย ๆ หน และคนอยากสึกนี่คิดอะไรก็เห็นช่องทางไปหมด แค่ปลูกผักบุ้งขายก็เป็นเศรษฐีได้ ถึงเวลาสึกไป ทำงานอย่างนี้ ๆ เก็บเงินไว้ ซื้อบ้านสักหลัง ซื้อรถสักคัน แต่งงาน มีเมีย มีลูกสักสองคน แล้วค่อยมาบวช กิเลสรู้ว่าถ้าชวนเราไปไกลวัด เราจะไม่ไปด้วย ก็ยังให้โอกาสกลับมาบวช

เถรี 07-01-2020 22:21

บังเอิญอาตมาเป็นคนค่อนข้างจะสติดี เลยด่าตัวเองว่า “ไอ้ห่..แล้วตอนนี้มึงไม่ได้บวชอยู่หรือ ? ต้องตะเกียกตะกายไปลำบากอยู่หลายปีแล้วค่อยมาบวชใหม่” เห็นฝีมือหรือยัง ? เวลาเขาชวนเราไป คิดทำอะไรก็ง่ายไปหมด เห็นช่องทางร่ำรวยไปหมด ลองไปเถอะ...แล้วจะรู้ว่าเบ้าตากระเด็นเป็นอย่างไร ไม่ใช่เลือดกระเด็นนะ..!

เถรี 07-01-2020 22:25

ส่วนใหญ่พระท่านไม่ฟัง อาตมาบอกแล้วว่าระยะนี้อย่าเพิ่งสึก สึกไปก็หางานทำไม่ได้ ให้ทนบวชไปก่อน ศึกษาทางนี้ไปก่อน ถ้าอยู่ได้ก็เป็นกำลังของพระศาสนา ถ้าอยู่ไม่ได้ รอจังหวะดีกว่านี้แล้วค่อยออกไป

ไม่เอา..กลัวไม่เก่ง ต้องออกไปตอนนี้ ถ้าสู้ได้ถือว่าเจ๋ง..! จำไว้ว่า ถ้าพระบวชหลาย ๆ พรรษา โอกาสที่จะไปสู้โลกนั้นยาก ยากตรงไหน ? ยากตรงที่ประสบการณ์ทางโลกของตัวเองขาดด้วนไปตั้งแต่ตอนบวช ทำให้ตามโลกไม่ทัน นี่หมายถึงพวกที่ทิ้งหมดเลยแบบอาตมา ถ้าไม่ทิ้งก็ยังพอไปได้ แต่ก็ลำบากมาก ไม่ทันใคร

เถรี 10-01-2020 08:51

ถ้าอย่างอาตมา วิทยุโทรทัศน์ตัดทิ้งไปตั้งแต่ก่อนบวชสองปี มาถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ดูมาประมาณเกือบสี่สิบปี ดารามาไม่รู้เรื่องกับเขาหรอก ประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา เจมส์จิมา..ใครวะ ? ไปถ่ายหนังที่วัดท่าขนุน ปล่อยเขาเห่อไปกันเถอะ อาตมาไม่สนใจ ไม่รู้จัก ดาราคู่สุดท้ายที่รู้จักก่อนบวช พระเอกชื่อทูน นางเอกชื่อจารุณี ใครยังจำได้บ้าง ? หลังจากนั้นมาไม่รู้จัก

เขาวิ่งมาบอก “หลวงพ่อ..บี้มา” เออ...ปล่อยไปเถอะ กูไม่รู้จัก “หลวงพ่อ..รถเมล์มา” ถ้ามึงอยากขึ้นก็ขึ้นไปสิ เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องจริง ๆ นะ บางทีโยมเขามาขอถ่ายรูปด้วย ก็เห็นว่าเขาหน้าตาดี รู้อยู่แค่นั้น ไม่รู้ว่าเขาเป็นดารา ฉะนั้น...อาตมาเป็นเจ้าอาวาสที่ไม่มีรูปคู่กับดารา เพราะว่าเจ้าอาวาสไม่รู้จักดารา น่าอนาถใจมาก..!

เถรี 10-01-2020 08:52

อยู่ที่วัดท่าขนุนมีอย่างเดียวคือ ยากดีมีจน ร่ำรวยยิ่งใหญ่ขนาดไหนมา ก็นั่งกับพื้นเหมือนกันหมด ถ้านั่งเก้าอี้ก็ต้องนั่งเหมือนกันหมด หลายท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางโลก ไม่ค่อยอยากไปวัดท่าขนุน เพราะว่าไม่ได้รับการยกย่อง

มาวัด เขามา “วัด” กันว่ากิเลสมีมากน้อยเท่าไร ถ้ายังกิเลสมาก อยากเป็นที่ปรากฏอยู่ ก็เลี้ยวไปทางอื่นที่เขายกย่องท่านเถอะ..!

เถรี 10-01-2020 09:13

พระอาจารย์กล่าวว่า "บางทีญาติโยมเอาอาหารแห้งมาถวาย ๗-๘ ถุง แล้วข้างในก็ซุกกับข้าวไว้ชุดหนึ่ง ไปเจออีกทีก็ราขึ้นเขียวปี๋เลย เอามาแล้วช่วยแยกให้ด้วย ว่าอะไรเป็นอาหารสดเก็บไม่ได้ อะไรเป็นอาหารแห้งที่เก็บไว้ได้ บางทีคนมามาก ๆ รีบ ๆ ไม่ทันพิจารณา เขาเอาไปกองรวมกันไว้ กว่าจะได้ดูอีกทีก็ปีหน้า..ประมาณนั้น

ปัจจุบันนี้ต้องปรับระบบการจัดการ เปิดร้านสะดวกซื้อวัดท่าขนุนเดือนละสองรอบ ก็คือกลับไปแยกของออกมา อะไรที่เป็นของใช้จำเป็น ถึงเวลาวันรุ่งขึ้นไปเรียงเป็นตับไว้ พระฉันเสร็จก็ไปเดินเลือกเอาว่าตัวเองต้องการอะไร เลือกเอาไปใช้ ส่วนที่เหลือจะได้ไปแบ่งให้กับแม่ชีและเด็กที่วัดได้ ถึงได้บอกว่าเปิดร้านให้ช้อปปิ้งเดือนละ ๒ รอบ

ส่วนที่เหลือก็แจกวัดอื่น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่าง ๆ น้ำท่วม ไฟไหม้ ถือว่าเหลือจากพระแล้ว พอระบบการจัดการดีขึ้น สิ่งของที่ตกเรี่ยเสียราดก็น้อยลง"


เถรี 10-01-2020 09:40

"เมื่อวันที่ ๒ คณะนิสิตจากวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาฯ ไปทำโครงการสานสัมพันธ์ต่างประเทศ จะไปแจกของที่ฝั่งพม่า สรุปว่าทำโครงการมักง่ายมาก ส่งหนังสือมา ๑ ฉบับถึงเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ขอของแจกทั้งหมด เขาถามว่าจะได้เท่าไร ? บอกว่าอย่างน้อยคุณต้องเอารถหกล้อมาขน คนถามมึนไปเลย ของมีให้แจกเป็นคันรถหกล้อ เพราะอะไร ? เพราะว่าคุณแจกไปของก็เข้ามาทันที เนื่องจากต้องรับบิณฑบาตปีใหม่

เดี๋ยวนี้หน่วยราชการต่าง ๆ เช่น ตชด. ทหาร ตำรวจ โดยเฉพาะหน่วยป่าไม้ ถึงเวลาก็มาขอสนับสนุน บางที ตชด.ส่งรายการมา ข้าวสาร ๑๐๐ กิโลกรัม น้ำปลากี่ลิตร น้ำตาลกี่กิโลกรัม แหม...สั่งอย่างกับร้านค้า สั่งได้...ถ้ามีก็ให้ แต่ระบุจำนวนมาแบบนั้นก็ดี จัดการง่าย"

เถรี 10-01-2020 21:04

พระอาจารย์กล่าวว่า "ปีนี้ใครโดนปีชงบ้าง เรื่องของปีชงจะว่าไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับเรา ถ้าเราเชื่อจะมีผลมาก เพราะว่ากำลังใจของเราไปย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ดี ๆ ๆ กลายเป็นแช่งตัวเอง ก็คือเป็นส่วนของมโนมยา สำเร็จด้วยใจ เท่ากับเราแช่งตัวเองว่าไม่ดี ก็เลยทำให้ไม่ดีจริง ๆ เพราะฉะนั้น...ถ้าเรารู้สึกว่าทุกอย่างดีหมด เรื่องอื่นก็ไม่มีปัญหา"

