View Full Version : มโนมยิทธิหลวงพ่อท่านสอนเราให้รู้เพื่อละ ไม่ใช่รู้แล้วยึด
พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา สอนมโนมยิทธิมานานเหลือเกิน ถ้านับเวลาก็ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ เป็นต้นมา คนที่ได้มโนมยิทธินับเป็นแสน ๆ มีใครบ้างที่ซักซ้อมอยู่ทุกวันโดยไม่ทอดทิ้ง...หายาก...ใช่ไหม ?
อาวุธแม้เกียจคร้านการขัด เกิดสนิมจับถนัด หนักตื้อ ถึงเวลาชักไม่ออกติดแหง็กอยู่แค่ฝักนั่นแหละ ต้องซ้อมบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลวงพ่อท่านสอนเราให้รู้เพื่อละ ไม่ใช่รู้แล้วยึด
ปัจจุบันนี้อาตมาเวทนาโยมเหลือเกิน หลายต่อหลายคน รู้แล้วนำไปใช้ผิด ๆ ไปดูการระลึกชาติ ไปดูย้อนอดีต แล้วก็ไปภาคภูมิใจว่า คนนั้นเป็นพี่เรา คนนั้นเป็นน้องเรา นั่นผัวเรา เมียเรา ลูกเรา พ่อเรา แม่เรา
แล้วก็กอดกันตายพร้อมกับเรา
ดูก็ดูอย่างมีปัญญาสิ ดูแบบที่เรียกว่าใช้ปัญญาประกอบ แต่ละชาติที่เราเกิดมา มีชาติไหนไม่ทุกข์บ้าง ? ลำบากยากเข็ญมาจนขนาดนี้ไม่เข็ดใช่ไหม ? ยังไปฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ ไปกอดคอตายรวมกันทั้งพรวนอีกใช่ไหม ? ยังลงสู่อบายภูมิไม่เพียงพอใช่ไหม ?
อาตมาที่ไม่ยอมสอนเพราะสงสารโยม อยากจะบอกว่า มโนมยิทธิจริง ๆ แล้วง่ายมาก แค่คิดเป็นก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าอาตมาสอนไป อาจจะพาโยมทั้งหลายติดเพิ่มขึ้นอีกเยอะ สงสารก็เลยไม่สอน นั่งอยู่ตรงนี้แค่ว่าใครติดขัดตรงไหนมาสอบถาม อาตมาจะชี้แจงให้ หลวงพ่อท่านให้เรารู้เพื่อละ ตัวการเข้าสู่มรรคผลนิพพาน จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องได้อภิญญา ไม่จำเป็นต้องได้วิชชาสอง ไม่จำเป็นต้องได้สมาบัติแปด หากแต่ท่านบอกว่า ให้เคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ๆ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ คิดว่าตายเมื่อไรเราจะไปนิพพาน มีข้อไหนที่บอกว่าต้องได้มโนมยิทธิ ? ไม่มี..
กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับปฐมฤกษ์
เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
เด็กอนุบาล
14-07-2009, 06:33
อาวุธยิ่งมีอานุภาพสูงเพียงใด ย่อมให้ทั้งคุณและโทษสูงเพียงนั้น แต่โดยธรรมชาติแล้ว อาวุธเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณและไม่มีโทษโดยตนเอง การให้คุณให้โทษของมันขึ้นกับปัญญาของเราว่าจะนำอาวุธที่ทรงอานุภาพนี้ไปใช้อย่างไร ผมคิดว่าวิชามโนมยิทธิก็เป็นดั่งอาวุธนั้นครับ ถ้านำไปใช้ถูกต้องก็ไปพระนิพพานได้ง่าย ๆ ถ้านำไปใช้ผิดก็ไปอยู่กับเทวทัตได้สบาย ๆ
คิมหันต์
14-07-2009, 14:26
.... หันไปสนุกกับมโนมยิทธิเกือบสามปี คืนหนึ่งที่บ้านสายลม “หลวงพ่อ” เทศน์เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจว่า “วิชชาสอง...อภิญญาห้า...สมาบัติแปด...กรรมฐาน ๔๐...ต่อให้คล่องแค่ไหน ก็ยังแช่อยู่ในนรกทั้งตัว...!” ตายละวา...ที่ท่านเทศน์มาเราไม่มีซักอย่าง แบบนี้คงมิดหัวไม่ต้องผุดต้องเกิดซะละมั้ง...!? กำลังคิดว่าทำอย่างไรถึงจะพ้นนรกได้ “หลวงพ่อ” ท่านก็เทศน์ต่อว่า
“...บุคคลที่จะพ้นอบายภูมิได้ อย่างน้อยต้องเป็นพระโสดาบัน การจะเป็นพระโสดาบันก็ไม่ยาก ให้ทรงอารมณ์ดังนี้...
๑. เคารพในพระพุทธเจ้า
๒. เคารพในพระธรรม
๓. เคารพในพระสงฆ์
๔. รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
๕. คิดว่าตายเมื่อไร เราต้องการไปที่เดียวคือนิพพาน
ถ้าอารมณ์เหล่านี้ทรงใจได้แน่นอน ท่านก็เป็นพระโสดาบัน คนที่เป็นพระโสดาบัน อบายภูมิจะปิดสำหรับท่าน...”
......
(ที่มา อดีตที่ผ่านพ้นตอนที่ ๖๐. คาถาอภิญญา)
เรื่องของมโนมยิทธิ วิชชา ๒ สมาบัติ ๘ หรืออภิญญา ๕ ทั้งหลายเหล่านี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ของพวกเราต่างกล่าวว่าเป็น"โลกียวิสัย" คือ เป็นวิสัยของโลก ขึ้นชื่อว่าวิสัยของโลก ย่อมมีความไม่แน่นอน ทนอยู่ไม่ได้ แล้วก็ต้องสลายตัวไปในที่สุด ไม่พึงเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความดีสูงสุด และเป็นทั้งหมดแห่งการปฏิบัติ
แต่วิชาทั้งหลายเหล่านี้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงพี่ ท่านก็ยังสั่งสอนให้เราทรงความดีในระดับนี้ไว้ให้เป็นปกติ เพื่อเป็นเครื่องอยู่ของใจ เพื่อเป็นเครื่องมือในการใช้ให้สำเร็จประโยชน์อย่างสูงสุดดั่งที่เราปรารถนา
อุปมาเหมือนดั่งการที่ครูบาอาจารย์ได้มอบมีดมาให้แก่เราพร้อมกับบอกว่า"เอาไปตัดหญ้าที่มันรกตรงนั้นให้เตียนนะ ที่วัดจะได้งามสะอาดตา"แต่ปรากฏว่า พอเรารับมีดมาแล้วก็เอาไปเล่นเพลิดเพลินฟันโน่นฟันนี่ด้วยความเมามัน คึกคะนองว่ามีอาวุธอยู่ในมือ จนหลงลืมวัตถุประสงค์ว่าเราได้มีดมาเพื่อประโยชน์อะไร ท้ายที่สุดหญ้าก็รกจนเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ เป็นที่ตำหนิติเตียนของบัณฑิตทั้งหลาย สุดท้ายเราก็ต้องตายเพราะพิษแห่งสัตว์ร้ายนั้น ๆ ตายไปพร้อมกับคำตำหนิติเตียนจากบัณฑิตทั้งหลาย
ดังนั้น ขึ้นชื่อว่าวิชาทั้งหลายเป็นของดี เป็นของที่ควรจะช่วยกันรักษาเอาไว้ แต่ขอให้ระลึกอยู่เสมอ นำไปใช้ให้ถูกเพื่อประโยชน์สูงสุด เพื่อประโยชน์อันแท้จริง ให้สมกับที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ ท่านได้ประทานอาวุธวิเศษนี้มาให้กับเรา
เคยนอนฝันไปว่าพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ในฝันนั้นลุกขึ้นกราบท่านพร้อมกับกราบเรียนท่านว่า"หลวงพ่อครับ กระผมหวาดกลัวเหลือเกินในกำลังใจในด้านของทิพพจักขุญาณ เพราะนอกจากกิเลส ตัณหา อุปาทานในจิตของตัวเองแล้ว ยังมีมารต่าง ๆ อีกที่กระผมไม่ทราบ มาคอยดึงใจของเราให้ไขว้เขวไปจากทางแห่งการทำความดีเพื่อพระนิพพาน ผมกลัวจนแทบจะไม่กล้าทรงกำลังใจไว้เลยครับ" พระเดชพระคุณหลวงพ่อยิ้มอย่างเข้าใจ ในฝันนั้นผมจึงกราบเรียนถามท่านถึงการทรงกำลังใจในญาณต่าง ๆ ของพระอริยเจ้าว่า"หลวงพ่อครับ พระอริยเจ้าที่ท่านสำเร็จในวิชชา ๓ ก็ดี อภิญญา ๖ ก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี ท่านวางกำลังใจในเรื่องของญาณต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้อย่างไรครับ"
พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมองหน้าตาเขม็งพร้อมกับกล่าวว่า"ญาณต่าง ๆ ท่านทรงอยู่เป็นปกติ ท่านไม่ทิ้ง" "ญาณต่าง ๆ พระอริยเจ้าตั้งแต่วิชชา ๓ ขึ้นไป ท่านทรงกำลังใจในญาณทั้งหมดอยู่เป็นปกติ แต่การใช้ญาณทุกอย่างของพระอริยเจ้าเป็นไปเพื่อการละกิเลส นอกเหนือไปจากการละกิเลสพระอริยเจ้าผู้ทรงตั้งแต่วิชชา ๓ ขึ้นไปท่านไม่ให้ความสำคัญ จำไว้ให้ดีนะ!" จบแล้วผมก็ตื่นพร้อมกับความชื้นที่หางตาน้อย ๆ ช่างเป็นฝันที่เป็นสิริมงคลที่สุดในชีวิตของผมอีกครั้งหนึ่ง กราบ กราบ กราบ
ตัวแสบจำเป็น
14-07-2009, 16:37
ขอบคุณพี่ทิดตู่ค่ะ ที่กล่าวถึงความสำคัญของมโนมยิทธิ :875328cc:
หลวงพี่สมปองย้ำอยู่เสมอ ว่าใครที่ได้มโนมยิทธิแล้ว อย่าทิ้ง!
วิชานี้เป็นวิชาของพ่อ.. หลวงพ่อใช้เวลาค้นคว้าเป็นสิบปี กว่าจะได้มา
เพื่อพิสูจน์ว่า สวรรค์ นรก มีจริง ถ้าไปอ่านหนังสือ "มโนมยิทธิและประวัติของฉัน"
จะเห็นว่า หลวงพ่อท่านประณามตัวเองตลอด ที่ไม่สามารถทำให้คน
เชื่อได้ว่า นรก สวรรค์ มีจริง จึงไม่เกรงกลัวการทำบาป
พอหลวงพ่อได้วิชานี้มา ก็ดีใจเกือบตาย (สำนวนหลวงพ่อบอกว่าอย่างนี้ค่ะ)
เพราะฉะนั้น วิชานี้เป็นเหมือนกับชีวิตของหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อค้นคว้า
มาเกือบทั้งชีวิต จากการไปยาก ๆ หลวงพ่อก็ปรับปรุงมาเรื่อย ๆ จนตอนหลัง
ไปได้ง่ายดาย ฝึกวันเดียวก็ได้แล้ว
นี่คือสมบัติอีกชิ้นหนึ่ง ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำแห่งวัดท่าซุง
ได้มอบให้กับลูกหลาน หากพวกท่านได้แล้ว ก็จงรักษาสมบัติชิ้นนี้ไว้ให้ดี
หากสูญหายไปแล้ว จะกู้กลับมา ต้องใช้กำลังใจมากนะคะ (เคยมีคนเตือน)
ส่วนบางท่าน ที่เริ่มคล้าย ๆ จะมีมิจฉาทิฐิกับวิชานี้ ได้โปรดปรับปรุง
ความคิดท่านโดยด่วน!! โปรดสำรวจจิตใจของท่าน ว่ากำลังคิดแบบนั้นหรือไม่
เตือนเพราะหวังดีจากใจค่ะ
การปฏิบัตินะ อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง
อภิ-ยิ่งกว่า อัญญา คือ ความรู้ ไม่มีอะไรรู้ยิ่งกว่าการตัดกิเลส อดีต...มีชาติไหนที่เราไม่ทุกข์บ้าง ปัจจุบันนี้เราทุกข์อยู่ อนาคตถ้าเกิดอีกก็ทุกข์อีก เพราะฉะนั้น อตีตังสญาณ ปัจจุบันนังสญาณ อนาคตังสญาณ มันไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทุกชาติที่เกิดมารวยที่สุดก็รวยมาแล้ว จนที่สุดก็จนมาแล้ว มีอำนาจที่สุดก็มีมาแล้ว ด้อยวาสนาที่สุดก็เป็นมาแล้ว มีชาติไหนที่พาให้เราพ้นทุกข์ได้? จุตูปปาตญาณ คนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน ถ้าเราทำดีเราได้ดีแน่นอนถ้าเราทำชั่วเราได้ชั่วแน่นอนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่น ไอ้นั่นแหละตัวระยำเลย สำหรับคนใช้ผิด ดูมันต้องดูใจตัวเอง แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปเที่ยวดูคนอื่น ตำหนิคนอื่น
บางคนมานั่งตรงหน้านี่ อธิษฐานมาตั้งแต่บ้านแล้ว เออ...ถ้าหลวงพี่แน่จริงให้บอกสิว่าผมคิดอะไร ไม่ถีบให้ก็บุญแล้วนะ
อยากจะบอกกับเขาให้ชัด ๆ ว่าใจของกูยังดูไม่ไหวเลย กูจะเสียเวลาไปดูใจมึงทำไม (หัวเราะ) คราวนี้ชัดไหม? ปกติไม่ค่อยพูดนะ แต่บทจะพูดแล้วไม่ค่อยยั้ง สำคัญที่สุดก็คือดูใจตัวเอง ใจของเรามีความชั่วไหม? ถ้ามีไล่มันออกไประมัดระวังไว้อย่าให้มันเข้ามาอีก ใจของเรามีความดีอยู่ไหม? ถ้าไม่มีสร้างมันขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้วทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่คือตัวเจโตปริยญาณที่สำคัญที่สุด แต่ละวันดูสีดูจิตของตัวเองมันผ่องใสไหม? ถ้าไม่ผ่องใสเร่งทำความดีขับจิตให้ผ่องใสที่สุดเ่ท่าที่จะพึงทำได้ แล้วก็รักษามันไว้อย่าให้มันขุ่นมัวอีกนี่คือ เจโตปริยญาณที่แท้จริง ไม่ใช่เที่ยวไปดูคนอื่นไปรู้คนอื่น บางคนมาถึงก็แหม...หลวงพี่พูดเหมือนตาเห็นเลย อาจารย์พูดเหมือนตาเห็นเลย หลวงพ่อพูดเหมือนตาเห็นเลย ไม่อยากจะเห็นหรอก แต่บางทีถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันก็ไม่เชื่อ พอเห็นเสร็จก็เลิกดู ไม่รู้จะดูต่อไปทำไมมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าทั้งหมดก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ดูความทุกข์ของตัวเองก็ดูไม่ไหวแล้ว ดูใจของตัวเองก็ระวังไม่ไหวยังไปดูเขาอีก
ใช้ให้ถูกนะ ยถากัมมุตาญาณ รู้กรรมของคนและสัตว์ ถ้าเราเชื่อที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้
ตกลงญาณ ๘ ต้องใช้ไหม? ...เออ ไม่ต้อง อภิญญา อภิ-ยิ่งกว่า , อัญญา-ความรู้ ไม่มีอะไรรู้เกินกว่าการตัดกิเลส อย่างต่ำ ๆ ให้รู้ว่าพระโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไรแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในคุณสมบัตินั้นไป นั่นแหละถึงจะเป็นลูกที่ดี ถึงจะเป็นลูกที่แท้จริงของหลวงพ่อ ถึงจะพูดได้อย่างเต็มคำว่าเราเป็นศิษย์วัดท่าซุง เราเป็นศิษย์หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
แล้วบุคคลที่ได้ล่ะ บุคคลที่ปฏิบัติได้ แต่ระวังให้ใช้กำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ ถ้าเราดูใจตัวเองเป็น สังเกตใจตัวเองเป็นจะรู้ว่า
ราคะ-อารมณ์ระหว่างเพศก็ดี โทสะ-อารมณ์โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาทก็ดี
โลภะ-อารมณ์ความโลภอยากได้ใคร่มีก็ดี โมหะ-อารมณ์ความหลงก็ดี มันเป็นคุณสมบัติของร่างกายนี้ ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ไปปรุงไปแต่งกับมันด้วย มันก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้
ในเมื่อเราได้มโนมยิทธิ เราได้อภิญญา เกิดราคะขึ้นมา ใช้อารมณ์ของมโนมยิทธิ ใช้อารมณ์ของอภิญญาพุ่งจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน หน้าด้านเข้าไว้ กำลังของสมาธิของเราเข้มแข็งพอ ถ้ารู้ระวังตัวอยู่มันมาเราเผ่นพรวดหนีไปเลย ไปอยู่ข้างบนโน่น โกรธขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน โลภขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน หลงขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน ไปอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ร่างกายเมื่อไม่มีจิตใจคอยปรุงแต่งอยู่
มันก็เหมือนกินอาหารไม่ได้ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่น้ำปลา ไม่ได้ใส่น้ำส้ม ไม่ได้ใส่น้ำตาล มันไม่มีรสไม่มีชาติมันจืดชืดไม่เป็นท่า มันเซ็งมัน ไม่มีใครไปปรุงแต่งให้อารมณ์จิตมันตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวความชั่วเหล่านั้นมันก็สลายไป เพราะว่าความชั่วเหล่านั้นเป็นสมบัติของร่างกายไม่ใช่สมบัติของใจ
การที่เราไปเกาะพระนิพพาน เกาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บนวิมานของเรานั่นแหละ คือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องอย่างที่หลวงพ่อต้องการ เพราะว่ามันจะไม่พลาดไปไหน อย่างไร ๆ เราก็อยู่ตรงนั้นแล้ว มันเป็นการตัดกิเลสที่อัตโนมัติที่สุด เราอยู่ตรงนั้นให้ชินกับอารมณ์ละเอียด อารมณ์สงบ อารมณ์เยือกเย็นของพระนิพพานอันนั้น พอจิตใจมันชินรับอารมณ์นั้นมาเต็มที่แล้วประคับประคองให้ดี ส่วนใหญ่ลุกปั๊บเลิกเลย ต้องรู้็จักรักษาประคับประคองระมัดระวังสภาพจิตใจของเราให้ทรงตัวอยู่ในอารมณ์นั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ได้ครึ่งชั่วโมง ให้ได้หนึ่งชั่วโมง สามชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง สามวัน อาทิตย์หนึ่ง สิบวัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ...ว่าไปเลย ยิ่งนานเท่าไรกิเลสยิ่งกินใจเราได้น้อยลง ๆ
กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับปฐมฤกษ์
เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
ถ้ารู้ระมัดระวังรักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ได้ กดกิเลสเอาไว้อย่างนี้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับหินที่ทับหญ้า ทับไปนาน ๆ หญ้ามันตายหมด นี่คือตัวมโนมยิทธิที่หลวงพ่อต้องการให้พวกเราปฏิบัติ ที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญ สั่งสอนเรามากี่ปีต่อกี่ปี การใช้ที่ถูกต้องใช้กันอย่างนี้ เท่าที่อาตมาดูมาส่วนใหญ่ใช้ผิดหมด ในเมื่อใช้ผิด มันก็จะมีแต่โทษมากกว่าประโยชน์์ทั้งนั้น แทนที่จะรู้เพื่อละก็รู้เพื่อหลง เพื่อยึดเพื่อติด แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เรารู้เป็นการรู้ในปัจจุบัน อนาคตสิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยเฉพาะหน้า
ดังนั้นคำทำนายหลาย ๆ อย่างเมื่อถึงวาระถึงเวลา เมื่อมีปัจจัยเฉพาะหน้ามาให้เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น บอกว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมันจะดี แต่ถ้าหากว่าทั้งหมดรามือเสียจากการทำดีปล่อยให้ความชั่วเข้ามาครอบงำจิตใจ กำลังของความชั่วมีสูงกว่า ถึงวาระถึงเวลามันก็ไม่ดีไปตามนั้น ดังนั้น กระทั่งความเป็นทิพย์ ความรู้ เหล่านี้มันก็ยังไม่เที่ยง เราจะไปยึดถือมั่นหมายเชื่อปักมันลงไปว่าจะเป็นดั่งนั้นดั่งนี้นั้นไม่ได้
เพียงแต่เอาเป็นแนวทางไว้คอยระมัดระวังเท่านั้น
รู้ ต้องรู้อย่างคนมีสติ ใช้ ต้องใช้อย่างคนมีปัญญา สติกับปัญญาเป็นของคู่กัน ถ้าสติเกินปัญญา จะเป็นคนไม่กล้าทำอะไรจด ๆ จ้อง ๆ
ขี้กลัว ขี้ระวังจนเกินไป ถ้าปัญญาเกินสติก็จะบุ่มบ่าม โฉ่งฉ่างจนกระทั่งพลาดได้ง่าย สติกับปัญญาจะต้องไปพร้อม ๆ กัน ไปเท่า ๆ กันธรรมะจึงจะเจริญ
กระโถนข้างธรรมาสน์ ฉบับปฐมฤกษ์
เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
ถ้ารู้ระมัดระวังรักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ได้ กดกิเลสเอาไว้อย่างนี้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับหินที่ทับหญ้า ทับไปนาน ๆ หญ้ามันตายหมด .........เคยสงสัยอยู่นานว่าต้องเป็นคนประเภทใดถึงจะสามารถใช้สมาธิกดกิเลสจนมันตายไปได้
แล้วก็ไปเจอคำตอบ(จากที่พระอาจารย์เทศน์)ว่าต้องเป็นพวกยอดมนุษย์ค่ะ:d1eef220::d1eef220:
vBulletin® v3.8.7, Copyright ©2000-2013, vBulletin Solutions, Inc.