PDA

View Full Version : อันเนื่องมาจากกัลยาณมิตร


สายท่าขนุน
19-07-2009, 00:58
คิดจะเปิดกระทู้นี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเห็นคุณของน้องที่ทำงานท่านหนึ่ง
แต่เกรงว่าเรื่องที่นำมาลงอาจจะกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบนัก จึงลังเลอยู่
จนคิดได้ว่าตั้งเป็นกระทู้เปิดแบบนี้ดีกว่า:af48944b:
ที่จริงก็มีเพื่อนและคนรอบข้างอีกมากที่เป็นเหตุจูงใจให้เราใฝ่ดี แต่ขอเริ่มจากน้องท่านนี้ก่อน

เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กหัวใจแกร่ง คอยส่งหัวข้อธรรมะ บอกบุญแก่คนรอบข้าง
และเท่าที่เห็นเธอมุ่งสั่งสมทานบารมีมาหลายปี... น่าจะเกิน ๑๐ ปีได้แล้ว
เธอมุ่งมั่นทุ่มเทเรื่องทานอย่างมาก จนถึงเมื่อประมาณปีที่แล้ว เธอมาบอกว่า
จะเว้นระยะห่างเรื่องทานลง และหันมาใช้เวลากับการปฏิบัติมากขึ้น
หลายปีมาแล้ว เราจะเห็นเธอช่วยงานเวลาที่วัดท่าซุงจัดงานอยู่บ่อยครั้ง
เธอเล่าเรื่องที่ไปร่วมบวชธุดงค์ที่วัดท่าซุงอย่างจริงใจกับบางคนที่ฟังอย่างเข้าใจ
อย่างที่ไม่ให้ใครอื่นที่อาจปรามาสพระจะได้ยิน
เช่น การใช้มโนมยิทธิระหว่างปักกลดแล้วได้พิจารณาธรรมอย่างไรบ้าง
เธอส่งข่าวดี ๆ มาให้พี่สาวคนนี้และท่านอื่นอย่างจริงใจ
และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งเธอจะส่งข่าวอย่างรวดเร็วเวลาที่พระสงฆ์องค์ที่เป็นที่เคารพบูชาละสังขาร
เป็นที่น่าเสียดายว่า เราไม่สามารถหารายการส่งข่าวนั้นย้อนไปได้หลายปีนัก
และปัจจุบันนี้ ความถี่ของการส่งข่าวเช่นนั้นก็ลดลง

ดังนั้น จึงขอเริ่มเรื่องจากข้อความล่าสุดของเธอ แม้จะเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว
แต่ก็แสดงเจตนาดีของเธออย่างยิ่ง เรื่อง "พบพระพุทธศาสนาควรจะไปนิพพาน"

ขอเชิญชวนด้วยว่า
หากท่านใดมีความประทับใจหรือได้รับข้อธรรมเช่นไร อันเนื่องมาจากกัลยาณมิตรเช่นนี้
ขอเชิญแบ่งปันกัน

สายท่าขนุน
19-07-2009, 01:12
ถ้าหากเราเป็นมนุษย์มาพบพระพุทธศาสนา ยังมีความประมาทอยู่ว่าเราควรจะเกิดต่อไป
ก็ชื่อว่าเราอยู่ในภาวะของอวิชชา
คำว่า อวิชชา แปลว่า ความโง่ มีอารมณ์ไม่เข้าถึงความเป็นจริง

ฉะนั้น ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิงจงมีความภูมิใจว่า
เวลานี้เราเกิดมาทันศาสนาขององค์พระจอมไตรบรมศาสนาสัมพุทธเจ้า
ในขณะที่อริยมรรคอริยผลยังบริบูรณ์และสมบูรณ์

ฉะนั้น การทำตนให้เข้าถึงพระอริยมรรคอริยผล ความจริงเป็นของไม่ยาก
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวว่า
บุคคลใดเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาแล้วมี
ศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเสื่อมใส ในพระพุทธศาสนา มีจิตน้อมไปในกุศล
แสดงว่าบุคคลนั้นมีบารมีเข้าถึง ปรมัตถบารมี

คำว่าบารมีนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททราบชัดว่า แปลว่ากำลังใจ
หากบรรดาท่านทั้งหลายสร้างกำลังใจให้ได้ตามบารมีที่กำหนด
อันนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตกล่าวว่า ท่านจะเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน

หนังสือทางสายเอก พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร)
หน้าที่ ๑๔ – ๑๕

หมายเหตุ : เธอแนบรูปหลวงพ่อมาด้วย แต่หากจะนำรูปลงด้วย ก็จะทำให้เปลืองเนื้อที่มากไป

สายท่าขนุน
19-07-2009, 01:46
พระธรรมเทศนาเรื่อง "วิธีแก้อารมณ์ของจิต"
โดย พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

คนเรามีอารมณ์อยู่ในใจทุกคน ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งวันตาย มีอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น อาจจะหนักหรือเบา
รุนแรงหรือไม่รุนแรงต่างกัน มนุษย์เราเกิดขึ้นมาแล้ว ข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความรัก ความชัง
ความโกรธ ความเกลียด ความเพลิดเพลินมัวเมา ฯลฯ ติดอยู่ในสันดานทุกคน
เหตุนั้นจึงฟังเรื่องอารมณ์ต่อไป เพื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์นั้น ๆ

อารมณ์ แปลว่า สิ่งที่พอใจยินดี ถึงแม้สิ่งอันที่ไม่พอใจ มีความโกรธความเกลียด เป็นต้น
มันก็พอใจผูกพันอยู่กับความโกรธความเกลียดนั้น คือ มันไม่ทิ้งไม่วางนั่นเอง จึงเรียกว่าอารมณ์

ที่เกิดของอารมณ์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่เรียกว่า อายตนะทั้งหก เป็นบ่อเกิดของอารมณ์
ท่านว่าเป็นบ่อเกิดมิใช่เกิดจากอายตนะ ความเป็นจริงอารมณ์มิใช่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย
มันเกิดจากจิตต่างหาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นแต่เพียงประตู

เปรียบเหมือนประตูหรือหน้าต่างของบ้านเรือนนั่นแหละ พอได้ยินเสียงอันใดก็ไปเปิดประตูดู ไปส่องดูตามหน้าต่าง
อยากเห็นอะไรก็ไปส่องดูตามนั้นแหละ แต่ผู้ส่องไม่ใช่หน้าต่าง หน้าต่างเป็นเพียงช่องสำหรับส่องดู
ผู้ส่องดูคือคนดูต่างหาก

ถึงแม้จะไม่มีประตูหน้าต่าง คือ ไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่จิตมันยังมีอยู่ มันก็ยังเห็นอยู่
ดังนั้นจึงว่าอารมณ์ไม่ได้เกิดที่ ตา หู จมูก ลิ้น กายนั่นหรอก มันเกิดที่จิต ถ้าหากเรามาพิจารณาแยกออกไป
แยกกาย แยกใจ กับอารมณ์นั้น ก็จะเห็นชัดด้วยใจของตนเองว่า อารมณ์เป็นอันหนึ่ง ใจเป็นอันหนึ่ง อายตนะเป็นอันหนึ่ง
แต่อารมณ์ก็เกิดจากจิตนั่นเอง

ในการที่แยกพิจารณานั่นเอง อารมณ์ กับ ใจ มันเลยออกจากกันไม่รู้ตัว ใจไม่มีอารมณ์ มันหายไปเลยทีเดียว
ทีนี้เราไม่ได้พิจารณาแยกเช่นนั้น เราไปหากันแต่อารมณ์ ไม่หาใจ เลยไม่รู้จักว่า มันแยกกันออก
เช่น เวลารักสิ่งใดก็เลยไปชอบใจ ไปพอใจด้วยสิ่งนั้น สิ่งที่เรารักนั่นแหละ ไปยินดีพอใจพัวพันอยู่แต่ในสิ่งที่รักนั้น
หรือพอไปโกรธไปเกลียดสิ่งที่ไม่ถูกใจเข้า ก็ชอบคิดวนเวียนอยู่แต่ในสิ่งนั้นแหละ มันก็เลยติดอยู่เพียงแค่นั้น
ไม่เข้าถึงใจสักที

ครั้นมาพิจารณาแยกอย่างนี้ คือ พิจารณาใจ ใจ คือตัวกลาง ดังที่เคยอธิบายให้ฟังมาแล้ว ใจ ไม่มีอะไรเลย
ความคิดนึกปรุงแต่งไม่มี อดีตไม่มี อนาคตไม่มี มีความรู้สึกแต่ปัจจุบันเท่านั้น

ส่วนอารมณ์ เช่น ความรักลูก รักหลาน รักภรรยาสามี รักสิ่งต่าง ๆ ทั้งหมด มันพาให้ไปคิดถึงเรื่องของคนที่เรารักนั้น
ปรุงแต่งอดีตอนาคต มันจะเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนี้ โดยที่มันยังไม่ทันเป็นก็อยากให้มันเป็น
หรือมันเป็นไปแล้วก็คิดนึกปรุงเพลิดเพลินไปต่าง ๆ นั่นจึงเรียกว่า อารมณ์ มันไม่อยู่คงที่ ไม่อยู่ในที่เดียว ไม่ลงปัจจุบัน

ถ้าหากลงปัจจุบันก็หมดเรื่อง มันวางเรื่องต่าง ๆ ที่คิดนึกปรุงแต่งทั้งหมด อารมณ์ก็ไม่มี อยู่เฉย ๆ เป็นกลาง ๆ
ไม่คิดนึก เข้าถึงใจเลย ตัวกลาง ๆ นั่นแหละคือตัวใจ

ขอให้เห็นให้รู้จักตัวกลางนั่นเสียก่อน ถึงมันจะไม่เป็นสมาธิก็ช่าง ให้เห็นตัวกลางเพื่อให้รู้จักตัวเดิมของมัน
ความรักความชังเกิดมาจากตัวกลาง ๆ นั่นแหละ มันเป็นเหตุให้เกิดอดีตอนาคต
ถ้าไม่มีของกลางก็หมดเรื่อง เพราะตัวที่จะออกไปปรุงไปแต่งเป็นอดีตอนาคตไม่มี

ตัวกลางนี้จึงเรียกว่า ใจ ตัวที่คิดนึกปรุงแต่งเรื่องต่าง ๆ ทั้งปวงเรียกว่า จิต หรือเรียกว่า เจตสิก
ก็ตามแต่จะเรียกกันไป ในที่นี้จะเรียกว่า จิต

จิต ไม่มีหยุดนิ่งอยู่ได้ ถ้าจะวิ่งตามความปรุงความแต่งของจิตไม่มีที่สิ้นสุด วันหนึ่ง ๆ มันไปรอบด้าน
มันปรุงมันแต่งคิดโน่นคิดนี่ทุกอย่างมันไม่หยุดไม่อยู่ จะวิ่งตามมัน โอ๊ย ไม่ไหวหรอก เหมือนคนวิ่งตามเงา
จะวิ่งเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ทันเงา หากหยุดวิ่ง เงาก็หยุดกึ๊กเลย จิตก็เหมือนกันมันไม่หยุดสักที
ถ้าเราหยุดกึ๊กลงไปเท่านั้น มันอยู่คงที่เลยไม่ต้องวิ่งตาม

เหตุนั้นจึงว่า ให้เห็นตัวเดิมของมันเสียก่อน เมื่อเห็นตัวเดิมแล้วคราวนี้จึงรู้ว่า อารมณ์ ก็คือ จิต นั่นแหละ
คิดนึกส่งหน้าส่งหลังอดีตอนาคต ยินดีอยู่กับความคิดปรุงคิดแต่ง ไม่ว่าจะคิดกุศลหรืออกุศล

เช่น ความโกรธ ความจริงที่แท้ไม่อยากโกรธหรอก แต่หากวางไม่ได้ คือ มันยินดี มันติดใจในเรื่องนั้น
คิดนึกปรุงแต่งแต่เรื่องความโกรธนั่นแหละ วางไม่ได้ทอดทิ้งไม่ได้ มันเป็นอารมณ์ในเรื่องนั้น

จะละ จะทิ้ง จะถอน อารมณ์อย่างไร เรามาลองคิดดูว่า ถ้าหากเราไม่คิดจะเป็นอย่างไร ?
เมื่อไม่คิด ไม่ปรุง ไม่แต่ง มันก็เฉย ๆ เท่านั้นเอง นี่แหละคือตัวกลาง

เมื่อเข้าถึงตัวกลางได้แล้ว ความโกรธ ความไม่พอใจ ความรัก อารมณ์ต่าง ๆ ก็หลุดออกไปหมด
อันนี้คือ วิธีแก้อารมณ์ คือ แยก ใจ ออกจากอารมณ์เสีย แล้วเอาแต่ใจอย่างเดียว อย่าไปเอาอารมณ์
เท่านั้นก็เป็นว่าแยกได้ทุกสิ่งทุกอย่างหมด

ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความชัง ความโกรธเกลียด อิจฉา พยาบาท ความวิตก ความกลัว ความเศร้าโศกคับแค้นใจ
ความเพลิดเพลินมัวเมา สรรพกิเลสทั้งปวงหมด ต้องแยกอย่างนี้ ต้องพิจารณาอย่างนี้ จึงจะเข้าถึงตัว ใจ
เมื่อเข้าถึง ใจ แล้ว สิ่งทั้งปวงมันก็ถอนรากไปพร้อมกัน ก็หมดเรื่อง

วันนี้ได้อธิบายถึงเรื่อง อารมณ์และวิธีแก้อารมณ์ โดยเฉพาะเพียงแค่นี้ เอวํ ฯ


คัดจากหนังสือ "เทสรังสีบูชา ๒๙" เนื่องในการบำเพ็ญกุศล ครบรอบปีที่ ๗ แห่งการละสังขาร
ของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนองคาย

สายท่าขนุน
19-07-2009, 02:30
หลังจากที่ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กลับจากเชียงใหม่ เข้าพำนักที่วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
ตามคำสั่งของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ก่อนเดินทางไปอุดรธานี
ในระยะที่ท่านพักอยู่ที่นั้น ปรากฏว่ามีคนมาถามปัญหากับท่านมาก
มีปัญหาของบางรายที่แปลกกว่าปัญหาทั้งหลาย ซึ่งมีดังนี้

(จาก “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

ชาวกรุงเทพฯ : ได้ทราบว่าท่านรักษาศีลองค์เดียว มิได้รักษาถึง ๒๒๗ องค์ เหมือนพระทั้งหลายที่รักษากันใช่ไหม

หลวงปู่มั่น : ใช่ อาตมารักษาเพียงอันเดียว

ชาวกรุงเทพฯ : ที่ท่านรักษาเพียงอันเดียวนั้นคืออะไร

หลวงปู่มั่น : คือใจ

ชาวกรุงเทพฯ : ส่วน ๒๒๗ นั้นท่านไม่ได้รักษาหรือ

หลวงปู่มั่น : อาตมารักษาใจไม่ให้คิดพูดทำในทางผิด อันเป็นการล่วงเกินข้อห้ามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
จะเป็น ๒๒๗ หรือมากกว่านั้นก็ตาม บรรดาที่เป็นข้อบัญญัติห้าม อาตมาก็เย็นใจว่า ตนมิได้ทำผิดต่อพุทธบัญญัติ
ส่วนท่านผู้ใดจะว่าอาตมารักษาศีล ๒๒๗ หรือไม่นั้น สุดแต่ผู้นั้นจะคิดจะพูดเอาตามความคิดของตน
เฉพาะอาตมาได้รักษาใจอันเป็นประธานของกายวาจาอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดมา นับแต่เริ่มอุปสมบท

ชาวกรุงเทพฯ : การรักษาศีลต้องรักษาใจด้วยหรือ

หลวงปู่มั่น : ถ้าไม่รักษาใจจะรักษาอะไรถึงจะเป็นศีลเป็นธรรมที่ดีงามได้
นอกจากคนที่ตายแล้วเท่านั้น จะไม่ต้องรักษาใจ แม้กายวาจาก็ไม่จำต้องรักษา
แต่ความเป็นเช่นนั้นของคนตายนักปราชญ์ท่านไม่ได้เรียกว่าเขามีศีล
เพราะไม่มีเจตนาเป็นเครื่องส่องแสดงออก
ถ้าเป็นศีลได้ควรเรียกได้เพียงว่า ศีลคนตาย ซึ่งไม่สำเร็จประโยชน์ตามคำเรียกแต่อย่างใด
ส่วนอาตมามิใช่คนตายจะรักษาศีลแบบคนตายนั้นไม่ได้
ต้องรักษาใจให้เป็นศีลเป็นธรรมสมกับใจเป็นผู้ทรงไว้ทั้งบุญทั้งบาปอย่างตายตัว

ชาวกรุงเทพฯ : ได้ยินในตำราว่าไว้ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล
จึงเข้าใจว่าการรักษาศีลไม่จำเป็นต้องรักษาใจก็ได้ จึงได้เรียนถามอย่างนั้น

หลวงปู่มั่น : ที่ว่ารักษากายวาจาให้เรียบร้อยนั้นก็ถูก แต่กายวาจาจะเรียบร้อยเป็นศีลได้นั้นต้นเหตุมาจากอะไร
ถ้าไม่เป็นมาจากใจผู้เป็นนายคอยบังคับกายวาจาให้เป็นไปในทางที่ถูก
เมื่อเป็นมาจากใจ ใจจะควรปฏิบัติอย่างไรต่อตัวเองบ้าง
จึงจะควรเป็นผู้ควบคุมกายวาจาให้เป็นศีลเป็นธรรมที่น่าอบอุ่นแก่ตัวเอง และน่าเคารพเลื่อมใสแก่ผู้อื่นได้
ไม่เพียงแต่ศีลธรรมที่จำเป็นต้องอาศัยใจเป็นผู้คอยควบคุมรักษาเลย
แม้กิจการอื่น ๆ จำต้องอาศัยใจเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยดี
การงานนั้น ๆ จึงจะเป็นที่เรียบร้อยไม่ผิดพลาดและทรงคุณภาพโดยสมบูรณ์ตามชนิดของมัน
การรักษาโรคเขายังค้นหาสมุฏฐานของมัน จะควรรักษาอย่างไรจึงจะหายได้เท่าที่ควร ไม่เป็นโรคเรื้อรังต่อไป
การรักษาศีลธรรมไม่มีใจเป็นตัวประธานพาให้เป็นไป
ผลก็คือความเป็นผู้มีศีลด่างพร้อย ศีลขาดศีลทะลุ ความเป็นผู้มีธรรมที่น่าสลดสังเวช
ธรรมพาอยู่ธรรมพาไปอย่างไม่มีจุดหมาย ธรรมบอ ธรรมบ้า ธรรมแตก
ซึ่งล้วนเป็นจุดที่ศาสนาจะพลอยได้รับเคราะห์กรรมไปด้วยอย่างแยกไม่ออก
ไม่เป็นศีลธรรมอันน่าอบอุ่นแก่ผู้รักษา และไม่น่าเลื่อมใสแก่ผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างเลย

อาตมาไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก บวชแล้วอาจารย์พาเที่ยวและอยู่ตามป่าตามเขา
เรียนธรรมก็เรียนไปกับต้นไม้ใบหญ้า แม่น้ำลำธาร หินผาหน้าถ้ำ เรียนไปกับเสียงนกเสียงกา
เสียงสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ตามทัศนียภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง
ไม่ค่อยได้เรียนในคัมภีร์ใบลานพอจะมีความรู้แตกฉานทางศีลธรรม
การตอบปัญหาจึงเป็นไปตามนิสัยของผู้ศึกษาธรรมเถื่อน ๆ
รู้สึกจนปัญญาที่ไม่สามารถค้นหาธรรมที่ไพเราะเหมาะสมมาอธิบายให้ท่านผู้สนใจฟังอย่างภูมิใจได้

ชาวกรุงเทพฯ : คำว่าศีลได้แก่สภาพเช่นไร และอะไรเป็นเป็นศีลอย่างแท้จริง

หลวงปู่มั่น : ความคิดในแง่ต่าง ๆ อันเป็นไปด้วยความมีสติ รู้สิ่งที่ควรคิดหรือไม่ควร
ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม คอยบังคับกายวาจาใจให้เป็นไปในขอบเขตของศีลที่เป็นสภาพปกติ
ศีลที่เกิดจากการรักษาในลักษณะดังกล่าวมาชื่อว่ามีสภาพปกติ ไม่คะนองทางกายวาจาใจให้เป็นกิริยาที่น่าเกลียด
นอกจากความปกติดีงามทางกายวาจาใจของผู้มีศีลว่าเป็นศีลเป็นธรรมแล้ว
ก็ยากจะเรียกให้ถูกได้ว่าอะไรเป็นศีลเป็นธรรมที่แท้จริง เพราะศีลกับผู้รักษาศีลแยกกันได้ยาก
ไม่เหมือนตัวบ้านเรือนกับเจ้าของบ้านเรือนซึ่งเป็นคนละอย่าง ที่พอจะแยกกันออกได้ไม่ยากนัก
ว่านั่นคือตัวบ้าน และนั่นคือเจ้าของบ้าน ส่วนศีลกับคนจะแยกจากกันอย่างนั้นเป็นการลำบาก
เฉพาะอาตมาแล้วแยกไม่ได้ แม้แต่ผลคือความเย็นใจที่เกิดจากการรักษาศีลก็แยกไม่ออก
ถ้าแยกออกได้ศีลก็อาจกลายเป็นสินค้ามีเกลื่อนตลาดไปนานแล้ว
และอาจจะมีโจรมาแอบขโมยศีลธรรมไปขายจนหมดเกลี้ยงจากตัวไปหลายรายแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ศีลธรรมก็จะกลายเป็นสาเหตุก่อความเดือดร้อนแก่เจ้าของเช่นเดียวกับสมบัติอื่น ๆ
ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดความเอือมระอาที่จะแสวงหาศีลธรรมกัน เพราะได้มาก็ไม่ปลอดภัย
ดังนั้น ความไม่รู้ว่า “อะไรเป็นศีลอย่างแท้จริง” จึงเป็นอุบายวิธีหลีกภัยอันอาจเกิดแก่ศีล และผู้มีศีลได้ทางหนึ่ง
อย่างแยบยลและเย็นใจ อาตมาจึงไม่คิดอยากแยกศีลออกจากตัวแม้แยกได้ เพราะระวังภัยยาก
แยกไม่ได้อย่างนี้รู้สึกว่าอยู่สบาย ไปไหนมาไหนและอยู่ที่ใดไม่ต้องเป็นห่วงว่าศีลจะหาย
ตัวจะตายจากศีล และกลับมาเป็นผีเฝ้ากองศีลเช่นเดียวกับคนเป็นห่วงสมบัติ
ตายแล้วกลับมาเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ไม่มีวันไปผุดไปเกิดได้ฉะนั้น

สายท่าขนุน
19-07-2009, 02:41
เป็นรูปและข้อธรรมที่ได้รับเมื่อสิ้นปี ๒๕๔๙

สายท่าขนุน
21-07-2009, 01:30
ปีใหม่เดียวกัน ได้รับข่าวสารอีกฉบับส่งความสุขมาจากน้องท่านนี้ ห่างกันไม่ถึงสัปดาห์

"อุทฺกํ หิ นยนฺติ เนตฺติกา... อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ...ทารุ นมยนฺติ ตจฺฉกา...อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา"
"ชาวนาไขน้ำเข้านา...ช่างศรดัดลูกศร...ช่างไม้ถากไม้...บัณฑิตฝึกตนเอง"

พร้อมด้วยแนบภาพของสมเด็จพระญาณสังวรฯ และข้อความ

พระพรปีใหม่ ๒๕๕๐ สมเด็จพระสังฆราช
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระพรปีใหม่ ๒๕๕๐ ความว่า

“เจริญพร ท่านสาธุชนทั้งหลาย ปีใหม่พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้เวียนมาถึง เป็นโอกาสที่

ท่านทั้งหลายควรได้คิดคำนึงถึงกาลที่ผ่านไปว่า ความดีอะไรที่ได้ทำแล้ว ความดีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ
ส่วนที่ได้ทำแล้วก็ควรปีติอิ่มใจ ส่วนที่ยังไม่ได้ทำก็ควรรีบเร่งทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์
เพื่อความสุขสมบูรณ์ของชีวิต และชาติบ้านเมืองสืบไป

เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลาย
ปราศจากทุกข์ ภัยโรค และเจริญ อายุ วรรณ สุข พล ทั่วกัน
ขออำนวยพร”

สายท่าขนุน
23-07-2009, 22:11
อภิณหปัจจเวกขณ์
ข้อที่พึงพิจารณาเนือง ๆ ๕ ประการ

ชราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต
เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้

พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้

มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
เราจักพลัดพรากจากของที่รัก ของชอบใจทั้งหลาย

กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท
เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ
เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปะฏิสะระโน ยัง กัมมัง กะริสสามิ
เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมอันใดไว้

กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา
เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม

ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ
เราจักต้องเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น

เอวัง อัมเหหิ อภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง
เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนือง ๆ อย่างนี้แล

ข้อพระธรรมนี้ ได้รับมาต่อเนื่องจากการส่งเรื่องราวสัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์มาให้อ่าน
เรื่อง ครูบัวไข-ชนัย คนสองภพที่ระลึกชาติได้ เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม ศกนี้

สายท่าขนุน
23-07-2009, 22:23
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
(ขยายความจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม โดยท่านพระธรรมปิฎก)


ข้อที่สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม ควรพิจารณาเนือง ๆ

๑. ชราธัมมตา
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. พยาธิธัมมตา
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้
๓. มรณธัมมตา
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. ปิยวินาภาวตา
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจักต้องมีความพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕. กัมมัสสกตา
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น

ข้อที่ควรพิจารณาเนือง ๆ ๕ อย่างนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อละสาเหตุต่าง ๆ มี ความมัวเมา เป็นต้น
ที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในความประมาท และประพฤติทุจริตทางไตรทวาร กล่าวคือ :-

ข้อ ๑ เป็นเหตุละหรือบรรเทาความเมาในความเป็นหนุ่มสาวหรือความเยาว์วัย
ข้อ ๒ เป็นเหตุละหรือบรรเทาความเมาในความไม่มีโรค คือ ความแข็งแรงมีสุขภาพดี
ข้อ ๓ เป็นเหตุละหรือบรรเทาความเมาในชีวิต
ข้อ ๔ เป็นเหตุละหรือบรรเทาความยึดติดผูกพันในของรักทั้งหลาย
ข้อ ๕ เป็นเหตุละหรือบรรเทาความทุจริตต่าง ๆ โดยตรง

เมื่อพิจารณาขยายวงออกไป เห็นว่ามิใช่ตนผู้เดียวที่ต้องเป็นอย่างนี้ แต่เป็นคติธรรมดาของสัตว์ทั้งปวงที่จะต้องเป็นไป
เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้เสมอ ๆ มรรคก็จะเกิดขึ้น เมื่อเจริญมรรคนั้นมากเข้า ก็จะละสังโยชน์ทั้งหลาย สิ้นอนุสัยได้

พระคาถาดังกล่าว ควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ เป็นอเนก เพื่อให้เกิดนิพพิทา
ไม่ใช่เฉพาะเวลาสวดมนต์แต่อย่างเดียว จึงจักบังเกิดผลยิ่ง

เป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึก เครื่องเตือนสติ ให้ประกอบกรรมดี

และไม่ใช่เพื่อการพิรี้พิไรรำพันโอดครวญ หรือไปกังวลถึงกรรมในอดีตที่ผ่านไปแล้ว

สายท่าขนุน
23-07-2009, 22:39
ชอบข้อความธรรมะที่พี่จี๋เอามาลงในกระทู้นี้ค่ะ ไพเราะและมีประโยชน์มากค่ะ
ปลื้มใจในบุญที่น้องท่านนี้เอามาฝากจริง ความรู้สึกเดียวกันนี้ก็มีต่อเนื่อง
จนถึงที่ได้อ่านข้อความที่น้องเถรีโพสต์ด้วยเช่นกัน:onion_love: โมทนากัลยาณมิตรทั้งหลาย
ท่านใดประสงค์จะเผื่อแผ่ความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้บ้าง ขอเรียนเชิญ:onion_wink:

สายท่าขนุน
30-07-2009, 02:06
ธรรมสวัสดีเช้าวันพระ สิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙

สมัยหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงปลีกวิเวกออกจำพรรษาแต่พระองค์เดียว
ครั้นออกพรรษาแล้วได้ตรัสในที่ประชุมสงฆ์ว่า
“ ถ้าพวกนักบวชในศาสนาอื่นถามว่า พระสมณโคดมอยู่จำพรรษาด้วยธรรมะข้อใดเป็นเครื่องอยู่โดยมาก
พึงตอบว่า ทรงอยู่ด้วยสมาธิ อันประกอบร่วมด้วยอานาปานสติ
เมื่อภิกษุจะกล่าวธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าบ้าง พรหมบ้าง พระตถาคตบ้าง
พึงกล่าวถึงสมาธิอันประกอบร่วมด้วยอานาปานสติว่าเป็นเครื่องอยู่
ภิกษุผู้ยังเป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ภิกษุเหล่านี้ย่อมเจริญอานาปานสติเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ
ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ ย่อมเจริญอานาปานสติเพื่อความผาสุกในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ ”

(สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค)

สายท่าขนุน
02-08-2009, 04:38
ไม่ทราบว่าเรื่องที่เลือกนำมาลงหนักเกินไปสำหรับผู้อ่านหรือไม่:l43841274qn5:
ได้เลือกเรื่องเล่าที่อาจจะทำให้รู้สึกว่าเบาลง เนื่องจากเคยมีการทำเป็นการ์ตูน

เรื่องนี้ส่งมาสวัสดีตอนเช้า เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๕๐:onion_love:

เรื่องราวบางตอนของท่านอิคยุหรืออิกคิว (ภิกษุนิกายเซนที่มีตัวตนอยู่จริง)

ในญี่ปุ่นมีเรื่องที่ชอบเล่าอย่างชื่นชมยินดีมาทุกยุค นับแต่สมัยอาชิคากะมาจนทุกวันนี้ คือ
เด็กน้อยอิคยุติดตามมารดาไปวัดตั้งแต่ยังเล็ก หลวงพ่อเจ้าวัดท่านก็เรียกไปใช้สอยใกล้ชิด

วันหนึ่ง เช็ดพื้นไปปัดเอาถ้วยชาอย่างดีราคาแพงของอาจารย์ตกแตก
อิคยุเด็กน้อยรู้สึกตกใจมากเพราะรู้แน่ว่าถ้วยอย่างนี้แพง หาไม่ได้อีกแล้ว
ในเมื่อขาดชุดไป ในจิตใจของเด็ก ๆ ก็เหมือน ๆ กับเราท่านทุกคนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
คือเคยทำของมีค่าตกแตกเสียหายมาบ้างแล้ว ลองนึกดูเถิดว่าในคราวอย่างนั้นเด็กธรรมดาก็ย่อมจิตใจว้าวุ่น
คิดอุบายหลบเลี่ยงหรือหนี ปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ทำแตกเหมือน ๆ กันหมด

แต่เด็กชายอิคยุคนนี้ไม่มีโอกาสนิ่งอึ้งคิดหาหนทางแก้ตัวนานนัก
เพราะขณะนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์เดินเข้าห้องมาพอดี
ถ้าเป็นเด็กอื่น หากถึงคราวจวนตัวไม่รู้จะทำประการใดเช่นนั้น ก็จะร้องไห้โฮล่วงหน้า
เพื่ออุทธรณ์ให้ถูกเฆี่ยนน้อยหน่อย แต่เด็กชายอิคยุคนนี้กลับกระวีกระวาดลุกขึ้นยืน
มือทั้งสองถือชิ้นกระเบื้องถ้วยชาซ่อนไว้ข้างหลัง ตาจ้องอยู่ที่อาจารย์ผู้กำลังนั่งบนอาสนะ

ก่อนที่อาจารย์จะสังเกตอะไรผิดปกติ เด็กชายอิคยุก็เข้าคุกเข่าต่อหน้า
ขัดจังหวะเอาไว้ก่อนที่ท่านอาจารย์จะเอื้อมไปรินชาขึ้นซด
ทั้ง ๆ ที่มือทั้งสองก็ยังซ่อนอะไรไว้ข้างหลังไม่ให้อาจารย์เห็น
ท่านอาจารย์ชะงัก เหลียวมาดูไอ้หนูน้อยด้วยใบหน้าละไมเป็นปกติ
เด็กชายอิคยุเห็นหน้าอาจารย์ ก็แน่ใจว่าอาจารย์ไม่ได้ยินเสียงถ้วยชาแตกเมื่อครู่นี้
ทำให้เกิดปฏิภาณขึ้นบัดนั้น เรียนถามปัญหาธรรมะต่อท่านอาจารย์ทันใดว่า

“หลวงพ่อฮะ! ทำไมคนเรานี่นะต้องตายทุกคน ไม่เว้นใครเลยฮะ!?”

“ลูกเอ๋ย! นั่นมันเป็นธรรมชาติ ธรรมดา” หลวงพ่อตั้งต้นชี้แจงโดยซื่อ

ไม่เฉลียวว่าเด็กทำไมเกิดจะมาถามธรรมะเอาตอนนี้ ท่านกล่าวเรื่อยไปอีกว่า
“บรรดาสรรพสิ่งไม่ยกเว้นสิ่งใด ถึงที่ถึงคราวย่อมล่วงหล่นม้วยมรณ์ตายไปอย่างเที่ยงแท้ มิได้ตั้งอยู่นาน”

เด็กชายอิคยุจ้องดูตาท่านอาจารย์อยู่ไม่วาง ฟังอาจารย์ชักนำให้รู้ความเป็นไปของสังขารอยู่จนจบ
เลยยื่นแบเศษถ้วยชาแตกในมือให้อาจารย์ดู พร้อมกับทำหน้าเศร้าเอ่ยว่า
“ถ้วยชาของหลวงพ่อนี้ก็เหมือนกันครับ ถึงคราวมันตายเสียแล้ว”

ความข้อนี้ คนทั้งวัดสรวลเสเฮฮากันไปทั่ว
เมื่อเล่าสู่กันฟัง ทุกคนได้เห็นแววปฏิภาณของเด็กเล็ก ๆ
รู้จักนำความรู้ที่ได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่เขาพูดจาสนทนาธรรมกัน
มาใช้แสดงเชาว์ไวไหวพริบเข้ากับเหตุการณ์จวนตัวให้เห็นปานนั้น

แต่ในสมัยแรก ๆ ก็ยังไม่มีใครคาดฝันว่าเด็กน้อย ๆ นี้ในเวลาต่อมาจะกลับกลายเป็น
ท่านธยานาจารย์อิคยุ ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายเซ็น
ในสมัยที่ท่านโตบวชเป็นพระแล้ว ตัวลูกศิษย์องค์นี้กลายเป็นผู้บรรลุธรรมก่อนอาจารย์ผู้เฒ่าเสียอีก

ใช่แต่เท่านั้น ตัวหลวงพ่อผู้เฒ่าเองก็ไม่เคยนึกมาก่อนว่าเด็กน้อยที่ทำถ้วยชาของท่านตกแตกนี้
จะกลายเป็นครูสอนวิธีตายให้ท่านเอง ขณะที่ท่านกำลังจะดับจิต

สายท่าขนุน
02-08-2009, 04:52
เรื่องที่เล่าต่ออีกในกาลเวลาระยะหลัง ตอนใกล้สิ้นอายุขัยของหลวงพ่อผู้เฒ่าว่า
ครั้งนั้น ขณะที่หลวงพ่อสำรวมจิตจวนจะทำกาลกิริยาอยู่นั้น
ท่านอาจารย์ใหญ่อิคยุก็คลานเข้าไปกราบเรียนถามหลวงพ่อว่า
กระผมต้องบอกหนทางให้หลวงพ่อไหมครับ!

หลวงพ่อยังมีสติดีอยู่ ตอบแผ่ว ๆ ว่า
“ฉันมาก็มาแต่ลำพังผู้เดียว เวลาจะไปก็ไปแต่ลำพังผู้เดียว เจ้าจะมาช่วยอะไรได้เล่า!”

พอดีท่านอาจารย์อิคยุก็ตอบขึ้นด้วยถ้อยคำว่า
“หากหลวงพ่อนึกว่าหลวงพ่อเกิด, แล้วหลวงพ่อต้องตายจริง ๆ แล้ว
นั่นยังถูกบดบังห่อหุ้มด้วยความไม่รู้อยู่อีกนะครับ!

ถ้าอย่างนั้นผมจะบอกทางให้หลวงพ่อละ!
ทางที่ไม่ต้องเรียกว่าเกิด ไม่ต้องเรียกว่าตาย อย่างไรเล่าครับหลวงพ่อ!”

พอสิ้นประโยคถ้อยคำสำคัญยิ่งของลูกศิษย์ หลวงพ่อก็พริ้มดับ นิทานก็จบ

จากเรื่องราวที่เล่ามานี้ เราท่านย่อมทราบแล้วว่านิทานเรื่องนี้ทั้งหมด
มันมาขมวดปมคมคายที่คำบอกหนทางให้แก่คนใกล้จะตายนิดเดียว
แต่ถึงกระนั้นก็ถือว่าเป็นคำพูดที่มีค่าแท้จริงสำหรับอาจารย์ผู้เฒ่าผู้จะลาลับโลกไป

ถ้อยคำที่พูดให้ถูกกาละไม่กี่คำ ในสภาพการณ์นั้น ๆ ต่อบุคคลนั้น ๆ ขณะฉับพลันนั้น ๆ
ย่อมไม่อาจเกิดผลแก่คนอื่น ที่อยู่ในสภาพอื่น เวลาอื่น
แต่ก็เป็นข้อความที่น่าสนใจ ฟังไว้บางทีจะเกิดประโยชน์

อย่างน้อยก็เพียงรู้ว่ามันลึกก็ยังดี ที่จะลึกไปแค่ไหนนั้น
เราควรมาวิเคราะห์กันตามแต่กำลังความคิดเห็น...
ที่ศิษย์เสนอตัวเข้าไปถามหลวงพ่อ ทำนองหยั่งความรู้ในขณะท่านใกล้จะตายเสียก่อนนั้น
เป็นวิธีทั่ว ๆ ไปของอาจารย์เซ็น เพราะคนเราระยะหนึ่ง ๆ มิได้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวเป็นอารมณ์

ศิษย์จึงถามนำเพื่อหยั่งสภาวะจิตดูก่อนว่า...
“กระผมต้องบอกหนทางให้ไหมครับ หลวงพ่อ?”
พอหลวงพ่อตอบมา จึงเหมือนกับทำให้ศิษย์รู้ว่า
หลวงพ่อกำลังคิดนึกรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงในขณะใกล้จะตายว่าอย่างไร
(เมื่อรู้ภาวการณ์แล้ว ศิษย์ก็เริ่มบอกทางเอาจริง ๆ แต่บอกแบบทันควัน
ถ้าฟังเผิน ๆ ก็เหมือนโต้ตอบธรรมดา หรือไม่เป็นการสอนชี้บอกแต่อย่างไร)

หลวงพ่อตอบออกมาว่า
“ฉันมาก็มาแต่ตัว ขาไปก็จะไปแต่ตัว จะให้ใครมาช่วยได้”
คำพูดอย่างนี้ตรงกับความรู้ธรรมะที่สอน ๆ สวด ๆ กัน สำหรับเหล่าชาววัด
ใครก็ถือว่าเป็นวิธีบริกรรม คราวพยายามจะปลงทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้ฝ่ายเถรวาทในเมืองไทยเราก็สอนกันอยู่ทั่วไป
คือสอนมิให้เป็นห่วงเป็นใยจนเป็นเรื่องรบกวนต่อการตั้งสมาธิจิตเวลาใกล้จะตาย

ส่วนพวกพุทธศาสนาอย่างเซ็นนั้น เขายังถือว่าขณะดับจิตถ้ายังมีตัวตน
สำหรับจะมาตั้งปรารถนาใคร่จะปลงว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของกูนั้น
ยังไม่พอ ยังไม่ถึงขั้นปลอดภัย
ท่านอาจารย์อิคยุจึงรู้ว่าภายในดวงความคิดของหลวงพ่อผู้เฒ่า
ขณะนั้น ยังมีตัวตนที่ได้เกิดมา มีตัวที่พยายามจะปลงเมื่อตนเองต้องตาย

ฉะนั้นท่านจึงฟื้นพลิกความรู้สึกริบหรี่ของหลวงพ่อ ให้จับเหง้าแห่งความรู้สึกเสียใหม่
คือ หนทางอีกลักษณะหนึ่ง โดยเตือนว่า ไม่ใช่ทางที่มีคนเกิดมา
มีคนกำลังเดินอยู่และกำลังจะไป
แต่เป็นทางที่ไม่ถือว่ามีการเกิดและ แน่ละ ถ้าไม่มีการเกิดก็ไม่ต้องมีการตาย
คือ ตายเสียก่อนแล้ว ก่อนที่มันจะดับจิตตายไป

เมื่อหลวงพ่อถอนความรู้สึกภายในเสียทัน สับหัวประแจเข้ารางใหม่
เรื่องมันก็เป็นอันเสร็จกิจ ภาระจะต้องพะวงอะไรมิได้มีด้วยประการฉะนี้

ดูเอาเถิดท่านทั้งหลาย ข้อความเป็นไปในนิทานนี้ เขาชี้นิดเดียว
ตรงความหมายอันสำคัญยิ่งคือที่ว่า ให้ตายเสียก่อนตาย ซึ่งนิทานนี้คงจะให้ความกระจ่างมากอยู่

คือ ตาย คำแรกหมายถึงดับความรู้สึกส่วนลึกประจำใจที่ว่าเรานั้น
(ซึ่งอาจเรียกชื่อว่า “ว่างจากตัวตน” หรือใช้คำพูดว่ามีสุญตาเป็นอารมณ์ของจิต)
ก่อนที่จิตจะดับวุบไปเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้

ด้วยอาการหลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิด มีภพมีชาติอีก ของคนที่ทำได้เช่นนี้
ก็คือพระอรหันต์ประเภทชีวิตสมสีสี นั่นเอง

จาก หนังสือ เล่านิทานเซ็น
เล่าเรื่องโดย อ.อภิปัญโญ
เผยแพร่โดย ธรรมสภา

สายท่าขนุน
02-08-2009, 05:39
:4672615: ธยาน(สันสกฤต) = ฌาน(บาลี) = ฉาน(จีน) = เซ็น(ญี่ปุ่น)

:4672615: ดังนั้น ธยานาจารย์ = อาจารย์ผู้สอนเซ็น
กราบขอบพระคุณที่เมตตาค่ะ

สายท่าขนุน
09-08-2009, 04:07
ใกล้วันแม่ปี ๒๕๔๙ เธอส่งรูปดอกมะลิบานงามมาพร้อมเรื่องนี้
(และอีก ๓ เรื่องแต่งเรื่องเล่าแม่ลูก)

ความเข้มข้นในการบำรุงมารดาบิดาเพื่อจะสร้างมงคลให้แก่ชีวิต

เราต้องรู้พระคุณแม่พระคุณพ่อของเรา และผู้ที่กำลังเป็นพ่อแม่จะทำอย่างไรจึงเป็นพ่อแม่ที่ดี  มี ๒  ลักษณะ  คือ

๑. เป็นต้นแบบทางกาย  คือ ให้โครงร่าง  การทำอะไรก็แล้วแต่มีความดีพร้อม สำรวม เป็นตัวอย่างทางกาย

๒. เป็นต้นแบบทางใจ ในการอุปการะเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน

สมญานามของพ่อแม่

๑. พ่อแม่เป็นเทวดาองค์แรกของลูก
เพราะคอยปกป้องคุ้มครองกับเลี้ยงดูเรามาก่อนผู้มีความปรารถนาดีอื่น ๆ  หรือเทวดาองค์อื่นด้วย

๒. พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก
เพราะอบรมสั่งสอนทั้งการพูด สอนให้กิน สอนให้เดิน สอนกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่น ๆ ทั้งหมด

๓. พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก
 ทำไมจึงเปรียบว่าเหมือนพระพรหม เพราะพระพรหมมีธรรม ๔ ประการ คือ

๑) มีความเมตตา คือ มีความปรารถนาดีต่อลูกไม่มีวันสิ้นสุด
ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้เงินไปใช้จนหมด ต่อว่าแล้วก็ยังให้ได้อีก
แม้ตัวเองจะอด ๆ อยาก ๆ ก็ยังให้

๒) มีความกรุณา  คือ มีความหวั่นไหวในความทุกข์ของลูก
คอยช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอไม่ทอดทิ้ง

๓) มีมุทิตา คือ เมื่อลูกมีความสุขสบายก็ปลื้มใจ
คนอื่นอาจจะชมเรา ดีใจกับเรา แต่ก็อิจฉาเราได้ ไม่มีมุทิตาจิต

๔) มีอุเบกขา คือ เมื่อลูกมีครอบครัว สามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว
ก็จะไม่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม
และหากลูกผิดพลาดก็จะไม่ซ้ำเติม

๔. พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก
พ่อแม่เปรียบเหมือนพระอรหันต์ของลูกเพราะมีคุณธรรม ๔ ประการ คือ

๑) เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู เป็นภารกิจอันทำได้แสนยากและลำบาก
จะหาคนอื่นทำให้เราได้เหมือนพ่อแม่ไม่มีเลย
แม้ "มูล" คือ อุจจาระที่ถ่าย เรารังเกียจกันทุกคนถือเป็นของสกปรก
แต่พ่อแม่สามารถทำให้เราได้  และพ่อแม่ไปทำให้คนอื่นก็ไม่ได้
เช่นเดียวกับพระอรหันต์ต้องฟันฝ่าภารกิจอันยากมากจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้

๒) มีพระคุณมาก ป้องกันอันตรายให้ความอบอุ่นแก่ลูกมาก่อน

๓) เป็นเนื้อนาบุญ  มีความบริสุทธิ์ใจต่อลูกอย่างจริงใจ
เป็นผู้ที่ลูกควรกระทำบุญต่อตัวท่านให้มาก ๆ
เพราะผู้ที่ให้ความจริงใจ ความเมตตากรุณา
ตอบแทนแล้วได้บุญมาก

๔) เป็นอาหุไนยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การรับของคำนับและการนมัสการของลูก
เป็นผู้ที่ลูกควรกราบไหว้บูชานั่นเอง  แสดงความนบนอบได้อย่างเต็มที่เลย
ใครทำได้ก็จะเป็นมงคลกับชีวิต

สายท่าขนุน
09-08-2009, 04:20
วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

๑. เลี้ยงดูท่านยามชรา
เอาใจใส่การกินอยู่หลับนอนของท่านไม่ให้เดือดร้อน
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านแก่ เช้าวันใหม่ท่านแก่ไปอีกวันแล้ว
เรารู้ว่าท่านแก่ทุกวันก็แล้วกัน จะได้ตอบแทนได้ทุกวัน ไม่ต้องดูอายุ

๒. ช่วยเหลือกิจการงานของท่าน
ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านเพื่อให้ท่านมีโอกาสพักผ่อน เพราะท่านเหนื่อยมามากแล้ว
หรือเปิดโอกาสให้ท่านได้เข้าวัดฟังธรรมะ

๓. ไม่ทำตัวให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของท่าน
รักษาวงศ์ตระกูลที่ท่านให้มา ดำรงอยู่ได้นาน ๆ คือ ทำความดีนั้นเอง

๔. ประพฤติตนดีควรแก่การรับมรดก
ไม่ใช่อยู่เพื่อหวังมรดก ไม่เกะกะเหลวไหล ไม่สุรุ่ยสุร่ายผลาญทรัพย์สมบัติที่ท่านมอบให้

๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้อย่างสม่ำเสมอ
แม้ท่านจะเกิดในภูมิที่สูงกว่าหรือไม่สามารถรับกุศลได้
การระลึกและแผ่เมตตาจิตให้แก่พ่อแม่เป็นมงคลอันประเสริฐ

พระพุทธองค์ตรัสว่า
ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน
ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน
ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ
แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต
ก็ยังนับว่าตอบแทนบุณคุณท่านยังไม่หมด
พระพุทธองค์ตรัสเพื่ออะไร เพื่อจะได้ให้รู้ว่าสิ่งที่เราควรกระทำ
ก่อนจะไปแสวงหานอกบ้านนั้นอยู่ใกล้เราเหลือเกิน แต่เราไม่เคยมองดูคุณค่าอันนี้เลย
ทำให้แก่พ่อแม่ พ่อแม่ก็มีวิบากดีที่ได้ลูกดี แต่คนที่ทำมีมงคลชีวิต

วิธีตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ให้หมด มี ๕ ประการ คือ

๑. เมื่อท่านยังไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้

๒. ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำท่านให้บริจาคทานให้ได้
เริ่มต้นด้วยเราทำแล้วให้ท่านจบ

๓. ถ้าท่านยังไม่มีศีลรักษา ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้

๔. ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิ ยังไม่มีความสงบ ก็พยายามชักนำให้ท่านหาความสงบให้ได้

๕ . พยายามส่งเสริมท่านเดินทางสู่มรรคผลนิพพาน อย่าขวางท่าน
เมื่อท่านถึงมรรคผลนิพพาน ตอบแทนหมดไหม ?
ฉะนั้นอะไรก็แล้วแต่ที่พ่อแม่กำลังทำเพื่อสร้างทางสู่มรรคผลนิพพาน อย่าขวางท่าน

สายท่าขนุน
09-08-2009, 04:27
อานิสงส์ของการบำรุงบิดามารดา มี ๑๓ ประการ คือ

๑...ทำให้มีความอดทน
๒.. ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ
๓.. ทำให้เป็นคนมีเหตุผล
๔.. ทำให้พ้นทุกข์ได้
๕.. ทำให้พ้นภัยได้
๖.. ทำให้ได้ลาภโดยง่าย
๗.. ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน
๘.. ทำให้เทวดาลงมาพิทักษ์รักษาผู้ที่ทำ
๙.. ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ
๑๐. ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า
๑๑. ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี
๑๒. ทำให้มีความสุข
๑๓. ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง

สายท่าขนุน
13-08-2009, 23:20
เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
เธอส่งต่อประวัติและคำสอนของหลวงปู่สิม แล้วเพิ่มเติมด้วยข้อความต่อไปนี้

สิ่งใดควรละก็ละ สิ่งใดควรเจริญก็เจริญ
สิ่งใดควรทิ้งแล้ว ควรปล่อยแล้วก็ปล่อยวางไป

ไม่ต้องเอามายึดมาถือในหน้าในตา ในตัวในตน
ในชาติในตระกูล ในตัวเราของเรา
ตัวทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดเลิกละออกไป

พระพุทธเจ้า พระองค์ให้เจริญอยู่ในสัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ ระลึกชอบ

ตั้งจิตมั่นชอบก็ในสตินั้นเอง ในใจนี้แหละไม่ใช่ในที่อื่น
ไม่ใช่เรื่องภายนอกอย่างเดียว ส่วนมากเป็นเรื่องภายใน

เมื่อภายในมีสติ จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตก็มีปัญญา

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

สายท่าขนุน
24-08-2009, 19:49
:4672615: เทา = ตะไคร่น้ำ ; เพิ่น = ท่าน
กราบขอบพระคุณค่ะ:d16c4689:

คนบรรพต
27-08-2009, 10:58
ได้อ่านข้อความจากท่าน สายท่าขนุน ที่นำมาลง ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีกมากครับ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบ
ขอบพระคุณมากครับ นำเรื่องดี ๆ แบบนี้มาลงให้อ่านอีกนะครับผม

สายท่าขนุน
27-08-2009, 20:21
ได้อ่านข้อความจากท่าน สายท่าขนุน ที่นำมาลง ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นอีกมากครับ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบ
ขอบพระคุณมากครับ นำเรื่องดี ๆ แบบนี้มาลงให้อ่านอีกนะครับผม
ยินดีมากที่ได้ยินเช่นนี้:l43841274qn5: และยิ่งทำให้นึกถึงคุณของคนที่ส่งเรื่องราวมา
เรื่องเหล่านี้ได้ทราบมาจากกัลยาณมิตรทั้งสิ้น
หากคุณไก่เขียวหรือท่านใดมีเรื่องดี ๆ จากเพื่อนดี ๆ ขอเชิญนำมาลงแบ่งปันกัน:onion_love:

สายท่าขนุน
21-09-2009, 00:04
ประวัติหลวงปู่สิมที่นำมาลงก็จบที่ตอนนี้ (หน้า ๑๐) :d16c4689:
ต่อไปจะเป็นคำสอนของหลวงปู่ที่รวบรวมไว้ ๓๐ ข้อ:onion_wink:
อยากเสนอให้นำประวัติและคำสอนของหลวงปู่สิมนี้
ย้ายไปไว้ที่ห้องประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโนด้วย

สายท่าขนุน
22-09-2009, 01:20
ดำเนินการให้แล้วครับ ส่วนคำสอนของหลวงปู่ที่รวบรวมไว้ ๓๐ ข้อก็น่าจะไปรวมกันไว้ที่กระทู้เดียวกันเลยนะครับพี่จี๋
ขอขอบคุณท่านทิด แล้วลงกระทู้ใหม่นี้ต่อ
เป็น ๑๐ คำถามอะไรเอ่ยที่เธอส่งมาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ดังนี้

"ธรรมสวัสดีค่ะ...:msn_smileys-07:

อารมณ์สบาย ๆ ...สไตล์วันศุกร์นี้มี ๑๐ คำถามอะไรเอ่ย ? มาให้ลับสมองกันค่ะ
เป็น ๑๐ คำถามอะไรเอ่ย ? ที่พระอาจารย์มานพ อุปสโม ท่านได้เเสดงไว้
ระหว่างการปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาราชนครินทร์
ในวันพุธคืนสุดท้ายของเดือนเมษายน ๒๕๕๑
คำถามมีอยู่ว่า...

๑. อะไรเอ่ย ยิ่งให้ยิ่งดี ให้ทั้งผี ให้ทั้งคน
๒. อะไรเอ่ย ๕ ตัวกินหมด ๘ ตัวอดข้าวมื้อเย็น
๓. อะไรเอ่ย จอมปลวกมี ๖ รู เหี้ยหลบอยู่ข้างใน ใครจับได้ยอดดี
๔. อะไรเอ่ย ตัวใหญ่มาทำเล็ก เด็ก ๆ ชอบทุกคน
๕. อะไรเอ่ย ไม่บอกก็ช่วยเขาหาม ไม่ตามก็ช่วยเขาเเห่
๖. อะไรเอ่ย หวงไว้คนเเช่ง ยิ่งเเบ่งยิ่งมาเติม
๗. อะไรเอ่ย ของคนอื่นเขา เอามาชื่นมาชม คนนิยมว่ายอดดี
๘. อะไรเอ่ย สาวหนุ่มฟังว่าเเย่ แก่เฒ่าว่าเข้าที
๙. อะไรเอ่ย ของให้ไร้ตัวตน วิญญูชนว่ายอดดี
๑๐. อะไรเอ่ย ยิ่งคดยิ่งหลง ยิ่งตรงยิ่งแหลม

ที่มา...หนังสือคู่มือการสอนจริยธรรมด้วยกรณีศึกษาเเละกิจกรรม

ป.ล. ได้กราบขออนุญาตพระอาจารย์เเล้ว ท่านเมตตาอนุญาต
พร้อมให้หนังสือคู่มือการสอนจริยธรรมด้วยกรณีศึกษาเเละกิจกรรมมาด้วยค่ะ

เพื่อความเสมอภาคแก่ทุกท่าน เพราะตอนที่พระอาจารย์ท่านถาม มีบอกใบ้เป็นนัย ๆ ให้ทายได้ถูกด้วย
จึงขอใบ้คำตอบว่า อยู่ในข้อธรรมหมวด ๑๐ ข้อใดข้อหนึ่งคือ...
ก. กุศลกรรมบท ๑๐
ข. อนุสติ ๑๐
ค. บุญกริยาวัตถุ ๑๐
ง. นาถกรณธรรม ๑๐

ลองจับคู่ตอบคำถามทั้ง ๑๐ ข้อดู แล้วจะมาเฉลยในวันศุกร์หน้า ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะคะ"

พร้อมทั้งลงคติไว้ท้ายข้อความ

ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น

ลองตอบกันดู มีเฉลยด้วย... รอสักพัก:f449b82c:

ทิดตู่
22-09-2009, 02:42
๑. อะไรเอ่ย ยิ่งให้ยิ่งดี ให้ทั้งผี ให้ทั้งคน
ตอบ บุญ ,กุศล

๒. อะไรเอ่ย ๕ ตัวกินหมด ๘ ตัวอดข้าวมื้อเย็น
ตอบ ศีล

๓. อะไรเอ่ย จอมปลวกมี ๖ รู เหี้ยหลบอยู่ข้างใน ใครจับได้ยอดดี
ตอบ อายตนะ ,การภาวนา

๔. อะไรเอ่ย ตัวใหญ่มาทำเล็ก เด็ก ๆ ชอบทุกคน
ตอบ การอ่อนน้อมถ่อมตน

๕. อะไรเอ่ย ไม่บอกก็ช่วยเขาหาม ไม่ตามก็ช่วยเขาเเห่
ตอบ การช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงาน

๖. อะไรเอ่ย หวงไว้คนเเช่ง ยิ่งเเบ่งยิ่งมาเติม
ตอบ บุญ , การให้โมทนาบุญ

๗. อะไรเอ่ย ของคนอื่นเขา เอามาชื่นมาชม คนนิยมว่ายอดดี
ตอบ บุญ , การโมทนาบุญ

๘. อะไรเอ่ย สาวหนุ่มฟังว่าเเย่ แก่เฒ่าว่าเข้าที
ตอบ การฟังเทศน์ ฟังธรรม

๙. อะไรเอ่ย ของให้ไร้ตัวตน วิญญูชนว่ายอดดี
ตอบ การให้ธรรม

๑๐. อะไรเอ่ย ยิ่งคดยิ่งหลง ยิ่งตรงยิ่งแหลม
ตอบ ทิฐิ หรือ ความเห็น

สรุป ตอบข้อ ค.ถูกทุกข้อครับ
:f449b82c:

สายท่าขนุน
22-09-2009, 10:27
เมื่อมีท่านที่ตอบมาแล้ว ก็ขอลงเฉลยที่น้องเธอส่งมาให้เลย
และเป็นไปได้ว่าคำถามนี้จะเน้นคำตอบข้อ ค. ดังที่ท่านทิดว่า
คำตอบจึงอาจจะไม่ตรงใจท่านไปบ้าง:l43841274qn5:

“ธรรมสวัสดีค่ะ...

วันศุกร์...เเสนสุขใจวันนี้มาเฉลย ๑๐ คำถามอะไรเอ่ย ? ที่เคยถามไว้เมื่อศุกร์ที่เเล้วนะคะ
(เป็น ๑๐ คำถามอะไรเอ่ย ? ที่พระอาจารย์มานพ อุปสโม ท่านได้เเสดงไว้ระหว่างการปฏิบัติธรรม
ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาราชนครินทร์
ในวันพุธคืนสุดท้ายของเดือนเมษายน ๒๕๕๑

ที่มา...หนังสือคู่มือการสอนจริยธรรมด้วยกรณีศึกษาเเละกิจกรรม)

คำถามมีอยู่ว่า...

๑. อะไรเอ่ย ยิ่งให้ยิ่งดี ให้ทั้งผี ให้ทั้งคน
ตอบ ทาน
๒. อะไรเอ่ย ๕ ตัวกินหมด ๘ ตัวอดข้าวมื้อเย็น
ตอบ ศีล
๓. อะไรเอ่ย จอมปลวกมี ๖ รู เหี้ยหลบอยู่ข้างใน ใครจับได้ยอดดี
ตอบ ภาวนา (การฝึกสมาธิ)
๔. อะไรเอ่ย ตัวใหญ่มาทำเล็ก เด็กๆ ชอบทุกคน
ตอบ การอ่อนน้อมถ่อมตน
๕. อะไรเอ่ย ไม่บอกก็ช่วยเขาหาม ไม่ตามก็ช่วยเขาเเห่
ตอบ การช่วยเหลือผู้อื่น
๖. อะไรเอ่ย หวงไว้คนเเช่ง ยิ่งเเบ่งยิ่งมาเติม
ตอบ การเเบ่งส่วนบุญ
๗. อะไรเอ่ย ของคนอื่นเขา เอามาชื่นมาชม คนนิยมว่ายอดดี
ตอบ การชื่นชมในคุณธรรมความดีของคนอื่น
๘. อะไรเอ่ย สาวหนุ่มฟังว่าเเย่ แก่เฒ่าว่าเข้าที
ตอบ การฟังเทศน์ฟังธรรม
๙. อะไรเอ่ย ของให้ไร้ตัวตน วิญญูชนว่ายอดดี
ตอบ การเเสดงธรรม
๑๐. อะไรเอ่ย ยิ่งคดยิ่งหลง ยิ่งตรงยิ่งแหลม
ตอบ การทำความเห็นให้ตรง

ทั้ง ๑๐ ข้อ เป็นเรื่องของบุญกริยาวัตถุ ๑๐
คือ พฤติกรรมหรือลักษณะดีเด่นของคนในสังคม ประกอบด้วย...

๑. ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน)
๒. สีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล)
๓. ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ลดโลภโกรธหลง)
๔. อปจายนมัย (บุญสำเร็จด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่)
๕. เวยยาวัจจมัย (บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายทำงานที่ถูกที่ชอบ)
๖. ปัตติทานมัย( บุญสำเร็จด้วยการทำให้ผู้อื่นได้บุญหรือให้ส่วนบุญ)
๗. ปัตตานุโมทนามัย (บุญสำเร็จด้วยการยินดีที่ผู้อื่นได้บุญ หรืออนุโมทนาส่วนบุญ)
๘. ธัมมัสสวนมัย (บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม-อ่านหนังสือธรรมะ)
๙. ธัมมเทสนามัย (บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม)
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ (บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกตรง)

(พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒/๒๑๕, ๒๓/๑๒๖)”

สายท่าขนุน
22-09-2009, 13:01
ข้อ ๓. อะไรเอ่ย จอมปลวกมี ๖ รู เหี้ยหลบอยู่ข้างใน ใครจับได้ยอดดี

ขอตอบว่า อายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจค่ะ
ของฝากสำหรับคำตอบน้องเถรี จาก
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25.0&i=30&p=5

อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐

๕. เรื่องพระโปฐิลเถระ[๒๐๘]


ข้อความเบื้องต้นพระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถระนามว่าโปฐิละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โยคา เว" เป็นต้น.

รู้มากแต่เอาตัวไม่รอด
ดังได้สดับมา พระโปฐิละนั้นเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกในศาสนาของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ บอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระศาสดาทรงดำริว่า “ภิกษุนี้ ย่อมไม่มีแม้ความคิดว่า ‘เราจักทำการสลัดออกจากทุกข์แก่ตน เราจักยังเธอให้สังเวช.’ ”
จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ย่อมตรัสกะพระเถระนั้น ในเวลาที่พระเถระมาสู่ที่บำรุงของพระองค์ว่า "มาเถิด คุณใบลานเปล่า, นั่งเถิด คุณใบลานเปล่า, ไปเถิด คุณใบลานเปล่า แม้ในเวลาที่พระเถระลุกไป ก็ตรัสว่า "คุณใบลานเปล่าไปแล้ว."
พระโปฐิละนั้นคิดว่า "เราย่อมทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา บอกธรรมแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ถึง ๑๘ คณะใหญ่ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดายังตรัสเรียกเราเนือง ๆ ว่า ‘คุณใบลานเปล่า’ พระศาสดาตรัสเรียกเราอย่างนี้ เพราะความไม่มีคุณวิเศษ มีฌานเป็นต้นแน่แท้."
ท่านมีความสังเวชเกิดขึ้นแล้ว จึงคิดว่า "บัดนี้ เราจักเข้าไปสู่ป่าแล้วทำสมณธรรม" จัดแจงบาตรและจีวรเองทีเดียว ได้ออกไปพร้อมด้วยภิกษุผู้เรียนธรรม แล้วออกไปภายหลังภิกษุทั้งหมดในเวลาใกล้รุ่ง. พวกภิกษุนั่งสาธยายอยู่ในบริเวณ ไม่ได้กำหนดท่านว่า "อาจารย์." พระเถระไปสิ้น ๑๒๐ โยชน์แล้ว, เข้าไปหาภิกษุ ๓๐ รูป ผู้อยู่ในอาวาสราวป่าแห่งหนึ่ง ไหว้พระสังฆเถระแล้ว กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของกระผม."
พระสังฆเถระ. "ผู้มีอายุ ท่านเป็นพระธรรมกถึก สิ่งอะไรชื่อว่าอันพวกเราพึงทราบได้ ก็เพราะอาศัยท่าน, เหตุไฉน ท่านจึงพูดอย่างนี้ ?"
พระโปฐิละ. ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอย่าทำอย่างนี้ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของกระผม.

วิธีขจัดมานะของพระโปฐิละ
ก็พระเถระเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนเป็นพระขีณาสพทั้งนั้น. ลำดับนั้น พระมหาเถระส่งพระโปฐิละนั้นไปสู่สำนักพระอนุเถระ ด้วยคิดว่า "ภิกษุนี้มีมานะ เพราะอาศัยการเรียนแท้." แม้พระอนุเถระนั้นก็กล่าวกะพระโปฐิละนั้น อย่างนั้นเหมือนกัน. ถึงพระเถระทั้งหมด เมื่อส่งท่านไปโดยทำนองนี้ ก็ส่งไปสู่สำนักของสามเณรผู้มีอายุ ๗ ขวบผู้ใหม่กว่าสามเณรทั้งหมด ซึ่งนั่งทำกรรมคือการเย็บผ้าอยู่ในที่พักกลางวัน. พระเถระทั้งหลายนำมานะของท่านออกได้ด้วยอุบายอย่างนี้.

พระโปฐิละหมดมานะพระโปฐิละนั้นมีมานะอันพระเถระทั้งหลายนำออกแล้ว จึงประคองอัญชลีในสำนักของสามเณรแล้วกล่าวว่า "ท่านสัตบุรุษ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผม."
สามเณร. ตายจริง ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไรนั่น ท่านเป็นคนแก่ เป็นพหูสูต เหตุอะไร ๆ พึงเป็นกิจอันผมควรรู้ในสำนักของท่าน
พระโปฐิละ. ท่านสัตบุรุษ ท่านอย่าทำอย่างนี้ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของผมให้ได้.
สามเณร. ท่านขอรับ หากท่านจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้ไซร้ ผมจักเป็นที่พึ่งของท่าน.
พระโปฐิละ. ผมเป็นได้ ท่านสัตบุรุษ, เมื่อท่านกล่าวว่า "จงเข้าไปสู่ไฟ" ผมจักเข้าไปแม้สู่ไฟได้ทีเดียว.

พระโปฐิละปฏิบัติตามคำสั่งสอนของสามเณร
ลำดับนั้น สามเณรจึงแสดงสระ ๆ หนึ่งในที่ไม่ไกล แล้วกล่าวกะท่านว่า "ท่านขอรับ ท่านนุ่งห่มตามเดิมนั่นแหละ จงลงไปสู่สระนี้."
จริงอยู่ สามเณรนั้น แม้รู้ความที่จีวรสองชั้นซึ่งมีราคามาก อันพระเถระนั้นนุ่งห่มแล้ว เมื่อจะทดลองว่า "พระเถระจักเป็นผู้อดทนต่อโอวาทได้หรือไม่" จึงกล่าวอย่างนั้น.
แม้พระเถระก็ลงไปด้วยคำ ๆ เดียวเท่านั้น.
ลำดับนั้น ในเวลาที่ชายจีวรเปียก สามเณรจึงกล่าวกะท่านว่า "มาเถิด ท่านขอรับ" แล้วกล่าวกะท่านผู้มายืนอยู่ด้วยคำ ๆ เดียวเท่านั้นว่า "ท่านผู้เจริญ ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง มีช่องอยู่ ๖ ช่อง, ในช่องเหล่านั้น เหี้ยเข้าไปภายในโดยช่อง ๆ หนึ่ง บุคคลประสงค์จะจับมัน จึงอุดช่องทั้ง ๕ นอกนี้ ทำลายช่องที่ ๖ แล้ว จึงจับเอาโดยช่องที่มันเข้าไปนั่นเอง, บรรดาทวารทั้งหก แม้ท่านจงปิดทวารทั้ง ๕ อย่างนั้นแล้ว จงเริ่มตั้งกรรม(๑-) นี้ไว้ในมโนทวาร."
ด้วยนัยมีประมาณเท่านี้ ความแจ่มแจ้งได้มีแก่ภิกษุผู้เป็นพหูสูต ดุจการลุกโพลงขึ้นแห่งดวงประทีปฉะนั้น.
พระโปฐิละนั้นกล่าวว่า "ท่านสัตบุรุษ คำมีประมาณเท่านี้แหละพอละ" แล้วจึงหยั่งลงในกรชกาย(๒-) ปรารภสมณธรรม.
________________________________________
(๑-) ๑. คำว่า กรรม ในที่นี้ ได้แก่ บริกรรม หรือกัมมัฏฐาน.
(๒-) ๒. แปลว่า ในกายบังเกิดด้วยธุลี มีในสรีระ.

ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งปัญญา
พระศาสดาประทับนั่งในที่สุดประมาณ ๑๒๐ โยชน์เทียว ทอดพระเนตรดูภิกษุนั้นแล้วดำริว่า "ภิกษุนั้นเป็นผู้มีปัญญา (กว้างขวาง) ดุจแผ่นดินด้วยประการใดแล, การที่เธอตั้งตนไว้ด้วยประการนั้นนั่นแล ย่อมสมควร." แล้วทรงเปล่งพระรัศมีไป ประหนึ่งตรัสอยู่กับภิกษุนั้น
ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๕. โยคา เว ชายตี ภูริ
อโยคา ภูริสงฺขโย
เอตํ เทฺวธา ปถํ ญตฺวา
ภวาย วิภวาย จ
ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย
ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ.
ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบแล,
ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพราะการไม่ประกอบ,
บัณฑิตรู้ทาง ๒ แพร่งแห่งความเจริญและความเสื่อมนั่นแล้ว
พึงตั้งตนไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยคา ความว่า เพราะการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายในอารมณ์ ๓๘.
คำว่า "ภูริ" นั่น เป็นชื่อแห่งปัญญาอันกว้างขวาง เสมอด้วยแผ่นดิน. ความพินาศ ชื่อว่า ความสิ้นไป.
สองบทว่า เอตํ เทวฺธา ปถํ คือ ซึ่งการประกอบและการไม่ประกอบนั่น.
บาทพระคาถาว่า ภวาย วิภวาย จ คือ แห่งความเจริญและความไม่เจริญ.
บทว่า ตถตฺตานํ ความว่า บัณฑิตพึงตั้งตนไว้ โดยประการที่ปัญญา กล่าวคือภูรินี้จะเจริญขึ้นได้.
ในกาลจบพระคาถา พระโปฐิลเถระตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ดังนี้.

เรื่องพระโปฐิลเถระ จบ.
------------------------

สายท่าขนุน
13-10-2009, 23:40
เรื่องนี้ น้องเขาส่งมาเมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ปีที่แล้ว
หมายเหตุ : ทีแรกว่าจะนำไปเพิ่มเติมที่กระทู้ “ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น” แต่เห็นว่าไม่ได้มีอ้างอิงเป็นหนังสือที่ป้านุชนำมาลงไว้ จึงแยกมาไว้ในเรื่องนี้ตามปกติ

เรื่องนี้ส่งเป็นแฟ้มแนบมาพร้อมพระรูปงามยิ่งของสมเด็จองค์ปฐมที่วัดท่าซุง
(เนื้อหาแบ่งเป็น ๙ ข้อ)

ขึ้นต้นว่า :
วันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๖ สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาสอนไว้ มีความสำคัญดังนี้

และลงท้ายว่า :
พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน ผู้รวบรวม

เนื้อความว่า :

๑. "กาลเวลาที่ล่วงไป อย่าลืม ความตายยิ่งใกล้เข้ามา
เวลานี้พวกเจ้าโจทย์จิตเรื่องอารมณ์เข้าไว้ให้เต็มที่
กำหนดรู้สภาวะธรรมที่มากระทบจิตให้ชัดเจนแจ่มใส จักได้ไม่หลงใหลไปในสภาวะของธรรมนั้น ๆ
หาความจริงของต้นเหตุแห่งทุกข์ในธรรมนั้น ๆ ให้พบ
แล้วพิจารณาละสังโยชน์อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ในธรรมนั้น ๆ"

(ในขณะนั้นเกิดปวดท้องขึ้นมา พระองค์จึงทรงตรัสว่า)


๒. "เจ้าจักเห็นได้ว่า
ทุกข์อันเกิดจากโรคของร่างกายที่เข้ามาเบียดเบียนอารมณ์จิตนี้นั้นมีอยู่
ตราบใดที่ยังมีร่างกายอันเต็มไปด้วยรังของโรคนี้
เวทนาอันเกิดจากการเบียดเบียนก็ไม่เที่ยง บัดเดี๋ยวเกิด บัดเดี๋ยวดับ
ร่างกายนี้ไม่ได้สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับจิตเลย"

สายท่าขนุน
15-10-2009, 22:52
๓. "ในเมื่อร่างกายเบียดเบียนอารมณ์ของจิตอยู่เยี่ยงนี้
พวกเจ้าก็จงทำความเบื่อหน่ายในการอยากมีร่างกายเยี่ยงนี้ลงเสีย
ด้วยการพิจารณาทุกข์อันเกิดขึ้นตลอดเวลา
ไม่ว่าทุกข์อันเป็นนิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ เช่น
อาการหิว กระหาย ร้อน หนาว ปวดอุจจาระและปัสสาวะ เป็นต้น
และทุกข์อันเกิดจากการเสวยอารมณ์แห่งอายตนะ ๑๒
นอกกับในกระทบกัน ให้รู้อยู่ตลอดเวลา"

สายท่าขนุน
19-10-2009, 00:44
๔. "อาการเสื่อมไปของอิริยาบถก็เป็นทุกข์ที่พึงกำหนดรู้
ให้เห็นว่านี่ก็เป็นโรคะนิทธังอย่างหนึ่งของร่างกายเช่นกัน
ตลอดอาการ ๓๒ ของร่างกายเป็นโรคทั้งสิ้น
พิจารณาไปอย่าให้จิตออกนอกทาง ดูอารมณ์เอาไว้ให้ดี ๆ"

สายท่าขนุน
22-10-2009, 20:11
๕. "จงยอมรับกฎธรรมดา
ทำความเบื่อหน่ายร่างกายที่เต็มไปด้วยโรคนี้เสีย
และเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งมีแต่การเกิด-เสื่อม-ดับของธรรมแห่งการมีร่างกายนี้
เห็นธรรมใด ๆ ในโลกที่เข้ามากระทบอารมณ์ตามสภาพความเป็นจริง
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น
ยึดถือเข้ามาในอารมณ์เมื่อไหร่ ก็ทุกข์บังเกิดขึ้นเมื่อนั้น"

สายท่าขนุน
26-10-2009, 20:44
๖. "จงหมั่นกำหนดรู้ และวางอารมณ์ให้หลุดพ้นจากการเกาะติดในธรรมแห่งโลกนั้น ๆ
ตั้งจิตไว้มั่นคง จับจุดหมายปลายทางแห่งความต้องการที่จักพ้นทุกข์เข้าไว้
ทำกำลังใจให้เต็ม ใช้ความเพียรรักษาอารมณ์ของจิตที่จักทำเพื่อพระนิพพานเข้าไว้"

สายท่าขนุน
28-10-2009, 19:57
๗. "การละสังโยชน์เป็นของไม่ยาก หากทำกำลังใจในบารมี ๑๐ ให้เต็มอยู่เสมอ
พร้อมที่จักทำจริงอยู่เสมอ ก้าวเข้าไปใกล้พระนิพพานแล้ว
รักษาอารมณ์อย่าให้บังเกิดความท้อแท้เป็นอันขาด อย่าหมดกำลังใจ
การหมดกำลังใจคืออารมณ์หลง จัดเป็นนิวรณ์คือถีนมิทธะ
จำเอาไว้ให้ดี อารมณ์ใดเป็นนิวรณ์ให้พยายามระงับตัดทิ้งไปเสียจากจิต"

สายท่าขนุน
29-10-2009, 22:30
๘. "พวกเจ้าจักต้องรู้อารมณ์เข้าไว้ทุก ๆ ขณะจิต
ต้องหมั่นใช้สติตามกำหนดรู้เข้าไว้อย่าให้คลาดสายตาจากจิต
การทรงอานาปานุสสติกรรมฐาน แม้เพียงปฐมฌานก็จักทำให้มีสติมั่นคงได้
ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน ต้องทำตามขั้นตอนนั้น
จิตจึงจักทรงตัวอยู่ได้ในการกำหนดรู้อารมณ์นั้น ๆ"

สายท่าขนุน
09-11-2009, 21:18
๙. "การมีศีล สมาธิ ปัญญา จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปฏิบัติ
เพื่อละอารมณ์แห่งทุกข์นั้น ๆ
พวกเจ้าจงหมั่นตรวจตราอย่าให้ข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้
ขาดตกบกพร่องไปจากจิตของตนไปเป็นอันขาด
จึงจักสามารถเป็นกำลังตัดสังโยชน์ให้หมดจดลงได้"

สายท่าขนุน
09-11-2009, 21:25
เรื่องทางพ้นทุกข์ ก็จบข้อความลงเพียงเท่านี้
อ่านแล้วก็รู้สึกคุ้นเคยว่า
ครูบาอาจารย์ท่านเพียรสั่งสอนอบรมบ่มนิสัยให้ศิษย์ ตามคำสอนของพระพุทธองค์
จนคุ้นเคยว่าท่านกล่าวให้ได้ยินเป็นประจำ เป็นความชิน
กราบขอพรพระ ขออย่าให้ได้เพียงความคุ้นเคยกับข้อความเลย
ขอให้ได้เป็นความคุ้นเคยจากการปฏิบัติจนชินเถิด

สายท่าขนุน
13-11-2009, 21:47
เห็นว่าใกล้วันพ่อเข้ามาทุกที จึงเลือกเรื่องที่น้องเขาส่งมาเมื่อประมาณ ๒ ปีที่แล้ว
เป็นการส่งต่อคำชักชวนให้ทำดีเพื่อพ่อหลวงของพวกเรา
และขอไม่สงวนชื่อเว็บชักชวนนี้ กับทั้งคงข้อความต้นฉบับ
(แม้ความจริงที่เขียนว่าโหดร้ายนั้น เป็นความจริงที่แสน "ธรรมดา")


‘ทำดีเพื่อพ่อ’ ... แค่คิดยังไม่ดีพอ !

มีไม่ถึง ๑% ของจำนวนประชากรกว่า ๖๔ ล้านคนที่มีอายุเกิน ๘๐ ปี
และนั่นหมายถึงว่าเกือบทุกคนในประเทศไทยเกิดและเติบโตขึ้นมา
ใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มาโดยตลอด

เมื่อตอนยังเล็ก เราถูกสั่งสอนให้กราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์
ยืนถวายความเคารพเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี เข้าแถวรับเสด็จเมื่อขบวนรถพระที่นั่งผ่าน
ตอนนั้น เราอาจจะยังไม่รู้ว่าทำไปทำไม รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ “ต้อง” ทำ และ “ควร” ทำเท่านั้น

พอเราเติบโตขึ้น เราก็จะได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านผ่านสื่อต่าง ๆ
น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นพระองค์ท่านในฉลองพระองค์สง่างดงามเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นตากับการเห็นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปตามที่ทุรกันดารทุกภาคทั่วประเทศ
เพื่อทรงแนะแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นานา

และเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติวิปโยคที่คนไทยหันมาทะเลาะฆ่าฟันกันเอง
ก็มีแต่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ที่ทรงเป็นที่พึ่งเดียวและเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
และทุกครั้ง ปัญหาต่าง ๆ ก็จะถูกขจัดปัดเป่าไปได้สิ้น

เราเคยชินกับภาพเหล่านั้น กับความรู้สึกเคารพเทิดทูนบูชาเช่นนั้นมาตลอดกว่า ๖๐ ปี
จนบางครั้งเราลืมความเป็นจริงที่โหดร้ายไปบางอย่าง
ความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่ใช่ “เทพ”
ความจริงที่ว่าพระองค์ท่านก็เป็น “มนุษย์”
ความจริงที่ว่า “มนุษย์” มีทุกข์มีสุขได้ มีรัก โลภ โกรธ หลง ได้
และมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เช่นกัน

ลึก ๆ ในใจของเราก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงตรากตรำทำงานหนักกว่าใครทั้งสิ้นมาเป็นเวลาเนิ่นนาน
ทรงต้องแบกทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ และทรงพระชราภาพลงไปเรื่อย ๆ

แล้วเราก็ใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์
จุดเทียนชัยถวายพระพร ร้องเพลงสดุดีมหาราชาและถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะเป็นคนดี
จะทำความดีเป็นราชสักการบูชาสำหรับพระมหากษัตริย์ของเรา
“ทำดีเพื่อพ่อ” กลายเสมือนเป็นคำสวดที่ติดปากพวกเราทุกคนในปัจจุบันนี้
บ้างก็จะไปปฏิบัติธรรมถวาย บ้างก็จะลด ละ เลิกอบายมุขและสิ่งเสพติดต่าง ๆ
บ้างก็จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด บ้างก็จะเลิกโกงกินก้าวร้าวต่อกัน และบ้างก็จะอยู่อย่างพอเพียง
เราคิดดี เราพูดดี แต่เราได้ทำตามที่พูดแล้วหรือยัง?

เพราะถ้าทำบ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้
หากเราคิดดี พูดดี และทำดีก็จงทำเพื่อตัวคุณเอง
เพื่อครอบครัวของคุณ เพื่อสังคมของคุณ และ
จงทำวันนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเสียก่อน

“พ่อ” ดูเรามากว่า ๖๐ ปี แล้ว
ถ้าเรา “ทำดี” หรือทำหน้าที่ของเราได้อย่างที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จริง ๆ
หรือลดทิฐิ จ้องแต่จะคอยจับผิดซึ่งกันและกัน
“พ่อ” คงมีความสุขมากกว่าที่คนไทยทั้งประเทศจะมาร่วมใจกันทำดีเพื่อพ่อ - เพียงวันเดียว

มาร่วมกันแสดงพลังแห่งความดีเพื่อพ่อ เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่
www.dogood.or.th
แล้ววันนี้ สังคมไทยก็จะสุขสงบอย่างที่ “พ่อ” อยากเห็น
และนี่คือของขวัญงดงามที่สุดที่ “พ่อ” ชื่นใจ

เพียงแค่คิดว่า ‘รัก’ ยังไม่ดีพอ วันนี้ คุณทำดีเพื่อพ่อ แล้วหรือยัง.

สายท่าขนุน
13-11-2009, 22:58
ในเมล์ที่ส่งชักชวนให้ทำดีเพื่อพ่อที่ส่งมาเมื่อประมาณ ๒ ปีแล้วนั้น
ได้แนบบทสวดถวายพระพรในหลวงมาด้วย พิมพ์บนกระดาษสีเหลือง ขอบลาย
ลงข้อความกำกับไว้ว่า
สวดมนต์ เจริญสติ ทำดีเพื่อพ่อ ณ หอประชุมพุทธคยา

คำถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพะละมะหาราชะวะรัสสะ
ชะยะมังคะละวะระทานะคาถา

ภูมิพะโล มะหาราชา...............ภูปาโล ทะสะธัมมิโก

เท์ว หิ วัสสะสะหัสสานิ...............ปัญจัสสะตาธิกานิปิ

ท์วิตาฬีสุตตะราเนวะ.................ยัส์มิง โหนติ สุมังคะเล

ตัส์มิง วัสเส มะหาปุญโญ................ท์วิสัตตะต์ยาวุวัฑฒะโก

ชินัสสะ สาสะเน สัทโธ................ปะสันโน พุทธะมามะโก

ยะตีนิง สีละธารีนัง....................โสปัตถัมภะทะโท สะมัง

อะยัง ภัททะมะหาราชา.............วิทู รัฏฐะปะสาสะเน

เขมัญจะ สัมปะวัตเตติ..................โสตถิญจะ รัฏฐะวาสินัง

เสฏโฐ เสฏฐันทะโท ราชา...............ทะทะมาโน อะภิกขะณัง

ยัตถะ อันธะตะมัง โหติ...............ทีปะโท วิยะ จักขุโท

ตัตถะ ทัยยานะ ปัชโชโต..............สะมุปปาเทติ ผาสุกัง

ตัส์มา เสฏโฐ มะหาราชา...............ทัยยินโท ธัมมะขัตติโย

ภิยโยโส ทัยยะวาสีนัง...............จิรัง โหติ อะติปปิโย

ระตะนัตตะยานุภาเวนะ..................กะตะปุญญานะ เตชะสา

ทีฆายุโก มะหาราชา..................วัณณะวา จะ สุเขธิโต

พะลูเปโต อะนีโฆ จะ...................อะโรโค โหตุ นิพภะโย

สัพเพ เทวานุโมทันตุ..................เตชะวันโต ยะสัสสิโน

อะภิปาเลนตุ รักขันตุ...................อิมัง ภูมิพะลัง สะทาติฯ

พระราชวิสุทธิดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.๙) ... ตรวจแก้

วุฒินันท์ กันทะเตียน ป.ธ.๙ ... แต่ง

สายท่าขนุน
27-11-2009, 01:31
เมื่อลงบทสวดมนต์ถวายในหลวงไปแล้ว ก็จะนำบทสวดที่น้องส่งต่อมาให้เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙
ที่กัลยาณมิตรท่านหนึ่งส่งมาว่า
"สวัสดี กัลยาณมิตร ทุกท่าน
เมื่อวันอาทิตย์ ไปเรียนพระไตรปิฎกมา ที่วัดมหาธาตุ พระอาจารย์ให้บทโพชฌงคสูตร สำหรับสวดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหายจากพระประชวร
ก็เห็นว่าเป็นบทสวดที่ดี อีกทั้งยังมีคำแปลอีกด้วย จึงระลึกถึงกัลยาณมิตรทุกท่าน ให้ได้รับสิ่งดี ๆ เช่นเดียวกับที่ไก่ได้รับ
ขอให้เจริญทั้งทางโลก และทางธรรม ^_^"

............โพชฌงคสูตรแปล
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (๓ จบ)

๑...โพชฺฌงฺโค...สติสงฺขาโต................ธมฺมานํ...วิจโย...ตถา
.....วีริยมฺปีติ...ปสฺสทฺธิ......................โพชฺฌงฺคา...จ...ตถาปเร.
๒...สมาธุเปกฺขโพชฺฌงฺคา...................สตฺเตเต...สพฺพทสฺสินา
.....มุนินา...สมฺมทกฺขาตา...................ภาวิตา...พหุลีกตา.
๓...สํวตฺตนฺติ...อภิญฺญาย...................นิพฺพานาย...จ...โพธิยา
.....เอเตน...สจฺจวชฺเชน.....................โสตฺถิ...เต...โหตุ สพฺพทา.
๔...เอกสฺมึ...สมเย...นาโถ.................โมคฺคลฺลานญฺจ...กสฺสปํ
.....คิลาเน...ทุกฺขิเต...ทิสฺวา................โพชฺฌงฺเค...สตฺต...เทสยิ.
๕...เต...จ...ตํ...อภินนฺทิตฺวา...............โรคา...มุจฺจึสุ...ตงฺขเณ
.....เอเตน...สจฺจวชฺเชน.....................โสตฺถิ...เต...โหตุ...สพฺพทา.
๖...เอกทา...ธมฺมราชาปิ.....................เคลญฺเญนาภิปีฬิโต
....จุนฺทตฺเถเรน...ตญฺเญว...................ภณาเปตฺวาน...สาทรํ.
๗...สมฺโมทิตฺวา...จ...อาพาธา..............ตมฺหา...วุฏฺฐาสิ...ฐานโส
.....เอเตน...สจฺจวชฺเชน.....................โสตฺถิ...เต...โหตุ...สพฺพทา.
๘...ปหีนา...เต...จ...อาพาธา...............ติณฺนนฺนมฺปิ...มเหสินํ
.....มคฺคาหต...กิเลสาว.......................ปตฺตานุปตฺติธมฺมตํ
.....เอเตน...สจฺจวชฺเชน.....................โสตฺถิ...เต...โหตุ...สพฺพทา.

โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ คือ (๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๓) วิริยสัมโพชฌงค์
(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ (๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ และ (๗) อุเปกขาสัมโพชฌงค์
เป็นธรรมที่พระมหามุนีผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้โดยชอบ
เมื่อบุคคลทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
ด้วยการกล่าวสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ในกาลทุกเมื่อเถิด

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานเถระและท่านพระมหากัสสปเถระ
เป็นไข้ ได้รับความลำบาก พระองค์จึงได้ทรงแสดงโพชฌงค์ ๗ ประการให้ฟัง
ท่านทั้ง ๒ นั้น ต่างชื่นชมพระธรรมเทศนานั้น หายจากโรคาพาธในทันที
ด้วยการกล่าวสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ในกาลทุกเมื่อเถิด

แม้พระผู้มีพระภาคเอง ครั้งหนึ่งทรงประชวรหนัก จึงตรัสสั่งให้ท่านพระจุนทเถระ
สวดโพชฌงค์ ๗ ประการนั้นแลถวายโดยเคารพ
พระพุทธองค์ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย ทรงหายจากโรคาพาธนั้นโดยพลัน
ด้วยการกล่าวสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ในกาลทุกเมื่อเถิด

อาพาธทุกอย่างของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ นั้น ได้หายไปแล้ว
ดุจกิเลสถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา
ด้วยการกล่าวสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ในกาลทุกเมื่อเถิด

สายท่าขนุน
30-11-2009, 21:50
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสร่วมกับพี่น้องเนื่องกับเว็บแห่งนี้
(พี่อรวรรณ ป้านุช น้องตัวแสบฯ น้องสไบเงิน และสาวสระบุรี)
ฟังพระสวดบทโพชฌงคสูตร ถวายในหลวงของพวกเรา
ทั้งเช้าที่วัดใหม่ยายแป้น และเย็นที่ป่าช้าตาลอย สระบุรี
รู้สึกสุขใจ :6f428754:...

ที่ป่าช้านั้น พระท่านเสริมตรง ๕. และ ๘. หลังจาก "โสตฺถิ" แล้วต่อด้วย
"ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
เอกอัครสานูปถัมภก ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ"
"โหตุ สพฺพทา"
กราบสาธุ:875328cc:

สายท่าขนุน
06-12-2009, 03:12
อันเนื่องมาจากกัลยาณมิตรนี้
จะลงเพียงแต่ข้อความหรือเรื่องราวที่ส่งมาให้เป็นข่าวสาร คงไม่น่าสนใจเท่าไรนัก
คราวนี้ เอาที่เกิดจากพูดคุยกันบ้างดีกว่า
____________________________________
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน พักรับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร
(รีบกิน รีบไปทำงานต่อ)

หนุ่มใหญ่ :
(นั่งรับประทานอาหารกลางวัน อยู่กับสาวใหญ่รุ่นยายอยู่ก่อน ยายก็รีบนั่งลงร่วมวงด้วย)

“ขอบคุณมากที่ส่งแผนที่วัดท่าซุงให้ ดูแล้ว ไกลเหมือนกันนะ”

ยายสาย :
(นึกในใจ “เขาขอมาตั้งเป็นเดือน เพิ่งจะส่งให้ตอนเขาขอซ้ำทำให้หลงดีใจว่าไปแน่ นี่รักแท้จะแพ้ระยะทางหรือเปล่า:msn_smilies-15:”)

ยายเพื่อน :

“วัดนี้นี่มีอะไร ทำไมช่วงนี้มีแต่คนจะไป”

ยายสาย :
(หูผึ่ง “จะไปทำอะไรกัน ใช่ไปธุดงค์หรือเปล่า กลุ่มไหนไป”)

“ใครไปหรือ ไปบวชธุดงค์กระมัง ช่วงนี้เขาเตรียมตัวกัน”
“ถ้าหนุ่มใหญ่จะไปก็เลี่ยงวันที่ ๕ เพราะเขาจะไปสมัครบวชกันเยอะ
หรือถ้าจะไปช่วงวันที่ ๕ ถึง ๑๖ ก็จะมีกิจกรรมที่มีคนไปร่วมมาก ถ้าชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก็เลี่ยงวันงาน”

ยายเพื่อน :

“วัดนี้นี่ทำไม มีอะไรพิเศษหรือ”

ยายสาย :

“เป็นวัดของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นครูบาอาจารย์ที่มีคนเคารพมาก”

ยายเพื่อน :

“ที่ว่าฝึกแล้วเห็นอะไรต่ออะไร นรก สวรรค์ พูดกับพระ พูดกับเทวดาได้นี่หรือ เห็นจริงหรือ:efb50fe2:
ได้ยินเรียกว่า มโนฯ อะไรนี่แหละ มีอีกที่ที่แถวพหลโยธิน เขาไปทำอะไรกัน เห็นเขาคุยกันจัง”

ยายสาย :
(อึ้ง เอ้อ… นี่จะเลยเถิดกลายเป็นวิจารณ์เรื่องมโนมยิทธิต่อหรือเปล่า)

“ฝึกแบบเชื่อด้วยความเคารพแล้วก็เห็นได้จริง หากไม่เชื่อก็ฝึกไม่สำเร็จอยู่แล้ว
แต่ขึ้นกับเราว่าเราเชื่อเราศรัทธาวิธีของครูบาอาจารย์องค์ไหน ก็ปฏิบัติตามวิธีขององค์นั้น
พระท่านสอนตามพระพุทธเจ้า ให้เราทำดีทั้งนั้น”

ยายเพื่อน :

“ฝึกแล้วจะไม่ทำให้ยิ่งหลงไปหรือ ไปดู ไปเที่ยว ไปคุยกัน มิหลงไปกันใหญ่หรือ:332f960b:”

ยายสาย :
(นั่น มีภาคสอง)

“หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ท่านก็กำชับสม่ำเสมอ สั่งสอนไปพร้อมกันให้ระวังอย่าใช้ผิดทาง
อยู่ที่คนฝึกเอง ว่าจะหลงไปหรือเปล่า จะเอาดีได้หรือเปล่า”

ยายเพื่อน :

“เอาดีนี่ไปนิพพานใช่ไหม ?”

ยายสาย :
(หูผึ่งเลย เพราะไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินสักครั้งว่ายายเพื่อนอ่านหนังสือธรรมะ ไปปฏิบัติธรรมที่ไหน
หรือแม้แต่เล่าถึงครูบาอาจารย์องค์ไหน แถมยังออกจะชอบวิจารณ์เรื่องต่าง ๆ อย่างรุนแรงบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะเรื่องความคิดคนคล้ายพวกหัวซ้าย จนยายสายไม่ค่อยกล้าคุยเรื่องธรรมะด้วยซ้ำ)

“เชื่อเรื่องกรรม เรื่องภพชาติ เรื่องสวรรค์ นรก เชื่อว่ามีพระนิพพานหรือ ?”

ยายเพื่อน :

“เชื่อสิ ทำดีจะได้พ้นทุกข์จากที่เกิดมากันนี่ ไปพระนิพพานอย่างไรเล่า”
“เชื่อว่าคนทำดี ก็ต้องได้ดี ทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว มีภพมีชาติ ผลกรรมก็ส่งแล้วแต่ชาติไหน
ใคร ๆ ก็เคยทำชั่วไว้ อย่างไรก็ต้องรับกรรม ธรรมดา หนีไม่ได้หรอก เป็นหนี้ต้องคืน
เวลานี้ก็ต้องทำดีไว้ให้มาก ๆ ไปตลอด”

ยายสาย :
(อึ้ง ทึ่ง)

“คิดเหมือนเราแต่ก่อนเลย เราเคยคิดว่าผลกรรมชั่วมันต้องชดใช้ มันมาหลบไม่ได้
เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้วว่า ผ่อนผัน ยืดออกไปได้บ้าง ให้ผลกรรมดีมาส่งก่อน”
“เพิ่งคุยเรื่องนี้กับหนุ่มใหญ่ไปวันก่อน เรื่องเชื่อกรรม เรื่องภพชาตินี่”

(วันที่หลังจากคุยกัน หนุ่มใหญ่ก็อยากไปวัดท่าซุงมาก แล้วขอแผนที่ไว้)

หนุ่มใหญ่ :

“ใช่ ผมไม่เชื่อเรื่องภพชาติ นรก สวรรค์ เรื่องกรรมนี่ก็ไม่เชิง แต่ผมก็ไม่ทำชั่วนะ
เพราะคนมันควรต้องทำดี ไม่ทำชั่วอยู่แล้ว”

ยายเพื่อน :

“ลึก ๆ คุณก็เชื่อเรื่องกรรมแหละ ไม่อย่างนั้นจะคิดไม่ทำชั่วได้หรือ”

หนุ่มใหญ่ :

(เงียบ แต่ท่าทางเหมือนนึกทบทวนเรื่องที่คุยกันไปเมื่อคราวก่อน)

ยายเพื่อน :

“แล้วมโนฯนี่เขาฝึกกันไปทำอะไร”

ยายสาย :

“อ๋อ เขาไว้ฝึกพวกขี้สงสัย ไม่เห็นด้วยตัวเองก็ไม่เชื่อ วิธีนี้หลวงพ่อค้นพบว่าฝึกได้ง่ายและเร็ว”

หนุ่มใหญ่ :

“ฝึกแล้วดีไหม”

ยายสาย :

“เราไม่ตอบคุณหรอกว่าดีหรือไม่ดี คุณเคารพเชื่อครูบาอาจารย์องค์ไหนก็ทำตามนั้นก็ดีทั้งนั้น
เราเชื่อเราศรัทธา เราก็ต้องว่าดีอยู่แล้ว คุณเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ”
“แล้วกลุ่มไหน เขาคุยกันเรื่องนี้ล่ะ”

ยายเพื่อน :
(ตอบชื่อมา แต่ก็นึกไม่ออกว่ารู้จักหรือเปล่า)

หนุ่มใหญ่ :
(ทำหน้างง พลางเล่นโทรศัพท์… เครื่องที่ใช้ร่วมกับโทรศัพท์ของพนักงานที่นี่เล่นอะไรได้เยอะ รวมทั้งสั่งจ่ายเงินค่าข้าวได้ด้วย)

ยายสาย :

“ขอตัวไปทำงานก่อนนะ”

พลางนึกว่า ตกลงหนุ่มใหญ่จะยังไปวัดท่าซุงอยู่ไหม และต้องหาทางคุยธรรมะกับยายเพื่อนดูสักที...
(แทนที่จะตั้งใจภาวนาต่อ:54bd3bbb:) เอาน่า ยังดีที่ได้ยินคำว่า “เอาดีแปลว่าไปพระนิพพาน”… กัลยาณมิตรนะนี่

สายท่าขนุน
08-12-2009, 21:20
น้องกัลยาณมิตรคนเดิม หลังจากเงียบจากการส่งข่าวไปหลายเดือน
ส่งมาอีกทีก็เป็นปลายเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ ที่พวกเราเพิ่งกลับกันมาจากดอยตุงได้ไม่กี่วัน
จั่วหัวข้อว่า "ดอยตุง" แนบภาพ ๔ ภาพถ่ายจากพิธีบวงสรวงตอนเช้ามืดที่ดอยตุง:af48944b:
ภาพหนึ่งเป็นภาพดึงใกล้เฉพาะพระอาจารย์กำลังปักธูป ดังที่เห็นนี้

สายท่าขนุน
08-12-2009, 21:30
ถัดจากส่งภาพที่ดอยตุงไม่กี่วัน เธอก็ส่งโอวาทหลวงปู่ปานมาให้ จั่วหัวว่า
โอวาทหลวงพ่อปาน โสนนฺโท วัดบางนมโค (พระอาจารย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

ผู้บำเพ็ญเพียร มุ่งดับทุกข์ มิได้แก้ทุกข์

ยิ่งแก้เท่าไร ยิ่งเพิ่มทุกข์ รัดแน่นขึ้นไปเรื่อย ๆ

สายท่าขนุน
08-12-2009, 21:33
ทำความดีโดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อต่อรอง
จึงจะเป็นบารมี

สายท่าขนุน
16-12-2009, 01:41
ความรีบร้อน คือ เครื่องหมายของจิตที่อ่อนแอ

ความฉับไว คือ เครื่องหมายของจิตใจที่เข้มแข็ง

สายท่าขนุน
16-12-2009, 01:45
อารมณ์ที่กระทบแต่ละวันและในขณะนี้ มันก็เป็นอารมณ์แห่งขันธ์ที่ไม่เที่ยง

มีแต่ความคิดว่าใช่ ว่าไม่ใช่ แล้วก็หลงอารมณ์นั้น ว่าเป็นตัวตน เป็นของของตน

จึงหลงยินดีเมื่อพอใจและถูกใจ จึงหลงยินร้ายเมื่อไม่พอใจและไม่ถูกใจ

สายท่าขนุน
26-12-2009, 19:56
อำนาจความใคร่ ความอยาก (กาม) ทำให้คนชั่วได้

ทำให้หวงแหน ทำให้ยึดถือ ทำให้จองเวร อาฆาตพยาบาท

เจ็บปวดแสนสาหัสที่สุด เพราะกาม

กามไม่มีความจงรักภักดี ทรยศ ไม่ซื่อ ก็เพราะกาม

ล่มจมทุกอย่างก็เพราะกาม

ท่องภพชาติ อยู่กับทะเลทุกข์ ก็เพราะกาม

ผู้ใด วกวนอยู่ในกาม ทำให้เหงา ทำให้แบก ทำให้ยึดในตัวตน

กามนั้นสืบทอดภพชาติได้ยาวไกล

ความได้ดั่งอยาก (กาม) ทำให้เกิดเรื่องราวมากมาย

ทำให้เกิดบ่วงโซ่แล้ว โซ่เล่า

ความไม่ได้ดั่งอยาก (กาม) ก็เกิดเรื่องราวมากมาย เช่นเดียวกัน

น้ำกาม คือ สายธาร ที่ทำให้เหล่าสัตว์จมอยู่กับวัฏฏะ จมลงสู่ทะเลแห่งทุกข์

มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

หาใช่ตัวใช่ตน หาใช่ของของตน

สายท่าขนุน
30-12-2009, 00:51
ใจนี้ที่มีกิเลส เป็นโซ่ตรวน แห่งทุกข์ แห่งภพชาติ

ไ้ด้สิ่งใด ไม่ทุกข์ ไม่มี

คนที่เหนี่ยวรั้งทุกอย่างไว้ เป็นของของตน

คนนั้นใส่ฟืน ก่อไฟเผาตัวเอง จะทรมานอีกนาน

สายท่าขนุน
30-12-2009, 01:18
โอวาทหลวงพ่อปาน ที่น้องส่งมาให้ก็มีเท่านี้
ตั้งใจจะลงที่น้องส่งมาให้สัปดาห์ที่แล้ว แต่ท่านคนเก่านำมาลงไว้แล้ว
เป็น ส.ค.ส. ลายพระหัตถ์ ที่สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานแก่ร้านภูฟ้า
เพื่อพิมพ์จำหน่ายเช่นทุกปี ซึ่งปีนี้จะมีภาพฝีพระหัตถ์อยู่ด้านหน้า
เป็นรูปเสือจับค้างคาว อวยพรให้ทุกคนโชคดีปีเสือตามสัญญลักษณ์ค้างคาว
คำว่าค้างคาวของชาวจีน พ้องเสียงกับคำว่า "ฮก" ที่แปลว่า โชค ลาภ วาสนา

จึงขอนำภาพมาลงไว้ พร้อมประชาสัมพันธ์การทำเสื้อโชคดีปีขาลไว้ที่นี้

"ร้านภูฟ้าได้อัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์มาจัดทำเป็นคอลเลกชัน เสื้อโชคดีปีขาล
เป็นเสื้อยืดโปโล ๖ สี ครีม เขียว ฟ้า ม่วง อิฐ และสีชมพูอมม่วง ราคาตัวละ ๓๕๐ บาท
ซึ่งสีชมพู สื่อแทนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนสีม่วง สื่อแทนถึงสมเด็จพระเทพฯ
อีกทั้งยังมี เสื้อยืดทีเชิ้ตสีสันสดใส ตัวละ ๓๐๐ บาท และเสื้อคลุม มีสีครีมและสีเทา ตัวละ ๖๐๐ บาท
ส่วนไฮไลต์ของคอลเลกชันปีขาลจะเป็น เสื้อลายเสือ ลวดลายสะดุดตา ตัวละ ๓๘๐ บาท มีให้เลือก ๒ สี
สีฟ้าและสีน้ำตาล เอาใจสาว ๆ ที่ชื่นชอบลุคโมเดิร์น และสวมใส่เสื้อได้ในหลายโอกาส
โดยเสื้อต้อนรับปีขาลนี้ มี เมนาท นันทขว้าง เป็นที่ปรึกษาในการให้สีในคอลเลกชันดังกล่าว
พร้อมด้วย แก้วกาแฟ กระติกน้ำ สมุดบันทึก สมุดฉีก พวงกุญแจ ปากกา นาฬิกาแขวน ฯลฯ

รายได้จากการจำหน่าย ทรงพระราชทานเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาชาวบ้านและนักเรียนในถิ่นห่างไกล
ภายใต้กองทุนเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ดังเช่นที่ได้พระราชทานในช่วง ๘ ปีที่ผ่านมา
เป็นจำนวนกว่า ๖๙ ล้านบาท

สำหรับท่านใดที่สนใจอุดหนุนคอลเลกชัน “เสื้อโชคดีปีขาล”
สามารถอุดหนุนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ร้านภูฟ้าทุกสาขา"

สายท่าขนุน
05-01-2010, 23:42
เรื่องที่ส่งมาเมื่อวันพระปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว
นอกจากกำหนดการฟังธรรม ที่เธอแนบเป็นข้อมูลมาให้ด้วย ดังนี้

ชมรมคนรู้ใจ วันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒
หัวข้อ: น้อมสู่ใจ
โดย: พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณฺโณ

เรือนธรรม วันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒
หัวข้อ: ทศบารมี ครั้งที่ ๙ - สัจจะบารมี
โดย: ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ


เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษโรคเรื้อน ชื่อว่า สุปปพุทธะ
ตรัสว่าธรรมเทศนานี้ว่า "จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา" เป็นต้น.

สุปปพุทธะกราบทูลคุณวิเศษแด่พระศาสดา

ก็ในกาลนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั่งที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล
ปรารถนาจะกราบทูลคุณที่ตนได้แล้วแด่พระศาสดา (แต่) ไม่อาจเพื่อจะหยั่งลงในท่ามกลางบริษัท
ได้ไปยังวิหารในเวลามหาชนถวายบังคมพระศาสดากลับไปแล้ว.

คนมีอริยทรัพย์ ๗ เป็นผู้ไม่ขัดสน

ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า
"สุปปพุทธกุฏฐินี้ใคร่เพื่อกระทำคุณที่ตนได้ในศาสนาของพระศาสดาให้ปรากฏ"
ทรงดำริว่า "เราจักทดลองนายสุปปพุทธกุฏฐินั้น" จึงเสด็จไปยืนในอากาศแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า

"สุปปพุทธะ เธอเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์ยากไร้,
เราจักให้ทรัพย์หาที่สิ้นสุดมิได้แก่เธอ,
เธอจงกล่าวว่า ‘พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ, พระธรรมไม่ใช่พระธรรม, พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์,
อย่าเลยด้วยพระพุทธแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระธรรมแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระสงฆ์แก่เรา.’"

ลำดับนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั้นกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า "ท่านเป็นใคร?"

สักกะ. เราเป็นท้าวสักกะ.
สุปปพุทธะ. ท่านผู้อันธพาล ผู้ไม่มียางอาย,
ท่านเป็นผู้ไม่สมควรจะพูดกับเรา,
ท่านพูดกะเราว่า ‘เป็นคนเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า’,
เราไม่ใช่คนเข็ญใจ ไม่ใช่คนขัดสนเลย,
เราเป็นผู้ถึงความสุข มีทรัพย์มาก,

ทรัพย์เหล่านี้ คือ
ทรัพย์คือศรัทธา ๑, ทรัพย์คือศีล ๑, ทรัพย์คือหิริ ๑,
ทรัพย์คือโอตตัปปะ ๑, ทรัพย์คือสุตะ ๑, ทรัพย์คือจาคะ ๑,
ปัญญาแลเป็นทรัพย์ที่ ๗,

ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม,
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ‘เป็นคนไม่ขัดสน’, ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่างเปล่า.
เพราะเหตุนั้น อริยทรัพย์มีอย่าง ๗ นี้ มีอยู่แก่ชนเหล่าใดแล
ชนเหล่านั้นอันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมไม่กล่าวว่า ‘เป็นคนจน.’

ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของสุปปพุทธะนั้นแล้ว ทรงละเขาไว้ในระหว่างทาง
เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลการโต้ตอบถ้อยคำนั้นทั้งหมดแด่พระศาสดาแล้ว.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวสักกะนั้นว่า
"ท้าวสักกะทั้งร้อยทั้งพันแห่งคนทั้งหลายผู้เช่นกับพระองค์
ไม่อาจเพื่อจะให้สุปปพุทธกุฏฐิกล่าวว่า
‘พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์’ ได้เลย."

ฝ่ายสุปปพุทธะแลไปสู่สำนักของพระศาสดา มีความบันเทิงอันพระศาสดาทรงกระทำแล้ว
กราบทูลคุณอันตนได้แล้วแด่พระศาสดา ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว.
ขณะนั้น แม่โคลูกอ่อนปลงสุปปพุทธะนั้น ผู้หลีกไปแล้วไม่นานจากชีวิตแล้ว.    

สายท่าขนุน
05-01-2010, 23:57
บุรพกรรมของสุปปพุทธะและแม่โค

ได้ยินว่า โคแม่ลูกอ่อนนั้น เป็นยักษิณีตนหนึ่ง เป็นแม่โคปลงชนทั้ง ๔ นี้คือ
กุลบุตรชื่อปุกกุสาติ ๑
พาหิยทารุจีริยะ ๑
นายโจรฆาตกะชื่อตัมพทาฐิกะ ๑
สุปปพุทธกุฏฐิ ๑
จากชีวิตคนละร้อยอัตภาพ.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ชนเหล่านั้นเป็นบุตรเศรษฐีทั้ง ๔ คน
นำหญิงแพศยาผู้เป็นนครโสเภณีคนหนึ่ง ไปสู่สวนอุทยาน
เสวยสมบัติตลอดวันแล้ว ในเวลาเย็น ปรึกษากันอย่างนี้ว่า
"ในที่นี้ไม่มีคนอื่น,
เราทั้งหลายจักถือเอากหาปณะพันหนึ่งและเครื่องประดับทั้งหมดที่พวกเราให้แก่หญิงนี้แล้ว
ฆ่าหญิงนี้เสียไปกันเถิด."

หญิงนั้นฟังถ้อยคำของเศรษฐีบุตรเหล่านั้นแล้ว คิดว่า
"ชนพวกนี้ไม่มียางอาย อภิรมย์กับเราแล้ว
บัดนี้ปรารถนาจะฆ่าเรา, เราจักรู้กิจที่ควรกระทำแก่ชนเหล่านั้น"

เมื่อถูกชนเหล่านั้นฆ่าอยู่ ได้กระทำความปรารถนาว่า
"ขอเราพึงเป็นยักษิณี ผู้สามารถเพื่อฆ่าชนเหล่านั้น
เหมือนอย่างที่พวกนี้ฆ่าเรา ฉะนั้นเหมือนกัน."

คนโง่ทำกรรมลามก

ภิกษุหลายรูปกราบทูลการกระทำกาละของสุปปพุทธะนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทูลถามว่า "คติของสุปปพุทธะนั้นเป็นอย่างไร? เพราะเหตุไรเล่า? เขาจึงถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อน."

พระศาสดาทรงพยากรณ์ความที่สุปปพุทธะนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
เกิดในดาวดึงส์ภพ และการเห็นพระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า ถ่ม (น้ำลาย) แล้วหลีกไปทางซ้าย๑-
ไหม้แล้วในนรกตลอดกาลนาน ด้วยวิบากที่เหลือ ถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อนในบัดนี้แล้ว ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้เที่ยวกระทำกรรมมีผลเผ็ดร้อนแก่ตนเองแล" ดังนี้แล้ว

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา
กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ.
ชนพาลทั้งหลาย มีปัญญาทราม มีตนเป็นดังข้าศึก
เที่ยวทำกรรมลามก ซึ่งมีผลเผ็ดร้อนอยู่.

๑-อปพฺยามํ กตฺวา ถือเอาความว่า หลีกซ้าย.
ธรรมดาบัณฑิตเห็นพุทธบุคคลแล้ว ย่อมหลีกทางขวา. ดูใน อรรถกถาอุทาน หน้า ๓๖๘.

แก้อรรถ

บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวกระทำอกุศลถ่ายเดียวด้วยอิริยาบถ ๔ อยู่.
ชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า ชื่อว่าพาล ในบทว่า พาลา นี้.

บทว่า ทุมฺเมธา คือ มีปัญญาเขลา.

บทว่า อมิตฺเตเนว ความว่า เป็นราวกะว่าคนมีเวรผู้มิใช่มิตร.

บทว่า กฏุกปฺผลํ ความว่า มีผลเข้มแข็ง คือมีทุกข์เป็นผล.

ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

สายท่าขนุน
29-01-2010, 21:31
คิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจนำเรื่องนี้มาลงไว้
เหตุเพราะน้องเธอส่งต่อมาจากน้องอีกคนใกล้ตัว
ซึ่งไม่แน่ใจว่าอยากจะเผยแพร่เรื่องราวนี้มากน้อยเพียงใด
แต่เธอก็มีเจตนาดีที่จะบอกกล่าวให้พวกเราทราบ
เรื่องการอ้างอิงสำนักพระราชวัง หรือพระบรมวงศานุวงศ์
แม้เรื่องจะเก่าแล้ว แต่ยังคงเตือนใจได้ดี
เธอส่งมาเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๙
ปรับแต่งคำและไม่ลงนามที่อ้างถึง
เรื่องนี้จึงขอให้ใช้เป็นข้อมูล กรุณาอย่าคัดลอกข้อความนำไปเผยแพร่ต่อ

ได้ยินหลายคนถามถึงเรื่องเสื้อเหลือง ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับทุกคน ถึงแม้เป็นส่วนน้อย
แต่ก็เพื่อไม่ให้เสียชื่อว่ามีเพื่อนทำงานอยู่ในวังนะจ๊ะ

เรื่องเสื้อเหลือง (เสื้อประดับตราสัญลักษณ์การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี) นี้
ไม่มีของแท้หรือของปลอม เพราะในวังไม่ได้เป็นคนผลิตสินค้าอะไรเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวทั้งนั้น
(ถ้าแม่ค้ารายไหนอ้างว่าเป็นของในวังก็ศอกกลับได้เลย)
มีแต่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าทำตามขั้นตอน บริษัทที่ผลิตขายก็จะมีหนังสือมาขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์
แล้วก็จะได้แบบตราสัญลักษณ์ที่ถูกต้องพร้อมกับคำแนะนำว่าให้ทำเฉพาะเสื้อสีเหลือง
และประดับตราสัญลักษณ์เฉพาะที่อกเสื้อด้านซ้ายเท่านั้น
ปรากฏว่า ที่มีขายอยู่ในตลาดก็มีหลายยี่ห้อที่ไม่ได้ขออนุญาตเข้ามา ตราสัญลักษณ์ก็เลยผิด ๆ ถูก ๆ
ประดับตราฯ ที่อกขวาก็เคยเห็นมาแล้ว ซึ่งเสื้อที่ผิด ๆ ก็มีเช่นว่า
- ตราสัญลักษณ์ปักเป็นดิ้นทอง ซึ่งผิด เพราะตราสัญลักษณ์ที่ถูกต้องจะต้องมีสีตามแบบเท่านั้น
ถ้าเพื่อน ๆ อยากได้เสื้อเหลืองที่มีตราฯ ถูกต้อง ก็ต้องลองเทียบกับตราฯ ที่พบเห็นได้ทั่วไป
- ปักคำว่าทรงพระเจริญไว้ที่แขนเสื้อ ซึ่งก็ผิดอีก
ขอให้จำเอาไว้ว่า
คำว่า "ทรงพระเจริญ" ที่ถูกต้องแล้วต้องประดับอยู่ด้านล่างพระบรมฉายาลักษณ์ หรือที่ธงเท่านั้น
จะมา "ทรงพระเจริญ" ตัวเองบนแขนเสื้อไม่ได้
ถ้าเห็น "ทรงพระเจริญ" บนอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรก็อย่าไปซื้อมาไว้จะดีกว่า
- เสื้อที่มีคำว่า "สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง" หรือ "สำนักพระราชวัง"
พวกนี้ก็ผิด ทำขึ้นมาเอง บางแห่งอาจจะมีหนังสือขออนุญาตเข้ามาจริง
แต่การติดชื่อสำนักราชเลขาธิการหรือสำนักพระราชวังไว้ที่ปกคอเสื้อ ถือว่าเป็นการแอบอ้าง ซึ่งผิดกฎหมาย
- เสื้อตราสัญลักษณ์ สีน้ำเงิน ฟ้า ฯลฯ นั่นก็ผิดหมด เพราะจริง ๆ อนุญาตเฉพาะแค่สีเหลือง
ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพเท่านั้น

เรื่องเสื้อฟ้า ซึ่งตอนนี้กำลังตีตื้นตลาดเสื้อเหลือง เนื่องจากใกล้จะถึงวันแม่เข้ามาทุกที
จึงขอทำความเข้าใจว่า
- ไม่เคยมีการอนุญาตให้มีการทำเสื้อสีฟ้าประดับพระนามาภิไธยจำหน่าย
ยกเว้นกรณีพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗
ซึ่ง...(ขอไม่เอ่ยนาม)... (คนที่ชอบออกรายการของช่อง ๓ บ่อย) ทำออกมาขาย
อ้างว่านำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และอ้างว่าได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าฯ
และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ซึ่งความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้
แต่ในปีนั้น ก็ได้มีการทำเสื้อสีฟ้าประดับพระนามาภิไธยย่อ "ส.ก." จำหน่าย
แถมมีหนังสือถึงส่วนราชการขอความร่วมมือสวมเสื้อสีฟ้าทุกวันศุกร์
ทำให้ข้าราชการต่างจังหวัดหลงซื้อและทำตามเป็นการใหญ่
รวมทั้งเข็มพระนามาภิไธยย่อ "ส.ก." ซึ่งพสกนิกรอย่างเราก็ไม่บังควรจะนำมากลัดเช่นกัน
ฉะนั้น อย่าไปหลงซื้อที่เขาวางขายสวย ๆ อยู่ตามข้างถนนเป็นอันขาด
- ไม่มีตราสัญลักษณ์การจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๔ พรรษา (๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๙)
เนื่องจากไม่ใช่โอกาสสำคัญอื่นกว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษาเช่นทุกปี
ฉะนั้น เสื้อที่มีตราสัญลักษณ์ หรือเข็มตราสัญลักษณ์ ดังกล่าว จึงผลิตขึ้นเพื่อหลอกขายประชาชนที่ไม่รู้เท่านั้น
- ความจริงก็คือ พระนามาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." "ส.ก." หรืออื่น ๆ เป็นของส่วนพระองค์
ซึ่งจะประดับอยู่บนฉลองพระองค์หรือสิ่งของส่วนพระองค์เท่านั้น
ชาวบ้านอย่างเราเอามาประดับบนเสื้อผ้าของตัวเองก็มิเป็นการบังควรอย่างยิ่ง
ยกเว้นพระนามาภิไธยที่อยู่ในตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ เท่านั้นที่เราจะนำมาใช้ได้

เรื่องเสื้อ ๘๐ ปี ปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุ ๘๐ พรรษา
แต่ก็ยังไม่ได้พระราชทานแบบตราสัญลักษณ์
ฉะนั้น เสื้อหรือสิ่งของที่มีตราสัญลักษณ์ ๘๐ ปีที่วางขายกันอยู่ตอนนี้
จึงเป็นของที่ทำขึ้นเองทั้งนั้น อย่าไปหลงซื้อเด็ดขาด

๓๖ ข้อคิดแผนที่ชีวิตของพ่อ ที่มีคนอ้างว่าเป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งคนที่มีสามัญสำนึกอ่านแล้วจะรู้ว่าไม่ใช่แน่ ๆ ความจริงเขาคัดมาจากหนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง
รวบรวมคำสอนของพ่อ ส่งต่อกันไปมา "พ่อ" เลยกลายเป็น "พระเจ้าอยู่หัว" เสียอย่างนั้น
ตอนนี้ระบาดถึงขั้นพิมพ์เป็นหนังสือ ปรากฏอยู่บนเว็บของหน่วยงานใหญ่
โรงเรียนเอาไปขยายบูชาไว้บนบอร์ด มีโปสเตอร์ขายให้ชาวบ้านหลงซื้อไปบูชากันเป็นการใหญ่
รวมทั้งเรื่อง "จดหมายถึงลูก" ซึ่งเห็นส่งต่อเมล์ว่า
เป็นจดหมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงสมเด็จพระเทพฯ
ซึ่งความจริงเป็นแค่จดหมายธรรมดา ของผู้หญิงที่ใช้นามปากกาว่า "ว.แหวน"
ส่งไปส่งมา "ว.แหวน" ก็กลายเป็น "สิรินธร" เสียอย่างนั้น
ซึ่งผู้ใหญ่ในวังยืนยันว่าไม่เคยทรงใช้พระนามแฝงว่า "ว.แหวน" แน่นอน
อย่างไรก็ช่วยกันยับยั้งการส่งต่อเมล์พวกนี้ด้วย จะได้ป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้

.... จึงขอทำความเข้าใจมาให้เพื่อน ๆ ทราบนะจ๊ะ อย่างน้อยจะได้ป้องกันญาติ ๆ และคนรอบตัว
ไม่ให้เป็นเหยื่อของพวกที่หากินกับเจ้านาย หากินกับศรัทธาของประชาชน ช่วยกัน

สายท่าขนุน
24-02-2010, 22:18
เว้นว่างจากการนำเรื่องมาลงไว้ที่กระทู้นี้มานาน
พวกเราสมาชิกที่นี่ก็คงจะรื่นเริงอยู่กับบุญมหากุศลต่าง ๆ
วันนี้จึงพยายามนำเรื่อง รวมมิตร...ว่าด้วยเรื่องของบุญ
ที่น้องเขาส่งมาให้เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐
มาลงให้เข้ากับบรรยากาศ
แต่ขนาดแฟ้มทั้ง ๓ ไม่เป็นใจและรูปข้อความก็ต้องใช้เวลา
จึงนำเรื่องคำสอนของหลวงปู่คำดีนี้ลงแทน
เป็นเรื่องที่เธอส่งมาเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน

ธรรมโอวาท

ท่านมักจะอบรมลูกศิษย์ของท่านอยู่เสมอ ๆ ว่า
"เรามีตาเท่ากับว่าไม่มีตา มีหูเท่ากับว่าไม่มีหู มีท้องก็ฉันอยู่ได้ไปวัน ๆ เท่านั้น
ไม่ต้องแสดงความโลภและตะกละ"
ให้พากันสำเหนียกไว้เรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลง จะต้องมีด้วยกันทุกคน
ถ้าพูดถึงความโลภ เมื่อมันมีเจตนาบันดาลเกิดขึ้นมาแล้ว มันจะมืด ไม่รู้จักบาปบุญ ไม่กลัวคุกกลัวตะราง
อันนี้เรียกว่าฤทธิ์ของมัน ท่านจงให้ระวังดี ๆ ในเรื่องของสามประการนี้ท่านสอนว่า
อย่าไปปรุงแต่งตามมัน ให้มีสติรู้เท่าทันมัน
เมื่อเราปฏิบัติได้อย่างนี้แล้วความโลภ ความโกรธ ความหลง เหล่านี้ก็จะเสื่อมอำนาจไป
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราประสงค์จะเอาสิ่งใด เราจะต้องพิจารณาเหตุเสียก่อน
เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามันไม่ผิดศีลธรรม เราก็สามารถเอาได้
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วว่ามันผิดศีลผิดธรรม เราก็ละเสียไม่เอา
นี่แสดงว่าเราไม่ปรุงแต่งตามมัน
ในความอยากได้หรือความโลภ และเราก็มีสติรู้เท่ามัน คือมีการพิจารณาในเหตุในผลเสียก่อน
ถ้าเราประพฤติได้ในลักษณะนั้น เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนดี กระทำแต่ในสิ่งที่ดี มีแต่บุญกุศล
ถ้าพูดสั้น ๆ ก็หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีผลเท่านั้น
คือถ้าเราทำเหตุดีก็จะได้รับผลดี แต่ถ้าเราทำเหตุชั่ว เราก็จะได้รับผลชั่ว

สายท่าขนุน
03-03-2010, 20:56
"แต่การที่จะทำเหตุที่ดีนั้น มนุษย์เราทำกันอย่างยากนักยากหนา ที่ว่าทำยากเพราะอะไร ?
คือมนุษย์บางเหล่าไม่รู้จักเหตุและผล จึงไม่รู้จักเลือกเฟ้นทำเหตุที่ดีกัน
และอีกอย่างหนึ่งก็คือพวกเรานี้ไม่ค่อยชอบกระทำเหตุที่ดีกัน แต่ผลดีของมันนั้นชอบกันทุกคน"

ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คำว่าตาย ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราตาย
หมายถึงจิตใจคนเราตาย คือตายจากมรรคผลนิพพานต่างหาก
ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย คือไม่ประมาทต่อการทำความดี ได้แก่ ศีล สมาธิปัญญา
มีโอกาสจะได้ไปสวรรค์ พรหมโลกหรือมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง ตลอดถึงพระนิพพานข้างหน้าแน่นอน
ช้าหรือเร็วแล้วแต่บุญบารมีหรือความพากเพียรของตนเอง

สายท่าขนุน
03-03-2010, 21:03
ความไม่ประมาท คือ เป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่ กาย และใจ ทุกอิริยาบถทั้ง ๔
คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีการเผลอสติจากอิริยาบถทั้ง ๔
จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาทเข้าใจไหม (ท่านถามลูกศิษย์)
" นี่คือเทศน์ครั้งสุดท้ายของท่านก่อนที่จะล้มป่วย "

คำว่าฟังเทศน์หมายความว่า เอาใจฟังอย่าให้ใจหนีจากตัว
ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัวอย่าให้ใจหนีจากตัว
ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัวให้รู้อยู่กับภาวนาหรือให้รู้อยู่เฉพาะใจ
อย่าให้ร่างกายนั่งอยู่ที่นี่แต่ใจมันคิดไปที่อื่น ก็ชื่อว่าใจไม่ฟัง
คำว่าใจฟังคือใจจดจ่อ สะท้อนให้ละความชั่วประพฤติความดี
ความชั่วก็ได้แก่บาปนั่นแหละ ความดีก็ได้แก่บุญกุศลนั่นแหละ
แต่เกี่ยวเนื่องอยู่กับจิตใจของเรา ถ้าพูดให้สั้น ๆ เอาเฉพาะใจความ
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ย่อลงมาเป็น ๓ ข้อด้วยกันคือ
๑. พระพุทธเจ้าสอนให้ละกายทุจริตและประพฤติกายให้สุจริต นี้เป็นข้อที่หนึ่ง
๒. ให้ละวาจาทุจริตและ ให้ประพฤติวาจาให้สุจริต
๓. ให้ละมโนทุจริตและ ให้ประพฤติใจให้สุจริต

สายท่าขนุน
10-03-2010, 19:48
จะพูดถึงบาป อกุศลกรรมบถหมายความว่า
การทำบาปทั้งหลายก็รวมมาอยู่ที่อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนั่นแหละ
คำว่าบุญกุศลก็รวมอยู่ที่กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ นั่นแหละ
ชื่อว่ากายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓
ถ้าพูดให้สั้นให้น้อยลงไปอีก กายกรรม ๓ และวจีกรรม ๔ เป็นกิริยา
การทำบาป ย่นลงมาทางใจคือ ใจโลภ ใจหลง มี ๓ อย่างเท่านั้นแหละเป็นต้นเหตุ
ตกลง อกุศลกรรมบถก็หมายใจเท่านี้แหละเป็นต้นเหตุ
ตกลง อกุศลกรรมบถก็หมายใจเท่านั้น
หมายใจดวงเดียวคือใจ ก็หมายอันเดียวเรียกว่า เอกังจิตตัง
ที่เรียกว่า จิต หัวใจ ก็เรียกว่าเป็นใจดวงเดียวเอกมโนเรียกว่า ใจอันเดียว
ตกลงผู้ที่เบื่อความทุกข์ เบื่อความโง่ เบื่อความเป็นบาป
ก็มาปฏิบัติแก้กายทุจริตให้เป็นกายสุจริต แก้วจีทุจริต ให้เป็นวจีสุจริต
แก้มโนทุจริต เป็นมโนสุจริต นี้เป็นวิธีปฏิบัติ
ถ้าเราจะเทียบในทางโลกเหมือนกับพวกชาวไร่ ชาวนาที่มีไร่มีนา
แต่ก่อนมันก็เป็นป่าเป็นดงนั่นแหละ เมื่อถือสิทธิ์แล้วก็จึงสร้างจึงถากถาง
ทำให้เป็นไร่เป็นสวนทำให้บริสุทธิ์ ทำนาก็ให้เป็นนาจริง ๆ ทำสวนก็ให้เป็นสวนจริง ๆ
คนทุกข์คนจนในโลกนี้ไม่ใช่ทุกข์เพราะเสือกิน ไม่ใช่ทุกข์เพราะงูร้ายกัด ไม่ใช่ทุกข์เพราะช้างฆ่า
แต่ทุกข์เพราะความโลภ ความโกรธความหลงของตน

สายท่าขนุน
10-03-2010, 19:55
ความโลภ ความโกรธ ความหลง สามสิ่งนี้ร้ายกาจกว่าสิ่งอะไรทั้งหมด
ร้ายกว่าผีร้าย ร้ายกว่าเสือร้าย ร้ายกว่างูร้าย
ไม่มีสิ่งไหนจะร้ายกว่าตัวความโลภ ความโกรธ ความหลง
เพราะฉะนั้นให้ระวังที่สุดเรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลง
สามประการนี้ มันสามารถทำให้ผู้รู้แจ้งเป็นคนมืดก็ได้
ฤทธิ์ของมันน่ะ มันอยู่เหนือทุกคนในโลกที่ได้เกิดมาในโลกนี้ ยกเว้นเสียแต่พระอรหันต์

สายท่าขนุน
17-03-2010, 20:19
ปัจฉิมบท

ด้วยขยัน อดทน พากเพียร และจริงใจในการปฏิบัติบูชา เพื่อมุ่งหวังในพระธรรม
เป็นผลให้หลวงปู่ได้พบทางแห่งการดับทุกข์และพ้นทุกข์
และเป็นที่ทราบกันดีว่า หลวงปู่คำดี ปภาโส แห่งวัดถ้ำผาปู่ จังหวัดเลย เป็นพระสุปฏิปันโน
ธรรมโอวาทและการปฏิบัติของหลวงปู่ ปรากฏในข้อความข้างต้นนี้
คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน

สายท่าขนุน
24-03-2010, 21:07
เรื่องนี้เพิ่งมีเพื่อนส่งมาให้ไม่กี่วันนี้
พิจารณาจากคนส่งแล้ว เข้าใจว่าเรื่องนี้กำลังส่งต่อกันแพร่หลายอยู่
ปกติจะไม่นำมาลง แต่อ่านแล้วชอบใจว่า
คำสั่งสอนนี้ พวกเรารับมาจากครูบาอาจารย์ให้วางกำลังใจให้ดี โดยเฉพาะยุคนี้
"ไม่ตำหนิใครเลย (แม้เห็นว่าเขาผิด)"...

ลูกถีบหลวงพ่อชา :
อย่าฝากหัวใจไว้กับคนอื่น
พระอาจารย์ญาณธมฺโม
วัดป่ารัตนวัน อ. วังน้ำเขียว จ. นครราชสีมา

อาตมาอาจจะเป็นพระองค์เดียวในวงลูกศิษย์หลวงพ่อชา "ที่โดนท่านถีบ"
แต่ว่าซาบซึ้งที่ท่านถีบอาตมา และเพราะความซาบซึ้งนั้น จะมาเล่าให้ญาติโยมฟัง

คือตอนนั้นอาตมาบวชใหม่ ๆ พรรษาแรกอยู่ที่วัดหนองป่าพง
ปีนั้นพระเณร ๗๐ กว่ารูป พระเยอะ ญาติโยมเข้าวัดกันมาก
วันนั้นได้ไปบิณฑบาต ตอนกลับจากบิณฑบาตมีพระองค์หนึ่งมาคุยด้วย
และพระองค์นั้นก็เพิ่งบวชใหม่เหมือนกัน ทั้งสององค์ต่างยังมีนิสัยแบบฆราวาส
และพระองค์นั้นก็ได้ไปตำหนิติเตียนพระที่อยู่ในวัดที่ไม่ถูกใจ

อาตมาฟังแล้วคิดในใจว่า บวชเป็นพระทำไมมาจับผิดกัน ทำไมท่านตำหนิพระองค์นั้นองค์นี้
ก็เลยเดินหนีไม่อยากคุยด้วย แต่ไม่ได้เดินหนีอย่างเดียว
เดินหนีตำหนิท่านในใจ ยังคิดเรื่องท่าน

พอดีเดินเข้ามาในวัด เดินก้มหน้าคิดถึงเรื่องพระองค์นี้องค์นั้นอยู่
ได้ยินเสียงหลวงพ่อชา พูดขึ้นมาว่า "กูดมอนิ่ง"
ก็มองขึ้นไปเห็นหลวงพ่อชา ก็อยู่ใกล้ ๆ ท่านยิ้มใส่เรา
พูดภาษาอังกฤษ "กูดมอนิ่ง" แปลว่าสวัสดีตอนเช้า
เราก็ดีใจ ไม่เคยได้ยินหลวงพ่อพูดเป็นภาษาอังกฤษ
ก็เลยยกมือไหว้ท่านและตอบท่านว่า "กูดมอนิ่ง หลวงพ่อ"

หลวงพ่อชาท่านพูดภาษาอังกฤษได้ ๒ คำ "กูดมอนิ่ง" สวัสดีตอนเช้า
กับ "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที" แปลว่า คุณต้องการน้ำชาไหม
เพราะหลวงพ่อท่านเคยไปประเทศอังกฤษ
ชาวอังกฤษเขากินน้ำชากันทั้งวันทั้งคืนและเขาจะถามตลอดเวลา "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที"
หลวงพ่อเลยท่องไว้จำไว้ เพราะท่านว่ามันจำง่ายดี
เพราะว่าเหมือนพระสวดให้พร ยถาวริวะหา อุปปะกัปปาติ
แต่ท่านไม่ได้ถามอาตมา "ดู ยู ว้อน อะคัพ ออฟ ที"

เรายกมือไหว้ท่านรู้สึกดีใจอารมณ์เปลี่ยน ฉันเสร็จก็กลับกุฏิ
เดินจงกรมนั่งสมาธิถึงหกโมงเย็น ก็คิดว่าเดี๋ยวจะไปกุฏิหลวงพ่อชา

ถ้าใครเคยไปวัดหนองป่าพง จะเห็นกุฏิเก่าของท่านข้าง ๆ โบสถ์
ซึ่งหลวงพ่อมักจะนั่งบนเก้าอี้หวาย
อาตมาเข้าไปก็กราบท่าน ขอนวดเท้า เพราะเราเคยฝึกนวดเท้า บางครั้งท่านจะให้เราไปนวด
วันนั้นพระเณรเยอะ ประมาณทุ่มหนึ่งเขาตีระฆัง ท่านก็ไล่พระเณรขึ้นโบสถ์หมด
พระเณรประมาณ ๗๐ รูป ท่านบอกว่า ท่านญาณอยู่นี่ ก็นั่งสองต่อสองกับท่าน
ก็จับเท้าท่านไว้ ท่านก็ไม่ได้พูดท่านนั่งหลับตาภาวนา เราก็นวดเท้าท่าน
อากาศเย็นสบายช่วงฤดูหนาว

พระเจ็ดสิบรูปเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็น เราฟังพระสวดมนต์เจ็ดสิบรูป
เหมือนเทวดา เหมือนเทพกำลังจะโปรดเรา เราก็นั่งคิด
เรากำลังนั่งกับพระอรหันต์ กำลังสร้างบุญกุศล ถวายการนวดแก่พระอรหันต์อยู่
เทวดากำลังสวดอนุโมทนาด้วย จิตใจขึ้นสวรรค์เลย พอดีจิตใจขึ้นสวรรค์
หลวงพ่อใช้เท้าถีบหน้าอกอาตมาจนหงายหลัง หัวกระแทกพื้น เราก็ช็อกอยู่ งงเลย..!!!
หลวงพ่อชี้หน้า นั่นตอนเช้าพระองค์หนึ่งพูดไม่ถูกใจเรา เราก็เสียใจ
อีกองค์หนึ่งพูดแค่ "กูดมอนิ่ง" ดีใจทั้งวัน
อย่าไปดีใจ เสียใจกับคำพูดคนอื่น อย่าไปฝากหัวใจไว้กับคนอื่น
ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม

ทีนี้ท่านก็เทศน์กัณฑ์ใหญ่ เราก็ยกมือไหว้ท่าน น้ำตาไหล
เพราะอะไร ซาบซึ้งในเมตตากรุณาของท่าน
ท่านก็คงเห็นเราตอนเช้า ว่าพระองค์นี้ตกนรก จิตเป็นทุกข์ เพราะคำพูดคนอื่น
ท่านก็เลยพูดแค่ "กูดมอนิ่ง" ให้ดึงเราขึ้นจากนรก
และตอนเย็นท่านก็ปล่อยให้เรานวดเท้าท่านให้ขึ้นสวรรค์
ขึ้นสวรรค์แล้ว ต้องถีบลงมาถึงแผ่นดิน
เพราะเทวดาสอนธรรมไม่ได้ ต้องมนุษย์ เพื่อให้จดจำไว้

"อย่าฝากหัวใจไว้กับคำพูดของผู้อื่น เพราะเราจะผิดหวัง
ต้องฝากหัวใจไว้กับพระธรรม
ก็เลยได้จดจำคำพูดหลวงพ่อ..."

พระอาจารย์ญาณธมฺโม เดิม ชื่อ ฟิลิป จอห์น โรเบิร์ต ชาวออสเตรเลีย
สมัยฆราวาสท่านประกอบวิชาชีพเป็นอาจารย์สอนวิชาชีววิทยา
แต่ได้พบกับพระพุทธศาสนา แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้ถวายตัวเป็นผ้าขาว
(ธรรมเนียมการอยู่วัดเป็น "อานาคาริก" หมายถึงผู้ไม่ปรารถนาครองเรือนแบบฆราวาสทั่วไป
เพื่อเป็นการทดสอบกำลังใจ ระยะเวลา ๑ ปี หรือตามแต่ละวัดจะกำหนด ก่อนบวชจริง)
ที่วัดป่าพุทธธรรม เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ปราโมทย์
26-03-2010, 13:56
ทำเนียม ยังไม่เคยได้ยิน ได้เห็น
แต่นึกถึงศัพท์วัยรุ่นคำว่า "ทำเนียน" (หมายถึง อาการเฉย ๆ แสดงอาการ ไม่รับรู้ หรือการแสดงออกเพื่อไม่ให้ผู้อื่นจับผิดได้) เลยครับ

สายท่าขนุน
29-03-2010, 20:42
ช่วงนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานหล่อพระบ่อยครั้ง
ทำให้นึกถึงภาพที่น้องท่านนี้เคยส่งมาให้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑
และเป็นภาพที่จำได้เมื่อมีบุญได้ไปกราบท่านจิตโตครั้งแรกที่บ้านตลิ่งชัน
หลวงพี่ท่านเมตตากล่าวประโยคทำนองนี้ว่า
พวกเราที่ได้มาพบกันเช่นนี้ ก็เพราะได้เคยร่วมทำบุญหล่อสมเด็จองค์ปฐมด้วยกันมาทั้งนั้น
...บัดนี้ก็มีหลายท่านในภาพ ที่ได้รู้จัก พูดคุย ร่วมบุญกันต่อมา...

สายท่าขนุน
07-04-2010, 20:14
เนื่องมาจากป้ายิ้มเธอเมตตาให้หนังสือเล่มเล็ก
ของพระอาจารย์มิตสุโอะ คเวสโก มาฝากให้คุณแม่
ตามที่เราเคยบอกไว้ว่าคุณแม่อ่านหนังสือของท่าน
จึงไปหาเรื่องของพระอาจารย์ที่น้องเขาเคยส่งมาให้มาลงที่นี่
เมื่อพบแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องที่น้องเขาถอดเทปบันทึกคำสอน
ของทั้งพระอาจารย์มิตสุโอะ เรื่องสติแก้ปัญหาชีวิต
และเรื่องพาใจกลับบ้าน... ได้เลือกนำเรื่องนี้มาลงไว้แทน
เพราะไม่เคยเห็นว่ามีหนังสือของท่านผู้เทศน์

พาใจกลับบ้าน :
ธรรมะที่พระพรพล ปสันโน วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก
แสดงที่เรือนธรรม ประจำวันที่ ๒๘ พ.ค. ๕๑
มีรายละเอียดดังนี้

ขอเจริญพรกับท่านทั้งหลาย วันนี้อาตมาภาพก็เป็นตัวแทนของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณ
อาตมาภาพไม่ใช่ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้าและไม่ใช่เจ้าคุณด้วย แต่เป็นพระบวชใหม่
ท่านเจ้าคุณเดินทางกลับมาไม่ทัน ก็เลยมอบหมายให้อาตมาภาพนั้นมาแทน ท่านไปประชุมคณะสงฆ์ภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่น
ต้องขออภัยด้วยที่อาตมาภาพไม่ได้บรรยายในหัวข้อที่ท่านให้ไว้ คิดว่าโอกาสหน้าท่านจะมาบรรยายให้พวกเราได้ฟัง
เพราะฉะนั้น วันนี้ขอพูดในเรื่องที่ทุกคนมี เพราะว่า เรื่องของความคิดเป็นเรื่องที่สำคัญ

สายท่าขนุน
07-04-2010, 20:21
คนเรานั้นชีวิตส่วนใหญ่ก็อยู่กับความคิด ความคิดเป็นตัวชี้วัดความสุขของเราก็ว่าได้
คนเรามีความสุขได้ก็เพราะความคิด คนเราทำดี ก็เพราะคิดดี คนเรามีความเศร้า เพราะเราคิดไม่ดี
คนเราทำไม่ดี ก็เพราะคิดไม่ดี แล้วเรานั้นก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับความคิด
สิ่งที่สำคัญนั้นก็คือ เราไม่ได้เห็นว่า เราคิดอะไร ? ความคิดของเราทำงานอย่างไร ?
เราไม่ได้มาสังเกตการทำงานของความคิด
ซึ่งมีน้อยคนที่จะมาเรียนและก็มาศึกษาในเรื่องของการทำงานของความคิดว่า ความคิดทำงานอย่างไร ?
จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำคัญที่สุดในชีวิตเราเลยก็ว่าได้
แต่ว่า ไม่รู้เพราะอะไร ? เขาจึงไม่ได้มาบรรจุวิชานี้ไว้ในวิชาเรียนของเรา
ตอนที่เราเรียน ไม่ว่าจะเป็นอนุบาล ประถม มัธยม หรือในระดับชั้นมหาวิทยาลัย

สายท่าขนุน
09-04-2010, 19:01
แต่พระศาสดาของเรา ท่านได้เห็นความสำคัญ
แม้ว่า พระองค์ท่านนั้นจะมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน แต่พระองค์ท่านนั้นตระหนักว่า สิ่งนี้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
และพระองค์ท่านก็คิดว่า ยังไม่มีใครที่สนใจและสอนวิชานี้อย่างจริงจัง ?
พระองค์ท่านจึงได้ตัดสินใจ เสด็จออกจากราชวังของท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านนั้นมีความพร้อมทุกอย่าง
แล้วก็จะเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่านกลับทิ้งทุกอย่าง เพื่อมาศึกษาเรื่องของความคิด เรื่องของจิตใจว่า
ความคิดนั้นเป็นอย่างไร ? จิตใจนั้นเป็นอย่างไร ? กายนี้-ใจนี้เป็นอย่างไร ?
แล้วก็ความทุกข์ที่เกิดจากความคิด ที่เกิดจากจิตใจเรานั้น เป็นอย่างไร ?
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หลายคนนั้นรู้สึกแปลกใจว่า คนนั้นมีความพร้อมขนาดนั้น ทำไมถึงจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่มา ?

สายท่าขนุน
09-04-2010, 19:06
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าเรามี สิ่งที่เราคิดว่าเราพร้อม สิ่งที่เรากำลังวิ่งหาอยู่นี้
เราคิดว่า ไปถึงตรงนั้นแล้ว เราจะมีความสุข แต่ไม่มีใครมารับประกันว่า เราไปถึงตรงนั้นแล้ว เราจะมีความสุข
เป็นเพียงแค่ความคิด ที่เราคิดขึ้นมาเองว่า ถ้าเราไปถึงจุดนั้นจุดนี้แล้ว เราจะมีความสุข

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เราทำงานวันหนึ่ง ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง ๑๒ ชั่วโมง เพื่ออะไร ?
เพื่อเราคิดว่า วันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมาก ๆ ไปซื้อบ้านหลังใหญ่ ๆ สวยงาม สะดวกสบาย
มีรถคันโต นั่งแล้วรู้สึกสบาย นุ่มนวล ได้ไปเที่ยวรอบโลก ได้ไปในที่ซึ่งเราไม่เคยไป
ได้ไปรับประทานอาหารที่ราคาแพง ที่เราไม่เคยได้รับประทาน ได้ไปเห็นอะไรต่าง ๆ นานา ที่เราอยากเห็น
อันนี้ก็คือความคิดที่เราคิดขึ้นมา ก็มีความคิดเป็นตัวตั้ง แล้วเราก็ปฏิบัติประพฤติตามความคิดนั้นไป
เมื่อเราไปถึงจุดนั้นแล้ว บางทีความจริงกับความคิดไม่เหมือนกัน
บางครั้งหลายคนทุกข์แสนสาหัสกว่าจะไปถึงจุดที่ตัวเองคิดไว้ บางคนบางท่านนั้นก็ไปไม่ถึงจุดที่ตัวเองคิดไว้ก็มี
แต่ก็ไม่เคยหันกลับมามองว่า ทำไมเราถึงคิดเช่นนั้น ? ทำไมเราถึงอยากเช่นนั้น ? ทำไมเราถึงเป็นเช่นนั้น ?

สายท่าขนุน
11-04-2010, 21:19
เพราะฉะนั้น การที่เราได้มานั่งดูความคิดของเราจึงสำคัญมาก
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เราได้นั่งกันถึงจะไม่ใช่ระยะเวลาที่ยาวนาน
จริง ๆ ระยะเวลานั้นก็ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์เสมอไป
ขึ้นอยู่กับว่า ตอนที่เรานั่งนั้น เราทำอะไรมากกว่า ?
บางคนก็นั่งกันทั้งวันทั้งคืน เพราะว่า ความอยากที่จะปฏิบัติ อยากจะใช้เวลา
แต่ว่า ในขณะที่นั่งนั้น ก็ไม่ได้พิจารณาความคิด

ยกตัวอย่าง เหมือนกับเราอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่านหนังสือหลายเล่มเลย อ่านเร็วด้วย
เราอยากได้จำนวนหน้า จำนวนเล่ม จำนวนเรื่อง
แต่เรานั้นไม่ได้พิจารณาบทความที่เราอ่านไป ไม่ได้วิเคราะห์ว่า
ทำไมเราถึงอ่านหนังสือเล่มนี้ ? อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วได้อะไร ?
(เราก็ได้แต่อ่าน ได้แต่จำนวนหนังสือ เราได้แต่จำนวนหน้า แต่เรานั้นไม่ได้ความรู้)

สายท่าขนุน
11-04-2010, 21:23
เพราะฉะนั้น การนั่งก็เช่นเดียวกัน บางครั้งอาจจะนั่งไม่นาน
แต่ที่สำคัญคือ ขณะที่เรานั่งนั้น เราทำอะไร ?
ถ้าขณะที่เรานั่งนั้น เราได้พิจารณาดูเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
แล้วเราสามารถที่จะรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นได้นั้น แสดงว่าเราอยู่กับปัจจุบันได้
การอยู่กับปัจจุบันนั้น จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะว่า จริง ๆ เรานั้นอยู่กับปัจจุบันตลอด
เราไม่สามารถวิ่งกลับไปในอดีตได้ ไม่มีเครื่องมือให้เรากดปุ่ม
แล้ววิ่งกลับไปอดีต ไม่มีเครื่องมือที่พาเราไปอนาคตได้
จริง ๆ เราอยู่กับปัจจุบันตลอด
แต่ใจของเราต่างหากที่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน
ใจของเราต่างหากที่บางครั้งวิ่งไปติดกับในอดีต
ใจของเราต่างหากที่บางครั้งวิ่งไปติดกับในอนาคต
บางคนก็วิ่งไปติดกับอดีตที่ไม่ดี แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้น ออกมาไม่ได้
นั่งหลับตาทีไร ? ก็วิ่งไปหาอดีตอันนั้น
บางคนก็ไปติดกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ที่เราอยากได้ อยากเป็น อยากมี ไปติดกับอนาคตอันนั้น
เพราะฉะนั้น ใจของเราก็เลยวิ่งข้ามไป ข้ามมา ข้ามปัจจุบันไป
ไปติดกับอดีตบ้าง ไปกับอนาคตบ้าง
เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องเตือนให้เราอยู่ในปัจจุบันได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี

สายท่าขนุน
17-04-2010, 11:11
ยกตัวอย่าง เช่น เวลาเรานั่งสมาธิ เราดูลมหายใจเพื่ออะไร ? (เพื่อต้องการอยู่กับปัจจุบัน)
ตอนนี้เราหายใจเข้า เราก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็ให้รู้ว่าออก
ขณะที่เราดูลมหายใจอยู่กับปัจจุบัน โดยปกติใจของเราจะไม่นิ่ง
ชอบเคลื่อนไหว ถ้าให้อยู่กับลมหายใจนาน ๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ ไม่อยู่แล้ว
ใจก็จะวิ่งออกไปคิดบ้าง ไปติดกับเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง
ถ้าเราไม่พิจารณาการทำงานของใจเรา การทำงานของความคิด
เราก็จะไปติดอยู่กับความคิดนั้น
นั่งก็นั่งไป แต่ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันหรอก ไปคิดถึงอดีตบ้าง ไปคิดถึงอนาคตบ้าง
แล้วก็หมดเวลา นั่งมาพอสมควรแล้วก็ลืมตามา ก็ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันอีก
อาจมาอยู่กับปัจจุบันตอนที่ได้ยินเสียงว่า ให้ลืมตา รู้ว่า กำลังลืมตา นี่!!...อยู่กับปัจจุบัน

สายท่าขนุน
17-04-2010, 11:15
เพราะฉะนั้น เราต้องพัฒนาสติเราให้เร็ว ให้ทันความคิดให้ได้
เพราะอะไร ? เพราะความคิดเรานั้นเร็วมากเร็วจริง ๆ เร็วกว่ารถยนต์ เร็วกว่าเครื่องบิน เร็วกว่าแสง
เครื่องบินที่ว่าเร็ว ๆ สู้ใจเราไม่ได้
นั่งอยู่ที่นี่คิดถึงลอนดอน ใจก็วิ่งไปแล้ว เห็นภาพแล้วว่า ที่ลอนดอนเป็นอย่างไร ?
คิดไปถึงปารีส ใจก็วิ่งไปแล้ว เห็นหอไอเฟลชัดเจนแล้ว
นั่ง ๆ อยู่เราคิดถึงที่บ้าน ใจก็วิ่งไปที่บ้านทันทีเลย
คิดถึงคนที่เรารัก หน้าคนที่เรารักขึ้นมาทันทีเลย
นึกถึงคนที่เราเกลียด คนที่เราไม่ชอบ หน้าของคนที่เราไม่ชอบก็ขึ้นมาทันทีเลยเหมือนกัน
ไม่ต้องขับรถไปหาเขา ไม่ต้องโทรศัพท์ไปหาเขา
นี่!!...คือการทำงานของความคิดของเรา
ที่ทำงานอยู่ตลอดและก็เร็วมาก ซึ่งเราไม่ได้สังเกตดู

สายท่าขนุน
19-04-2010, 20:12
บางคนนั้นน่าสงสารมากคือ ไม่รู้จักวิธีหยุดคิด
ตั้งแต่เด็กประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เราเรียนแต่วิธีคิดมาตลอด
แต่เราไม่เคยเรียนวิธีทำอย่างไรให้ใจของเรานั้นได้พักจากการคิดบ้าง ?
เมื่อสักครู่แม้ตัวเองจะได้นั่งในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็มีความสุข เพราะว่า ได้หยุดคิด
ได้อยู่กับปัจจุบัน แล้วก็รู้สึกเบาสบาย และก็รู้สึกว่า มีแรง
เพราะฉะนั้น การที่เราได้มาจัดสรรเวลาช่วงหนึ่งของวัน
ได้มาดูใจของเราว่า ใจของเรานั้นทำงานอย่างไร ? สำคัญมาก
ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็จะปล่อยให้ความคิดของเรานั้น ทำงานอยู่ตลอด
ใจของเราทำงานอยู่ตลอด เปรียบเสมือนกับอะไร ?
เปรียบเสมือนกับเครื่องจักร รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ตลอด
ทีวีที่เปิดอยู่ตลอด ไม่เคยปิดเลย นั่นคือความคิดของเราที่คิด ๆ ๆ อยู่ตลอด
คิดจนเครื่องพัง ถึงจะเลิกคิด นี่!!...คือคนที่ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัก

สายท่าขนุน
19-04-2010, 20:18
เพราะฉะนั้น การที่เรารู้จักใจของเรา รู้จักการทำงานของใจเราสำคัญมาก
พอถึงจุดหนึ่งที่ใจของเราว้าวุ่นมาก ๆ วุ่นวายมาก ๆ ที่เราคิดมาก
เราจะรู้ตัวทันทีว่า ตอนนี้ใจเราว้าวุ่น เราคิดมากไปแล้ว เราวิตกกังวลแล้ว
เราอยู่กับปัจจุบันไม่ได้ พาใจเรากลับบ้านให้ได้
คนส่วนใหญ่หลงอยู่ในความคิด เหมือนกับเราเดินทาง แล้วเราไม่มีแผนที่
เราไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมาย คนที่คิดเรื่อย ๆ คิดเรื่อยเปื่อย คิดอยู่ตลอด ไม่มีจุดหมาย
คิดไปเรื่อย ๆ ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย?
แต่คนที่มีแผนที่ คือคนที่มีสติ
เขาจะดูว่า ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนแล้ว ? เราไปถูกทางหรือเปล่า ?
คนที่มีสติไปดูความคิด เอ๊ะ!!..เรานั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เรากำลังทำงานอยู่
ทำเรื่องนี้อยู่ แต่ทำไมใจเราไปคิดเรื่องที่บ้าน ?
เราหลงทางแล้ว ทำไมเราไม่คิดเรื่องงาน ?
แต่ถ้าไม่มีสติไปดูตรงนั้น เราก็ไม่รู้หรอกว่า เราหลงทาง
คนที่ไม่รู้ว่า ตัวเองหลงทาง ชีวิตก็จะหลงอยู่ในความคิดตลอด คิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วก็จะรู้สึกเหนื่อย แต่ก็ไม่รู้ว่า ทำไมเหนื่อย ?
เพราะว่า ไม่เคยไปสังเกตดูว่า ทำไมตัวเองถึงเหนื่อย ?

สายท่าขนุน
22-04-2010, 21:13
แต่คนที่มีสติไปดูความคิดก็จะรู้ว่า เราทำงานอยู่ เราไปคิดเรื่องอื่น เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับงาน
เวลาผ่านไปแต่เราไม่ได้อะไรเลย อยากจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จ แต่ก็ไปทำอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเรื่องนั้นให้ดี ให้เสร็จได้
หรือขณะที่เราอ่านหนังสือ แต่เราไปห่วงว่า เราอยากดูทีวี
อูย!!..เวลานี้เราน่าจะดูทีวี เพราะมีรายการที่เราชอบ รายการที่เราอยากดู
แต่ใจเราไปอยู่กับหนังสือ ใจเราอยากอ่านหนังสือ อีกใจหนึ่งอยากดูทีวี
เดี๋ยว ๆ ใจอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมาอีก อยากฟังเพลง ทั้งอยากอ่านหนังสือ อยากดูทีวี อยากฟังเพลง
แล้วเดี๋ยว ๆ ก็มีใจอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นมาอีก อยากคุยกับเพื่อน เอาละซิ!!
ถ้าเราไม่สังเกตตามความคิดนั้น เราก็จะพยายามทำหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน
นี่!!...ก็เป็นที่มาของความเครียด มันผิดธรรมชาติ
จริง ๆ แล้วใจเรานั้นมีประสิทธิภาพมาก ถ้าเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในขณะนั้นเพียงสิ่งเดียว

สายท่าขนุน
22-04-2010, 21:18
เพราะฉะนั้น การที่เราอยู่กับปัจจุบันขณะได้ คือใจของเราจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว
อันนี้ก็ต้องมาฝึกกัน เหมือนอย่างที่พวกเรามาฝึกดูลมหายใจเข้า-ออก
ให้ลมหายใจนั้นเปรียบเสมือนกับบ้าน พอใจของเราออกจากบ้านไป เหมือนเราออกไปทำงาน
พอตกเย็นเราก็ต้องกลับมาพักที่บ้าน พาใจเรากลับบ้านให้ได้
นั่งหายใจเข้า-ออก เข้า-ออก มีความคิดเกิดขึ้น ก็รู้ว่าคิด ไม่ต้องมาตามว่า คิดเรื่องอะไร ?
ไม่ต้องไปถาม เพียงแต่ให้รู้ว่าคิด ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เรากำลังทำอยู่คือเรากำลังดูลมหายใจ
ต้องรู้ตรงนี้ให้ได้ กลับบ้านเรามาดูลมหายใจ พอนั่ง ๆ ไปอีก ก็คิดอีก
ไม่เป็นไร!! คิดก็ให้รู้ว่าคิด พาใจของเรากลับมาบ้าน มาดูลมหายใจ

สายท่าขนุน
26-04-2010, 21:56
ตัวอย่าง เรานั่ง ๆ อยู่รู้สึกปวดเมื่อย ก็ให้รู้ว่าปวดเมื่อย
ไม่ต้องไปติดกับอาการปวดเมื่อยนั้น ๆ เอ๊!!..ปวดเข่าข้างไหนหนอ ? ข้างซ้ายหรือข้างขวา ?
เอ๊!!..ปวดไปแล้วจะอักเสบหรือเปล่า ? นั่งไปเดี๋ยวเราจะพิการหรือเปล่า ?
อูย!!..เลิกนั่งดีกว่า ถ้าเราไปคิด ใจของเราก็จะปรุงแต่งไปเรื่อย ๆ
ปวดก็ให้รู้ว่าปวด พาใจเรากลับมาบ้านให้ได้ มาดูลมหายใจ

สายท่าขนุน
26-04-2010, 21:59
เอาล่ะ!!..ฝึกกันในห้องนี้ให้เสร็จ เหมือนกับเราซ้อมรบ เหมือนกับนักกีฬา
ต้องเข้าห้องยิม ต้องยกเวต สร้างกล้ามเนื้อ ต้องวิ่ง
ถึงเวลาไปลงสนามแข่ง ไปแข่งจริง เอากล้ามเนื้อส่วนนั้นมาประยุกต์ใช้ในตอนที่แข่ง
เช่นเดียวกันที่เรามาฝึกในห้องนี้ เหมือนเรากำลังเข้าห้องยิม
ฝึกใจของเราให้แน่น ให้นิ่ง ถึงเวลาเราออกจากห้องนี้ไป
เข้าลิฟท์ไปทันที มีอะไรเข้ามาเต็มแล้ว ลงจากลิฟท์ไป เดินไปที่จอดรถ ขึ้นรถ
ขับรถออกไป เจอความวุ่นวายแล้ว ถนนเพลินจิตข้างหน้า
ขับรถกลับบ้านระหว่างทาง มีอะไรเต็มไปหมดเลย
เราจะต้องเจริญสติให้รู้เท่าทัน ถ้าเราขาดสติ เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุ ขับรถชน

สายท่าขนุน
06-05-2010, 22:02
เพราะฉะนั้น การฝึกตรงนี้สำคัญมาก
ดูลมหายใจ พาใจกลับบ้านได้ ไปขับรถ พาใจอยู่กับรถได้
ไปที่โต๊ะทำงาน พาใจไปอยู่ที่ทำงานได้
ทำอะไรอยู่บนคอมพิวเตอร์ ? เวลาพิมพ์เราก็รู้ว่าพิมพ์
เสียงโทรศัพท์ดัง ควรรับไหม ? โทรศัพท์อันนี้ อันไหนสำคัญกว่า ?
สติเรามี เราพิจารณาได้ ถ้าสติเราไม่มี มันเป็นปฏิกริยาโต้ตอบ
โทรศัพท์ดัง ยกมาจับ แล้วรับเลย ไอ้ที่พิมพ์อยู่อาจจะสำคัญ
ลืม!! ไปคุยโทรศัพท์ พอคุยเสร็จแล้ว ลืม!! เมื่อกี้ทำอะไรอยู่ ?
ทำไปถึงไหนแล้ว ? จึงต้องมาเริ่มใหม่
เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาตลอดในขณะที่เราทำงาน
ถ้าเราไม่มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ เราก็จะตอบกลับไปทุกอย่างที่เข้ามา

สายท่าขนุน
06-05-2010, 22:05
ตัวอย่าง บางครั้งมันเข้ามาพร้อมกันมากกว่าหนึ่งอย่าง โทรศัพท์ดัง งานก็ยังพิมพ์อยู่
เพื่อนโต๊ะข้าง ๆ ก็เรียกแล้วก็มีคนเอาเอกสารมาวางบนโต๊ะ
เอาล่ะสิ จะทำอะไรก่อน ? มันสับสนแล้ว บางคนเครียด สติไม่ทันอารมณ์ ระเบิดอารมณ์ออกมา

สายท่าขนุน
14-05-2010, 18:28
ตัวอย่าง อาตมาเคยเจอบางคนกำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด
กำลังนั่งอ่าน ๆ ๆ หนังสือ โทรศัพท์ดังขึ้นมา ทำอะไรไม่ถูก ?
หยิบโทรศัพท์นั้น แล้วมีอาการที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ทันที
รีบลุกลี้ลุกลน ปิดหนังสือ หยิบโทรศัพท์เดินออกไปคุยข้างนอก
กลับเข้ามา จำไม่ได้ว่า อ่านหนังสือไปถึงหน้าไหนแล้ว ? ต้องมาค่อย ๆ เปิดหา
ซึ่งจริง ๆ แล้วขณะหนึ่งของจิตเร็วมาก เราไม่จำเป็นต้องรีบปิดหนังสือก็ได้
ถ้ามีสติ โทรศัพท์ดังก็รู้ว่าดัง เราอ่านหนังสือรู้ว่าอยู่หน้าไหน ?
เปลี่ยนใจจากโทรศัพท์ มาดูที่หน้าหนังสือนิดหนึ่ง
อาจจะหาอะไรมาวางทับไว้ "แป๊บเดียว!!" วางได้ แล้วก็เดินออกไป ไม่ต้องรีบมาก
บางคนรีบมาก พอเดินออกไป เตะเก้าอี้ก็มี ชนประตูก็มี เพราะขาดสติในตอนนั้น
มันเป็นความหลง เพราะใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบันแล้ว มันอยากจะออกไปนอกห้องให้เร็วที่สุด
ไม่ได้ดูแล้วว่า เดินอย่างไร ? ประตูต้องเปิดอย่างไร ?
บางทีประตูต้องดึงเข้า ก็ไปผลักออกก็มี เพราะไม่มีสติ ไปดันกระแทกเปรี้ยงเลย
ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ดึงประตูเปิดได้ เสียเวลาไปอีก!!

สายท่าขนุน
14-05-2010, 18:34
เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว เราก็จะรู้ว่า
จิตของเราทำงานได้เพียงหนึ่ง รู้อะไร ? รู้เพียงหนึ่ง
แล้วก็จะได้ไม่เครียด แต่ว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เราไม่รู้เพียงหนึ่ง ? จะเสียทุกอย่างเลย แล้วก็เครียดด้วย
ชีวิตเราหนีไม่พ้นการทำงาน เพราะฉะนั้น เวลาเราทำงาน ตอนเช้าเราไปที่ทำงาน
งานเต็มโต๊ะเลย งานค้างเมื่อวานก็มี งานเข้ามาใหม่ก็มี งานที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มี
โทรศัพท์ดังก็มี เปิดเมล์มา เมล์ต้องตอบก็มี เยอะแยะเต็มไปหมดเลย
ถ้าเราไม่มีสติไปรู้เท่าทัน เราก็เครียด เราก็วิตกกังวล
แต่ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน เราจะไม่กลัวปัญหา ไม่กลัวงาน
แต่นั่งดูงานเลยว่า เราจะทำอะไรก่อน ? ไปนั่งพิจารณา จัดอันดับได้
แต่ถ้าเราไม่มีสติ ไปรู้ไปดูตรงนั้นแล้ว ความเครียดเกิดขึ้นมาแทน
แล้วพอความเครียดเกิด สติปัญญาไม่เกิด แก้ไขปัญหาไม่ได้
แต่ถ้าสติเกิด พอเราเห็น เราจะพิจารณาได้ทันทีว่า อันไหนควรทำ ? อันไหนไม่ควรทำ?
อันนี้เรื่องที่ทำงาน ("โอเค!!"..จบไป) แล้วเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำงานล่ะ ?
สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบเราเต็มไปหมดเลย เมื่อเห็นแล้ว เราจะทำอะไรกับสิ่งนั้น สำคัญมาก!!
เห็นแล้ว ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน เราจะรู้ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ

สายท่าขนุน
20-05-2010, 15:00
ตัวอย่าง บางคนต้องดูแลเกี่ยวกับการเงิน มีเงินเยอะแยะเต็มไปหมดเลย
ไม่ใช่เงินของเรา แต่มันเยอะเหลือเกิน ช่วงนี้เราก็ลำบากด้วยซิ
มีความจำเป็น คงไม่ผิดศีล ขอยืมไปใช้ก่อน ยังไม่เอาไปเข้าแบงค์หรอก
เดี๋ยวถึงเวลาเราได้เงินคืนมาแล้ว ค่อยเอากลับมาคืนให้ที่ทำงานของเรา
แต่ถ้าเขามีสติรู้เท่าทัน นี่!!..ความโลภเกิดขึ้นแล้ว เราอยากได้สิ่งที่ไม่ใช่ของของเรา
นี่!!..เราพาใจกลับบ้านได้ กลับมาดูความจริงได้ แต่ถ้าพาใจกลับบ้านไม่ได้ มันก็หลงไปแนบกับสิ่งนั้น
โอ้โฮ!!...เงินมันเยอะ เดี๋ยวเราก็เอาเงินมาคืนได้ ทำแค่ครั้งเดียวแหละ ครั้งหน้าไม่ทำแล้ว
แต่ถ้าเราทำไปแล้ว เราเกิดเอาเงินมาคืนไม่ได้ล่ะ ? สร้างปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตทันทีเลย
ผิดศีลข้ออื่นอีก ต้องโกหกเจ้านายอีก นอกจากลักทรัพย์แล้ว ยังต้องโกหกอีก
บางครั้งบางคนถึงกับต้องไปฆ่าชีวิตคนเลยก็มี
เพราะฉะนั้น สติตัวรู้ นี่!!..จึงสำคัญมาก

สายท่าขนุน
20-05-2010, 15:03
ตัวอย่าง เราเป็นคนมีครอบครัวแล้ว วันหนึ่งเกิดเดิน ๆ ไปเจอพนักงานใหม่ที่หน้าตาดี รูปร่างดี
แล้วเราลืมไป เราหลงไปแนบกับรูปที่เราเห็น เราลืมว่า เรามีครอบครัวแล้ว มีลูกที่ต้องรับผิดชอบ ต้องดูแล
ถ้าเราไปหลงกับสิ่งนั้น เราก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างเลย ไม่นึกแล้วว่า สิ่งนี้ถูกหรือผิด ?
อยากรู้จักเขา อยากคุยกับเขา อยากให้เขามารู้จักเรา จิตคิดไปถึงอนาคต ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน
คิดว่า อนาคตคงดี ถ้าอยู่กับเขาแล้ว เราคงมีครอบครัวที่มีความสุข
แต่ถ้าจิตอยู่กับปัจจุบันก็จะนึกได้ว่า เรามีครอบครัวแล้ว มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู
นี่!!...คือของจริงที่เราอยู่ด้วย ถ้าเราคิดตรงนี้ได้ เราจะไม่ทำสิ่งนั้น
แต่ถ้าจิตของเราหลงไป ไม่อยู่กับปัจจุบัน ไปปรุงแต่ง คิดถึงอนาคต
คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อเราไปอยู่กับเขา ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ของจริง เป็นแค่ความคิด
แล้วความคิดนั้นก็จะทำร้ายเรา ทำให้เราพบกับความทุกข์ได้
แค่ความคิดเท่านั้นเอง พาเราไปได้ทุก ๆ ที่ แค่ความคิดเท่านั้นเอง พาไปเราทำผิดศีลได้

สายท่าขนุน
23-05-2010, 21:31
เพราะฉะนั้น การสังเกตความคิดนั้นสำคัญมาก แต่ไม่มีที่ไหนสอน ?
ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนสอนเรื่องนี้เลย ? ไม่มีโรงเรียนที่ไหนเน้นสอนเรื่องนี้เลย ?
มีแต่พระศาสดาของเราเท่านั้น ที่เน้นสอนเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น อาตมาภาพก็อยากจะฝากไว้ว่า
อยากให้พวกเรานั้น ได้ฝึกดูความคิดเอาไว้บ่อย ๆ
บางครั้งความคิดนั้นอาจจะเร็วและรู้สึกได้ยาก ก็ให้ฝึกรู้สึกที่กายด้วยก็ได้

สายท่าขนุน
23-05-2010, 21:38
ตัวอย่าง ตอนนี้ที่พวกเรานั่งอยู่ ถ้าบอกว่า หาจิตยังไม่เจอ หาความคิดยังไม่เจอ
ก็ให้ฝึกมาดูกายก่อน อย่างเรานั่งอยู่ เรารู้สึกดูที่แขนของเรา เรามีแขนกันอยู่
ดูที่แขนด้านขวาของเรา ไม่ต้องไปมองที่แขน (บางคนไปมองที่แขนของตัวเอง)
ให้รู้สึกว่า เรามีแขนอยู่ รู้สึกตั้งแต่ที่มือไล่ขึ้นมาจนถึงหัวไหล่ รู้อยู่ด้านขวา
เสร็จแล้วก็ย้ายไปแขนด้านซ้าย ไล่จากหัวไหล่ไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงปลายนิ้วมือ
แล้วก็ย้ายมาอีก ย้ายมาที่ใบหน้าของเรา รู้ว่านี่คือใบหน้าของเรา ลองรู้สึกดูว่า นี่คือหน้าผาก
ไล่เข้ามาเรื่อยที่คิ้ว ตา จมูก ปาก ที่ปลายคาง มาดูที่ศีรษะของเรา ด้านบนกระหม่อมของเรา
แล้วค่อยไล่มาที่ใบหู ไล่มาที่ท้ายทอยของเรา ไล่มาที่คอของเรา
นี่ก็เป็นการฝึกการรู้สึกตัวให้อยู่กับปัจจุบัน
หรือมาดูที่ลำตัวของเราจากหัวไหล่ลงไปที่หน้าอกของเรา
ไปที่ท้องของเรา นี่ก็จะรู้สึกได้ชัดเหมือนกัน
หรือที่ขา ไปสังเกตขาของเรา ที่ต้นขา หัวเข่า จนไปถึงฝ่าเท้า แล้วก็ไปที่ปลายเท้า
และลองย้ายความรู้สึกจากปลายเท้า ไปที่ปลายเท้าอีกข้างหนึ่ง
ปลายเท้าด้านซ้าย จากปลายเท้าด้านซ้ายก็ขึ้นมาที่หัวเข่า
แล้วมาที่ต้นขาของเรา ฝึกรู้สึกตัวอย่างนี้ได้

สายท่าขนุน
04-06-2010, 00:16
ตัวอย่าง บางคนขณะที่ทำงานเครียดมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ ใจมันวุ่นวายเหลือเกิน
หาใจไม่เจอ หาตัวเองไม่เจอเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ?
ก็แนะนำให้พักสักพักหนึ่ง นั่งอยู่ที่ทำงานนั่นแหละ
อ้าว!!...ดูตัวเราเอง สังเกตจากแขนก็ได้ แขนขวา ไล่ลงไปจากหัวไหล่ไปถึงปลายนิ้ว
แล้วย้ายมาแขนซ้าย จากหัวไหล่ไล่ลงไปที่ปลายนิ้ว ไปที่ลำตัว ตั้งแต่หัวไหล่ ไปที่หน้าอก
ไปที่ท้อง ขาจากขาขวา จากต้นขา ไปหัวเข่า ไปที่ปลายเท้า
แล้วย้ายมาขาซ้าย ไปที่ต้นขา ไปที่หัวเข่า และที่ปลายเท้า
ลองทำอย่างนี้ดู แล้วจะเห็นเลยว่า เราพาใจกลับบ้านได้ เพราะเราหาปัจจุบันเจอ
แต่ตอนนั้นวุ่นวาย เพราะกำลังพิมพ์ กำลังดูที่จอ รับโทรศัพท์ หาเอกสาร
เพื่อนเรียก นายเรียก มองหาลูกน้อง วุ่นวายเหลือเกิน เหนื่อยเหลือเกิน
ทำหลายอย่างเหลือเกินในเวลาเดียวกัน ไม่อยากทำแล้ว อยากจะหนีจากโต๊ะทำงานนี้ไป
อย่าเพิ่งหนี ให้รู้ว่า รู้สึกหงุดหงิด ให้รู้ว่าเราเครียด
ให้รู้ว่า เรานั้นกลับบ้านไม่ถูกแล้ว หาปัจจุบันไม่เจอแล้ว
เมื่อหาปัจจุบันไม่เจอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ?
หาบ้านให้เจอ หาปัจจุบันให้เจอ จึงกลับบ้านได้ เราก็นั่งดูอย่างนี้กันไป

สายท่าขนุน
04-06-2010, 00:20
ตัวอย่าง บางคนชอบดูลมหายใจก็ได้
บางคนบอกว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก ๆ เครียดมาก ๆ ก็วางมือลง
หลับตา ตั้งกายให้ตรง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ แล้วค่อย ๆผ่อนลงนับ ๑
สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกนับ ๒
สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกนับ ๓ แล้วก็จะช่วยได้
บางคนก็ถาม แล้วต้องทำนานแค่ไหน ? (ตอบไม่ได้ว่า ต้องทำนานแค่ไหน ? ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
ใครที่ทำสักพักหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า เรากลับบ้านได้แล้ว เรารู้สึกดีแล้ว ก็หยุดทำ
ใครที่ทำแล้วยังรู้สึกหวิว ๆ รู้สึกแน่น ๆ รู้สึกไม่สบาย ก็ให้ทำต่อไป
จนเรารู้สึกว่า ไม่หวิวแล้ว รู้สึกไม่วุ่นวายแล้ว รู้สึกสบายแล้ว
เอ้า!!...กลับมาเข้าสนามรบใหม่ กลับไปดูที่จอคอมพิวเตอร์ใหม่
กลับมาอ่านหนังสือที่เรากำลังอ่านใหม่ กลับมาดูที่งานที่เรากำลังทำใหม่

สายท่าขนุน
07-06-2010, 22:03
เพราะฉะนั้น ใครที่ทำงานหนัก ๆ อย่างพวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่กัน ก็เป็นชีวิตที่ต้องทำงานกันทั้งนั้น
ไม่ต้องไปกลัว ตื่นขึ้นมา ไม่ต้องไปกลัวว่า จะต้องไปทำงาน ตื่นขึ้นมาแล้วให้รู้สึกตัวแทน
ใครที่ตื่นขึ้นมารู้สึกหงุดหงิด รู้สึกหวิว ๆ รู้สึก โอย!!..วันนี้จิตตก ไม่อยากลุกจากเตียง
ให้เปลี่ยนจากความรู้สึกนั้น มารู้สึกตัวทันที ตอนนั้นเรากำลังหลงแล้ว ต้องหาปัจจุบันให้เจอ
ตื่นขึ้นมาปุ๊บลืมตา พอจิตคิดกังวล ก็รู้ว่า จิตคิดกังวล ย้ายจิตทันทีเลย มาดูอะไร ?
(กาย) นอนอยู่ ก็ให้รู้ว่านอน เรากำลังนอนอยู่บนเตียง เริ่มมาดูอะไร ?
ดูที่แขน ก็มาเริ่มที่แขนขวา ไล่ไปเสร็จก็ย้ายไปที่แขนซ้ายของเรา
ดูที่ตัวของเรา จากต้นขาขวา ย้ายไปถึงปลายเท้า ดูที่ขาซ้าย ย้ายไปที่ปลายเท้า
ลองทำดู พอหาบ้านเจอ กลับบ้านได้ หาปัจจุบันได้เท่านั้น
จิตที่รู้สึกหวิว ๆ รู้สึกกังวล รู้สึกขุ่นมัว มันค่อย ๆ ชัด ๆ ๆ ขึ้น ถึงจุดหนึ่ง
จิตรวมกันเป็นหนึ่ง ลุกออกจากเตียงได้ อุ๊ย!!..
ได้เวลาไปทำงานแล้ว เดี๋ยวสาย เข้าห้องน้ำทันที ไปทำงานได้

สายท่าขนุน
07-06-2010, 22:06
ตัวอย่าง บางคนประคองจิต ตอนเช้ายังประคองได้ดี ๆ อยู่
เห็นตึกทำงานเท่านั้นแหละ โอย!!..เดี๋ยวเข้าไปต้องไปเจอพวกหน้าเดิม ๆ อีกแล้ว เจอปัญหาอีกแล้ว
ให้รู้ทันทีเลยว่า จิตของเราตก ให้มาดูให้ได้ กลับบ้านให้ได้ พาจิตกลับบ้านให้ได้
เข้าลิฟท์มา โอย!!..รู้สึกเศร้า รู้สึกเบื่อ รู้สึกกังวล ไม่ต้องกลัว กลับบ้านให้ได้ พาใจกลับบ้านให้ได้
มาดู มาหาปัจจุบันให้ได้ มานั่งโต๊ะทำงานก็เหมือนกัน ถ้าเริ่มนั่งปุ๊บ
โอย!!..รู้สึกแย่ปั๊บเลยนี่นะ ให้รีบหาปัจจุบันให้เจอ
ตั้งจิตตั้งกายให้ได้ แล้วเราก็จะเริ่มวันใหม่ได้อย่างมีความสุข

สายท่าขนุน
18-06-2010, 01:12
เพราะฉะนั้น ใครที่ฟังแล้ว ก็ลองทำดู
แล้วใครที่ลองทำแล้ว รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ รู้สึกถูกกับจริตเรา รู้สึกว่ามีความสุข
ก็อย่าลืมว่า เพื่อนร่วมงานของเรานั้น ก็จะเจอเหตุการณ์เดียวกับเรา
เพื่อนร่วมงานของเรานั้น ก็มีความทุกข์เหมือนกับเรา
เอาวิธีนี้ไปบอกเพื่อนร่วมงานของเรา เอาวิธีนี้ไปใช้กับเพื่อนร่วมงานของเรา
แล้วเพื่อนร่วมงานของเรานั้น ก็จะสามารถพากาย พาใจของเขานั้น พ้นความทุกข์ที่เขามีได้
แล้วเรานั้นก็จะเป็นผู้ที่สร้างอานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ให้ทั้งกับตัวเราเอง แล้วก็ให้กับเพื่อนร่วมงาน

สายท่าขนุน
18-06-2010, 01:13
วันนี้อาตมาภาพก็ใช้เวลามาพอสมควรแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเวลาสองทุ่มพอดี
ต่อจากนี้ไปวันนี้ก็ทราบข่าวว่า ท่านเจ้าคุณวีรยุทธ ท่านเดินทางมาจากประเทศอินเดีย
ท่านก็มีจิตเมตตาแวะเวียนมาเยี่ยมพวกเราถึงที่นี่ อาตมาภาพนั้นก็ขอใช้เวลาบรรยายเพียงแค่นี้
จากนี้ไปก็จะขอโอกาสมอบเวทีนี้ ให้กับพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณวีรยุทธ
ท่านได้มาบรรยาย และก็มาทักทายกับพวกเรา และในตอนท้ายก็ทราบมาว่า
วันนี้นั้นทางสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี โดยคุณโยมดนัย จันทร์เจ้าฉาย ก็ได้รวบรวมจตุปัจจัย
แล้วก็มีสิ่งของต่าง ๆ มากมายที่จะนำไปช่วยเหลือพี่น้องของเราที่อยู่ในประเทศพม่า

สายท่าขนุน
23-06-2010, 20:51
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อาตมาภาพได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
กับท่านญาณิสสระ ซึ่งท่านญาณิสสระนั้น เป็นอธิการบดีที่มหาวิทยาลัยสีตะคู ที่ประเทศพม่า
รู้จักคุ้นเคยกับท่าน ก็ได้จัดประชุมร่วมกับท่านหลายครั้ง เป็นงานวิชาการหลาย ๆ งาน
ท่านก็ได้บินมาแล้วบอกว่า คณะสงฆ์ทางประเทศพม่านั้นได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากพายุไซโคลนนาร์กิส
แล้วตอนนี้พระสงฆ์ของเรานั้น หลายวัดเลยไม่มีจีวรใช้ เพราะโดนพายุพัดจีวรไปหมดเลย
ไม่มีแม้กระทั่งที่ที่จะอยู่ ก็มารวมกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยของท่าน
ตอนนี้ท่านทำมหาวิทยาลัยเป็นบ้าน ท่านเป็นพระนักพัฒนา ทำโรงเรียน ทำโรงพยาบาล
ตอนนี้โรงเรียนก็กลายเป็นบ้านเหมือนกัน
โรงพยาบาลของท่านนั้น มีคนป่วยมาอยู่เป็นหมื่น ๆ คนที่มารอรับการรักษา

สายท่าขนุน
23-06-2010, 20:55
เพราะฉะนั้น สิ่งของและจตุปัจจัยทั้งหลายที่ได้รับถวายมานั้น ก็จะนำไปมอบให้กับท่าน
ตัวอาตมาภาพนั้นเองก็จะเดินทางไป น่าจะเป็นวันที่ ๙ เดือนหน้า
ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหลาย ๆ ฝ่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ หรือว่าบริษัทกรุงเทพการบิน ก็เพิ่งได้มาที่วัดวันนี้
คุณโยมประไพ ประสาททองโอสถ ซึ่งเป็นน้องสาวของหมอประเสริฐ ประสาททองโอสถ
ก็ได้มาปวารณาจะถวายค่าเดินทาง พร้อมกับจะขนผ้าไตรจีวรไปให้ด้วย
ก็ขออนุโมทนากับทุกท่านในที่นี้
วันนี้อาตมาภาพก็ใช้เวลามาพอสมควรแล้ว พระเดชพระคุณท่านก็เดินทางมาถึงแล้ว
ก็ขอโอกาสกราบอาราธนานิมนต์พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณได้มาพูดคุยกับญาติโยมครับ

สายท่าขนุน
01-07-2010, 21:27
น้องปิดท้ายการถอดคำแสดงพระธรรมไว้
แต่ได้ปรับเปลี่ยนไปบ้างจากต้นฉบับของน้อง ดังนี้

"เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ
เตสํ เหตุ ํ ตถาคโต อาห
พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรม เหล่านั้น
เตสญฺ จ โย นิโรโธ จ
และความดับของธรรมเหล่านั้น
เอวํ วาที มหาสมโณติ
พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้"

"สพฺพปาปสฺส อกรณํ
การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสลสฺสูปสมฺปทา
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สจิตฺตปริโยทปนํ
การชำระจิตของตนให้ผ่องใส
เอตํ พุทฺธานสาสนํ
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"

สายท่าขนุน
15-08-2011, 18:42
คิดจะเปิดกระทู้นี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเห็นคุณของน้องที่ทำงานท่านหนึ่ง
แต่เกรงว่าเรื่องที่นำมาลงอาจจะกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบนัก จึงลังเลอยู่
จนคิดได้ว่าตั้งเป็นกระทู้เปิดแบบนี้ดีกว่า:af48944b:
ที่จริงก็มีเพื่อนและคนรอบข้างอีกมากที่เป็นเหตุจูงใจให้เราใฝ่ดี แต่ขอเริ่มจากน้องท่านนี้ก่อน

เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กหัวใจแกร่ง คอยส่งหัวข้อธรรมะ บอกบุญแก่คนรอบข้าง
และเท่าที่เห็นเธอมุ่งสั่งสมทานบารมีมาหลายปี... น่าจะเกิน ๑๐ ปีได้แล้ว
เธอมุ่งมั่นทุ่มเทเรื่องทานอย่างมาก จนถึงเมื่อประมาณปีที่แล้ว เธอมาบอกว่า
จะเว้นระยะห่างเรื่องทานลง และหันมาใช้เวลากับการปฏิบัติมากขึ้น
หลายปีมาแล้ว เราจะเห็นเธอช่วยงานเวลาที่วัดท่าซุงจัดงานอยู่บ่อยครั้ง
เธอเล่าเรื่องที่ไปร่วมบวชธุดงค์ที่วัดท่าซุงอย่างจริงใจกับบางคนที่ฟังอย่างเข้าใจ
อย่างที่ไม่ให้ใครอื่นที่อาจปรามาสพระจะได้ยิน
เช่น การใช้มโนมยิทธิระหว่างปักกลดแล้วได้พิจารณาธรรมอย่างไรบ้าง
เธอส่งข่าวดี ๆ มาให้พี่สาวคนนี้และท่านอื่นอย่างจริงใจ
และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งเธอจะส่งข่าวอย่างรวดเร็วเวลาที่พระสงฆ์องค์ที่เป็นที่เคารพบูชาละสังขาร
เป็นที่น่าเสียดายว่า เราไม่สามารถหารายการส่งข่าวนั้นย้อนไปได้หลายปีนัก
และปัจจุบันนี้ ความถี่ของการส่งข่าวเช่นนั้นก็ลดลง

ดังนั้น จึงขอเริ่มเรื่องจากข้อความล่าสุดของเธอ แม้จะเป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว
แต่ก็แสดงเจตนาดีของเธออย่างยิ่ง เรื่อง "พบพระพุทธศาสนาควรจะไปนิพพาน"

ขอเชิญชวนด้วยว่า
หากท่านใดมีความประทับใจหรือได้รับข้อธรรมเช่นไร อันเนื่องมาจากกัลยาณมิตรเช่นนี้
ขอเชิญแบ่งปันกัน
เมื่อกลางวันวันนี้ เพื่อนที่ทำงานส่งหนังสือให้เล่มหนึ่งตามที่ได้บอกไว้ก่อนเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว
พลิกอ่านดูคร่าว ๆ แล้วว่าจะนำมาลงที่กระทู้นี้
และพอมารื้อหากระทู้... เห็นข้อความนี้แล้วนึกได้ว่า
เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ค่ำของวันก่อนวันแม่ที่ยายกำลังจะไปวัดท่าขนุนนั้น
ยายรอรถมารับช้าหน่อยเพราะฝนตกอยู่... ได้เจอน้อง ๆ ที่ทำงานกำลังรอรถเช่นกัน
ทักทายคุยกัน เพราะเห็นน้องเขาใส่เสื้อยืดทีม (มีข้อความหนึ่ง เห็นแล้วอยากหาไปฝากน้อง "เด็กดอย")
น้องจะไปแม่สะเมิง ไปช่วยสร้างฝาย... ยายก็คิดว่าเป็นชมรมที่ทำงาน
น้องบอกว่าไม่ใช่ชมรม แต่เป็นน้องที่ยายเล่าถึงคนนี้แหละจัดไป:onion_love:
...เที่ยวนี้ ไปกันมากหน่อย ถึง ๑๑๐ คน และยังต้องการแรงงานอีกมาก
เขาว่าเป็นฝายปูน... พระอาจารย์ท่านหนึ่งเริ่มทำไว้ก่อนหลายปีมาแล้ว
จึงมีการออกแบบไว้ค่อนข้างดี... พวกน้อง ๆ เขารวมตัวกันช่วยสร้างเป็นระยะ โมทนาสาธุ

สายท่าขนุน
15-08-2011, 18:58
เรื่องที่จะนำมาลงนี้ มาจากหนังสือชื่อว่า "โครงสร้างของพระสัทธรรม ในพระพุทธศาสนา"
ดูแล้วเป็นการรวบรวมเรียบเรียงหมวดธรรมต่าง ๆ โดยคุณนิศา เชนะกุล
เริ่มต้นจากเป็นหนังสือที่พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ
ศาสตราจารย์ พระเจริญวิศวกรรม (เจริญ เชนะกุล) ผู้เป็นบิดาของคุณนิศา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๐
มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีก ๒ ครั้ง รวมพิมพ์แล้ว ๔๓ ครั้ง เป็นจำนวน ๑๖๘,๐๐๐ เล่ม
พิมพ์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จนถึงเล่มที่ได้รับมานี้
อ่านจากเจตนาแล้ว เป็นการเผยแพร่ ไม่มีวางจำหน่าย และไม่กล่าวถึงลิขสิทธิ์
เนื้อหาเป็นการจัดรูปแบบของพระสัทธรรมให้จดจำง่าย ดูจะเหมาะใช้ประกอบการศึกษา
จึงจะเลือกนำมาลง โดยไม่คัดลอกให้เหมือนต้นฉบับตลอดทั้งเล่ม

สายท่าขนุน
18-08-2011, 20:52
คำปรารภ
พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย ผู้มีบุญหนุนนำให้ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนานั้น ต่างก็คงเคยได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาจากครูบาอาจารย์มากันมากต่อมาก แต่ดูเหมือนว่าหลายท่านรวมทั้งผู้รวบรวมเองด้วยจะยังสับสนในข้ออรรถข้อธรรม แบบจับต้นชนปลายไม่ใคร่จะถูก ครั้นเมื่อผู้รวบรวมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมด้านพระปริยัติธรรม ทั้งที่ได้ทรงแสดงไว้ในพระสุตตันตนัยและพระอภิธรรมนัย รวมทั้งปกรณ์วิเศษและอรรถกถาบางเรื่องจากสำนักต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ติดต่อเรื่อยมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ก็เริ่มมีความเข้าใจ จึงได้ดำริจัดทำหนังสือโครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนาฉบับนี้ขึ้น เพื่อใช้อ้างอิงส่วนตัว และในหมู่ผู้สนใจ โดยแบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือ
ตอนที่หนึ่ง : ว่าด้วย วัฏฏจักร อันเป็นหัวข้อธรรมที่แสดงถึงกลไกของเกลียวแห่งวัฏฏะที่หมุนวน พาสัตว์ให้เวียนว่ายอยู่ในโลกสามชั่วกัปกัลป์
ตอนที่สอง : ว่าด้วย ธรรมจักร อันเป็นหัวข้อธรรมตรงกันข้าม ที่แสดงถึงกลไกของเกลียวแห่งธรรม ซึ่งส่องสัตว์ให้เห็นทางออกจากวัฏฏะ เข้าสู่ขันธวิมุตติหลุดพ้น บรรลุถึงฟากฝั่งพระนิพพาน

ผู้รวบรวมใคร่ขอถือโอกาสนี้ กราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิกวี (ไพจิตร ฐิตวณฺโณ) แห่งวัดโสมนัสวิหารอย่างสูงยิ่ง ที่ได้มีเมตตาเขียนคำอนุโมทนาสำหรับหนังสือโครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนานี้ อีกทั้งบรรดาสหธรรมมิก ประกอบด้วยญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อได้ทราบข่าวว่าจะมีการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น เพื่อยังประโยชน์แก่สาธุชนผู้ใคร่ธรรมทั้งหลายให้กว้างขวางไปไกล ต่างก็เกิดมีจิตศรัทธาร่วมใจกันบริจาคสมทบ เป็นผลให้เพิ่มจำนวนพิมพ์ได้มากฉบับขึ้นกว่าเดิมที่กำหนดไว้ จึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งมาพร้อมนี้

กุศลใดอันพึงได้พึงมีจากการนี้ ขอน้อมถวายเพื่อบูชาพระคุณของพระบรมศาสดา อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงยังโลกสามให้สว่างไสวคลายความมืดมน ตลอดจนทรงรื้อขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากบ่วงแห่งมารได้ในที่สุด สำหรับข้อผิดพลาดบกพร่องนั้น ผู้รวบรวมขอรับไว้แต่ผู้เดียว ขอบัณฑิตผู้รู้ได้กรุณาทักท้วงแก้ไขด้วย

สุดท้ายนี้ขอทุก ๆ ท่านผู้มีส่วนร่วมในการจัดพิมพ์และแสวงประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ ได้โปรดอนุโมทนาในมหากุศลครั้งนี้โดยทั่วกัน

นิสา เชนะกุล
๓๑ ตุลาคม ๒๕๓๑

สายท่าขนุน
18-08-2011, 21:01
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใด อันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งตถาคต

(ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร)

สายท่าขนุน
25-08-2011, 20:34
คำปรารภ
ในการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาสาระ
โครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา
ครั้งที่ ๑

หลังจากที่ได้รวบรวมหัวข้อธรรมและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม โครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อใช้เป็นคู่มือในการบรรยายธรรม ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นต้นมา นับเวลาได้ ๙ ปีเต็ม ผู้รวบรวมเห็นสมควรได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาสารธรรมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยได้รับความอนุเคราะห์จากพระมหาสมลักษณ์ คันธสาราภิวงศ์ แห่งวัดท่ามะโอ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซึ่งท่านก็ได้เมตตาให้คำปรึกษาแนะนำที่มีค่ายิ่ง จึงใคร่ขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย

ผู้รวบรวมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือโครงสร้างฉบับปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาสาระนี้ จะอำนวยประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แก่บรรดาพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธา และเคารพบูชาในพระสัพพัญญุตญาณของพระบรมศาสดา ในการที่จะหยั่งลงสู่พระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเพื่อเป็นอนุสติเตือนใจพวกเราทั้งหลาย ผู้รวบรวมใคร่ขออาราธนาน้อมบูชาอาณีสูตรจากสังยุตตนิกาย นิทานวรรค ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ จักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ว่าควรศึกษา แต่เมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวถึงพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ จักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล”

ขอพุทธบริษัททั้งหลายได้โปรดพร้อมใจกันน้อมรับพระพุทธโอวาทไว้เหนือเกล้า ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ตลอดชาติอย่างยิ่ง และขอตั้งสัจจาธิษฐานว่า ตราบเท่าที่พระสัทธรรมยังดำรงอยู่ จักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ จักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา

๖๕ สุขุมวิท ซอย ๑ (รื่นฤดี)
กทม. ๑๐๑๑๐
นิสา เชนะกุล
ตุลาคม ๒๕๔๐

สายท่าขนุน
01-09-2011, 18:57
คำปรารภ
ในการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาสาระ
โครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา
ครั้งที่ ๒

หลังจากที่ได้ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาสาระ ในหนังสือโครงสร้างของพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนาครั้งแรกเมื่อตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ บัดนี้ เวลาได้ล่วงเลยมาเกือบ ๖ ปีเต็ม ผู้รวบรวมเห็นสมควรเพิ่มเติมผังพระปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ลงในท้ายเล่ม เพื่อประกอบการศึกษาพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

อนึ่ง ท่านอาจารย์พระครูธรรมธรสุมนต์ (สุมนต์ นันทิโก) เจ้าอาวาสวัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ อดีตผู้อำนวยการ อภิธรรมโชติกะวิทยาลัย (อ.ช.ว.) ได้เมตตามอบผังพระรัตนตรัยและปัจจัย ๒๔ ซึ่งผู้รวบรวมได้น้อมบูชานำมาเทิดทูนไว้เป็นสิริมงคลบนปกของหนังสือด้วย จึงขอน้อมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้

๖๕ สุขุมวิท ซอย ๑ (รื่นฤดี)
กทม. ๑๐๑๑๐
นิสา เชนะกุล
ตุลาคม ๒๕๔๐

สายท่าขนุน
01-09-2011, 19:10
http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=14236&stc=1&d=1314875200

สายท่าขนุน
06-09-2011, 21:13
ยถา หิ มหโต ตฬากสฺส ปาลิยา ถิราย อุทกํ น ฐสฺสตีติ น วตฺตพฺพํ, อุทเก สติ ปทุมาทีนิ ปุปฺผานิ น ปุปฺผิสฺสนฺตีติ น วตฺตพฺพํ,เอวเมว มหาตฬากสฺส ถิรปาลิสทิเส เตปิฏเก พุทฺธวจเน สติ มหาตฬาเก อุทกสทิสา ปฏิปตฺติปูรกา กุลปุตฺตา นตฺถีติ น วตฺตพฺพา, เตสุ สติ มหาตฬาเก ปทุมาทีนิ ปุปฺผานิ วิย โสตาปนฺนาทโย อริยปุคฺคลา นตฺถีติ น วตฺตพฺพนฺติ เอวํ เอกนตฺโต ปริยตฺติเยว ปมาณํ.

เมื่อทำนบของสระใหญ่ยังมั่นคงแข็งแรงอยู่ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะพูดได้ว่า “ไม่มีน้ำขังอยู่” เมื่อยังมีน้ำขังอยู่ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะพูดได้ว่า “ดอกไม้ทั้งหลาย มีดอกปทุมเป็นต้น จักไม่บานสะพรั่ง” ฉันใด เมื่อพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกอันเป็นเช่นกับทำนบของสระใหญ่ที่มั่นคงแข็งแรงยังมีอยู่ กุลบุตรทั้งหลายผู้เป็นนักปฏิบัติอันเป็นเช่นกับน้ำ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะพูดได้ว่า “ไม่มี” เมื่อกุลบุตรผู้ปฏิบัติเหล่านั้นมีอยู่ ใคร ๆ ก็ไม่สามารถพูดได้ว่า พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้น ซึ่งเหมือนกับดอกปทุมเป็นต้นที่ในสระใหญ่ “ไม่มี” ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า พระปริยัติธรรมเท่านั้น จัดว่าเป็นรากฐานของพระศาสนาโดยแท้

(สารัตถัปปกาสินี อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โดยพระพุทธโฆสาจารย์)

สายท่าขนุน
19-09-2011, 21:06
ยายนำเรื่องนี้มาคั่นไว้ เพราะเพิ่งไปกราบฟังข้อธรรมจากหลวงพ่อวิชามา
...อันเนื่องมาจากธรรมสัญจรของน้อง ญ.ผู้หญิง เมื่อวันหยุดที่เพิ่งผ่านมานี่เอง

"ร่วมบุญมหากุศลงานเข้านิโรธกรรม ครูบาวิฑูรย์ ชินวโร จ.นครสวรรค์-งานอายุวัฒนมงคล ๙๐ ปี หลวงปู่พระครูสันติธรรมาภิรม (ครูบาอ่อน รตนวณฺโณ) จ.พะเยา วันที่ ๑๗-๑๘ ก.ย."
"หลวงพ่อวิชา รติยุตฺโต วัดชอนทุเรียน ซึ่งองค์นี้ไม่ธรรมดา ถือเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง และที่สำคัญท่านเป็นสหธรรมิกของพระราชพรหมยาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ"

และด้วยเหตุที่ยายไม่ได้บันทึกเสียงของหลวงพ่อไว้
ใช้เพียงสัญญาอันไม่เที่ยงและความเข้าใจส่วนตัว
จึงกราบขอขมาหากประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัยประการใดก็ตาม

หลวงพ่อเมตตาต่อพวกเรามาก... หลังจากเราถวายสังฆทานแล้ว ท่านก็ว่า
ใครจะถามอะไร ว่ามา มาแล้วก็อย่าให้ขาดทุน
แล้วท่านก็เมตตาเทศน์ให้พวกเราพักใหญ่ อาทิเช่น
เรื่องละโกรธ ละความไม่พอใจ... ไม่เห็นว่าใครทำผิด เห็นทุกคนเป็นเพื่อน
เรื่องการทำบุญ การวางบุญ การไปนิพพาน...
"การทำใจอยู่เหนือบุญเหนือบาป"

เมื่อมีคนกราบเรียนถามถึงท่านกับหลวงพ่อฤๅษี...
มีรูปท่านนั่งอยู่ด้วยกันที่ผนังด้วย
ท่านว่ารู้จักกัน ตอนยังเป็นหนุ่ม เคยไปกิน ไปนอนอยู่ด้วยกันที่วัด...
แต่ก็ไม่ได้ไปแล้วตั้งแต่หลวงพ่อฤๅษีมรณภาพ
ท่านว่าตอนนั้นเหมือนว่าท่านแบ่งหน้าที่กัน
ท่านเข้าป่าเพราะท่านชอบอยู่ป่า
ส่วนหลวงพ่อฤๅษีเข้าเมือง

มีคนกราบเรียนถามเรื่องเหตุการณ์ภัยพิบัติว่า
หากอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ควรทำตัวอย่างไร...
ไม่มีเลวหรอก เป็นเรื่องของธรรมชาติ
ธรรมชาติของโลกก็มีธรรมดาเป็นอย่างนั้นเอง
เราอยู่ที่ไหน ก็อยู่ตรงนั้น "ให้เป็นปกติ"
ที่สำคัญ คือ "อย่ากลัว"...
กลัวแล้วก็ขาดทุน เพราะเราเริ่มผ่อนส่งความกลัวไปก่อนเรื่อย ๆ

เมื่อจะกราบลาออกมา ก็จะกล่าวคำขอขมากัน
...ท่านว่า ไม่ต้องขอขมาหรอก ไม่มีโทษ... กราบ กราบ กราบ

สายท่าขนุน
18-05-2012, 16:44
เป็นที่น่ายินดียิ่ง ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้รับเมล์จากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
ซึ่งส่งต่อมาจากต้นเรื่องที่เป็นศิลปินแห่งชาติ

แนบรูปภาพที่ลงข้อความดังคัดลอกมาให้ด้านล่าง พร้อมกับอักษรตัวโตว่า

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"

...ท่านยังได้ลงข้อความเพิ่มเติมไว้ว่า

"ผมอ่านแล้วรู้สึก ตื้นตันใจ ชื่นใจ และภาคภูมิใจ
ที่ได้เกิดใต้บรมโพธิสมภารของในหลวงที่รักยิ่งของเราชาวไทยครับ :-))"


ในช่วงที่เราเผชิญกับภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างหนัก
พวกคอมมิวนิสต์ประกาศว่ายึดพื้นที่ได้ครึ่งประเทศแล้ว
ผมได้แอบกราบบังคมทูลถามว่า
ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดประเทศไทยได้แล้ว พระองค์จะเสด็จหนีไปที่ใด
ทรงตอบว่า…

ถ้าถึงวันนั้นจริง ๆ เมืองไทยก็จะมีพลเมืองเพิ่มขึ้นอีก ๑ คน
คือ นายภูมิพล…

เรียบเรียงจากคำกล่าวของ พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร
อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ
ในการเสวนาเรื่อง “พระราชอำนาจกับรัฐธรรมนูญ” (๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕)
หมายเหตุ :
กรุณาอย่านำข้อความเล่าเรื่องนี้ออกนอกเว็บ
แม้ว่าข้อความจากการเสวนานั้น เห็นว่ามีการเผยแพร่กันแล้วก็ตาม

สายท่าขนุน
28-05-2012, 19:32
ท่านผู้บริหารระดับสูงท่านที่กล่าวถึงนี้ ท่านมีความสามารถด้านภาษาเป็นอย่างยิ่ง
ดังที่ได้มีโอกาสอ่านร้อยกรองไพเราะยิ่ง ที่ท่านแต่งอยู่เนือง ๆ แต่ไม่เป็นสาธารณะ
คราวหนึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ท่านส่งข้อความประกอบข้อมูลข่าวสารในงาน มาถึงพวกเรา

"ช่วงนี้ ประเทศที่รักของเรามีการพูดถึงเรื่องปรองดองอย่างแพร่หลาย
มีทั้งการตั้งคณะกรรมการศึกษาและมีสถาบันชั้นนำของประเทศออกผลงานวิจัย
ผมก็ขอส่งกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างสามารถบรรลุผลเพื่อความสมานฉันท์ของพวกเราชาวไทยสืบไป
อนึ่ง ผมนึกถึงคำสอนแสนเรียบง่าย ที่บรรพบุรุษของเราสอนลูกหลานให้รู้จักรักกันนาน ๆ คือ

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

Love lasts long,
Only if you chop what is wrong.
Love lasts short,
When you prolong a scathing retort.

(ผมถอดความเป็นภาษาอังกฤษเองครับ)

เห็นไหมครับ บรรพบุรุษของเราสุดยอดมาก ๆ
ผมภูมิใจบรรพบุรุษของชาวไทยเราจัง :-))"

หมายเหตุ :
กรุณาอย่านำข้อความนี้ออกนอกเว็บ
(ไม่ได้ขออนุญาตนำลงเป็นทางการ)

สายท่าขนุน
13-09-2012, 18:28
ตั้งแต่มีการใช้เฟซบุ๊กกันอย่างแพร่หลาย ก็ได้รับข้อธรรมจากเพื่อน ๆ แต่ละวันหลากหลาย จากต่างกลุ่ม
เลือกสรรจากที่ต่าง ๆ หรือแบ่งปันข้อคิดส่วนตัวบ้าง
ทั้งที่ซ้ำ และไม่ซ้ำ อ่านทันบ้าง อ่านไม่ทันบ้าง ขอขมาข้ามไปบ้าง... ทำให้กระทู้นี้ดูจะเงียบเหงาไป

ทีแรกก็ว่าจะเล่าถึงที่ทำงานจัดกิจกรรมบุญให้พนักงานได้ใส่บาตรทุกเดือน มีการสวดมนต์ และปฏิบัติพระกรรมฐานทุกสัปดาห์
ล่าสุด เช่นเดียวกับปีที่แล้ว คือจัดอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง
ปีนี้ฉลองพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ด้วย...
กลุ่มแรกบวชประมาณ ๒ สัปดาห์ แยกเป็นกลุ่มที่ ๒ ไปปฏิบัติธรรมต่ออีกประมาณ ๑ สัปดาห์

...วันนี้ได้รับคลิปจากเพื่อนที่โรงเรียน ชอบใจมากเป็นทำนองสรภัญญะ จึงเอามาฝากไว้ให้ฟังกันที่นี่

wb_XvdFS27Q

สายท่าขนุน
25-10-2012, 15:52
เนื่องมาจากได้นิทานเซนน่าอ่านมา ๔ เรื่องจากกิจกรรมเจริญปัญญาของที่ทำงาน
เห็นว่ามีกระทู้นิทานเซนโดยเฉพาะ จึงนำไปลงไว้ เมื่อลงครั้งแรก กระทู้ขึ้นปกติ
แต่เมื่อปรับรูปแบบเสร็จ จึงลงเป็นกระทู้ที่สองแล้วจะลบกระทู้แรกทิ้ง
ปรากฏข้อความให้ติดต่อผู้ดูแล และกระทู้ก็ไม่ขึ้นมาอีก
จึงขอนำมาลงไว้ที่นี้แทน... แล้วแต่ผู้ดูแลจะจัดหมวดหมู่ภายหลัง



http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=18274&stc=1&thumb=0&d=1351151262
《神师解梦》

นิทานเซน - อาจารย์เซนทำนายฝัน

ยังมีบัณฑิตผู้หนึ่ง เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อหวังเข้าร่วมการสอบจอหงวน ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว
โดยในระหว่างที่รอเวลาสอบ ได้ขออาศัยอยู่ที่วัดเซนแห่งหนึ่ง

ทว่าในคืนก่อนสอบ เมื่อบัณฑิตล้มตัวลงนอนหลับไป เขาได้ฝันถึงเหตุการณ์สามเหตุการณ์ดังนี้
ความฝันที่หนึ่ง คือ เขาปีนขึ้นไปปลูกผักกาดขาวอยู่บนกำแพง
ความฝันที่สองคือ ในฝันฝนตก ส่วนเขาก็สวมงอบทั้งยังกางร่มอีกหนึ่งคัน
ความฝันสุดท้ายเขานอนอยู่คู่กับหญิงสาวที่แอบรัก
ทั้งสองเปลือยเปล่าแต่กลับนอนหันหลังชนกัน

เมื่อตื่นขึ้นมา ความฝันทั้งสามเรื่องรบกวนจิตใจ จนบัณฑิตหนุ่มต้องรีบไปหาหมอดู
เพื่อให้ช่วยทำนายความฝัน ไขปริศนาให้กระจ่าง
เมื่อหมอดูได้ทราบเรื่องราวความฝันทั้งหมดก็กล่าวอย่างมั่นใจว่า
"พ่อหนุ่มจงเดินทางกลับบ้านไปเถิด การสอบครั้งนี้คงไม่ราบรื่น
เจ้าลองคิดดูว่าการปลูกผักบนกำแพงย่อมไม่เห็นผล มิใช่เสียแรงเปล่าดอกหรือ ?
ส่วนการใส่งอบแล้วยังกางร่มก็เป็นการทำสิ่งที่เกินความจำเป็น
และการได้นอนคู่กับหญิงสาวที่รักแต่กลับหันหลังให้กันนั่นก็หมายถึง
อยากกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแต่กลับไร้ซึ่งความหวังนั่นเอง"

เมื่อฟังคำทำนายจบ บัณฑิตหนุ่มหมดอาลัยตายอยาก
คือว่าความฝันทั้งสามเรื่องคงเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าถึงผลการสอบจอหงวนของตน
สุดท้ายจึงเดินทางกลับวัดเซน เพื่อเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน

เมื่อมาถึงวัด บัณฑิตหนุ่มบังเอิญได้พบกับอาจารย์เซน
จึงถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ทั้งยังกราบลาอาจารย์เซน
ทว่าอาจารย์เซนกลับกล่าวตอบอย่างแย้มยิ้มว่า
"ข้าเองก็สามารถทำนายฝันได้เช่นกัน แต่กลับเห็นว่าความฝันของเจ้าต้องตีความดังนี้
ความฝันแรกการได้ปีนขึ้นไปปลูกผักบนกำแพงสูง
ย่อมหมายถึงเจ้าจะสอบติดในตำแหน่งสูง
(คำว่า 种 ที่แปลว่า "ปลูก" พ้องเสียงกับคำว่า 中 ที่แปลว่า "ได้สำเร็จ")
ความฝันต่อมาการสวมงอบกางร่มก็หมายถึง
การสอบครั้งนี้เจ้าได้เตรียมตัวมาอย่างดีไม่มีทางพลาด และ
ความฝันสุดท้าย การนอนเปลื้องผ้าหันหลังชนกับหญิงที่แอบรัก
มิใช่แปลว่า เพียงแค่พลิกตัวความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อมหรอกหรือ ?"

บัณฑิตหนุ่มได้ฟังก็เห็นว่าการทำนายฝันของอาจารย์เซนก็มีเหตุผล
สุดท้ายจึงตัดสินใจรั้งอยู่เพื่อเข้าร่วมการสอบ และผลออกมาปรากฏว่าเขาทำสำเร็จ
สอบติดในตำแหน่ง "ท่านฮวา" (ชื่อตำแหน่ง ของผู้ที่สอบเข้ารับราชการติดในลำดับที่ ๓ ของประเทศ)

ปัญญาเซน : ความฝันเดียวกันแต่ตีความได้ผิดแผก สาเหตุเกิดจากสภาวะจิตใจที่แตกต่าง
ความกระตือรือล้นและการมองโลกในแง่งามจะเป็นตัวผลักดันพฤติกรรม ให้เลือกกระทำในสิ่งซึ่งนำความสำเร็จมาสู่ตน

สายท่าขนุน
26-10-2012, 18:56
อีกเรื่องจากกิจกรรมเจริญปัญญาของที่ทำงาน
ขอนำมาลงไว้ที่นี้... แล้วแต่ผู้ดูแลจะจัดหมวดหมู่ภายหลัง



http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=18293&stc=1&thumb=0&d=1351248645
《勿念窃生》


นิทานเซน - ตรรกะในการใช้ชีวิต

มีชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ท่าทางเฉื่อยชา
เอาแต่นั่งทอดหุ่ยปล่อยให้แสงแดดโลมเลียร่างกาย สลับกับหาวหวอด ๆ เป็นระยะ

เมื่ออาจารย์เซนเดินผ่านมาพบคนผู้นี้เข้า จึงเกิดความประหลาดใจจนต้องเอ่ยถามว่า
"พ่อหนุ่ม อากาศดี ๆ ในฤดูกาลที่นาน ๆ จะเวียนมาถึงเช่นนี้ เหตุใดเอาแต่มานั่งเปล่าประโยชน์
ไยไม่ไปลงมือทำสิ่งที่ต่าง ๆ ควรทำ เจ้าไม่เสียดายช่วงเวลาดี ๆ เช่นนี้หรอกหรือ ?"

ชายหนุ่มถอนใจครั้งหนึ่ง พลางตอบว่า "บนโลกใบนี้ นอกจากร่างกายแล้ว ไม่มีสิ่งใดเป็นของข้าสักอย่าง
เช่นนั้นไยต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปกระทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยเล่า ?"

"เจ้าไม่มีบ้านหรือ ?" อาจารย์เซนถาม
"ไม่มี หากมีบ้านก็ต้องเป็นภาระคอยดูแล เช่นนั้นไม่ต้องมีเสียเลยดีกว่า" ชายหนุ่มตอบ

"เจ้าไม่มีคนที่เจ้ารักหรือ ?" อาจารย์เซนถามต่อ
"ไม่มี หากมีคนรัก เมื่อหมดรักก็กลายเป็นความเกลียดชัง สู้ไม่มีเสียเลยดีกว่า" ชายหนุ่มว่า

"แล้วมิตรสหายเล่า มีหรือไม่ ?" อาจารย์เซนไม่ละความพยายาม
"ไม่มี เมื่อมีเพื่อน สักวันก็ต้องสูญเสียเพื่อน แล้วจะมีไปทำไม" ชายหนุ่มท้วง

"เจ้าไม่คิดจะทำงานหาเงินบ้างหรือ ?" อาจารย์เซนยังคงถามต่อไป
"ไม่คิด ได้เงินมาสุดท้ายก็ต้องจับจ่ายออกไป เช่นนั้นไยต้องไปสิ้นเปลืองพลังงานหามาตั้งแต่ต้น" ชายหนุ่มกล่าวแย้ง

"อ้อ" สุดท้ายอาจารย์เซนพยักหน้ารับรู้ แต่ยังคงกล่าวว่า
"ท่าทางข้าต้องรีบไปหาเชือกมามอบให้เจ้าสักเส้นหนึ่งแล้ว"
"เหตุใดต้องมอบเชือกให้ข้า ?" ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัยใจ
"ให้เจ้าผูกคอตาย" อาจารย์เซนตอบ
ชายหนุ่มได้ยินก็ถามกลับไปด้วยความโมโหว่า "ท่านอยากให้ข้าตายหรืออย่างไร ?"

อาจารย์เซนจึงตอบว่า "ถูกแล้ว เพราะคนเราทุกคนล้วนต้องตาย
หากคิดตามตรรกกะของเจ้า ในเมื่อสุดท้ายต้องตายแล้วคนเราจะเกิดมาทำไม
และหากเป็นเช่นนั้น ก็แปลว่าการมีชีวิตมีตัวตนของเจ้าในวันนี้นับเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ก็ในเมื่อเปล่าประโยชน์แล้ว ไยไม่รีบผูกคอตายไปเสียเลยเล่า ?"

สายท่าขนุน
01-10-2014, 19:14
ยายนำเรื่องนี้มาคั่นไว้ เพราะเพิ่งไปกราบฟังข้อธรรมจากหลวงพ่อวิชามา
...อันเนื่องมาจากธรรมสัญจรของน้อง ญ.ผู้หญิง เมื่อวันหยุดที่เพิ่งผ่านมานี่เอง

"ร่วมบุญมหากุศลงานเข้านิโรธกรรม ครูบาวิฑูรย์ ชินวโร จ.นครสวรรค์-งานอายุวัฒนมงคล ๙๐ ปี หลวงปู่พระครูสันติธรรมาภิรม (ครูบาอ่อน รตนวณฺโณ) จ.พะเยา วันที่ ๑๗-๑๘ ก.ย."
"หลวงพ่อวิชา รติยุตฺโต วัดชอนทุเรียน ซึ่งองค์นี้ไม่ธรรมดา ถือเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง และที่สำคัญท่านเป็นสหธรรมิกของพระราชพรหมยาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ"

และด้วยเหตุที่ยายไม่ได้บันทึกเสียงของหลวงพ่อไว้
ใช้เพียงสัญญาอันไม่เที่ยงและความเข้าใจส่วนตัว
จึงกราบขอขมาหากประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อพระรัตนตรัยประการใดก็ตาม

หลวงพ่อเมตตาต่อพวกเรามาก... หลังจากเราถวายสังฆทานแล้ว ท่านก็ว่า
ใครจะถามอะไร ว่ามา มาแล้วก็อย่าให้ขาดทุน
แล้วท่านก็เมตตาเทศน์ให้พวกเราพักใหญ่ อาทิเช่น
เรื่องละโกรธ ละความไม่พอใจ... ไม่เห็นว่าใครทำผิด เห็นทุกคนเป็นเพื่อน
เรื่องการทำบุญ การวางบุญ การไปนิพพาน...
"การทำใจอยู่เหนือบุญเหนือบาป"

เมื่อมีคนกราบเรียนถามถึงท่านกับหลวงพ่อฤๅษี...
มีรูปท่านนั่งอยู่ด้วยกันที่ผนังด้วย
ท่านว่ารู้จักกัน ตอนยังเป็นหนุ่ม เคยไปกิน ไปนอนอยู่ด้วยกันที่วัด...
แต่ก็ไม่ได้ไปแล้วตั้งแต่หลวงพ่อฤๅษีมรณภาพ
ท่านว่าตอนนั้นเหมือนว่าท่านแบ่งหน้าที่กัน
ท่านเข้าป่าเพราะท่านชอบอยู่ป่า
ส่วนหลวงพ่อฤๅษีเข้าเมือง

มีคนกราบเรียนถามเรื่องเหตุการณ์ภัยพิบัติว่า
หากอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ควรทำตัวอย่างไร...
ไม่มีเลวหรอก เป็นเรื่องของธรรมชาติ
ธรรมชาติของโลกก็มีธรรมดาเป็นอย่างนั้นเอง
เราอยู่ที่ไหน ก็อยู่ตรงนั้น "ให้เป็นปกติ"
ที่สำคัญ คือ "อย่ากลัว"...
กลัวแล้วก็ขาดทุน เพราะเราเริ่มผ่อนส่งความกลัวไปก่อนเรื่อย ๆ

เมื่อจะกราบลาออกมา ก็จะกล่าวคำขอขมากัน
...ท่านว่า ไม่ต้องขอขมาหรอก ไม่มีโทษ... กราบ กราบ กราบ
เข้ามาที่ห้องนี้ เพื่อมาลบรูปที่ห้ามเผยแพร่ออกจากบางข้อความ แล้วก็มาเห็นข้อความนี้เข้า
จากวันที่ไปกราบหลวงพ่อวิชาครั้งนั้น ถึงวันนี้ประมาณ ๓ ปีแล้ว โดยที่ได้ไปกราบท่านเป็นครั้งคราวเสมอมา ไม่ถี่นัก
มานึกทบทวนว่าเราได้มีความก้าวหน้าในข้อธรรมใดที่ท่านเมตตาสั่งสอนบ้างหรือไม่ ?
...ขอเก็บคำตอบของคำถามนี้ไว้กับตัวเอง
จะเล่าเรื่องที่ได้กราบรับมาจากกัลยาณมิตร ดังที่พระอาจารย์เคยบอกไว้ว่าผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นกัลยาณมิตรได้นั้น เห็นจะมีก็แต่ครูบาอาจารย์เท่านั้น
ทั้งนี้ ขอไม่กล่าวอ้างนามท่านทั้งหลาย แต่เพียงจะเล่าถึงเนื้อหาที่ตัวเองได้ข้อพระธรรมมา เป็นบางส่วน โดยย่อ...

เรื่องเกิดขึ้นเนื่องจากที่เราพยายามจะถวายยารักษาโรคแก่ครูบาอาจารย์ที่เคารพด้วยความเป็นห่วง และได้ไปกราบเรียนหารือเรื่องยากับหลวงพ่อวิชา
หลวงพ่อเมตตาให้ข้อแนะนำเรื่องการถวายยาและอุปสรรคการรักษา ท่านว่าเป็นกรรมของครูบาอาจารย์ท่านนั้น แล้วให้ข้อพระธรรม โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า

"จะทุกข์ไปทำไม ไม่เห็นจะได้บุญตรงไหนเลย !!"

เมื่อกราบเรียนถามว่าจะไปกราบขอความช่วยเหลือจากครูบาอาจารย์อีกท่านหนึ่งได้หรือไม่ ท่านว่าไม่ใช่ไปขอความช่วยเหลือ แต่ให้ช่วยเหลือท่าน ท่านให้ทำอย่างไรก็ให้ทำตามท่าน

แม้หลวงพ่อจะเมตตาให้รายละเอียด และบอกให้อ้างหลวงพ่อได้ว่ายามาจากท่าน อีกทั้งบอกว่าครูบาอาจารย์ท่านที่จะไปกราบหารือนี้รู้จักหลวงพ่อ... วัด... นี้ และบอกให้จดบันทึกไว้อ้างอิง

เมื่อกราบเรียนถามว่า จะถวายวัตถุมงคลเพื่อกำจัดโรคกำจัดอาการป่วยได้หรือไม่ คำตอบคือ

"ทุกข์เนาะ !!!"

หลังจากนั้น เมื่อเรามีโอกาสได้กราบเรียนหารือครูบาอาจารย์ท่านที่ตั้งใจแล้ว ท่านเมตตาให้ใช้เวลากับเรื่องนี้นานพอสมควร ทั้งลงรายละเอียดอุปสรรคต่าง ๆ และเรามีโอกาสเล่าเรื่องที่ได้กราบรับพระธรรมมาจากหลวงพ่อดังข้างต้น ท่านว่า

"ที่จริงเรื่องนี้ เป็นเรื่องความละเอียดของใจนะ"

...จึงได้แต่กราบเรียนว่า

"ทราบว่าใจยังหยาบอยู่มาก จะพยายามฝึกฝนให้ละเอียดขึ้นโดยเร็วเจ้าค่ะ"