เถรี 10-01-2020 21:35

พระอาจารย์กล่าวว่า "เริ่มปีใหม่ด้วยภัยแล้ง ไม่ได้แล้งเฉพาะบ้านเรา แต่แล้งทั่วโลก คราวนี้การที่จะต่อสู้กับภัยแล้งนั้นมี ๒ อย่าง อย่างแรกคือ ต้องทำให้ฝนตกลงมาให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ในบ้านเรา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงคิดวิธีทำฝนเทียมได้สำเร็จ จนเป็นประโยชน์แก่ทั่วโลก ส่วนต่างประเทศอย่างอิสราเอล อย่างประเทศจีน ก็มีโครงการพลิกทะเลทรายเป็นผืนป่า ทำได้สำเร็จอย่างน่าชื่นใจ

วิธีที่ ๒ ก็คือเมื่อทำให้ฝนตกแล้ว ทำอย่างไรจะเก็บกักน้ำฝนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ? เพราะว่าทุกวันนี้ปริมาณน้ำฝนที่ได้ใช้นั้นไม่ถึง ๓๐% ที่เหลือ ๗๐% ไหลลงทะเลหมด

ประเทศที่ขยับตัวแรงที่สุดคือประเทศจีน นอกจากสร้างมหาเขื่อนซานเสียต้าป้า ที่เก็บกักน้ำทะเลแทบจะครึ่งโลกแล้ว ยังสร้างเขื่อนต่าง ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะเขื่อนแม่น้ำโขง คราวนี้พอมหาอำนาจอย่างจีนขยับตัวแรง พวกเราที่ตั้งหลักไม่ทันก็ประสบภัยแล้งหนักเข้าไปอีก เพราะว่าที่น้ำลงมาตามแม่น้ำโขงมีน้อยถึงน้อยมาก"

เถรี 10-01-2020 21:43

"แต่ว่าจริง ๆ แล้วในวิกฤตก็มีโอกาส คือการสร้างเขื่อนแต่ละครั้งนั้นต้องมีการเบี่ยงทางน้ำ ต้องมีอะไรให้วุ่นวายไปหมด คราวนี้พอแม่น้ำโขงแห้ง เป็นโอกาสสร้างเขื่อนที่ดีที่สุด เราจะทำโครงการอะไรก็ต้องเตรียมตัวไว้แต่เนิ่น ๆ พอน้ำเหลือน้อยหรือไม่เหลือ ก็ต้องรีบขยับทำให้ทันก่อนฤดูน้ำใหม่จะมา เราก็จะมีเขื่อนเก็บกักน้ำเอาไว้เช่นกัน

แล้วถ้ามีการทำเขื่อนเก็บกักน้ำเป็นระยะ ๆ ตลอด ๕ ประเทศในลุ่มน้ำโขงของเรา ก็จะได้มีน้ำใช้โดยทั่วหน้ากัน แต่ว่าทำลายธรรมชาติอย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะประเทศท้ายน้ำอย่างกัมพูชาหรือเวียดนาม สมัยก่อนโตนเลสาบของกัมพูชาคือแหล่งปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่ใช้คำว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะว่าป่าอเมซอนคนเข้าถึงได้ยาก บรรดาอาหารที่เป็นผลิตผลของปลาน้ำจืด ซึ่งออกสู่ชาวบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือโตนเลสาบ หรือทะเลสาบกัมพูชาของเพื่อนบ้านเรานี่เอง นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่บรรดารัฐบาลทั้งหลายต้องคิดต้องทำ และขณะเดียวกันก็อย่าไปเกรงใจเพื่อนบ้าน เพราะว่าเขาก็ไม่เกรงใจเรา"

เถรี 10-01-2020 21:46

"การสร้างเขื่อนไซยะบุรีของลาว คนไทยไปประท้วง ลาวบอก “กลับไปซะ..ไม่กลับจะยิง” จบเลย ดูซิว่าจะมีปัญญาประท้วงอีกไหม ? บ้านเราจะทำโครงการโขงชีมูล ผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาก็มัวแต่เกรงใจ ของเราแค่ผันน้ำ ไม่ใช่เก็บกักน้ำ ก็คือเปิดช่องทางให้แม่น้ำโขงไหลเพิ่มเข้ามาสู่แม่น้ำชีแม่น้ำมูล แต่ปรากฏว่าถ้าไม่ใช่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคอยคัดค้าน เพราะว่ากลัวอีกฝ่ายจะได้คะแนนเสียง ก็กลายเป็นว่าเกรงใจเพื่อนบ้าน

อาตมาได้ยินโครงการโขงชีมูลมาตั้งแต่เด็ก จนป่านนี้ก็ยังเป็นแค่โครงการ ในขณะที่จีนสร้างเขื่อนเสร็จไป ๗-๘ เขื่อนแล้วตลอดลำน้ำ ของลาวก็สร้างแล้วสร้างอีก แต่คนไทยเรายังไม่ได้ขยับสักที

ถ้าจะทำในลักษณะอย่างนั้นต้องดูอย่างในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กระทบชาวบ้านแค่พื้นที่ประมาณ ๗๐๐ ไร่เท่านั้น และกระทบเฉพาะหน้าฝน เพราะว่าน้ำในเขื่อนจะเอ่อไปถึง พอหน้าแล้งก็กลายเป็นที่อุดมสมบูรณ์อยู่หลายเดือน สามารถกลับไปทำกินในที่เดิมได้ เงินค่าเวนคืนก็ได้ สิทธิทำกินก็ยังคงอยู่ แม้ว่าจะไม่เต็มทั้งปี ซึ่งปกติก็ทำเต็มทั้งปีไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามีหน้าแล้ง

ปัจจุบันนี้หน้าแล้งทำกินได้ หน้าฝนทำกินไม่ได้ ก็แค่ตรงกันข้ามเท่านั้น ไม่ใช่ประเภทถึงเวลาก็ทำโครงการใหญ่โตมหึมา ต้องล้างผลาญป่าทีหนึ่งหลาย ๆ แสนไร่ โดยเฉพาะไปทำแถวแก่งเสือเต้นซึ่งเป็นดงไม้สักใหญ่ เป็นป่าสมบูรณ์ ถ้าลักษณะอย่างนั้นไม่มีใครยอมคุณหรอก เพราะเขาถือว่าคุณ "มีงาน" ตั้งใจทำอะไรที่มากกว่าเขื่อนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน"

เถรี 10-01-2020 21:52

"เพราะฉะนั้น..ถ้าสิ่งที่ทำเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากจริง ๆ ก็สมควรทำ แต่ต้องศึกษาว่าทำอย่างไรให้มีผลกระทบน้อยที่สุด แล้วผลการศึกษาต้องตรงไปตรงมา ไม่ใช่แบบที่รัฐบาลใช้ออกไปให้ไปหาข้อมูลว่า ชาวบ้านสนับสนุนการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมากน้อยแค่ไหน ? เขาก็ไปรับเงินคนอื่น ไปประชุมแล้วก็แจ้งผลมา ทั้งห้องประชุมหลายพันคนยกมือสนับสนุน เขาไปลงตัวเลขเป็นว่ายกมือคัดค้าน ถ้าลักษณะอย่างนั้นก็สมควรตาย...!

ก็คือไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเลขกลับหน้าเป็นหลัง กลับหลังเป็นหน้า คนคัดค้านไม่กี่คนบอกว่าเป็นคนสนับสนุน คนสนับสนุนมากมายก็ไปบอกว่าเป็นคนคัดค้าน คราวนี้การรายงานนั้น ตัวเองเป็นคนรายงาน จะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือก็ทำได้อยู่แล้ว กว่าที่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้เรื่องราว ก็เป็นอันว่าคนส่วนมากคัดค้านไม่ให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เรื่องอุบาทว์ ๆ แบบนี้บ้านเราถนัด..!"

เถรี 10-01-2020 21:55

"ปัจจุบันนี้มีการปล่อยข่าวออกมาและกระทำจริง ๆ แต่พอถึงเวลาโดนคัดค้านก็บอกว่าเป็นข่าวปลอม บ้านเราต้องบอกว่าเจริญก้าวหน้ายาก เพราะว่าคนยังเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ทำอย่างไรที่ปีใหม่แล้วควรจะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เปลี่ยนการกระทำใหม่ ? ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมให้มากกว่าส่วนตน ถ้าสามารถทำได้บ้านเราจะเจริญกว่านี้อีกมาก

ถามว่านานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเขามีคนโกงกินไหม ? มี..แต่ถ้าจับได้เมื่อไรคุณไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด ไม่ใช่อย่างบ้านเราพอถึงเวลาคืนที่ดินให้ก็จบ แต่ถ้าเป็นชาวบ้านแค่เข้าไปเก็บเห็ดกลับติดคุกหัวโต..! เรื่อง ๒ มาตรฐานนี้บ้านเราถนัด น่าเสียดายที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทุ่มเทมาตลอด ๗๐ ปีที่ครองราชย์ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนแม้แต่วันเดียว แต่ว่าทำแล้วก็ออกมาได้แค่นี้ เพราะความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองและผู้มีอำนาจไม่กี่คนแท้ ๆ"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:20


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว