กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   อีหรอบเดียวกัน (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=61)
-   -   อีหรอบเดียวกัน ตอนที่ ๘ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5632)

สุธรรม 01-06-2017 03:23

อีหรอบเดียวกัน ตอนที่ ๘
 
1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496262049
ซ่อมก๊อกน้ำโดยไม่มีเครื่องมือแล้ว

วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖


ตื่นขึ้นมาด้วยอาการคัดจมูก หยิบกล้องถ่ายรูปมาเปิดดูเวลา เห็นว่าตีสองครึ่งพอดี หลวงพ่อพระครูเรืองยังหลับสนิทไม่มีกรน แต่อาตมาเองที่จมูกตันกลับหายใจดังกว่าคนกรนอีก มีเสียงน้ำไหลเพราะปิดก๊อกไม่สนิท จึงลุกไปดูในห้องน้ำ...

พอเปิดไฟก็เห็นน้ำประปาไหลอยู่ อาตมารีบปิดแต่หัวก๊อกฝืดมาก และเผยออยู่ครึ่งหนึ่ง สงสัยว่าหลวงพ่อพระครูเรืองจะเปิดแรงไป เลยงัดหัวก๊อกหลุดออกมา แล้วยัดกลับเข้าไปไม่สำเร็จ จึงต้องปล่อยให้น้ำไหลอยู่อย่างนั้น..!

อาศัยแรงควายที่มีมากกว่าชาวบ้านเขา กดหัวก๊อกเข้าที่แล้วลองปิดเปิดดู แม้ว่าจะฝืดอยู่บ้างแต่ก็ปิดได้สนิท เสร็จแล้วไปปัสสาวะ บรื๋อวววส์...โถชักโครกเย็นจนไม่อยากจะนั่งเลย ที่ประเทศญี่ปุ่นเขามีระบบการอุ่นโถชักโครกก่อนก็ด้วยเหตุนี้นี่เอง...

สุธรรม 01-06-2017 13:20

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496297849
ใครก็ได้ช่วยบอกที..หน้าต่างเป็นแบบนี้เรียกว่าพังได้ไหม ?

ปุ่มกดน้ำของโรงแรมนี้อยู่บนถังชักโครกเลย ไม่ได้ติดผนังเหมือนกับที่อื่น ๆ แต่ก็ยังเป็นปุ่มสี่เหลี่ยม ใหญ่ประมาณครึ่งฝ่ามืออยู่ดี น้ำก็แรงเหลือใจเหมือนกันทุกที่ ไม่มีระบบประหยัดน้ำเหมือนของบ้านเรา คงกลัวว่าจะราดไม่สะอาดกระมัง ?

เปิดน้ำร้อนจากก๊อกซดเข้าไปสองแก้ว แล้วมาเปิดไฟเปิดโน้ตบุ๊กทำงาน พื้นโต๊ะที่เป็นกระจกเย็นจนสะดุ้ง ขณะที่รอการเตรียมระบบของเครื่องอยู่ อาตมาจึงรูดม่านออกเพื่อจะเปิดหน้าต่างทดลองอุณหภูมิภายนอกดู แล้วก็เห็นว่าหน้าต่างเปิดเอนอยู่หน่อยหนึ่ง อากาศข้างนอกไหลเข้ามาได้เต็มที่ ทำให้อุณหภูมิในห้องกับข้างนอกเท่ากัน มิน่าล่ะ..ถึงได้เย็นมากจนขนาดนี้...

งานนี้ตูเจอห้องพังเข้าแล้วกระมัง ? ลองดันกลับเข้าที่ก็ปิดได้สนิทดี แต่เมื่อลองเปิดใหม่ก็ง้างเอนออกมาหน่อยหนึ่งเหมือนเดิม เออ..แปลกดีเว้ย..ใครช่างคิดระบบเปิดหน้าต่างแบบนี้กันวะ ? แทนที่จะดันเปิดขึ้นข้างบน กลับง้างเอนจากข้างบนเข้ามาด้านใน ค่อนข้างแน่ใจว่าหน้าต่างพัง แต่ในเมื่อยังปิดได้เหมือนปกติ อาตมาจึงไม่สนใจ เข้ารหัสเปิดเครื่องโน้ตบุ๊กแล้วทำงานไปตามปกติ...

สุธรรม 02-06-2017 03:29

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496348729
ถ่ายรูปอยู่คนเดียวกลางดึก..!

มีเสียงดนตรีและเสียงร้องเพลงดังมาจากที่ไม่ไกล จะตีสามอยู่แล้วใครช่างมีดนตรีในหัวใจ แถมยังเผื่อแผ่คนอื่นจนเต็มที่แบบนี้ ไหนว่าฝรั่งเขารักษาสิทธิส่วนตัวกันมาก ? เสียงดังแบบนี้เขากลับเฉย ๆ หรือทุกคนชอบเหมือน ๆ กันก็ไม่รู้ ?

เสียงรถยนต์และรถไฟก็ดังมาก สักพักก็มีเสียง "ต๊ายแหน่..ต๊ายแหน่.." ดังมาอีกด้วย ตามมาด้วยเสียงตะโกน "โจ..โจ.." สงสัยว่าจะเรียกเพื่อน อาตมารูดม่านเปิดออกทั้งหมด เพื่อจะดูว่าหน้าต่างพังจริงหรือเปล่า ? จะได้ปิดให้หมดเรื่องไป แล้วก็เห็นว่ามีกุญแจล็อกอยู่ทางด้านล่าง ระบบหน้าต่างแบบนี้ไม่เคยเห็น จะลองดึงแรง ๆ ก็กลัวจะหลุดออกมาทั้งบาน จึงหยิบกล้องมาเพื่อถ่ายรูปเอาไว้ แต่..กดปุ่มถ่ายภาพไม่ลง เป็นอะไรไปหว่า ?

เห็นในจอขึ้นตัวหนังสือว่า "แผ่นบันทึกภาพบกพร่อง" บรรลัยละตู..แผ่นสำรองที่เอามาด้วยมีความจุแค่ 4GB เท่านั้น ถึงจะยังไม่มีวันไหนที่ถ่ายรูปจนข้อมูลถึง 4GB ก็เถอะ อย่างไรเสีย 8GB ก็ยังอุ่นใจกว่าอยู่ดี ทดลองเปิดระบบล้างเครื่อง (Format) เจ้ากล้องคู่มือแจ้งว่า "ระบบจะลบข้อมูลในแผ่นบันทึกทั้งหมด" อย่างดีก็แค่เริ่มต้นใหม่ที่ IMG_0001 แค่นั้น อาตมาจึงกดปุ่มตกลง เจ้าเครื่องแสนรู้ล้างพรืดเดียวหมดเกลี้ยงเลย..!

สุธรรม 02-06-2017 17:25

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496398922
หน้าร้านอาหาร "สวนไทย"

ลองเปิดหน้ากล้องดู คราวนี้เครื่องทำงานตามปกติ จึงถ่ายรูปหน้าต่าง "หลุด" เอาไว้ดูเล่น แล้วตัดสินใจไม่ปิดหน้าต่าง ปล่อยให้อากาศเย็นไหลเข้ามาอย่างนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นถ้าปิดจนห้องอุ่นแล้ว ออกไปกระทบอากาศเย็นข้างนอกทีหลัง อาการไข้อาจจะกลับมาอีก แค่นี้ก็ไอค็อกไอแค็กไม่ค่อยจะหยุดแล้ว...

พิมพ์บันทึกประจำวันโดยไม่มีใครขัดคอ เพราะว่าหลวงพ่อพระครูเรืองยังคงนอนตีโปงเงียบฉี่ จนประมาณตีห้าครึ่งก็เซฟข้อมูล ปิดเครื่องแล้วไปสรงน้ำอุ่น แต่งตัวเรียบร้อยก็คว้ากล้องออกจากห้อง ลงลิฟท์ไปยังข้างล่าง เดินออกจากโรงแรมเพื่อไปเที่ยวดูบ้านดูเมืองของเขาตามอัธยาศัย กว่าจะมาถึงบ้านเขาเมืองเขาเสียเงินไปเป็นแสน จะให้มานอนเฉย ๆ แบบคนอื่นก็รู้สึกเสียดายเงิน ขอไปเก็บอะไร ๆ เข้าคลังสมองเอากำไรดีกว่า...

แม้ว่าอากาศในห้องกับนอกห้องจะเท่ากันแล้ว ออกมากระทบกับอากาศข้างนอกยังรู้สึกหนาวสั่นเข้าไปในอก หวังว่ามาลาเรียเพื่อนรักคงจะไม่รีบกำเริบผิดเวลา เลี้ยวซ้ายหน้าโรงแรมมาเจอป้าย THAI GARDEN น่าจะเป็นร้านอาหารไทย มีตัวอักษรเล็กกว่าย้ำว่า ROYAL THAI CUISINE เสียดายว่ายังไม่ได้เปิดร้าน ตรง “หน้าร้าน” นอกประตูกระจกที่เป็นโต๊ะอาหารหลายตัว มีรูปพระเจดีย์ทรงลังกาสูงประมาณเมตรยี่สิบประดับร้านอยู่ ๒ องค์ หวังว่าคงจะมาทำช่วยสร้างชื่อเสียงดี ๆ ให้กับคนไทยที่นี่นะจ๊ะ...

สุธรรม 03-06-2017 02:24

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496431285
"แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาวันใหม่" แต่..ยังไม่มีใครโผล่หน้ามาเลย

เดินข้ามถนนตรงสี่แยกที่เมื่อวานรถราพลุกพล่านมาก แต่ตอนนี้ต่อให้ลงไปนอนเล่นสักครึ่งชั่วโมงก็ยังไหว เดินย้อนทางเดิมกลับมาที่แม่น้ำ ร้านค้าและบ้านเรือนปิดเงียบกันไปเสียทุกแห่ง จนข้ามสะพานแล้วถึงพอมีคนเดินมาบ้าง พอทักไปก็ได้แค่คำว่า “Morning” กลับมาเท่านั้น แล้วต่างคนต่างไปโดยไม่ได้ปฏิสันถารอะไรมากไปกว่านี้...

มาถึงกลางสะพานมองไปทางซ้ายมือ แสงแดดยามเช้าเริ่มสาดจับยอดอาคารสูงหลายหลัง อร่ามเรืองเหมือนกับสาดด้วยแสงสป็อตไลท์ ยิ่งตัวปราสาทสีขาวบนเนินก็ยิ่งเด่นชัด ในน้ำและบนฝั่งมีทั้งเป็ดมอลลาร์ดและหงส์ขาว บ้างมาเดี่ยวบ้างมาเป็นหมู่ บ้างก็ลอยล่องไซ้หาอาหาร บ้างก็ลอยหลับเอาหัวซุกหลัง พื้นน้ำมีไอหมอกบาง ๆ ลอยอยู่ทั่วไปหมด...

สุดสะพานเดินเลี้ยวขวามาถึงสะพานไม้เลื่องชื่อระบือโลก ที่เมื่อวานมีแต่คนแออัดยัดเยียดกัน วันนี้เงียบสงัดวังเวงแทบจะเหมือนบทบรรยาย “รำพึงในป่าช้า” มีผู้ชายสองสามคนยืนลงเบ็ดอยู่ริมน้ำเท่านั้น แสงตะวันเริ่มฉายฉานจับตัวสะพานและผิวน้ำ เป็นจังหวะในการถ่ายภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะว่าอาตมาชอบถ่ายภาพสถานที่มากกว่าผู้คน โดยเฉพาะไม่ชอบเอาตัวเข้าไปเกะกะในรูปจนเสียบรรยากาศไปหมด...

สุธรรม 03-06-2017 17:08

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496484313
ผักทุกอย่างดูสดกรอบน่ากินมาก

สองข้างทางที่เมื่อวานเย็นยังว่าง ๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้กลายเป็นตลาดสดไปซะแล้ว สารพัดผักสดจากไร่เรียงรายจนลานตา ทั้งผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกาดม่วง หัวแครอต หัวเทอร์นิป มะเขือเทศ กับที่ไม่รู้จักชื่ออีกเป็นกุรุส แต่ละอย่างดูสดกรอบน่าขม้ำให้จมเขี้ยว บางช่วงก็เป็นดอกไม้สดสารพัดชนิด มีทั้งตัดดอกและมาเป็นกระถาง ที่กำลังขนลงจากท้ายรถบรรทุกมาจัดวางก็อีกมาก สตอเบอรี่สีสดแดงฉ่ำเป็นลัง ๆ บางร้านก็วางเนยก้อนเนยเหลืองอร่ามเต็มไปหมด ก้อนขนาดเขียงหนาเป็นคืบก็ยังมี...

“ออกมาเมื่อไรครับ ?” ใบฎีกาวรัญญูตามมาตอนไหนก็ไม่รู้ ? ขนใส่เครื่องกันหนาวมาเต็มที่ โดยเฉพาะหมวกไหมพรม ถ้าไม่ส่งเสียงมาก่อนคงต้องเล็งอีกนานว่าใครกันแน่ “น่าจะก่อนคุณนิดเดียวเท่านั้น ผมเพิ่งจะเดินมาได้แค่นี้เอง” อีกฝ่ายรับทราบแล้วเดินถ่ายรูปของตัวเองไป ในขณะที่อาตมาก็เดินหามุมสวย ๆ เฉพาะตัวเช่นกัน จนสุด “ซอย” มาถึงถนนสายหลัก อาตมาก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานคอนกรีต ที่มีชายหนุ่มยืนลงเบ็ดกันอยู่หลายคน...

ชะโงกดูในน้ำก็ไม่เห็นปลาสักตัว ทั้งที่ “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา” ถ่ายรูปพรานเบ็ดไว้แล้วเดินต่อ มาถึงหัวสะพานฝั่งนี้เจอเด็กวัยรุ่นตัวดำ ๆ ตาโต ๆ หน้าตาบอกความเป็นชาวชมพูทวีปอย่างเด่นชัด มือขวาถือเบ็ดมือซ้ายถือถุงพลาสติก ในถุงมีปลาขาวหน้าตาคล้ายปลาตะเพียนแต่ตัวเรียวกว่ากำลังดิ้นอยู่หนึ่งตัว ไอ้หนูส่งเสียง “Morning” มาอย่างร่าเริง อาตมาตอบกลับไปว่า “นมัสเต” เล่นเอาอีกฝ่ายอายม้วนต้วนไปเลย ฮ่า..!

สุธรรม 04-06-2017 01:22

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496513965
ประตูชัยหน้า "หัวลำโพง" เมืองลูเซิร์น

เลยสะพานมาเป็นสี่แยกใหญ่ อาตมาเดินข้ามถนนซึ่งได้ไฟเขียวพอดี ที่เสาสัญญาณไฟมีกล่องสีเหลือง ซึ่งมีรูปคนถือไม้เท้าสีฟ้าติดอยู่ด้วย เขาเอาไว้ทำอะไรหว่า ? “เป็นกล่องสำหรับผู้พิการทางสายตาครับ เปิดฝาแล้วกดปุ่ม สัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนจะติด ทำให้สามารถข้ามถนนได้ทันทีไม่ต้องรอนาน” “ท่านนายพล” เฉลยให้ทราบ แล้วมาชุดไพรเวทแบบนี้ไม่หนาวบ้างหรือลุง ? พอไปถึงฝั่งตรงข้ามอาตมาก็เลี้ยวซ้ายข้ามถนนอีกครั้ง มุ่งตรงไปยัง “ประตูชัย” ที่เห็นอยู่ไม่ไกล...

ประตูนี้มีขนาดใหญ่มหึมาประทับใจทีเดียว ลักษณะเป็นเสาสี่เหลี่ยมกระหนาบครึ่งวงกลม ระหว่างเสาด้านล่างมีช่องประตูให้เดินผ่านได้สามช่อง แต่ละช่องก็คือเสากลมแบบยุคเรอเนสซองส์ เทินครึ่งวงโค้งอยู่ด้านบน ตรงกลางแต่ละครึ่งวงโค้งเป็นรูปปั้นหัวคนหล่อ ๆ ที่ไม่ทราบว่าเป็นใคร แล้วครึ่งวงโค้งทั้งสามก็เทินครึ่งวงโค้งใหญ่อยู่ด้านบนอีกที กลางครึ่งวงโค้งใหญ่ที่มีเสากลมกระหนาบอยู่ เป็นนาฬิกาที่บอกเวลาหกโมงยี่สิบนาที ด้านบนสุดของโค้งเป็นรูปหล่อสัมฤทธิ์เขียวลอยตัวของคนที่ยกมือประท้วงอะไรก็ไม่รู้ ? ยอดเสาของข้างก็มีรูปปั้นลอยตัวอยู่เช่นกัน ใต้รูปปั้นบนหัวเสาเป็นตราประจำเมืองหรือประจำตระกูลก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ...

ถ่ายรูป “ประตูชัย” ไว้แล้วก็เดินทะลุประตูไปทั้งที่รอบข้างก็เดินได้ ทางซ้ายมือมีบันไดลงอุโมงค์ใต้ดิน แต่อาตมาไม่มีเวลาลงไปสำรวจ ตั้งใจจะไปดูรถไฟของเมืองนี้ จึงเดินไปยังอาคารกรุกระจกขนาดมหึมา มีอักษรตัวมหึมาเขียนว่า Rail City คำว่า Rail เป็นสีขาว คำว่า City เป็นสีแดงสะดุดตา แต่ที่สะดุดตายิ่งไปกว่านั้นก็คือ จักรยานนับพันคันที่จอดแน่นขนัด เรียงรายเป็นแถวยาวเหยียดอยู่ด้านหน้าอาคารหลังนี้ แสดงว่าผู้คนส่วนใหญ่มาด้วยจักรยาน แล้วมาต่อรถไฟกันที่นี่เอง...

สุธรรม 04-06-2017 17:13

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496571022
ขบวนรถไฟในสถานีที่ไม่รู้ว่าไปไหนกันบ้าง ?

จักรยานมากมายขนาดนั้น ทำไมไม่เห็นจะมีผู้คนที่ไหนเลย ? “เขาเอามาจอดทิ้งไว้แล้วขึ้นรถไฟไปครับ บางคนก็ไปทีสามวันห้าวัน บางคนก็สองวันสามวัน หลายคนก็เอารถจักรยานขึ้นรถไฟไปด้วย” ถ้าไม่ได้ “ท่านนายพล” คอยชี้แจงแถลงไข อาตมาก็คงจะงมหาคำตอบเองไปอีกนาน เดินผ่านประตูกระจกเข้าไป มีตู้ขายน้ำอัตโนมัติแบบหยอดเหรียญ และ “หาบเร่ฝรั่ง” ที่เป็นร้านเล็ก ๆ ขายของจำพวกหมาร้อน (Hot Dog) กับอาหารปิ้งย่างสอดไส้ขนมปังประเภทเคบับ (Kebab) ซึ่งตอนนี้แทบจะมีแต่คนขายกับพนักงานรถไฟเท่านั้น...

เดินตรงไปยังชานชาลาที่อยู่ตรงหน้า เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสองคนชำเลืองมอง แล้วก็ไม่ได้สนใจอีกว่าอาตมาจะมาวางระเบิดหรือไม่ ? อีกนายน่าจะเป็นช่างเครื่องกำลังรื้อหัวรถจักรอยู่ทางรางในซ้ายสุด มีรถไฟความเร็วสูงจอดอยู่หลายขบวน หน้าตาเหมือนหนอนแก้วสีขาวคาดลายสีส้ม บางขบวนก็คาดลายสีน้ำเงิน มีป้ายดิจิตอลสีเขียวเรืองที่หัวรถทุกคัน บอกว่าเป็นขบวนที่เท่าไร ไปที่ไหนบ้าง แต่เป็นภาษาเยอรมันที่อ่านไปก็น่าจะผิดมากกว่าถูก ทุกขบวนจะมีตู้พิเศษที่มีรูปคนพิการและจักรยานติดอยู่ด้วย แต่การให้คนพิการมาขึ้นตู้เดียวกับจักรยานคงจะเกะกะกันดีพิลึก...

เดินถ่ายรูปหัวรถจักรไปเรื่อย ๆ สถานีเขาน่าจะใหญ่กว่าหัวลำโพงสักสี่ห้าเท่าเห็นจะได้ จนเห็นว่าเดินไปก็คงจะเหนื่อยเปล่าเพราะรถไฟทุกขบวนก็หน้าตาเหมือน ๆ กัน อาตมาจึงเดินย้อนกลับออกมาทางเดิม แล้วเลาะไปทางขวามือ (ทางซ้ายของขาเข้า) เจอจุดจอดแท็กซี่ที่ตอนนี้มีจอดเรียงรายอยู่สามคัน ด้านนี้ก็มีจักรยานแน่นไปหมดเช่นกัน ถัดไปเป็น “หมอชิต” แห่งเมืองลูเซิร์น มีรถบัสสีขาว สีเหลือง และสีน้ำเงินคาดขาวจอดอยู่สี่คัน เดินต่อไปอีกหน่อยมาเจออาคารอีกหลังอยู่ติดริมทะเลสาบ ด้านหน้าอาคารเป็นอ่างน้ำพุแบบจานลอยขนาดใหญ่...

ทะเล 04-06-2017 22:29

ใครก็ได้ช่วยบอกที..หน้าต่างเป็นแบบนี้เรียกว่าพังได้ไหม ?

ไม่พังค่ะ

หน้าต่างทางแถบยุโรปสมัยปัจจุบันจะออกแบบมาให้เปิดได้หลายแบบ ถ้าอย่างตัวในรูปปกติแล้วมักจะเปิดได้สองแบบในบานเดียวกัน คือเปิดโดยอาศัยบานพับด้านข้างเปิดกว้างออกไปเป็นบานสวิง หรือเปิดให้แง้มแค่ด้านบนอย่างในรูป ประโยชน์ก็เช่น ให้อากาศถ่ายเทแต่คนนอกไม่สามารถปีนเข้ามาได้ ทำให้เปิดทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องกลัวใครจะยื่นมือเข้ามาหยิบของในบ้านออกไป เพราะบ้านเขาบางทีไม่ทำรั้วรอบขอบชิดแบบเรา เป็นเรื่องปกติที่อาจจะแค่ปลูกต้นไม้เป็นแนวรั้ว แล้วเว้นเป็นช่องว่างสำหรับรถแล่นเข้า โดยไม่มีประตูที่รั้วแบบเรา ใครจะเดินผ่านสนามหญ้าเข้ามาส่องหน้าต่างบ้านก็ทำได้สบาย ๆ

จะเปิดกระจกแบบไหนก็ใช้วิธีบิดตำแหน่งมือจับ เช่น อย่างในรูปหมุนให้ปลายที่จับชี้ขึ้นเป็นแนวตั้งก็จะเป็นแบบเปิดแง้มข้างบน ถ้าหมุนให้ปลายชี้เป็นแนวนอนก็จะเป็นเปิดแบบบานสวิง ถ้าต้องการปิดล็อคหน้าต่างให้ผลักเปิดไม่ได้ทั้งสองวิธีให้หมุนปลายชี้เป็นแนวนอนแต่ชี้ไปคนละด้านกับด้านที่ใช้เวลาเปิดแบบบานสวิง

แต่เนื่องจากว่าที่พักที่พระอาจารย์ไปพักเป็นโรงแรม คิดว่าเขาติดกุญแจล็อคอยู่ทางด้านล่างเพื่อไม่ให้เปิดแบบบานสวิงได้ เพื่อป้องกันลูกค้ากระโดดตึก และกันไม่ให้ฝนสาดเข้ามามากหากลูกค้าเปิดทิ้งไว้

สุธรรม 05-06-2017 03:08

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496606665
รถไฟ เรือเมล์ ลิเก เอ๊ย...รถทัวร์ อยู่ที่เดียวกันหมด

ด้านข้างของอาคารเป็นท่าเรือ มีเรือโดยสารเทียบท่าอยู่สองลำ มีคำว่า EUROPA อยู่ที่หัวเรือลำหนึ่ง อีกลำหนึ่งมีคำว่า BRUNNEN ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นชื่อสายการเดินเรือ ชื่อเรือหรือว่าชื่อบริษัท แต่ละลำดูแล้วรับคนได้เป็นร้อย ๆ เลย ทำไมบ้านเราไม่มีแบบนี้บ้างหนอ ? ไปที่เดียวแล้วเลือกเอาว่าจะขึ้นรถไฟ รถทัวร์ หรือว่าลงเรือก็ได้ตามใจชอบ ถ่ายรูปเรือแล้วดูเวลาในกล้อง เห็นว่าหกโมงครึ่งแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทันกับเวลาอาหารเช้าที่โรงแรม อาตมาจึงเดินเลียบทะเลสาบหรืออาจจะเป็นแม่น้ำรอยส์ช่วงที่กว้างมากก็ไม่รู้ ? เพื่อกลับไปยังโรงแรมที่พัก ก็เลยได้เห็นความสกปรกในยุโรปเป็นครั้งแรก...

น่าจะเป็นหมาจรจัดมาล้มถังขยะเอาไว้ แล้วลมทะเลสาบที่ค่อนข้างแรงพัดเอาขยะปลิวไปเป็นทางยาว จะช่วยเก็บหรือก็เวลาไม่พอสำหรับขยะมากขนาดนั้น จึงเดินดูเป็ดดูหงส์ไปเรื่อย ๆ มีหงส์หนุ่มตัวใหญ่แต่งตัวอยู่ริมน้ำอย่างขะมักเขม้น ขนาดเอากล้องจ่อหน้าถ่ายรูปพ่อหนุ่มยังไม่สนใจเลย จนมาถึงสะพานคอนกรีตที่เป็นถนนใหญ่ ซึ่งตอนนี้มีพรานเบ็ดเพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน แต่ก็ยังไม่เห็นใครได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หนุ่มน้อยอินตะระเดียนั้นหายหน้าไปแล้ว อาตมาเดินผ่านตลาดเช้าที่เริ่มมีผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อหาข้าวของ ข้ามแม่น้ำกลับไปโรงแรมในทางเดียวกับที่เดินมา...

เสียบบัตรขึ้นลิฟท์กลับไปยังห้องพัก หลวงพ่อพระครูเรืองหายไปแล้ว รีบเข้าห้องน้ำไปปัสสาวะแล้วกลับออกมา เจอหลวงพ่อเจ้าคุณสมุทรฯ กำลังจะไปห้องอาหาร “เขาว่าอยู่ที่ชั้น ๗ นะครับท่านพระครู” อาตมาจึงชวนท่านเข้าลิฟท์ เสียบบัตรกดลิฟท์ไปชั้น ๗ ท่านจับมืออาตมาเหมือนกับกลัวว่าจะโดนทิ้ง แล้วบ่นว่า “ท่านพระครูน่าจะเป็นคนเลือดน้อย มือเย็นเจี๊ยบเลย” อ๋อ..ต่อให้เลือดมากเท่าไรถ้าออกไปตากความหนาวแบบผม ก็คงจะมือเย็นเหมือนกันทุกคนแหละครับ เมื่อโผล่ออกมาจากลิฟท์ก็เห็นจีวรของพวกเราเดินลับฉากไปอยู่ไว ๆ จึงเดินตามกันเข้าไปด้านในของห้องอาหาร...

สุธรรม 05-06-2017 16:46

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496655799
ปราสาทชื่ออ่านยากบนเนินเขา

“นิมนต์ฉันเช้าครับหลวงพ่อเจ้าคุณ...นิมนต์ครับพระอาจารย์” มัคคุเทศก์รูปหล่อส่งเสียงมาจากมุมด้านใน เห็นพวกเรายึดโต๊ะยาวเรียงรายเป็นตับ ต้องเดินผ่านโต๊ะอื่น ๆ ที่ผู้คนเริ่มแน่นเข้าไปไกลทีเดียว หลวงพ่อเรืองกับใบฎีกาวรัญญูก็อยู่ที่นี่แล้ว อาตมานั่งกลางที่ยังว่างอยู่ระหว่างท่านประธานรุ่นกับพระครูวิสุทธฯ เห็นตรงหน้ามีทั้งข้าวต้ม กับยำกุนเชียงและผักกาดดอง ซ้ำยังมีกล่องข้าวสวยโปะหน้าไข่ดาว มีถ้วยน้ำปลาพริกวางอยู่ใกล้ ๆ พร้อมทั้งขนมต้มอีกจาน “โยมมาถวายกันแต่เช้าเลยครับ” ท่านอาจารย์หัวหน้าภาควิชาบอก เมื่อดูแล้วว่าของแค่นี้ไม่อิ่มแน่ อาตมาจึงลุกไปหยิบจาน ตักเอาพวกแฮมและขนมปังมาเพิ่มอีกหน่อย...

“Coffee or tea ?” อีหนูที่น่าจะเป็นพนักงานของห้องอาหารเดินมาถาม แต่ท่าเดินของเธอดูแปลก ๆ พิกลพิการ เมื่อสังเกตดูถึงเห็นว่ากางเกงที่รัดติ้วของเธอนั้น ตรงหว่างขาห่างประมาณเกือบมือลอดได้ตรงแหน็วลงไปถึงปลายขา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการออกแบบกางเกงหรือขาคุณเธอเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เกิด จึงต้องเดินขาถ่างโขยกเขยกน่าสงสารจริง ๆ “Tea, please” อาตมารีบบอกก่อนที่เธอจะยืนให้ดูนานกว่านั้น กำลังกลืนขนมปังฝืดคออยู่น้ำชาที่ขอไว้ก็มาถึง จึงขอบคุณในบริการที่ดีเลิศของเธอ แล้วรีบซดเข้าไปก่อนที่จะติดคอตาย จากนั้นกวาดทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าลงท้องไปจนเกลี้ยง แล้วขอตัวกับเพื่อน ๆ เดินไปถ่ายรูปทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างกระจกรอบด้าน...

จากด้านบนของระเบียงห้องอาหาร สามารถเห็นทิวทัศน์ตึกรามบ้านช่องรอบด้าน โดยเฉพาะปราสาทสีขาวที่อยู่บนยอดเนินเขา ซึ่งตรงนี้สามารถเห็นตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่เขียนว่า GUTSCH ตรงบริเวณกำแพงปราสาท ซึ่งถ้าออกเสียงตามสำเนียงเยอรมันน่าจะอ่านว่า “กุทส์ค” ซึ่งลิ้นคนไทยออกเสียงไม่ได้แน่ นอกจากจะเป็นต่อมทอนซิลอักเสบจนคอบวม ส่วนด้านอื่น ๆ ก็มีบ้านบางหลังที่น่าจะเก่าแก่หลายร้อยปี เพราะว่ามีหอคอยตรวจการณ์แบบโบราณอยู่ด้วย เมื่อถ่ายรูปรอบข้างแล้ว อาตมาก็หันมาถ่ายในห้องนั่งเล่นด้านข้างห้องอาหาร ซึ่งนอกจากชุดรับแขกสีม่วงแดงหลายชุดแล้ว ยังมีรูปเทวดาฝรั่งไม่มีหัว แต่ผงาดปีกเหมือนกำลังจะ “take off” อยู่กลางห้องอีกด้วย...

สุธรรม 06-06-2017 03:25

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496694139
วันนี้จะได้นั่งจรวดติดราง (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

ถ่ายรูปจนไม่มีอะไรเหลือให้ถ่ายแล้ว อาตมาก็กดลิฟท์ลงไปที่ห้องพัก จัดการแปรงฟันแล้วเก็บของลงกระเป๋า หอบเอาไปวางไว้ที่หน้าห้อง เหลือกระเป๋าโน้ตบุ๊กกับกระเป๋าใบที่หูขาดติดตัวลงมาถึงชั้นหนึ่ง เจอหลวงพ่อเจ้าคุณสมุทรฯ หลวงพ่อพระครูเรือง ท่านไพฑูรย์ พระครูปรีชา นั่งรอกันอยู่ที่ชุดรับแขก ตรงใกล้ประตูมีกระเป๋าของพวกเราที่พนักงานยกลงมาแล้วส่วนหนึ่ง อาตมาถามดูว่ามีใครจะคืนกุญแจบ้างไหม ? ปรากฏว่าทุกท่านคืนไปแล้ว จึงต้องกลับขึ้นชั้นสองไปที่ล็อบบี้คนเดียว ซึ่งไม่เจอ “หนูอวบ” ที่น่าจะออกเวรไปแล้ว จึงเอาบัตรกุญแจคืนให้กับพนักงานที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์แทน...

พอกลับหลังหันก็เห็นบันไดลงชั้นล่างซึ่งกว้างทีเดียว จึงเดินลงมาหาพรรคพวกที่ชั้นหนึ่ง ใครจะไปรู้ว่าบันไดที่เหมือนกับอยู่กลางซอกตึกจะพาขึ้นไปที่ล็อบบี้ได้ เพราะปกติแล้วล็อบบี้ก็อยู่ที่ชั้นล่างสุดกันทั้งนั้น มีแต่ที่นี่ซึ่งไม่เหมือนกับใครเลย มานั่งรอที่ชุดรับแขกได้ครู่หนึ่ง คุณโอ๋ก็โผล่มาบอกว่า “รถมาแล้วครับ นิมนต์พระอาจารย์ทุกท่านขึ้นรถได้เลยครับ” อาตมาเดินไปส่งกระเป๋าให้กับนายสันโดษ บอกว่าขอฝากใบนี้เพิ่มอีก ๑ ใบ เพราะว่าหูกระเป๋าขาดหิ้วไม่ได้แล้ว อีกฝ่ายรับไปไว้บนใบอื่นเพราะว่าเป็นกระเป๋าใบค่อนข้างเล็กมาก...

เมื่อเก็บกระเป๋าเข้าที่และปิดประตูข้างรถดีแล้ว นายสันโดษก็ขึ้นประจำที่นั่งคนขับ รอจนคุณโอเล่หอบกระเป๋าเสบียงและยาขึ้นมาก็นำรถออก อาตมาดูนาฬิกาที่หน้ารถเห็นเป็นเวลา ๐๘.๐๖ น. มัคคุเทศก์รูปหล่อจับไมค์บรรยายตามหน้าที่ “วันนี้ผมจะพาพระอาจารย์ทุกท่านออกจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์แล้วนะครับ เราจะวิ่งจากเมืองลูเซิร์น (Luzern) ผ่านเมืองบาเซิล (Basel) เพื่อข้ามพรมแดนไปยังเมืองดีจอง (Dijon) ของฝรั่งเศส จากนั้นก็จะพาทุกท่านนั่งรถไฟความเร็วสูงเตเจเว (TGV = Train a Grande Vitesse) ไปยังกรุงปารีสครับ”...

สุธรรม 06-06-2017 17:16

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496743945
สนามฟุตบอลเมืองบาเซิลที่เกือบจะถ่ายรูปไม่ทัน

เมื่อได้ยินว่าจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง TGV เป็นอะไรที่สร้างความฮือฮาให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก เพราะเคยได้ยินมาว่าราคาตั๋วรถไฟนี้แพงพอ ๆ กับนั่งเครื่องบินเลยทีเดียว สงสัยว่างานนี้รีเจนซี่ทัวร์จะทุ่มทุนสร้าง เรื่องกำไรคงไม่ต้องพูดถึงกันอีกแล้ว เหลืออยู่แค่ว่าจะขาดทุนมากน้อยเท่าไรแค่นั้น ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐขอให้พวกเราทำวัตรเช้าตามหน้าที่ เสียงสวดมนต์จึงกระหึ่มขึ้นมาบนรถอีกครั้ง ท่านประธานรุ่นใส่บทสวดมนต์พิเศษเหมือนงานเจริญพระพุทธมนต์เข้าไปด้วย กว่าจะจบจึงเล่นซะ ๕๐ นาที แล้วอุทิศส่วนกุศลท่ามกลางเสียงสาธุการสะท้านสะเทือนของ “ท่านนายพล” กับบริวารทั้งหลาย...

ท่านอาจารย์ ดร.วันชัยนำเอาช็อกโกแล็ตแท่งใหญ่มาถวายพวกเราคนละ ๑ แท่ง บอกว่าญาติโยมคนไทยเอามาถวายไว้ตั้งแต่เช้ามืด อาตมาเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามีช็อกโกแล็ตที่ทางวัดไทยศรีนครินทรวรารามถวายเอาไว้ และไม่ได้หยิบลงจากรถ เพราะว่าอะไรที่ไม่ได้ซื้อหาเอง จะไม่ได้บันทึกอยู่ในหน่วยความจำ เมื่อลุกขึ้นไปดูที่ชั้นวางของซึ่งทิ้งช็อกโกแล็ตเอาไว้ ปรากฏว่าอันตรธานไปแล้วทั้งกล่อง ป่านนี้ลงท้องใครไปแล้วก็ไม่รู้ ? ดีเหมือนกัน...จะได้ไม่ต้องลำบากลำบนขนกลับเมืองไทย ซึ่งขนไปแล้วก็ไม่ได้กินเองอีกด้วย เพราะว่าไม่เคยชอบของพวกนี้เลย...

รถของเราวิ่งผ่านสนามฟุตบอลขนาดมหึมาของเมืองบาเซิล ซึ่งมีสารพัดป้ายโฆษณาติดอยู่เต็มไปหมด เลยไปหน่อยเดียวก็มีป้ายบอกทางไปยังทางหลวงหมายเลข E 25, E 35 และ E 60 และทางด่วนหมายเลข 2 กับหมายเลข 3 และป้ายบอกทางไปยัง Bad. Bahnhof กับ Messe ซึ่งไม่คุ้นเคยว่าเป็นที่ไหน นายสันโดษพารถขึ้นถนนลอยฟ้า ซึ่งมีกำแพงกันเสียงสูงท่วมหัว ผ่านอาคารที่เหมือนอัฑฒจันทร์สำหรับดูกีฬาขนาดมหึมา แล้วมุดลงดินเข้าอุโมงค์สี่เหลี่ยม ซึ่งสองข้างอุโมงค์มีทางเว้าเผื่อให้จอดรถที่เสีย และมีประตูสีเขียวอยู่เป็นระยะไป เขาจะมีประตูไปทำไมวะ ? “เอาไว้เป็นทางหนีฉุกเฉินเผื่อว่าเกิดอุบัติเหตุแล้วรถจะระเบิดครับ” “ท่านนายพล” ต้องเฉลยตามเคย...

สุธรรม 07-06-2017 12:09

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496811900
ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่หน้าตาเหมือน "งอบ" ของชาวนาไทย (ห้ามถ่ายรูป)

โผล่ออกมาอีกทีก็วิ่งขึ้นถนนลอยฟ้าข้ามหัวรถราอื่น ๆ แล้วมาโดนคนอื่นข้ามหัวด้วยการลอดใต้ทางด่วนขนาดใหญ่ ตรงไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองที่หน้าตาเท่มาก ๆ เพราะว่าเป็นโครงเสาโลหะตั้งขึ้นไป แล้วมีสายสลิงโยงลงมาที่ “ตัวอาคาร” หน้าตาคล้ายกับงอบของบ้านเรา แต่ละเสาจะมีงอบอยู่ตรงกันข้ามข้างละใบ รวมทั้งหมด ๘ ใบด้วยกัน ใต้งอบแต่ละใบก็คือห้องทำงานของด่านตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าและขาออก “พระอาจารย์ท่านใดที่มีใบขอคืนภาษี ๘ % กรุณาช่วยรวบรวมมาให้ผมด้วยครับ จะได้เอาไปให้เขาประทับตราเพื่อขอคืนภาษี เวลาไปที่สนามบินจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปประทับตราอีก”...

พวกเราหลายคนรวบรวมใบขอคืนภาษีส่งให้กับมัคคุเทศก์รูปหล่อ ซึ่งถือไปรวมกับบัญชีรายชื่อของพวกเรา มีแต่ท่านประธานรุ่นที่บ่นอุบอิบด้วยเสียงเหน่อเพชรบุรีเพราะหาใบคืนภาษีไม่เจอ ไม่รู้ว่าท่านเอาไปซุกไว้ที่ไหน “คราวหน้าบอกแต่เนิ่น ๆ หน่อยนะ บอกกะทันหันแบบนี้หาไม่เจอหรอก” ก่อนลงจากรถมัคคุเทศก์ของเรายังกำชับว่า “บริเวณนี้ห้ามถ่ายรูปนะครับ” แล้ววิ่งลงไปยังห้องทำงานที่ตรงกับเลนรถของเรา นายสันโดษนำรถวิ่งไปจอดรอที่ลานจอดรถขนาดใหญ่ข้างด่าน อาตมาเบื่อที่จะรออยู่บนรถเฉย ๆ จึงลงจากรถไปเพื่อหามุมที่เขา “ไม่ห้ามถ่ายรูป”...

เดินไปหานายสันโดษที่ลงไปยืนผ่อนคลายอิริยาบถที่ข้างรถคู่ใจ บอกว่าขอถ่ายรูปด้วย อีกฝ่ายทำมือ OK อาตมาจึงส่งกล้องให้ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐช่วยบริการ แล้วท่านอาจารย์ก็ส่งไมโครโฟนที่ “ไมโคร” จริง ๆ เพราะว่าตัวเท่าปลายนิ้วก้อยมาให้ บอกว่า “ช่วยสัมภาษณ์มาร์โกให้หน่อยครับ” อาตมารับมาแล้วหันไปส่งให้นายสันโดษพลางถามว่า “รู้สึกอย่างไรบ้างกับผู้โดยสารคณะนี้ ?” นายสันโดษอึกอักใบ้รับประทาน ยืนงงเหมือนกับโดนหมัดของ ไมค์ ไทสัน อยู่อึดใจหนึ่ง ก็ส่งไมโครโฟนคืนให้อาตมาแล้วเดินหนีไปดื้อ ๆ ทำเอาทั้งท่านอาจารย์และอาตมาหัวเราะกันลั่น เออหนอ...คนที่กลัว “ดอกพิกุลร่วง” ขนาดนี้ก็มีเหมือนกัน...

สุธรรม 07-06-2017 14:21

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496819859
นายสันโดษยอม "ออกสื่อ" แค่นี้..!

พระครูปรีชาที่โผล่มาตอนท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐกำลังจะถ่ายทำการสัมภาษณ์ เดินตามไปสะกิดนายสันโดษ ส่งธนบัตรไทยใบละ ๒๐ บาทให้ ๑ ใบ “ให้เขาเป็นของที่ระลึกพูดว่าอย่างไรครับท่านอาจารย์ ?” คำถามนี้สำหรับ “ท่านอาจารย์เล็ก” อย่างแน่นอน เพราะว่าท่านเรียกแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่อาตมาเป็นเจ้าภาพบวชให้ "Give you for a memorial." อาตมาบอกขณะที่ท่านเลียนเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง นายสันโดษรับไปดูด้วยความสนใจ "Grazie" เออ...คนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษ อีกคนตอบมาเป็นภาษาอิตาเลียน ก็ดูสนิทสนมกลมกลืนกันไปได้เหมือนกันนะนี่...

“นิมนต์ขึ้นรถค่ะ” เสียง “หญิงใหญ่” ตะโกนบอก พวกเราจึงรู้ว่าคุณโอ๋จัดการธุระเสร็จแล้ว คุณโอเล่จัดการนับจำนวน เมื่อเห็นว่ามากันครบมัคคุเทศก์รูปหล่อก็แจ้งให้นายสันโดษนำรถออกได้ ตนเองหยิบไมโครโฟนติดรถมาบรรยายตามหน้าที่ "พระอาจารย์ทุกท่านกำลังตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ร. ๕ อยู่นะครับ พระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป นำเอาความเจริญที่ทรงพบเห็นไปพัฒนาบ้านเมืองของเรา ทอดพระเนตรเห็นถนนช็องเอลิเซ่ ก็นำไปสร้างเป็นถนนราชดำเนิน ใหญ่กว่าของฝรั่งเศสต้นตำรับเสียอีก สมัยนั้นผู้คนยังถามว่าสร้างไปทำอะไรใหญ่โตขนาดนั้น ? แต่มาถึงสมัยนี้ไม่พอใช้งานเสียแล้ว...

เห็นสถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมัน พระองค์ท่านก็นำไปสร้างเป็นสถานีรถไฟหัวลำโพง เห็นอนุสาวรีย์ต่าง ๆ ก็ทรงดำริสร้างเป็นพระบรมรูปทรงม้า ทำให้ประเทศไทยที่เคยมีแค่หุ่นไล่กา มีอนุสาวรีย์ที่สร้างด้วยฝีมือช่างระดับโลก ช่วงนั้นเป็นยุคทองของไทยที่เจริญกว่าประเทศไหน ๆ ในเอเชีย แต่พอพ้นมาแล้วทุกอย่างเหมือนกับหยุดชะงักไปเฉย ๆ ไม่มีการสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ท่านอีก อาจจะเป็นเพราะว่าสมัยรัชกาลที่ ๖ ท้องพระคลังว่างเปล่า รัชกาลที่ ๗ โดนคณะราษฎร์ยึดอำนาจ รัชกาลที่ ๘ เป็นสมัยสงคราม จนมาถึงรัชกาลที่ ๙ นี่แหละครับ ที่ความเจริญต่าง ๆ ค่อยแผ่ขยายออกไปสู่ชนบท” เฮ้ย..วันนี้มัคคุเทศก์ของเรามี “กัด” เล็ก ๆ ด้วย..!

สุธรรม 08-06-2017 02:32

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496863735
ป้ายบอกว่าเป็นห้องน้ำผู้ชายชัด ๆ..!

วิ่งผ่านป้าย Paris 555 KM โอ้โฮเฮะ...ไม่ใช่ใกล้ ๆ เลยนะนี่ ถัดไปเป็นป้ายรูปกวางกระโจน น่าจะบอกว่า “ระวังกวางข้ามถนน” มองไกลออกไปเห็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่คู่ขนานไปกับเส้นที่เรากำลังวิ่ง นาฬิกาหน้ารถบอกเวลา ๑๐.๐๔ น.เมื่อรถมาถึงด่านเก็บเงินขนาดใหญ่ ซึ่งรถที่ชะลอตัวเพื่อผ่านด่านเก็บเงิน ทำให้เกิดรถติดยาวเหยียดทีเดียว ผ่านด่านไปแล้วสองข้างทางก็เป็นสภาพป่าและเขาตามเดิม บางช่วงมีป้ายรูปหัวรถไฟ มีคำว่า TGV อยู่ด้วย บอกให้รู้ว่าถ้าคุณจะขึ้นรถไฟ ก็ควรที่จะวิ่งไปยังเส้นทางไหน นับว่าเอื้อเฟื้อดีมาก...

พลขับผู้เงียบขรึมนำรถวิ่งไปอีกประมาณ ๒๕ นาที ก็เข้าสู่ชุมชนที่มีบ้านเรือนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็มาถึงเขตเมืองที่มีบ้านเรือนหนาแน่น มองไปข้างหน้าเห็นรถไฟกำลังวิ่งผ่านกลางถนน เหมือนกับลอยไปบนฟ้า รถของเรามุดไปใต้ทางรถไฟ แล้วมาโผล่อีกด้านหนึ่ง “Toilet stop.” เสียงตะโกนมาจากข้างหลัง บ่งบอกว่ามีคนอั้นไม่ไหวแล้ว จึงยอมเปิดปากด้วยภาษาอังกฤษรูปแบบพิลึก พอดีรถของเราวิ่งผ่านป้ายบอกราคาน้ำมัน แสดงให้เห็นว่ามีสถานีบริการน้ำมันอยู่ไม่ไกล ซึ่งถ้าเป็นบ้านเราก็มีส้วมให้เข้าแน่ ๆ แต่ของที่นี่ยังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่ามีหรือไม่ ?

๓ – ๔ นาทีต่อมา ก็เห็นสถานีบริการน้ำมัน AVIA ขนาดใหญ่อยู่ทางขวามือ ที่น่ายินดีก็คือนายสันโดษนำรถเลี้ยวเข้าไปในปั๊มจริง ๆ เมื่อจอดสนิทและพวกเราลงกันแล้ว เห็นส่วนของร้านสะดวกซื้อที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด พวกเราตรงเข้าไปโดยไม่ลังเล โอ้โฮเว้ย...ห้องน้ำที่นี่หรูหราสุด ๆ มีทั้งห้องอาบน้ำ ห้องส้วม ตลอดจนตู้ซักผ้าแบบหยอดเหรียญอีกด้วย อาตมาเดินไปทางด้านผู้ชายแล้วก็เบรกพรืด เพราะว่ามีทั้งน้าแหม่มและน้องแหม่มสามคนเดินสวนออกมา มองป้ายจนแน่ใจว่าเป็นของผู้ชาย เพราะว่าในรูปแทนตัวนั้นมี “คุณปลัด” อันเบ้อเริ่ม แปลว่าผู้หญิงมาแย่งเข้าทางฝั่งผู้ชาย อาจจะเป็นเพราะด้านโน้นเต็ม และคุณเธอทั้งสามอั้นไม่ไหวแล้วก็เป็นได้...

สุธรรม 08-06-2017 17:02

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496915932
รถบ้านสุดหรูที่ต้องขออนุญาต "ลุงฝรั่ง" ถ่ายรูปเอาไว้ดู

ทำธุระเสร็จแล้วก็ออกมาดู “กิจการ” ของที่นี่ ซึ่งน่าจะเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะว่ามีรถ Peugeot ที่บ้านเราอ่านว่าเปอโยต์สีเหลืองคาดน้ำเงิน หน้าตาประมาณรถ MPV หรือว่ารถบ้าน จอดขายอยู่ด้วย..! อีกคันเป็นรถโบราณรุ่นพี่ “รอมิวลุส” ของ “ท่านชายพีระ” จอดโชว์อยู่ รอบข้างมีทั้งสินค้าสะดวกซื้อ เครื่องประดับรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ ร้านอาหารและร้านกาแฟ เมื่อเดินออกมาข้างนอก ก็เห็นป้ายแสดงราคาน้ำมันแบบดิจิตอล ซึ่งบอกราคาน้ำมันไว้ ๖ ชนิด S/plomb 98 ราคาแพงที่สุด ลิตรละ ๑.๖๘๐ ยูโร ส่วน GPL ถูกที่สุด ลิตรละ ๐.๙๖๐ ยูโร ส่วนน้ำมันดีเซลราคาอยู่ที่ลิตรละ ๑.๔๕๐ ยูโร...

หัวจ่ายน้ำมันอยู่ใต้หลังคายาวเหยียดหลายหัว เป็นแบบบริการตัวเอง มีรถจอดเติมอยู่สองคัน เป็นรถบ้านโคตรหรู สวยจนต้องขออนุญาตเจ้าของถ่ายรูปเอาไว้ดู น่าเสียดายที่ไม่ได้สนิทสนมกัน ไม่อย่างนั้นจะขอเปิดดูด้านในว่ามีอะไรบ้าง แต่จากขนาดประมาณมินิบัสของบ้านเรา คาดว่ามีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัวด้วยอย่างแน่นอน “ลุงฝรั่ง” เจ้าของรถในเสื้อยืดคอปกสีน้ำตาลแดงคาดดำ เติมน้ำมันดีเซลไป ๑๓๗.๙๕ ลิตร เจอไป ๒๐๐.๐๓ ยูโร ดึงเอาใบเสร็จจิ๋วออกจากเครื่อง แล้วเดินไปจ่ายเงินที่ “ตู้” ซึ่งมีเครื่องรับและทอนเงินอัตโนมัติ...

รถส่วนใหญ่มาจอดพักเข้าห้องน้ำ หรือกินอาหารดื่มกาแฟกัน หลายคันทั้งรถเก๋งและรถตู้มีจักรยานห้อยท้ายมาด้วย อีกด้านหนึ่งมีที่ล้างรถอัตโนมัติ เป็นเครื่องฉีดน้ำ ฉีดโฟมและแปรงหมุนอัตโนมัติสามด้าน คือบนและซ้ายขวาของรถที่เข้าไปใช้บริการ เสียดายที่ไม่มีใครมาล้างรถสักคัน ไม่อย่างนั้นจะได้ดูระบบการทำงานของเขาสักหน่อย ด้านหน้าสถานีมีป้ายบอกทางขนาดใหญ่สีฟ้า ระบุว่าข้างหน้าเป็นวงเวียน ถ้าจะไป PARIS – LYON ให้ไปตามทางด่วนสาย A36 ส่วนอีกสี่เส้นทางที่เหลือนั้น งดใช้ไปสองเส้นทาง แปลว่าถ้าใครเลี้ยวผิด อาจจะต้องวิ่งอ้อมเมืองไปทั้งเมืองกว่าจะหาทางย้อนกลับมาที่เดิมได้...

สุธรรม 09-06-2017 02:28

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496949941
ความหล่อช่วยได้..!

เสียงกระหึ่มของ Big Bike สองคันเรียกสายตาของพวกเราไปรวมกัน สิงห์มอเตอร์ไซค์ในชุดหนังสีน้ำเงินคาดเหลือง ใส่หมวกนิรภัยครบครัน นำรถไปจอดที่หน้าประตูกระจกของร้านสะดวกซื้อ แล้วถอดหมวกเดินเข้าร้านไปทำภารกิจของตนเอง แต่ที่เรียกสายตามากกว่าก็คือ “รถสามล้อ” ที่สวยโคตร ๆ มีเบาะนั่งแบบเอนเกือบจะนอนอยู่ที่ช่วงเครื่องยนต์ ล้อหลังทั้งสองใหญ่เท่ากับล้อรถเก๋งทั่วไป แต่ด้านหน้ารถเป็นแฮนด์สูงหน้าตาออกไปทางฮาร์เล่ย์ เดวิดสัน สองข้างเบาะนั่งและหลังล้อหน้า มีโครงเหล็กนิรภัยช่วยป้องกันเวลารถคว่ำ สวยสะดุดตาขนาดท่านประธานรุ่นทดลองนั่งดู แต่หุ่นท่านไม่ใหญ่แบบฝรั่ง เลยเหมือนชะนีโหนกิ่งไม้มากกว่า..!

แต่พอคุณโอ๋ซึ่งเจรจากับเจ้าของรถอยู่พักหนึ่ง จับมือตบหลังตบไหล่กันเสร็จ ก็มาทดลองนั่งดูบ้าง กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เพราะว่าดูหล่อและเท่มาก แสดงว่ารถแบบนี้เหมาะกับคนรูปหล่อหรือตัวสูงใหญ่เท่านั้น ใครที่รูปไม่หล่อ เกิดหน้าน้ำน้อยหรือประเภทขาดสารอาหาร อย่าได้พยายามทดลองหรือว่าหาซื้อมาขี่เป็นอันขาด นอกจากจะเปลืองเงินโดยใช่เหตุแล้ว ยังจะกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในด้านเสีย ๆ หาย ๆ ไปอีกนาน เป็นนายแบบให้พวกเราถ่ายรูปกันเสร็จ มัคคุเทศก์รูปหล่อก็นิมนต์ขึ้นรถ อาตมาขึ้นไปได้ก็ถอดอังสะกันหนาวออก พับเก็บใส่กระเป๋าโน้ตบุ๊กเพราะว่าเริ่มร้อนแล้ว...

พอมัคคุเทศก์ของเราสั่งให้ออกรถ นายสันโดษที่ยังไม่ยอมกดปุ่มปิดประตูสักทีก็ท้วงว่า “Two more” เล่นเอาพวกเราหลายคนอัศจรรย์ใจ เพราะว่านาน ๆ ทีดอกพิกุลถึงจะยอมร่วง สักพักหนึ่งก็เห็นว่า “อีกสอง” ที่ว่าคือท่านอาจารย์คณบดีกับหลวงพ่อพระครูเลิศ เพิ่งจะเดินออกมาจากร้านกาแฟ ทำเอาอาตมาอยากจะเขกกบาลตัวเอง ย้ายที่นั่งเพื่อถ่ายรูปบ่อยไปหน่อย จนลืมไปว่าคู่นั่งที่แท้จริงของอาตมาก็คือท่านอาจารย์คณบดี แทนที่จะทักท้วงเป็นคนแรกกลับลืมท่านไปเลย นี่ถ้าพลขับหน้าตายออกรถทิ้งท่านไป มีหวังอาตมาโดนพรรคพวก “เผา” เรื่องนี้ไปอีกนาน...

สุธรรม 09-06-2017 13:26

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1496989370
เกษียณเมื่อไรยังหากินทางนักร้องได้

รถของเราวิ่งผ่านผืนป่าที่มีไม้สนเป็นส่วนใหญ่ ท่านอาจารย์ ดร.พิเชฐคงจะเหงาปาก เมื่อเห็นมัคคุเทศก์รูปหล่อไม่ได้บรรยาย จึงขอไมโครโฟนมาใช้งานแทน พวกเราที่เห็นก็รู้ท่า ต่างพากันขอเพลงอุตลุด จนกระทั่งท่านอาจารย์ต้องใช้อำนาจเผด็จการ ประมาณว่า “ตามใจผู้จัด ขัดใจผู้ฟัง” ขึ้นเพลงหากินประจำตัวมาก่อนเลย...

“บ้าน...พี่อยู่สุโขทัย เพราะบ้านพี่ไฟไหม้ ขอลามาไกลทิ้งถิ่น ดั่งคนจรขาดที่นอนที่อยู่ที่กิน เปรียบเหมือนเป็นเช่นนกขมิ้น ยุพินจงโปรดเห็นใจ...

พี่...เสี่ยงโชคด้วยน้ำตา เหมือนคนไม่มีค่า ทุกวันเวลาร้องไห้ พี่คนจนสู้อดทนเที่ยวเร่ร่อนไป เดินหางานไกลใกล้ จงเห็นใจคนอกตรม...

จาก...ดวงใจคนไร้รังนอน ขอทรามวัยใจอ่อน อุ้มชูให้อยู่สุขสม ปลอบใจยามเศร้า ยามหนาวให้มีผ้าห่ม อย่าทิ้งให้ “เชฐ” ขื่นขม ระทมเหมือนสุโขทัย...ฯลฯ”

สุธรรม 10-06-2017 03:42

1 Attachment(s)
http://www.watthakhanun.com/webboard...1&d=1497040754
แทนที่จะล่าหมูป่าหรือกวาง ดันมาหาปลากลางถนนในป่าซะนี่..!

ฟังเสียง “พิเชฐ ลูกสุโขทัย” ร้องเพลงเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนได้ไม่นาน ก็มาถึงด่านเก็บเงินขนาดใหญ่ รถติดกันหนุบหนับทีเดียว ผ่านด่านไปได้ก็ใช่ว่าจะเคลื่อนตัวได้คล่อง ยังคงต้องคลานตามกันไปช้า ๆ “ล้นเกล้าฯ เผ่าไทย ศูนย์รวมใจของไทยทั้งชาติ ขออภิวาท เบื้องบาทองค์ภูมิพล ยามใดไพร่ฟ้า ชาวประชายากจน ทรงห่วงกังวล ดั่งหยาดฝนชโลมพื้นหล้า..ฯลฯ” รถเคลื่อนตัวคล่องขึ้น ยังคงผ่านพื้นที่ป่าและเขา มีป้ายระวังกวางข้ามถนน บอกระยะทางไว้ด้วยว่าตลอด ๑๔ กิโลเมตร ถัดไปจากนั้นเป็นป้ายระวังทั้งหมูป่าและกวางข้ามถนน...

ช่วงนี้ให้ใช้ความเร็วได้ ๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าหากว่าเป็น ๙๐ ไมล์ ก็จะได้ความเร็วถึง ๑๔๔ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ “พี่คิดถึงเธอเหมือนใจจะขาด อนาถใจนัก พิษแห่งความรักบีบคั้นดวงใจ...ฯลฯ” เงาเสียงไพรวัลย์ ลูกเพชร ยังคงทำหน้าที่ต่อไปชนิดไล่ก็ไม่เลิก “ร้องเพลงนี้แล้วคิดถึงลานอโศกหน้า มจร.วัดมหาธาตุฯ เป็นแหล่งที่พวกเรานั่งคุยกัน ฉันน้ำปานะกันในยามว่างจากการเรียน พอย้ายไป มจร.วังน้อย มีแต่ต้นตาล ต้นปาล์มที่เขาเอามาจัดสวน หาความร่มไม่ได้ ใครไปนั่งก็คงร้อนตับแตก ต้องแช่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศ ทำให้เปลืองไฟหนักมาก” ไปนินทาที่ทำงานแบบนี้ ระวังโดน “ปูนหมายหัว” นะครับ...

รถมาติดหนึบอีกที กว่าที่จะผ่านไปได้ก็เสียเวลาตั้งนาน สาเหตุมาจากการซ่อมพื้นถนนที่ชำรุดของกรมทางหลวงฝรั่งเศส พ้นไปก็เจอป้ายบอกระยะทาง Paris 425 Lyon 235 Dijon 75 และ Dole 40 ของทางหลวงสาย A 36 และ E 60 แปลว่าเราต้องนั่งรถไฟ TGV จากดีจองไปปารีสเป็นระยะทาง ๓๕๐ กิโลเมตร “ไอ้หนุ่มตังเกร่อนเร่หาปลา ล่องลอยนาวา เห็นน้ำกับฟ้าเป็นเพื่อน ลากอวนจับปลากลางทะเล นอนบนตังเกแรมเดือน ผิวคล้ำดำเปื้อน...คาวปลา...ฯลฯ” มีแต่ป้ายบอกให้ระวังหมูป่ากับกวาง พ่อไพรวัลย์ดันมาหาปลาบนถนนกลางป่าแบบนี้ จะมีหวังได้กินไหมหนอ ?


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:28


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว