กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   อักขระและคาถาอาคม (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=9)
-   -   เบี้ยแก้ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=305)

วาโยรัตนะ 27-03-2009 08:19

เบี้ยแก้
 
เบี้ยแก้ คืออะไร วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องเครื่องรางของขลังกันต่อเครื่องรางที่จะพูดในวันนี้ก็คือเบี้ยแก้ เบี้ยแก้นั้นมีการสร้างมาแต่โบราณ สรรพคุณในการใช้นั้นก็ตรงกับชื่อคือใช้แก้กันได้สารพัด ใช้ป้องกันคุณไสยต่างๆ ป้องกันภูตผีปีศาจ ป้องกันไข้ป่า ป้องกันยาพิษยาสั่ง อยู่คงเขี้ยวงาทุกชนิด ป้องกันและแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ผลชะงัด

เบี้ยแก้นั้นถ้าสร้างอย่างถูกวิธีนั้น กรรมวิธีการสร้างยากมาก เท่าที่รู้และนิยมกันมากก็ได้แก่สายของวัดกลางบางแก้ว เช่นของหลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม ท่านอาจารย์ใบ และองค์ปัจจุบันก็คือ หลวงปู่เจือ สายวัดนายโรง ก็ของหลวงปู่รอด สายวัดนายโรงนี้ก็มี อาจารย์ทัต วัดคฤหบดี ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่รอดอีกองค์หนึ่ง สายทางอ่างทองก็มีหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ และสายลูกศิษย์ของหลวงพ่อภักตร์ ได้แก่ หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ และของวัดท่าช้าง เป็นต้น

วันนี้เราจะมาว่ากันถึงสาย วัดกลางบางแก้ว เท่าที่สืบค้นได้นั้น หลวงปู่บุญท่านเรียนวิชาเบี้ยแก้มาจาก หลวงปู่ทอง วัดกลางบางแก้ว หลวงปู่บุญท่านสร้างเบี้ยแก้ให้แก่ศิษย์โดยท่านผู้ที่จะมาขอทำเบี้ยแก้นั้นจะต้อง นำปรอทหนัก ๑ บาท ชันโรงใต้ดิน หอยเบี้ย นับให้ได้ฟัน ๓๒ ซี่ แผ่นตะกั่ว บางรายก็หาผ้าแดงมาด้วย แล้วจึงนำสิ่งของทั้งหมดใส่ถาดพร้อมดอกไม้ธูปเทียน มาถวายหลังจากที่หลวงปู่ท่านทำอุโบสถเช้าหรือเย็นเสร็จแล้ว

หลวงปู่จะปลุกเสกปรอทแล้วจึงบรรจุปรอทลงในหอยเบี้ย แล้วนำชันโรงมาปิดปากเบี้ย จากนั้นท่านก็บริกรรมพระเวท แล้วจึงให้นำไปหุ้มตะกั่วกับพระในวัดจนเสร็จเรียบร้อยจึงนำกลับมาให้ท่านลงอักขระอีกทีหนึ่ง และปลุกเสกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงมอบเบี้ยให้เจ้าของนำไปถักเชือกเอาตามใจชอบ ส่วนมากก็ให้พระภายในวัดช่วยถักให้ บ้างก็ลงรัก บ้างก็ลงยางมะพลับ เพื่อให้เชือกที่ถักมีความคงทน แล้วลงคาถาอาคมเสกเบี้ยแก้ทุกลูก



การสร้างเบี้ยแก้

เมื่อหาตัวเบี้ยมาได้แล้ว (เบี้ยพวกนี้ไม่ค่อยพบในบ้านเรา สมัยก่อนต้องหาซื้อตามร้านเครื่องยาจีน
เข้าใจว่าเบี้ยที่นำมาใช้นี้จะถูกนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าจากประเทศจีนในอดีต.....) คณาจารย์
ผู้สร้างก็บรรจุปรอทที่ปลุกเสกแล้วเข้าไปในตัวเบี้ย แล้วหาวิธีอุดมิให้ปรอทไหลออกมาได้ (ปรอทที่ใช้
นี้เป็นปรอท หรือปรอทดินโบราณมีวิธีการจับปรอทโดยนำไข่เน่าไปทิ้งไว้ในน้ำครำไม่ช้าปรอทจะกิน
ไข่เน่าจนเต็ม)

ปรอทมีคุณสมบัติเป็นของเหลวลื่นไหลการจะนำปรอทมาบรรจุเบี้ยแก้ คณาจารย์ผู้สร้างจำต้องมีพระเวท
เข้มขลัง เพราะต้องใช้พระเวทฆ่าปรอทหรือบังคับให้ปรอทรวมตัวกันอยู่ในเบี้ยบางราย ถึงกับบริกรรมพระเวท
เรียกปรอทเข้าในตัวเบี้ยได้เอง การปิดปากเบี้ยเพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมาได้นั้นนิยมเอาชันโรงใต้ดิน
ที่ปลุกเสกแล้วมาอุดใต้ท้องเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย แล้วจึงหุ้มด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง

เช่น ผ้าแดง แผ่นตะกั่วแผ่นทองแดง วัสดุที่ใช้หุ้มหรือปิดนี้ก็ต้องลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกกำกับด้วย เช่นเบี้ยแก้หลวงปู่บุญ
วัดกลางบางแก้วจะมีลวดทองแดงขดเป็นห่วง ๓ ห่วง เพื่อให้ใช้เชือกคล้องคาดเอว

เบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอทจนกระทั่งถักหุ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขึ้นตอนกรรมวิธี
เพราะคณาจารย์เจ้าผู้สร้างท่านต้องปลุกเสกกำกับอีกจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงๆ แล้วเล่ากันว่า คณาจารย์บางรูป
และสามารถปลุกเสกเบี้ยแก้จนตัวเบี้ยคลานได้เหมือนหอย


- ป้องกันอัตวิบากกรรม แก้ภาพหลอน จิตรหลอน ภาพอุปทาน แก้อำนาจภูผีปีศาจ อาถรรพณ์เวททำให้
มัวเมาขลาดกลัว ขนพองสยองเกล้า ลมเพลมพัด คุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวงอุบาทวเหตุ อุบาทวภัย
ทั้งปวง มัวเมายาพิษ ยาสั่งทั้งหลาย ไข้ป่า ไข้ป้าง ไข่ผีป่า ผีโป่ง ผีปอบ ต้องกระทำจากภูตผี ผีพราย
ผีตายโหง กองกอยวิกลจริต จิตวิกลวิกาล วิญญาณ อุปาทานวิกลเหมือนผีเข้าเจ้าสิงสู่ปราศจากสิ้นแล


- ให้อธิษฐานเอาน้ำมนต์ เอาดอกพุทธรักษาดอกไม้ ดอกเข็มแดงหลากสี ตั้งขันธูปเทียน ขันห้า
ข้าวตอก ดอกไม้ แก้บาดทะพิษ บาดทะยัก อัมพาต บาดแผล ฝีมะเร็ง ฝีคุณ หัวพิษ หัวกาฬ ซางชัก
ซางขนพอง สันนิบาตลูกหมา สันนิบาตลูกนก หลังแอ่น คางแข็ง บ้าหมู ภายนอกภายใน ข้าวปลาอาหารเป็นพิษ คางแข็ง เคี้ยวไม่กลืนเลยแล อาบกินด้วย ตั้งจิตหน่วงลงในคุณพระศรีรัตนตรัยใช้ได้แล

- เมื่อเข้าศึกสงครามให้เอาไว้ด้านหน้า สารพัดศัตรูบีทาย่ำรุกไล่ ให้เอาไว้ด้านหลัง สารพัดศาสตรามิต้องข้างกายเลย
ดุจฝนเสนห่า หาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้าขุนมูลนาย ให้เอาไว้ด้านข้างขวา เมื่อหาหญิง หานางพญาไว้ข้างซ้าย

- ปลิงก็ดี ทากร้ายก็ดี มีในป่ามืด ในน้ำห้วยหนอง คลองบึง มันไม่เกาะกินเลือดทั้งวัวทั้งควาย ช้างม้า
ก็ดีแล แก้งูพิษ เขี้ยวขนอน แมวเซา เห่าแก้วก็ดี มิต้องกายมาขบกัดเลยแล

วาโยรัตนะ 27-03-2009 08:19

เบี้ยแก้ ตำราหลวงปู่ทัต

พระครูธรรมจริยาภิรม หรือ "หลวงปู่ทัต อินทโชติ" อดีตเจ้าอาวาสวัด คฤหบดี รูปที่ ๗ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ซึ่งท่านได้รับการอุปสมบท โดยมี หลวงปู่รอด วัดนายโรง เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับการถ่ายทอดวิชาทั้งในด้านกฤตยาคมขลังทางพุทธาคมและสรรพวิชาต่างๆ โดยเฉพาะวิชาการทำ "เบี้ยแก้" อันเป็นวิชาเอก และท่านก็เจริญรอยตามพระอาจารย์ ทำขึ้นแจกจ่ายให้กับบรรดาสานุศิษย์ทั่วไป จนเป็นที่เลื่องลือระบือไกล ครั้นต่อมา "หลวงปู่ทัต" ได้มรณภาพลง "หลวงปู่พลอย" ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านก็ได้ทำเบี้ยแก้เจริญรอยตามพระอาจารย์สืบต่อมา พ.ศ.๒๔๙๑ หลวงปู่พลอยจึงมอบตำราวิชาการทำเบี้ยแก้นี้ให้แก่วัดคฤหบดีเป็นผู้รักษาไว้ และท่านก็ได้เดินทางไปอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นถิ่นกำเนิดของท่าน การทำ "เบี้ยแก้ของวัดคฤหบดี" จึงหยุดชะงักสิ้นสุดลงนับตั้งแต่นั้นมา

จนกระทั่งมาช่วงกลางปี พ.ศ.๒๕๔๙ พระวิหารได้พังทลายลงมา ทางวัดคฤหบดีจึงได้มอบหมายให้ "พระมหาจารุวัช" ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม และหลวงพ่อบุญมาก วัดโพธิ์ แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ จัดสร้างเบี้ยแก้ตามตำราของหลวงปู่ทัต อินทโชติ ทุกประการ เพื่อจะได้มอบให้กับผู้ที่ร่วมทำบุญบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารที่พังลงมาให้แล้วเสร็จ

มวลสารประกอบด้วยปรอท ตัวเบี้ย และใช้ชันโรงธรรมชาติเป็นตัวอุดตะเข็บเบี้ย หุ้มด้วยตะกั่ว ลงจารอักขระ สายหลวงปู่ทัตและหลวงปู่เจือ นำเข้าพิธีปลุกเสกโดยหลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว หลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อม และหลวงพ่อบุญมาก วัดโพธิ์ บางระมาด

พุทธานุภาพ "เบี้ยแก้" หลวงปู่ทัตนั้น มีสรรพคุณร้อยแปดพันเก้าประการสุดที่ยากบรรยาย ครอบคลุมทุกด้านป้องกันสิ่งชั่วร้าย และแก้เหตุร้ายให้กลับกลายเป็นดี พ่อค้าแม่ค้าขายหมั่นไว้บูชาจะไต่เต้าเป็นเจ้าสัว จักให้คุณเป็นถึงเจ้าพระยาพานทอง ทรัพย์สินของเต็มวัง อีกช้างม้า วัว ควาย นับได้เหลือหลาย แก้โรคภัยไข้เจ็บ ให้หนักเป็นเบา แก้คุณไสย ยาสั่ง ภูตผีปีศาจ อาถรรพ์อาเพศอัปมงคล เสนียดจัญไรทั้งหลาย และรวมทั้งให้คุณผู้บูชา และให้โชคลาภเรียกทรัพย์ เมื่อบูชาให้อธิษฐานตั้งจิตหน่วงลง ในคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณของหลวงปู่ทัต อินทโชติ ใช้ได้ตามความปรารถนาทุกประการ

วาโยรัตนะ 27-03-2009 08:25

เบี้ยแก้มีอิทธิฤทธิ์ทางด้านการป้องกันคุณไสย มนต์ดำ ยาเสน่ห์ กันเขี้ยวงา หรือ แม้กระทั่งกันผี เบี้ยแก้ที่ดังๆ เป็นที่รู้จักกันมีอยู่ 2 สำนัก คือ เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง และ เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ว่ากันว่าอาคมของหลวงปู่ทั้งสองนี้ เข้มขลังนัก ขนาดที่ว่าเสกเบี้ยให้คลานเหมือนหอยได้เลยทีเดียว

วิธีการสร้างเบี้ยแก้คือการนำปรอทที่ปลุกเสกแล้วเข้า ไปอยู่ในตัวเบี้ย แล้วหาวิธีอุดไว้ไม่ให้ปรอทหนีออกมาได้ อย่างของอาคมประเภท ลูกอม หรือลูกสะกด ต่างๆ ที่ต้องนำปรอทมาหลอมกับทองแดง เงิน ทองคำนั้นเรียกว่าปรอทที่ตายแล้ว ส่วนปรอทที่นำมาทำเบี้ยแก้เรียกว่าปรอทเป็น โดยเมื่อเขย่าตัวเบี้ยแก้แล้วจะได้ยินเสียงดัง "ขลุกๆ" อยู่ในตัวเบี้ย

ถ้าทำเบี้ยในช่วงฤดูร้อน ปรอทจะมีการขยายตัวมาก ทำให้เวลาเขย่าในสภาวะอากาศร้อนก็จะไม่ค่อยได้ยินเสียง "ขลุก" แต่ถ้าในเบี้ยตัวเดียวกั มาเขย่าในช่วงอากาศหนาวปรอทจะหดตัวลงทำให้มีพื้นที่ในตัวเบี้ยเหลือทำให้เขย่าแล้ว ได้ยินเสียง "ขลุก" ได้ชัดเจน


เมื่อกรอกปรอทเสร็จแล้วจะปิดช่องด้วยชันนะโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้ว และหุ้มด้วยผ้าแดงหรือแผ่นตะกั่วแผ่นทองแดงแล้วจึงนำ มาถักเชือกหรือหุ้มทำห่วงไว้ให้ผูกเอวหรือห้อยคอ ขั้นตอนสุดท้ายคือการปลุกเสกกำกับอีกครั้งหนึ่ง

เสียงของเบี้ยแก้แต่ละตัวไม่เหมือนกันบางตัวก็ดังมาก บางตัวก็ดังน้อย บางตัวบรรจุปรอทน้อยเกินไปการกระฉอกของปรอทจะดังคล่อ งแคล่วดีแต่ก็ขาดความหนักแน่น บางตัวบรรจุปรอทมากไปก็อาจจะทำให้เสียงน้อยหรือไม่ได ้ยินเลยก็มี

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนะครับ คราวหน้าคราวหลังถ้าได้ไปเช่าหาเบี้ยแก้ก็อย่าลืม "เขย่า" ใกล้ๆ หู ฟังเสียงปรอทมันกระฉอกชอบเสียงแบบไหนก็เลือกตัวนั้นเ ลย เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับสำหรับเบี้ยแก้ที่มีชื่อเสี ยงของสำนักอื่นๆ

๑. เบี้ยแก้หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน อ่างทอง
๒. เบี้ยแก้หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ อ่างทอง
๓. เบี้ยแก้หลวงพ่อโปร่ง วัดท่าช้าง อ่างทอง
๔. เบี้ยแก้หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ อ่างทอง

สังเกตุดูว่าเบี้ยแก้ที่มีชื่อเสียงนั้นมาจากจ.อ่างทองซะมาก เพราะเป็นวิชาที่สืบสานต่อกันมาครับ เหมือนเบี้ยแก้วัดกลางบางแก้ว นครปฐมก็สืบสานกันมา ๔ รุ่นแล้วเช่นกัน ปัจจุบันอาจารย์เจือเป็นรุ่นที่ ๔ ครับ

เขาว่ากันว่าเบี้ยแก้เป็นวัตถุมงคลชั้นสูงที่เป็นเครื่องเตือนใจให้กลัวภัย
ที่เรามองไม่เห็นหากนำติดตัวไว้ย่อมปกป้องภัยอันตราย ได้ทั้งปวงเป็นเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุตม์ กันผีร้ายได้ทุกประการ
วิธีการฟังเสียงปรอทในท้องเบี้ย...บางท่านเขย่าเหมือนเขย่าขวดยา ซึ่งไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด ก็เก๊จะใช้น้ำมันใส่ตะกั่วกลม หรือวัสดุอย่างอื่นที่มีน้ำหนักแทน.. ฉะนั้น เวลาจะฟังเสียงปรอทเดิน ควรจะหงายท้องเบี้ยขึ้น เขย่าในลักษณะของการคลอนเบา ซ้าย-ขวา เพื่อฟังเสียงหรือสัมผัสถึงเวลาปรอทโยนตัว จะประมาณสองครั้ง... ท่านที่เคยเขย่าเต๋าน่าจะรู้ดี

เบี้ยแก้ทางสายอ่างทอง เช่นของหลวงพ่อภักต์ หลวงพ่อโปร่ง เวลาเขย่าเพื่อฟังเสียงปรอทจะดังไม่เหมือนกับสายวัดก ลางครับ คือเสียงจะดังแซ็ด ๆ ไม่ดัง ขลุก ๆ เนื่องจากเบี้ยสายอ่างทองจะนิยมใส่ตะกั่วตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ไว้ในเบี้ยแก้ด้วยครับ

วาโยรัตนะ 27-03-2009 14:31

ขั้นตอนการทำที่ละขั้นตอนครับ
๑.คัดเลือกหอยเบี้ย นับให้ได้ฟัน ๓๒ ซี่ ตามขนาดเมื่อได้แล้วก็จะนำชันโรง มาพอกหัวและท้ายเบี้ย กรรมวิธีนี้เรียกว่า "การเสี้ยมเขาเบี้ย"เพื่อให้ง่ายต่อการส่งต่อการกรอกปรอท จะได้ดังในรูปครับ



http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/a1.jpg

ภาพของชันโรง





ภาพ"การเสี้ยมเขาเบี้ย"

http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/a3.jpg

จะได้ดังภาพนี้ครับ

วาโยรัตนะ 27-03-2009 14:46

๒. นำไป"กรอกปรอท" แล้วปิดปากให้เรียบร้อยแล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนการตีตะกั่วหุ้มเบี้ยครับ

http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/c6.jpg
ตีแผ่นตะกั่วปิดบน[/SIZE]

http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/c8.jpg
แผ่นตะกั่วปิดล่าง มียันต์ลงเรียบร้อยแล้ว

http://i113.photobucket.com/albums/n...island/c18.jpg
เมื่อประกอบ เก็บขอบเสร็จ

http://i113.photobucket.com/albums/n...8_82337_1_.jpg
เมื่อหุ้มล่างแล้วจะเป็นแบบดังรุปนี้ครับ

http://i113.photobucket.com/albums/n...8_82337_2_.jpg
เมื่อหุ้มทั้งสองด้านเก็บขอบแล้ว

วาโยรัตนะ 27-03-2009 15:00

๓. หลังจากนั้นก็นำไป"จารอักขระเลขยันต์"


http://i113.photobucket.com/albums/n.../untitled5.jpg

http://i113.photobucket.com/albums/n...00137115-1.jpg
เมื่อจารเสร็จแล้ว



๔.หลังจากนั้นทำขั้นตอนหุ้มผ้า แล้วนำมาทำ"การถักเบี้ย"

http://i113.photobucket.com/albums/n...d/DSC04833.jpg

http://i113.photobucket.com/albums/n...d/DSC04834.jpg

http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/z1.jpg

http://i113.photobucket.com/albums/n...6176_thumb.jpg

ที่มาจาก กรรมวิธีการทำเบี้ยแก้ หลวงปู่เจือ http://romphosai.com/forums/forum26/thread2687.html

วาโยรัตนะ 27-03-2009 15:30

ชันโรง ซึ่งก็คือ รังของแมลงชนิดหนึ่ง ซึ่งทำรังอยู่ใต้ดิน แต่ที่จะนำมาใช้ทำเบี้ยแก้ได้นั้น ต้องเป็นรังที่อยู่กลางแจ้ง ไม่ใช่อยู่โคนต้นไม้ รังของแมลงชนิดนี้ มีความใกล้เคียงกับรังผึ้งคือจะมีน้ำหวานอยู่ภายในด้วย ส่วนที่เป็นน้ำหวานนั้น ใช้ไม่ได้ครับ เพราะเหลวและไม่แกร่ง อุดปรอทไม่อยู่ ต้องเลือกเอาแต่ส่วนของรังเพียงอย่างเดียว ซึ่งในขณะที่อุดขึ้นจากดินนั้น บางครั้งต้องขุดลึกลงไปกว่าสามเมตรนะครับกว่าจะถึงตัวรัง ดังนั้นจึงมีสิ่งเจือปนมาเยอะ เช่น เศษดิน กรวด และไม้ ดังนั้นก่อนจะนำมาใช้งานได้ต้องทำความสะอาดรวมทั้งตำหรือนวดให้ได้ที่เสียก่อน บางทีตอนที่ไปช่วยหลวงปู่เสี้นมเขาและไล้ชันให้เรียบร้อยภายหลังที่หลวงปู่อุดเบี้ยแล้วนั้น ก็ต้องเลือกเอาเศษกรวดหรือสิ่งเจือปนออกให้หมดด้วยครับ มิฉะนั้นอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เบี้ยรั่ว ได้ง่ายครับ

http://i113.photobucket.com/albums/n...and/im9cu5.jpg
ตัวแมงชันโรงและรังของ "ชันโรง"

http://i113.photobucket.com/albums/n...risland/a1.jpg

วาโยรัตนะ 27-03-2009 15:41

ใครสนใจ หอยเบี้ยที่มี ฟัน ๓๒ ซี่ บอกมานะครับ กระผมหาให้ได้ ทีภูเก็ตมีเยอะครับ

ผึ้ง 27-03-2009 22:58

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ไปเช่าเบี้ยแก้ที่วัดกลางบางแก้วมาค่ะ
ได้ยินมาว่าหลวงปู่เจือ ท่านรับแขก ช่วงหนึ่งก็เวลาบ่ายกว่า ๆ

อีกเวลาหนึ่งที่หลวงปู่เจือ ท่านเริ่มรับแขก คือเวลาประมาณ ๖.๓๐ - ๑๙.๓๐ น.
หลวงปู่ท่านจารให้เองกับมืออีกรอบ และเสกให้อีกครั้ง

วันนั้นเข้าไปเลือกเบี้ยแก้ ได้ในตู้ที่อยู่ในกุฏิหลวงปู่เจือ
ได้เห็นเบี้ยครูด้วยค่ะ ใหญ่มาก ๆ
(ใช่ที่อยู่ในถาดในรูปที่ ๓ ใช่ไหมคะ )
ท่าทางยิ่งหาชม ได้ยากกว่า

ประวิทย์ 06-03-2010 10:32

แล้วชันโรงหาซื้อได้แถวไหนใครรู้บ้างครับ

ใต้ร่มไม้ใหญ่ 30-03-2010 11:38

ชันโรงหาซื้อได้ที่ร้านขายยาไทยเเผนโบราณครับ เพื่อนผมไปซื้อมาซ่อมเบื้ยเหมือนกัน เเบ่งขายเป็นซองเล็ก ๆ ซองละ ๑๕ บาท กิโลละสองพันกว่าบาท ร้านขายยาไทยที่หน้าวัดกลางบางเเก้วก็มีขายครับ

ตาตั้ม 21-03-2017 08:42

1 Attachment(s)
ปรอท ชันโรง เบี้ย ตะกั่วแผ่น
ลองสอบถามร้านขายยาเอียะแซ ๐๓๔-๑๔๐๖๒๗, ๐๘๐-๔๓๑๓๕๖๒
ร้านอยู่ในตลาดก่อนถึงวัดกลางบางแก้วครับ
ทางร้านมีบริการส่งของทางไปรษณีย์ด้วยครับ


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:13


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว