PDA

View Full Version : เก็บตกงานบวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒


เถรี
13-02-2019, 22:55
วัตถุมงคลที่แจกนี้เป็นของหลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ ลูกศิษย์ท่านเอามาถวาย ซึ่งอาตมาก็บอกแล้วบอกอีกว่าอย่าเอามา แต่ก็ไม่เคยฟัง เพราะว่าพระของท่านแตกหักเสียหายง่ายมาก ถ้าถามว่าทำไมไม่เอาของวัดท่าขนุนมาแจก ? ขอโทษ...ของวัดท่าขนุนขายหมดไปแล้ว..!

ถ้าหากว่าพระที่รับไปเป็นเนื้อผงจักรพรรดิสีขาว ๆ กรุณาระมัดระวังนิดหนึ่ง กระทบกระทั่งนิดหน่อยก็แตกหักแล้ว ทางที่ดีที่สุดก็คือรีบไปเลี่ยมกรอบเอาไว้

เถรี
13-02-2019, 22:57
ใครจะทำบุญอะไร เตรียมปัจจัยไทยธรรมเข้ามาให้เรียบร้อย อย่ามาเสียเวลามาล้วงมาควักตรงนี้ แล้วประเภทที่ไม่ได้รับกับมือพระอาจารย์รู้สึกว่าไม่ได้บุญ ให้ไปทำที่วัดอื่น ตรงนี้ไม่มีเวลารับ

เรื่องของบุญเราได้ตั้งแต่ตั้งใจทำแล้ว ไม่ใช่ต้องรอให้ท่านรับกับมือแล้วถึงจะได้บุญ ของบางอย่างที่อื่นเขาไม่กล้าพูดกัน เพราะกลัวว่าโยมจะเสียกำลังใจแล้วไม่ไปทำบุญอีก แต่สำหรับอาตมาแล้วไม่ได้สนใจตรงนี้ ถ้าโยมไม่ทำบุญ อาตมาก็สบาย ไม่ต้องสร้างอะไร

ฉะนั้น...เรื่องบางอย่างเขาไม่กล้าบอก ไม่กล้าพูด จนกลายเป็นค่านิยมผิด ๆ กันมาตลอด

ขอย้ำอีกครั้ง ถ้ากลัวว่าพระอาจารย์ไม่รับแล้วเราจะไม่ได้บุญ ให้ไปทำที่วัดอื่น ญาติโยมไม่ค่อยสังเกต คิดอยู่อย่างเดียวว่าพระอาจารย์ไม่ได้รับ นี่อาตมารับทั้งมือ รับทั้งตีน รับทั้งเข่า..! อวัยวะ ๖ ส่วนนี้ติดอยู่กับผ้าบนโต๊ะมาตลอด แต่โยมไม่มอง จะรอให้เอื้อมมือรับเท่านั้น

ทำบุญก็ใส่ขัน ใส่แล้วรับวัตถุมงคลแล้วรีบเดินไป อาตมานั่งสูงขนาดนี้บางคนก็ยังอุตส่าห์จะคุกเข่าลงไปอีก ทำให้เสียเวลาคนอื่นเขา

เถรี
13-02-2019, 23:19
สถานที่ว่างที่ท่านเห็นไม่ใช่ที่จอดรถ นั่นเป็นลานธรรม ด้านล่างเขาปูทรายแล้ววางอิฐตัวหนอนเอาไว้ ท่านเอารถยนต์ไปจอด เดี๋ยวก็ยุบฉิบหายวายป่วงหมด จะกลายเป็นหนี้สงฆ์ไปโดยไม่รู้ตัว ถึงเวลาตายตอนนั้นลงอเวจีมหานรกไปก็ซวยอีก..!

คราวหน้าถ้าเจ้าหน้าที่แจ้ง ให้แจ้งสีรถและยี่ห้อรถมาด้วย อย่าบอกมาแต่เลขทะเบียน คันไหนถ้าประกาศ ๓ ครั้งแล้วไม่ไปขยับ ก็ปล่อยลมทิ้งไปเลย อาตมารับผิดชอบเอง..!

เถรี
13-02-2019, 23:23
ใครจะนิมนต์อาตมาให้นิมนต์ข้ามปี อย่างเช่นถ้ารู้ว่าปีหน้าจะจัดงานอะไร ให้รีบนิมนต์ตั้งแต่ปีนี้ อาจจะมีโอกาสได้บ้าง ถ้าหากว่านิมนต์วันนี้จะเอาพรุ่งนี้ ประเภทนี้ไม่มีทางได้หรอก เพราะว่าคิวเต็มไปตั้งแต่ปีที่แล้ว

วิธีการถวายฎีกานิมนต์ไม่ว่าจะเป็นพระเถระรูปใดก็ตาม ให้ไปเรียนปรึกษาท่านก่อนว่าว่างพอที่จะไปไหม ? แล้วค่อยถวายฎีกา ไม่ใช่เราจะจัดงานพรุ่งนี้ วันนี้เอาฎีกามาถวาย แล้วจะต้องไปให้ได้ ซึ่งลักษณะนั้นเขาเรียกว่าจัดงานแบบไร้ปัญญา..!

แจ้งให้ญาติโยมทั้งหลายทราบว่า ปกติอาตมาเป็นคนที่มีงานมาก ไม่ว่าจะตำแหน่งทางคณะสงฆ์ หรือว่าตำแหน่งอื่น ๆ คนเดียวมีถึง ๑๗ - ๑๘ ตำแหน่ง แค่บริหารงานให้ดีก็ไม่มีเวลาแล้ว ดังนั้น...ท่านทั้งหลายที่นิมนต์ให้ไปสวดมนต์เย็น ฉันเช้า ฉันเพล อาตมาไม่เคยรับเลย จะไปก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ ก็คือมีคนจำนวนมากไปรวมกันอยู่ในที่นั้น เพื่อสงเคราะห์คนหมู่มากก็จำเป็นที่จะต้องไป

แต่ว่าต้องดูด้วยว่าตรงกับงานคนอื่นหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีผู้นิมนต์ไว้แล้ว ต่อให้ท่านยิ่งใหญ่มาจากไหนอาตมาก็ไม่รับ ทุกวันนี้วันไหนถ้ามีงานเดียวจะรู้สึกว่าโชคดีมากเป็นพิเศษ

เถรี
13-02-2019, 23:25
การทำบุญอย่ามากเรื่อง ทำง่าย ๆ ทำไว ๆ ถึงเวลาเราได้อะไร ก็จะได้ง่าย ๆ ได้ไว ๆ ถ้าอยากจะอธิษฐานนาน ๆ ก็อธิษฐานให้เสร็จมาตั้งแต่ที่บ้านเลย หรือไม่ก็ก่อนที่จะเข้าแถวก็อธิษฐานให้เสร็จสรรพเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยมา ไม่ใช่ว่าแถวยาวมองปลายไม่เห็น เราก็มายืนอธิษฐานตรงนี้

ทำบุญลักษณะนี้ อาตมาเรียกว่าทำบุญแบบเด็กทารก ก็คือกำลังใจยังห่วยแตกอยู่มาก ถ้าทำบุญกันอย่างผู้ใหญ่ เขารู้ว่าแค่ตั้งใจก็ได้บุญแล้ว จะไม่มาเสียเวลาแบบนี้

เถรี
13-02-2019, 23:27
ท่านที่จองเหรียญทำน้ำมนต์พุทธบารมีสุริยันทรงกลดเอาไว้ ถ้าหากว่าเป็นเนื้อชนวนหลวงพ่อนาก ก็คงต้องรอการบวงสรวงไหว้ครูและพุทธาภิเษกครั้งหน้า ประมาณเดือนกรกฎาคม เพราะว่าจะต้องรับไปพร้อมกับบาตรน้ำมนต์

ส่วนท่านที่ตั้งใจเป็นเจ้าภาพในการจัดงานทำบุญอายุ ๖๐ ปีของอาตมา ที่ตั้งเป็นกองทุน ๆ ละ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าเหรียญเสร็จสรรพเรียบร้อยในงวดนี้ ท่านที่ส่งกองทุนครบแล้วสามารถรับได้ในวันที่ ๑ - ๒ - ๓ มีนาคม ที่บ้านเติมบุญ ดังนั้น...ในส่วนนี้ถ้าหากว่าท่านใดที่เป็นเจ้าของกองทุนก็โปรดรอหน่อย อาจจะจัดงานทำบุญอายุของอาตมาในเดือนมิถุนายนนี้เสร็จแล้วถึงจะได้รับ

ส่วนที่ช้าจริง ๆ ก็คือบาตรน้ำมนต์ เพราะว่าผู้ตรวจสอบคุณภาพของเราค่อนข้างที่จะเข้มงวด ใบไหนออกมาหน้าตาดูไม่ดี จะส่งคืนไปทำใหม่ทั้งหมด ญาติโยมเสียเงินเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะบูชาไป ถ้าออกมาหน้าตาไม่ดี อาตมาก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน ส่วนท่านที่จองเหรียญเนื้อชินไว้ เมื่อเสกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ไปรอรับที่เต็นท์ด้านข้างโบสถ์

เถรี
13-02-2019, 23:33
ท่านทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ซึ่งมีศรัทธาแต่ไร้ปัญญาสิ้นดี ชอบสร้างพระ แล้วก็เอาไปถวายที่โน่นที่นี่ อาตมาขอเตือนว่าท่านจะมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ ถามว่าการสร้างพระมีโทษอย่างไร ? ต้องบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพื่อนคุณ นึกจะทำรูปพระองค์ท่านเมื่อไรก็ทำ ตั้งแต่โบราณกาลมา ถึงเวลาครูบาอาจารย์ท่านก็ต้องมีการบวงสรวงบอกกล่าว ต้องขออนุญาต และควรที่จะรับรู้ได้อย่างแท้จริงว่าท่านอนุญาตหรือไม่ ไม่ใช่ถึงเวลานึกอยากจะสร้างก็สร้าง เราจะเอาบุญเอากุศล จะกลายเป็นมีโทษมากกว่ามีประโยชน์

เรื่องของบุญกุศล กุศล แปลว่า ความดี ความงาม ความฉลาด เราควรจะทำให้ฉลาดสมกับชื่อคำว่ากุศลด้วย ไม่ใช่ว่าสร้างขึ้นมาแล้วกลายเป็นทุกข์เป็นโทษ โดยเฉพาะทางวัดท่าขนุน ไม่มีความจำเป็นที่ท่านจะต้องเอาพระมาถวาย อย่าเอาภาระมาเพิ่มให้กับอาตมา อยากได้บุญให้เอาไปถวายที่อื่น ถ้าอยากได้บาปให้มาตรงนี้ เพราะอาตมาจะถือว่าท่าน 'ใช้พระให้แจกของแทน' โทษของการใช้พระ อย่างต่ำก็ต้องเกิดเป็นทาสเขา ๕๐๐ ชาติ จะว่าอาตมาใจร้ายใจดำก็ไม่ได้ เพราะว่าเตือนแล้วเตือนอีก แต่ก็ไม่ฟังกัน

เถรี
13-02-2019, 23:40
มีญาติโยมจำนวนมากที่ส่งทองเหลืองมาให้อาตมา แล้วบอกว่าร่วมหล่อพระพุทธรูปทองคำ..! กรุณาเอาทองเหลืองไปเปลี่ยนเป็นทองคำมาให้เรียบร้อยก่อน ส่วนใหญ่แล้วพวกเราจะไปเข้าใจว่าเหมือนกับวัดอื่น ๆ ก็คือมีทองคำไม่กี่บาท แล้วที่เหลือใช้ทองเหลืองหรือทองแดงแทนที่ให้เต็มจำนวน อาตมาขอยืนยันว่าวัดท่าขนุนตอนนี้มีทองคำอยู่ ๑๐๐ กว่ากิโลกรัม ซึ่งการหล่อพระองค์นี้ เราใช้แค่ ๙๗ กิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้น..อาตมาขอประกาศซ้ำว่ารับแต่ทองคำแท้เท่านั้น

ส่วนท่านที่ส่งมาไม่ว่าจะเป็นทองเหลือง ทองแดงอะไรก็ตาม ตอนนี้อาตมารวบรวมไปหล่อพระกับทางวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ แล้วก็ไม่ต้องฝากมาอีก เพราะว่าอาตมาต้องส่งไปให้วัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่อีก ถ้าท่านทำอย่างนั้นก็ถือว่าท่านใช้พระ...!

การทำบุญโปรดใช้ปัญญาด้วย เป็นเรื่องที่อาตมาเห็นแล้วสลดใจมากว่า พวกเราแม้กระทั่งเรื่องทานที่เป็นความดีเบื้องต้น เราก็ยังไม่ได้ใช้ปัญญาประกอบในการทำ ถึงได้โดนเขาหลอกลวงบ้าง อะไรบ้าง จนกระทั่งเดือดร้อนกันไปหมด ล่าสุดนี้ก็มีคนเสียเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้เขาเอาตีนวางบนหัวเพื่อรักษามะเร็ง..! แล้วก็ไม่หายอีกด้วย

เถรี
14-02-2019, 08:37
ช่วงนี้วัดของเรามีงานติด ๆ กัน วันที่ ๑๖​ - ๑๗ - ๑๘ - ​๑๙ กุมภาพันธ์ เป็นช่วงมาฆบูชาก็มีงานประจำปีปิดทองรอยพระพุทธบาท แล้วก็มีงานมหกรรมสินค้าของชุมชนคุณธรรมในสังกัดของอำเภอทองผาภูมิทั้งหมด

งานต่อไป วันที่ ๙ มีนาคมก็หล่อพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งตอนแรกตั้งกันไว้ที่น้ำหนักทองคำ ๑๔๐ กิโลกรัม แต่หลังจากหล่อองค์ใช้งานจริงด้วยเงินแล้ว เราสามารถคำนวณน้ำหนักทองได้ ปรากฏว่าใช้แค่ประมาณ ๙๗ กิโลกรัมเท่านั้น ในเมื่อมีทองคำเหลือ อาตมาก็เลยตั้งใจว่าจะหล่อพระพุทธลีลาประทานพรอีก ๑ องค์ ถ้าไม่ใช่พระพุทธลีลาประทานพร ก็จะเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรทรงเครื่องจักรพรรดิ ถามว่าตั้งอยู่ที่ไหน ? ตั้งที่หน้ามณฑปซ้ายขวาขององค์พระประธานที่ท่านเห็น

ส่วนที่ด้านหลังอาตมานี้ ทางด้านขวามือของอาตมาคือหลวงพ่อเงิน หล่อด้วยเม็ดเงินแท้ ๑๕๐ กิโลกรัม ขัดแต่งแล้วเหลือกี่กิโลกรัม อาตมาก็ไม่ได้ชั่งดู

ส่วนทางด้านซ้ายมือเป็นหลวงพ่อนาก หล่อจากเงิน ทองแดงและทองคำ รวมน้ำหนัก ๑๖๐ กิโลกรัม มูลค่าก็ตก ๔๐ กว่าล้านบาท

ส่วนหลวงพ่อทองคำนั้น มูลค่าประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าหากว่าท่านใดตั้งใจจะร่วมการหล่อ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๒ จะหล่อที่วัดนี้ เวลา ๙ โมงเช้า ๒๐ นาที

เถรี
14-02-2019, 08:38
บายศรีที่ญาติโยมเห็น มีพระมหานันทวัฒน์ เขมธมฺโม เปรียญธรรม ๖ ประโยค วัดปากน้ำภาษีเจริญ หรือที่เรียกกันว่าท่านอาจารย์มหาเอ ท่านเป็นเจ้าภาพให้ทุกครั้ง ถ้าถามว่าราคาประมาณเท่าไร ในท้องตลาดที่อาตมาเจอมาก็ ๔๐,๐๐๐ - ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าค่าน้ำใจของท่านยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะท่านถือว่าทำถวายครูบาอาจารย์ แม้กระทั่งคณะทำบายศรีของเรา ก็มีระดับเจ้าอาวาส ระดับเปรียญธรรม ๙ ประโยค ทุกคนต้องบอกว่ามาด้วยใจ

ที่โคนต้นบายศรีนั่นคือหลวงพ่อหายโศก ไม่ว่าจะเป็นองค์ใหญ่หรือองค์เล็กก็ตาม ซึ่งท่านอาจารย์มหาเอสร้างเอง อาตมามีส่วนในการพุทธาภิเษกด้วย ไม่ต้องถามหา เพราะว่าหมดเกลี้ยงตั้งแต่แรกแล้ว ใครอยากได้ลองไปขอประมูลดูว่าราคาสูงสุดเท่าไร

เถรี
14-02-2019, 08:49
เรื่องงานคณะสงฆ์ของเราต้องบอกว่าไปยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าบุคลากรที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อพุทธศาสนาลดน้อยถอยลง มีทั้งที่เสียชีวิตจากการก่อการร้าย มีทั้งที่เจ็บไข้ได้ป่วยจากกรรมเก่าที่ตัวเองสร้างมา

ท่านพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพนั้น คบหากับอาตมามา ๒๖ ปีแล้ว จำได้ว่าเมื่อ ๒๖ ปีก่อนเรามีพันธะสัญญากันที่อุโบสถวัดเขาเข็มทอง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ด้วยความรู้สึกสลดใจว่าอำเภอแว้ง สุคิริน และสุไหงโกลก ๓ อำเภอ เราหาพระมาทำบุญได้แค่ ๖ รูปเท่านั้น ทำอย่างไรจะให้พระพุทธศาสนาของเราจะเจริญมั่นคงที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ ก็ตั้งใจถวายชีวิตกันในพระพุทธศาสนา เพื่อที่จะสร้างความเจริญให้แก่พระพุทธศาสนาของเรา

ปรากฏว่าระยะเวลาผ่านไป ๒๖ ปี เริ่มจากหลวงเถียรทนแรงเสียดทานไม่ไหว...สึก หลวงเขียวตาย หลวงหว่างตาย เหลือแต่อาตมากับหลวงนิล ๒ รูป

ส่วนท่านครูบาเหนือชัยก็ช่วยเหลือสงเคราะห์กันมาเป็นระยะเวลายาวนานไม่ต่างกัน ตอนนี้ท่านก็ทำงานไม่ถนัด เพราะว่าเส้นโลหิตในสมองแตก ร่างกายทำงานลำบากไปซีกหนึ่ง แต่ท่านก็ไม่ได้ท้อถอย ก็ยังคงสู้เพื่อความตั้งมั่นของพระพุทธศาสนา

หลวงหว่างสู้อยู่ในเขตของอิสลาม ครูบาเหนือชัยสู้อยู่ในเขตของคริสต์ อาตมาเองมีหน้าที่เป็นกองหนุน หาเงิน หาของไปส่งให้

ในส่วนครูบาเหนือชัย มีบางปีอาตมาต้องขนข้าวสารขึ้นไป เพราะว่าวัดสาขาท่าน มีถึง ๑๒ - ๑๓ แห่งอยู่ไกลมาก แต่ก็ไม่มากเกินความพยายามของศาสนาคริสต์ เพราะว่าเขาใช้ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง เข้าไปตามหมู่บ้านชาวเขา ถ้าหากว่าพระของเราไม่มีวัดอยู่ ก็จะทำให้ศาสนาคริสต์ไม่มีที่ให้เกรงใจ ทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ ครูบาท่านทนไม่ได้จึงต้องไปตั้งวัดสาขาไว้ที่โน่นที่นี่ ซึ่งแต่ละแห่งไกลมาก รถยนต์เข้าไม่ถึง รถขับเคลื่อน ๔ ล้อยังไปไม่ได้ ก็ต้องอาศัย ๔ ขา คือขี่ม้าไป จนกระทั่งกลายเป็น Unseen Thailand พระขี่ม้า

เถรี
14-02-2019, 08:54
(พูดถึงหนี้ของวัดรัตนานุภาพ แต่เสียงขาดช่วงไป) ถ้าได้ไม่พอ งานยกช่อฟ้าเดือนพฤษภาคมนี้อาตมาจะเอาไปถวาย ปรากฏว่าประเมินน้ำใจชาวพุทธทั่วโลกต่ำไปหน่อย เพราะว่าปิดบัญชีเมื่อสิ้นเดือน ก็คือ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา จากการเปิดบอกบุญไม่ถึงเดือน ได้เงินมา ๑๑,๒๔๕,๒๖๕ บาท ๙๔ สตางค์ อาตมาจึงได้แจ้งกับญาติโยมทางด้านนี้ว่า หมดห่วงแล้ว เราไม่ต้องลงไปช่วย เพราะว่าตอนนี้เงินช่วยเหลือจากชาวพุทธเข้ามาจากทั่วโลก เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ฉะนั้น...จึงได้โยกย้ายเอากฐินปลดหนี้ของวัดรัตนานุภาพ ไปที่อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนครแทน ซึ่งทางพระอาจารย์ธวัชชัย ชาครธมฺโม หรือหลวงนิลไปสร้างสำนักสงฆ์เพื่อชาวอีสานอยู่นั่น คนใต้ไปสร้างให้คนอีสานได้ทำบุญ

เรื่องพวกนี้ถ้าถามว่าเพื่อนฝูงแต่ละคนป่วยบ้าง ตายบ้าง อาตมาท้อถอยหรือไม่ ? ขอยืนยันว่าคำว่าถอยไม่เคยมีในชีวิต หลวงพ่อฤๅษีท่านไม่เคยสอนให้ลูกศิษย์ถอย อาตมาจำได้ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กวัยรุ่น หลวงพ่อท่านเล่าเรื่องคาถาหัวใจปลาไหลเผือกให้ฟัง บอกว่าให้เด็กอายุแค่ ๔ - ๕ ขวบปลุกคาถาหัวใจปลาไหลเผือก พอปลุกขึ้นแล้ว ผู้ใหญ่ ๔ - ๕ คนก็จับไม่ติด เวลาล็อกตัวจะลื่นหลุดไปทุกครั้ง อาตมาชอบใจก็ขออนุญาตหลวงพ่อเรียนคาถาหัวใจปลาไหลเผือก ท่านบอกว่า "ไม่ให้..ลูกข้าห้ามหนี..ต้องสู้" แล้วท่านก็ให้คาถาหัวใจหนุมานมาแทน ในเมื่อคำสั่งพ่อว่าห้ามหนี แปลว่าห้ามหนีในทุกสถานการณ์

เถรี
15-02-2019, 08:34
เราจะเห็นได้ว่าหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงที่เป็นครูบาอาจารย์หลักของอาตมา ท่านเองสู้งานจนตัวตาย อาตมาในฐานะลูกศิษย์ก็ต้องสืบทอดปฏิปทาของครูบาอาจารย์เช่นกัน ถ้าหากว่านับสูงขึ้นไป หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ต้นตำรับในการเป่ายันต์เกราะเพชร ท่านก็สู้งานจนตัวตาย

หลวงปู่ปานมรณภาพ อายุแค่ ๖๑ ปีเศษเท่านั้น เพราะว่าท่านทุ่มเทให้กับงาน สร้างวัดไป ๔๐ กว่าวัด เลี้ยงพระ ๓๐๐ กว่ารูป เปิดสำนักให้เรียนบาลี เปิดโรงหมอรักษาญาติโยม แต่ละวันคนไข้มาเป็นร้อย กินน้อย นอนน้อย พักผ่อนน้อย ร่างกายทนไม่ไหว แล้วก็ยังมีพวกมือไม่พาย แต่เอาเท้าราน้ำ เห็นว่าท่านมีชื่อเสียงดีงามกว่าก็พยายามทำลาย ทำลายด้วยวิธีทางโลกไม่ได้ก็ใช้ไสยศาสตร์ ท้ายสุด...คนจ้องทำกับคนระวัง คนระวังก็พลาดจนได้ ท่านจึงมรณภาพแค่อายุ ๖๑ เศษ ๆ เท่านั้น

เถรี
15-02-2019, 08:43
หลวงพ่อวัดท่าซุงมรณภาพอายุ ๗๘ ปี ก็คือ ๗๗ ปีเต็มขึ้น ๗๘ ปี ก็ต้องบอกว่าไม่เต็มดี อาตมาเองปีนี้ก็อายุ ๖๐ ปี ถ้านับตามปฏิปทาครูบาอาจารย์ วัยก็สมควรแล้ว ก็ได้แต่ดูว่าจะอยู่ไปได้นานเท่าไร เพราะว่าเคยตายและได้รับการต่อ "วีซ่า" มาแล้ว ส่วนจะยาวนานเท่าไร...ไม่บอก

อาตมาตั้งใจจริง ๆ ว่าการตายครั้งนั้นไปอย่างไรจะดูให้ชัดเจน ปรากฏว่าช่วงนั้น พออาการป่วยกำเริบขึ้นมา ไฟธาตุหมด เกิดความรู้สึกหลอนเหมือนกับเราตกน้ำ พอรู้สึกว่าร่างกายจมลงใต้น้ำก็หยุดหายใจ ดูตัวเองค่อย ๆ จมลงไป ๆ ๆ จนกระทั่งติดโคลนใต้น้ำ รู้สึกเย็นยะเยือกมาก สักพักหนึ่งก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา ๆ ๆ พอจมูกพ้นน้ำ ร่างกายก็กระตุกหายใจเฮือกเอง อาตมาจึงได้สติ เกิดความรู้สึกคืนมา ดูนาฬิกาว่าตอนแรกที่เกิดอาการว่าตัวเองจมลงนั้น ประมาณ ๕ ทุ่มเศษ แต่ตอนที่ได้สติขึ้นมานั่นตี ๕​ เศษ ระยะเวลาสั้น ๆ แค่นิดเดียว หมดลมไปได้นานขนาดนั้น ก็ปรากฏว่าไม่ได้ไปไหน ต้องอยู่ต่อ ไม่อย่างนั้นก็คงสบายไปหลายสิบปีแล้ว

เรื่องของชีวิตเป็นของไม่แน่ ญาติโยมทั้งหลายต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะว่าชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้าออก ถ้าหายใจเข้า...ไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออก...ไม่หายใจเข้าก็ตายอีกเช่นกัน ถ้าไม่เร่งทำความดีเอาไว้ ถึงเวลากำลังใจเกาะสิ่งที่ไม่ดีแล้วเราลงอบายภูมิ ก็ถือว่าเสียชาติเกิด เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก เพราะว่าถ้าลงข้างล่างเมื่อไร หนี้เก่ามีเท่าไรเขาจะทวงทีเดียว จึงต้องเร่งทำความดีให้กำลังใจของเรามั่นคงเอาไว้

เถรี
15-02-2019, 08:45
วัตถุมงคลที่โยมรับไม่ใช่ก้อนกรวดก้อนหิน นั่นคือข้าวตอกพระร่วง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ท่านใดที่เสาะหาปฐวีธาตุอยู่ก็ไม่ต้องไปหาหรอก ข้าวตอกพระร่วงใช้แทนกันได้

ข้าวตอกพระร่วงต้องบอกว่าเป็นสินแร่ชนิดหนึ่งที่มีความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว เชื่อว่าเกิดจากการที่พระร่วงท่านเสวยข้าวตอก แล้วโปรยที่เหลือทิ้งไว้ กลับกลายเป็นแร่ข้าวตอกพระร่วง มีหลายคนมาหาอาตมาบอกว่าอยากได้ปฐวีธาตุ อาตมาบอกว่าไม่ต้องเสียเวลาไปหา เอาข้าวตอกพระร่วงไปเลย

เถรี
15-02-2019, 08:50
ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณรหรือฆราวาส ไม่ต้องเอาวัตถุมงคลมาถวายอาตมา วัดท่าขนุนจะสร้างวัตถุมงคลต่อเมื่อครูบาอาจารย์หรือพระท่านสั่งเท่านั้น ถ้าท่านอยากได้บุญ ท่านก็สร้างหรือหาไปแจกเอง ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็เอาภาระมาเพิ่มให้กับอาตมา ซึ่งอาตมาจะถือว่ามีโทษใช้พระด้วย

เถรี
16-02-2019, 18:42
การรับยันต์เกราะเพชรไม่จำเป็นต้องมายังที่แห่งนี้ ถ้าท่านมีศรัทธา ตั้งใจรับด้วยความเคารพ จะอยู่มุมไหนของโลกก็รับได้ มีสถานที่ซึ่งได้รับอนุญาตให้รับยันต์เกราะเพชรจากวัดท่าขนุนอย่างเป็นทางการอยู่ ๒ แห่ง แห่งแรกก็คือ พระอาจารย์สมชาย ถามิโก วัดเกาะแก้ว อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี อีกแห่งหนึ่งก็คือ พระครูสันตจิตตานุกิจหรือครูบาสง่า วัดพระธาตุดอยกวางคำ จังหวัดลำพูน ซึ่งทั้ง ๒ ท่านได้บอกกล่าวขออนุญาตรับกันอย่างเป็นทางการ

โดยเฉพาะของท่านอาจารย์สมชายนั้น ทำมาหลายปีแล้ว เนื่องจากว่าลูกศิษย์ท่านมีเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าต้องเช่ารถทัวร์มาก็จะเสียเงินเสียทองมาก ท่านรับภาระไม่ไหว จึงขออนุญาตจัดรับที่ศาลาการเปรียญวัดเกาะแก้ว ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นความเมตตาของท่านที่มีต่อญาติโยมชาวสองพี่น้อง ตลอดจนกระทั่งญาติโยมทั้งหลายที่ตั้งใจรับยันต์เกราะเพชรแล้วมาไม่ถึงวัดท่าขนุนแห่งนี้

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า ถ้าเรามีความศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ถ้าตั้งเครื่องบูชาและนั่งภาวนาตรงเวลา สามารถที่จะรับยันต์เกราะเพชรได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่หัวเราะไม่ออก ก็คือพอญาติโยมอยู่สถานที่ของตัวเองแล้วรับยันต์เกราะเพชรได้ ครั้งต่อไปก็วิ่งมาวัดอีก คงอยากจะรู้ว่าบรรยากาศที่วัดเป็นอย่างไร

เถรี
16-02-2019, 18:44
สำหรับเรื่องของยันต์เกราะเพชรนั้น เป็นคู่ปรับของไสยศาสตร์ทุกประเภท ท่านใดที่มีวัตถุติดตัวมาเป็นไสยศาสตร์ ถ้าตั้งใจมารับยันต์เกราะเพชร ให้ทำใจไว้ด้วยว่าวัตถุมงคลจะสูญอานุภาพด้านที่เคยเป็นอยู่ แล้วกลายเป็นพุทธานุภาพไปแทน

ถ้าเสียดายโปรดอย่าพกมา แล้วก็ป่วยการเปล่าที่ท่านทั้งหลายจะมาลองของกับอาตมา เพราะว่าป่วยปางตายไปหลายคนแล้ว เนื่องจากว่ายันต์เกราะเพชรนั้นจะสะท้อนกลับไสยศาสตร์ทุกประเภท อาตมาก็สงสารท่านที่ต้องไปรักษาตัวกันเป็นเดือนเป็นปี ซึ่งเรื่องนี้จะโทษอาตมาก็ไม่ได้ เพราะว่าอาตมาไม่ได้ทำอะไร ได้แต่นั่งดูเฉย ๆ

เรื่องยันต์เกราะเพชรเป็นบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ให้พรเอาไว้ในด้านนี้ ก็คือท่านใดก็ตามถ้ารับไว้ด้วยความเคารพแล้วรักษาเอาไว้ได้ ก็จะมีอานุภาพในการสะท้อนกลับไสยศาสตร์เองโดยอัตโนมัติ

ซึ่งอาตมานั้นรับยันต์เกราะเพชรอย่างเป็นทางการจากหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ๑๗ ครั้งด้วยกัน แล้วก็ยังครอบครูรับสืบทอดการเป่ายันต์เกราะเพชรมาด้วย เพราะฉะนั้น...เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าท่านคิดจะลองของ อาตมาก็ยินดี แต่ท่านก็เตรียมกลับไปล้มหมอนนอนเสื่อรักษาตัวเองด้วย เพราะว่าถ้าคิดจะทำบุคคลที่รับยันต์เกราะเพชรไปให้มีอาการหนักเท่าไร ตัวเราก็จะโดนสะท้อนกลับไปหนักเท่านั้นเช่นกัน

ฉะนั้น...จึงขอเตือนท่านทั้ง ๒ ประเภท ประเภทแรกก็คือมีวัตถุมงคลที่เป็นไสยศาสตร์ติดตัวมา ถ้าเสียดายกรุณาเอาไปให้พ้นเขตวัดก่อน อีกประเภทหนึ่งคือ ท่านที่จะมาลองของก็ต้องพร้อมที่จะป่วย พร้อมที่จะตาย อาตมาเองไม่ได้ทำอะไร ได้แต่นั่งเฉย ๆ เป็นเรื่องของพระที่ท่านสงเคราะห์ให้

เถรี
16-02-2019, 18:47
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อาตมารับสังฆทานที่บ้านเติมบุญ ปรากฏว่าญาติโยมเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ใส่หน้ากากกันฝุ่นมา อาตมาขอบอกว่าฝุ่นบ่ายสองครึ่งนั่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถามว่าทำไมเรียกฝุ่นบ่ายสองครึ่ง ? เพราะว่าคือ PM ๒.๕ ถ้าหากเป็น AM ก็จะเป็นช่วงเช้าตีสองครึ่ง

ไม่จำเป็นที่จะต้องไปหวาดกลัวอะไร ถามว่าทำไม ? ท่านที่รับยันต์เกราะเพชรไป ถ้ารักษายันต์ไว้ได้ ก็สามารถอาราธนาบารมีพระกันฝุ่น PM ๒.๕ ได้ ถามว่าทำไมถึงกันได้ ? ไสยศาสตร์ที่เป็นของละเอียดกว่ายังกันได้ ฝุ่นที่เป็นของหยาบแค่นั้นทำไมจะกันไม่ได้ สำคัญที่ว่าเรามีศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแท้จริง และอาราธนาได้ถูกต้องเท่านั้น ท่านที่ไม่มั่นใจในสุขภาพตัวเอง ก็บูชาเอาน้ำมนต์เสาร์ ๕ ไป จะไปดื่ม หรือจะไปอาบอย่างไรก็แล้วแต่จะอธิษฐานเอา

อาตมาเองศึกษาวิชามาจากครูบาอาจารย์หลายท่าน แต่ที่นานที่สุดและเป็นหลักจริง ๆ ก็คือหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง เรื่องที่ชำนาญก็สุดก็คือการทำน้ำมนต์ อย่างอื่นต้องบอกว่าเก่ง แต่ยังไม่เก่งจริง แต่ถ้าน้ำมนต์นี่อาตมายืนยันว่าเก่งจริง เพราะว่าสามารถขอบารมีพระแม่คงคามาช่วยสงเคราะห์พวกเราได้ด้วย

เถรี
16-02-2019, 18:54
ท่านใดที่จะเดินทางไปหน้าวัด ถ้าแข็งแรงพอก็ขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุน ทางขึ้นอยู่ตรงข้ามซุ้มประตูใหญ่หน้าวัด เดินข้ามถนนแล้วตรง ๆ เข้าไปในเขตของเทศบาลตำบลท่าขนุน มีบันได ๑,๑๗๓ ขั้น ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยด้วยเงิน ๑๓,๒๕๐,๐๐๐ บาท

หรือถ้าไม่ไหวก็แค่ขึ้นไปสักการะพระพุทธเจติยคีรีและสมเด็จองค์ปฐมบนยอดเขาภายในพื้นที่วัด บันไดแค่ ๓๐๐ กว่าขั้นเท่านั้น ถ้าใช้คำว่า ๓๐๐ กว่าขั้นแล้วโยมท้อ อาตมาขอบอกว่าอาตมาเดินแค่ ๓ นาที ส่วน ๑,๑๗๓ ขั้น อาตมาเดิน ๑๘ นาที แต่เห็นโยมเป็นคนที่ใช้เวลาเปลืองมาก เดินกันทีเป็นชั่วโมง

ถ้าหากว่ามีเวลาจะขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทหรือพระเจดีย์ก็ได้ นั่งรับยันต์เกราะเพชรข้างบนโน้นก็ได้ ไม่มีใครเบียดเราด้วย

เถรี
16-02-2019, 19:06
ที่ญาติโยมเห็นนั่งอยู่ใกล้อาตมา นับทางด้านขวามือมาคือครูบาเจษฎา โชติปญฺโญ หรือครูบาหน่อแก้วฟ้า ท่านไปสร้างลานธรรมอรหันตาที่ตำบลหญ้าขาว อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา

ทางด้านซ้ายมือตามลำดับไปก็คือตุ๊พ่อสิงห์ พระอธิการสิงห์ วิสุทฺโธ ท่านเป็นรุ่นพี่ของอาตมาเอง แต่ว่าอายุอยู่ในรุ่นพ่อเลย บวชมาจากโบสถ์วัดท่าซุงเหมือนกัน ท่านมากกว่า ๙ พรรษา

ลำดับถัดไปก็คือหลวงน้อง พระอาจารย์สมมาศ คุณาธิโก ที่พวกวัดท่าซุงเขารู้จักกันในนาม อาจารย์ติงลี่ ตอนนี้ท่านอยู่ที่วัดประตูด่าน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

ถัดไปก็คือครูบาวิฑูรย์ ชินวโร ก่อนหน้านี้อยู่ที่วัดวังมุย ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ก็ต้องบอกว่าเป็นลูกหลานสายหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก อาตมาขอให้ท่านมาเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ปรียนันท์ธรรมสถาน ที่อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ต้องบอกว่าแต่ละท่านล้วนมีความผูกพันกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ส่วนครูบาที่ท่านเห็นนั่งรับอยู่แล้วมีขอสับช้างด้วยก็คือเพื่อนฝูงกัน ครูบาเหนือชัย โฆสิโต ที่ผู้สื่อข่าวเขาให้ฉายากันว่านักบุญแห่งขุนเขา บางคนเขาเรียกพระขี่ม้าบิณฑบาต ช่วยเหลืองานพระพุทธศาสนามาด้วยกัน เกือบ ๓๐ ปีแล้ว

หลายท่านเห็นคิดว่าครูบาท่านเป็นรุ่นพี่ อาตมาขอยืนยันท่านยังเด็กอยู่ เพิ่งจะ ๕๐ กว่าปี อาตมา ๖๐ ปีแล้ว แล้วท่านก็บวชทีหลังด้วย ก็เป็นอันว่าอายุก็น้อยกว่า พรรษาก็น้อยกว่า ไปนั่งด้วยกันทีไร ท่านเรียกพี่ ๆ คนอื่นก็สงสัยว่าแก่กว่าแล้วเรียกพี่ได้อย่างไร อาตมายืนยันว่าอาตมาแก่กว่ามาก แก่กว่าทั้งอายุ แก่กว่าทั้งพรรษา ขออภัย...เป็นความผิดของอาตมาเองที่แก่ช้ากว่าเพื่อนฝูงไปหน่อย

เถรี
16-02-2019, 19:11
วัดนี้มีความเสมอหน้ากันอยู่อย่างหนึ่ง คือท่านจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ "แบกะดิน" เหมือนกัน หลายท่านมาใหม่ ๆ ก็ละล้าละลัง ไม่เคยชิน เมื่อตอนที่ท่านผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ ๙ รับตำแหน่งใหม่ ๆ ขึ้นมากราบขอพร นายทหารคนสนิทก็วิ่งมาดำเนินการ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ อาตมาบอกว่า "มึงกลับไปเลย ท่านนายพลไม่ได้ยุ่งเหมือนกับมึงหรอก" เขาก็คงแปลกใจว่าระดับพันโทพันเอกอาตมาไม่ได้ไว้หน้าเลย อาตมาบอกว่าพลเอกอาตมาก็ไม่ไว้หน้า อยู่ในวัด "พระใหญ่ ไม่ใช่มึงใหญ่" ด้วยความเคยชิน...ลืมตัว สั่งลูกน้องจนชินแล้วมาสั่งพระ..!

โยมมองรอบ ๆ ตัวเองอาจจะเจอท่านนายอำเภอบ้าง ท่านหัวหน้าส่วนราชการบ้าง ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะว่ามาถึงวัดท่าขนุนแล้วราคาเดียวกันหมด ก็คือต้องทำความเคยชินในการแบกับดินให้ได้ ถ้าใครรับไม่ได้ก็ไม่ต้องมาอีก พูดง่าย ๆ ว่าไปวัดต้องทนลำบาก ถ้าอยากสบายโปรดไปที่อื่น

มาวัด...เขาวัดความดีในใจของเรา โดยเฉพาะวัดทิฏฐิมานะ วัดความเห็นแก่ตัว ใครจะมีทิฏฐิน้อย มานะน้อย เห็นแก่ตัวน้อย เห็นกันชัดมาก ที่นั่งข้างหน้าตัวเองกว้างขนาดตั้งวงเตะตะกร้อได้ แต่ไม่ยอมขยับ ไอ้พวกประเภทนี้ต้องบอกว่าไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน ว่าความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างไร

ในเมื่อวัดกิเลสตัวเองไม่ได้ เข้าวัดไปก็ไร้ประโยชน์ แต่ถ้าสามารถวัดได้ว่ากิเลสตัวเองมากหรือน้อย เข้าวัดไปจะมีประโยชน์มาก เพราะว่าเราสามารถฝึกฝนขัดเกลาตัวเองได้

เถรี
16-02-2019, 19:16
ญาติโยมทั้งหลายช่วงนี้ต่างประสบกับสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ไม่ค่อยจะดี อาตมาพูดอย่างนี้ก็เหมือนกับไปค้านรัฐบาลเขา ทางรัฐบาลยืนยันว่าจีดีพีดีขึ้นทุกอย่าง ไอ้โน่นก็ดี ไอ้นี่ก็ดี แต่ทำไมชาวบ้านไม่มีจะกิน ตัวนี้ทางวัดจะเห็นชัดที่สุด เพราะว่าบิณฑบาตทุกวัน ถ้าชาวบ้านเขาเดือดร้อน โอกาสที่จะสงเคราะห์พระก็น้อยลง จากที่เคยบิณฑบาตได้จำนวนเท่านั้นเท่านี้ มาบิณฑบาตยุคนี้ได้น้อยลงก็เห็นชัด ๆ ว่าเศรษฐกิจไม่ดี

การเป่ายันต์เกราะเพชรของเรานี้ถือว่าเป็นการตัดเคราะห์อย่างหนึ่ง ในเมื่อเป็นการตัดเคราะห์อย่างหนึ่ง ถึงเวลาพระท่านสงเคราะห์ลงมาก็อธิษฐานเอาให้ดี นอกจากจะตั้งใจรับบารมีท่านเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเราเองแล้ว ยังขอบารมีท่านช่วยตัดเคราะห์ตัดกรรมทำให้เราทำมาหากินคล่องตัว มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วย

มีบางท่านก็ไม่เข้าใจ โดยเฉพาะท่านรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ใช้ให้หน้าห้องมาตื๊ออยู่เป็นเดือน ขอให้อาตมาไปเป่ายันต์เกราะเพชรให้ท่านที่บ้าน บอกไปว่าครูบาอาจารย์ให้ทำเฉพาะวัดที่ตนเองสังกัดอยู่ ท่านก็ไม่ฟัง บอกว่าทำได้เฉพาะวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ ท่านก็ไม่ว่าง อาตมาเองก็ไม่รู้ว่าจะร้องเพลงอะไร เพราะว่าท่านไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งสิ้น คิดอยู่อย่างเดียวว่านิมนต์แล้วต้องไป

เถรี
17-02-2019, 20:37
ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นท่านที่อยู่ในบริเวณพิธีนี้ ท่านที่อยู่บ้านต่างจังหวัด หรือท่านที่อยู่ต่างประเทศก็ตาม วันนี้เป็นวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ ขอยืนยันว่ายังไม่ใช่ปีกุน ปีกุนจะไปเริ่มที่เดือน ๕

ตามสายครูบาอาจารย์ตั้งแต่หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ลงมาถึงหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เป็นวันบวงสรวงไหว้ครูประจำปี ซึ่งการไหว้ครูตามสายกรรมฐานของครูบาอาจารย์นั้น ท่านสั่งเอาไว้ว่า ถ้าไม่ได้วันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ ก็ให้ไหว้ครูในวันวิสาขบูชา ถ้าปีนั้นไม่มีวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ วันวิสาขบูชาก็ติดภารกิจสำคัญ ก็ให้ไหว้ครูในวันมาฆบูชา ให้ใช้ได้แค่ ๓ วันนี้เท่านั้น วันอื่นทำไปก็ไม่มีผล แล้ววันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ ถ้าหากว่ามีคำสั่งครูบาอาจารย์ลงมา ก็ให้เป่ายันต์เกราะเพชรเพื่อสงเคราะห์แก่ญาติโยมด้วย

คำว่า ยันต์เกราะเพชรนั้น คือบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เมตตาแผ่ปกลงมาสงเคราะห์บุคคลที่มีความเลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ตามตำราที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยพระร่วงของกรุงสุโขทัย

ยันต์เกราะเพชรนั้นมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม ซึ่งธงมหาพิชัยสงครามนั้นประกอบขึ้นมาจากส่วนที่เป็นมหามงคลหลายต่อหลายส่วนด้วยกัน ดังที่อาตมาถอดส่วนหนึ่งออกมาเป็นยันต์พุทธบารมี เป็นต้น ส่วนของยันต์เกราะเพชรนั้นอยู่ที่คอธงมหาพิชัยสงคราม เป็นอักขระขอม ซึ่งก็คือคาถาอิติปิ โสฯ นั่นเอง เมื่อถึงเวลาเขียนเป็น ๗ แถว ๆ ละ ๘ ตัว รวมได้ ๕๖ ตัวแล้วชักสูตร จะสำเร็จรูปเป็นยันต์เกราะเพชร

เถรี
17-02-2019, 20:39
ยันต์เกราะเพชรนั้นมีอานุภาพหลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือ ผู้ที่ได้รับยันต์เกราะเพชรไป ถ้าสามารถรักษาเอาไว้ได้ จะไม่ตายโหง คำว่า ไม่ตายโหง ในที่นี้ก็คือ ไม่ตายก่อนหมดอายุขัย ไม่ตายด้วยอุบัติเหตุอันตรายใด ๆ ไม่ตายจากการกระทำของคนหรือสัตว์

เรื่องนี้ไม่ต้องใครอื่น อาตมาพิสูจน์ทราบได้ด้วยโยมแม่ของตนเอง โยมแม่โดนราชรถมาเกย เพราะว่าเป็นคนบุญมาก อยู่ห่างจากถนน ๒๐ กว่าเมตร รถยังวิ่งเข้าไปเกยได้ กระดูกด้านขวามือตั้งแต่กรามลงไปถึงข้อเท้าหักหมดทุกชิ้น นอนอยู่ห้องไอซียู ๑๘ วัน อาตมาไปถวายสังฆทานกับหลวงพ่อวัดท่าซุง กราบเรียนท่านว่าถวายให้โยมแม่ครับ ท่านโดนรถชนอยู่ห้องไอซียูมา ๑๘ วันแล้ว เกรงว่าจะไม่รอด จึงถวายสังฆทานล่วงหน้าไว้ก่อน

หลวงพ่อวัดท่าซุงถามว่า "แม่แกเคยรับยันต์เกราะเพชรไปหรือเปล่า ?" กราบเรียนท่านว่า "เคยรับไปหลายครั้งแล้วครับ" ท่านบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นอะไรหรอก รับรองว่าไม่ตายโหง" แล้วก็เป็นความจริง แต่ว่าต้องออกมารักษาตัวอยู่เกือบ ๓ ปี กว่าที่จะหายเป็นปกติ

เถรี
17-02-2019, 20:41
อีกรายหนึ่งก็คืออดีตดารา ต้องบอกว่าเงินล้าน เรื่องไหนก็ตาม ถ้าหากว่าเล่น รับประกันได้ว่าได้เงินล้านแน่นอน ก็คือจารุณี สุขสวัสดิ์ ซึ่งสมัยนี้ถ้ายังเล่นหนังอยู่ ก็น่าจะต้องรับบทเป็นคุณย่าคุณยายแล้ว

จารุณีไปรับยันต์เกราะเพชรที่วัดท่าซุง ไปแล้วน่าสงสารมาก นั่งอยู่กับเพื่อนแค่ ๒ คน ไม่มีใครสนใจเลย ทั้ง ๆ ที่โดยปกติแล้วดารายิ่งใหญ่ขนาดนั้น ไปไหนก็มีแต่คนห้อมล้อมเป็นร้อยเป็นพัน แต่ไปวัดท่าซุง มีแต่คนวิ่งไปทำบุญกับหลวงพ่อ ไม่สนใจดารา ก็พอ ๆ กับที่วัดท่าขนุนแห่งนี้ เวลาดารามาแล้วคนวิ่งมาบอก อาตมาบอกว่าไม่รู้จัก เพราะว่านางเอกหนังคนสุดท้ายที่รู้จักชื่อจารุณี ถ้าใหม่กว่านั้นไม่รู้ เพราะว่าอาตมาเลิกดูหนังดูละครตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เชื่อว่าจำนวนมากในศาลานี้ยังไม่เกิด ก็เพราะว่ารักษาศีล ๘ เตรียมตัวบวชก็ทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ในวัดท่าขนุนก็ไม่มีโทรทัศน์ แม้แต่เครื่องเดียวก็ไม่มี เพราะว่าเจ้าอาวาสไม่ดู คนอื่นก็ต้องห้ามดูไปด้วย

จารุณี สุขสวัสดิ์เมื่อรับยันต์ฯ ไปแล้ว ไปถ่ายหนังเรื่องลูกสาวกำนัน มีอยู่ฉากหนึ่งที่ตัวโกงหนีการไล่ล่าของนางเอก เอาน้ำมันเทลงบนแม่น้ำ แล้วจุดไฟ จารุณีต้องขับเรือเร็วฝ่าไฟนั้นไป ด้วยความที่ไฟลุกท่วมแล้วควันหนามาก มองไม่เห็น ก็เลยพุ่งไปชนตอม่อสะพาน ได้รับบาดเจ็บหลังหัก ใคร ๆ ก็คิดว่าไม่รอด แต่ปรากฏว่าจารุณีรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว รักษาตัวหายได้ แต่ปัจจุบันนี้คุณยายปวดหลังเป็นประจำ

เถรี
17-02-2019, 20:45
ประการที่ ๒ บุคคลที่รับยันต์เกราะเพชรไปแล้วจะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์มีพิษ ถ้าหากว่าสัตว์พิษกัดต่อยอย่างไรก็ตาม พิษจะไปไม่เกินข้อแรก หมายความว่าถ้ากัดที่ฝ่ามือ พิษจะมาได้ไม่เกินข้อมือ ถ้ากัดที่แขนไป ก็ไปไม่เกินข้อศอก

เรื่องพวกนี้อาตมาทดสอบมาด้วยตัวเอง ไม่ได้ตั้งใจที่จะทดสอบ แต่เนื่องจากว่าเป็นคนดวงซวย..ไม่กลัวงู งูกะปะมากินลูกไก่ ตอนนั้นอาตมาอยู่ที่เกาะพระฤๅษี งูชุมมาก อาตมาก็จับใส่กรงดักหนูไว้ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะไปปล่อย แต่กว่าจะบิณฑบาต กว่าจะฉันเช้าเสร็จก็เกือบ ๘ โมงครึ่ง เจ้างูอดหิวโซมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว พออาตมาล้วงออกจากกรงมาก็พยายามดิ้นหนี จับด้วยมือขวา ดิ้นหลุดก็คว้าด้วยมือซ้าย จับด้วยมือซ้าย ดิ้นหลุดก็จับด้วยมือขวา พอดิ้นหลุดจากมือขวา เอามือซ้ายคว้าอีกที เจ้างูไม่ยอมทนแล้ว บอกว่า "กูไม่ปลื้ม" งับเลย...! โดนเข้าที่ชีพจรข้อมือเต็ม ๆ ๔ เขี้ยว ทุกวันนี้รอยเขี้ยวยังอยู่ ใครจะขอดูก็มาดูได้

อาตมาก็บีบปากงูง้างออก แล้วก็เอาไปปล่อย หลังจากนั้นก็ล้างน้ำปิดพลาสเตอร์ แล้วไปทำงานตามปกติ เล่นเอามหาเคที่เป็นเด็กปักษ์ใต้เครียดจนหัวแทบหงอก บอกว่า "พระอาจารย์ครับ งูกะปะนี่คนในสวนยางเวลาโดนกัด บวมทั้งตัวเลยนะครับ บวมชนิดเลือดออกตามผิวหนัง แล้วก็เน่าหลุดไปทีละชิ้น" ก็บอกกับท่านไปว่า "ไม่ต้องห่วง ผมรับยันต์เกราะเพชรมาแล้ว จะไม่เป็นอันตรายด้วยพิษสัตว์ ถ้าหากว่าเป็นอันตราย แปลว่าผมรักษายันต์เกราะเพชรไว้ไม่ได้ การรักษายันต์เกราะเพชรไว้ไม่ได้ ก็เพราะว่าละเมิดศีล ๒ ข้อ ก็คือกินเหล้ากับขโมย ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็สมควรที่จะตาย..!"

เถรี
17-02-2019, 20:51
ปรากฏว่าพิษวิ่งจากตรงข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก ปวดเป็นเส้นขึ้นมา รู้ตลอดเลยว่าพิษวิ่งไปถึงไหน พอถึงข้อศอกก็โดนอำนาจยันต์เกราะเพชร ยันกลับไปที่บาดแผลตามเดิม แล้วก็วิ่งกลับขึ้นมาใหม่ วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ประมาณ ๓ - ๔ รอบ ปวดน่าดูทีเดียว หลังจากนั้นก็สูญไปเฉย ๆ แปลว่าเราไม่เป็นอันตรายด้วยพิษสัตว์จริง ๆ

อีกครั้งหนึ่งมาอยู่ที่วัดท่าขนุนแล้ว ด้วยความที่ดวงซวย เดินบิณฑบาตตอนเช้า เหยียบตะขาบตัวเบ้อเริ่ม โดนกัดเข้าที่นิ้วเท้า ก็ปรากฏว่าทั้งเท้าบวมมาจนถึงข้อเท้า เวลาเดินไม่มีความรู้สึกเลย แต่อาตมาก็ยังคงลากเท้าเดินบิณฑบาตจนเสร็จ

ด้วยความที่พิษไม่สามารถไปต่อได้ ทำให้คันมาก แล้วผิวหนังก็ไหม้ ล่อนเป็นแผ่น ๆ แต่ว่าไม่มีอันตรายใด ๆ หลังจากนั้นก็ยุบ แล้วก็หายเป็นปกติ ต้องบอกว่าพิษของตะขาบใหญ่นั่นร้ายมาก ถึงขนาดหนังไหม้แล้วก็ล่อนเป็นแผ่น ๆ เลย แต่ยืนยันได้ว่าอันตรายจากสัตว์มีพิษทำให้เราถึงแก่ชีวิตไม่ได้ อานุภาพยันต์เกราะเพชรกันได้แน่นอน

เถรี
17-02-2019, 20:54
ข้อต่อไปก็คือ บุคคลที่รับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว ถ้ารักษาเอาไว้ได้ จะไม่เป็นอันตรายจากไสยศาสตร์ ไม่ว่าใครที่จะทำไสยศาสตร์แก่เราจะไม่บังเกิดผล และอานุภาพประการต่อไปของยันต์เกราะเพชรนั้นยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ก็คือสะท้อนไสยศาสตร์กลับไปหาผู้ทำ ถ้าผู้ทำแก้ไขไม่เป็น คิดจะทำเราให้เป็นอันตรายเท่าไร ตัวเองก็จะเดือดร้อนเท่านั้น

เรื่องนี้พิสูจน์กันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ครั้งที่ชัดเจนที่สุดก็คือ หลวงพี่สามารถ ฐานิสฺสโร ปัจจุบันคือทิดสามารถ สุขสาธุ ธุดงค์ไปทางด้านเชียงใหม่ ไปภาวนาที่ถ้ำตับเต่า ซึ่งตอนนั้นยังเป็นที่ร้างอยู่ ยังไม่ได้เป็นวัด มีพระธุดงค์รูปหนึ่งภาวนาอยู่ก่อนแล้ว หลวงพี่สามารถท่านไปกราบทักทายเสร็จ ก็หามุมที่เหมาะสำหรับตัวเองแล้วก็ภาวนาไป

พอใกล้สว่าง พระรูปนั้นก็วิ่งมาเขย่ากลด บอกว่า "ท่าน ๆ เลิกเถอะ ผมพอแล้ว ผมยอม..ผมกลัวแล้ว" หลวงพี่สามารถท่านว่า "ดูท่าจะบ้า อยู่ ๆ ก็มาบอกว่าพอแล้ว กลัวแล้ว" ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จก็ออกบิณฑบาต ก็ปรากฏว่าตอนที่บิณฑบาต ไปเห็นพระรูปนั้นเดินแก้ผ้าอยู่ในตลาด ท่านบอกว่าท่านกลับมาฉันแล้ว ยังตรองอยู่ตั้งนานว่าเขาเป็นอะไร

ท้ายสุดก็นึกได้ว่าท่านอาจจะอยากลองของว่า พระธุดงค์รูปนี้มีอะไรดีบ้างหรือเปล่า ก็คงจะทำไสยศาสตร์ใส่ แต่เนื่องจากว่าหลวงพี่สามารถนั้นท่านไม่รับรู้อะไร เอาแต่สวดมนต์ภาวนาของตนเอง และเคยรับยันต์เกราะเพชรไปจากวัดท่าซุงแล้ว ก็เลยทำให้ไสยศาสตร์สะท้อนกลับไปยังพระรูปนั้น เหมือนอย่างกับว่าหลวงพี่สามารถทำคืนไป ท่านถึงได้มาบอกว่าให้พอแล้ว กลัวแล้ว แต่หลวงพี่สามารถท่านไม่รู้ ท่านจึงปล่อยเลยตามเลย จนกระทั่งอาการหนัก เดินแก้ผ้าในตลาดอย่างที่เห็น แสดงว่าตั้งใจจะทำให้ผู้อื่นถึงขนาดเป็นบ้าเป็นบอเหมือนกัน

บุคคลที่โดนอานุภาพของยันต์เกราะเพชรสะท้อนกลับ ถ้าหากว่าใครรู้จักและท่านยังมีสติอยู่ ให้เขาตั้งใจเอาดอกไม้ธูปเทียนไปกราบขอขมาพระรัตนตรัย และเลิกไสยศาสตร์ที่ตนเองทำอยู่ แล้วจะหายเป็นปกติ ไม่เช่นนั้น ถ้าตั้งใจทำคนอื่นเท่าไร ตัวเองก็จะเดือดร้อนเท่านั้น

เถรี
18-02-2019, 19:10
ในขณะที่ท่านรับยันต์เกราะเพชร ถ้ายันต์เริ่มเข้าตัวจะมีอาการร้อนหู ร้อนหน้า หนักหัว หนักตัว หนักไหล่ บางคนก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว บางคนถึงขนาดเป็นไข้ไป ๒ วัน ๓ วันเลย โดยเฉพาะอาตมาเองรับยันต์เกราะเพชรครั้งแรก วันที่ ๑๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ ไข้จับไปเกือบ ๓ วัน กราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า "ทำไมผมแย่ขนาดนี้ละครับ ?" ท่านบอกว่า "เอ็งมันดื้อมาก กำลังใจสูง บารมีพระท่านครอบลงมา แต่กำลังใจไปต้านเอาไว้ เมื่อยื้อกันนาน อาการทางร่างกายก็ปรากฏ พอร่างกายรับไม่ไหว ก็ต้องเป็นไข้ไปก่อน"

ส่วนการรับยันต์ครั้ง ๒ นั้น ก็คือวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๗ ตอนนั้นร่างกายนี่ขนลุกทั้งตัว ลุกแบบเป็นหนามขนุน เป็นตุ่ม ๆ ทั้งตัวเลย ลูบเท่าไรก็ไม่ลง ขนลุกอยู่นานเป็นชั่วโมง ๆ จนกระทั่งเจ็บไปทั้งตัว หลังจากนั้นมารับยันต์เกราะเพชรอีก ๑๕ ครั้ง ไม่เคยปรากฏอาการอีกเลย

กราบเรียนถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่า "มันเต็มแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก" ก็แปลว่า ถ้าในระหว่างที่ภาวนารับยันต์เกราะเพชรของทุกท่าน รู้สึกร้อนหู ร้อนหน้า หนักหัว หนักตัว หนักไหล่ รู้สึกขนลุก บางคนก็สั่นไปทั้งตัว ให้รู้ว่าขณะนั้นยันต์เกราะเพชรเข้าสู่ตัวของท่านแล้ว เมื่อท่านรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว จะรักษาไว้เพื่อป้องกันตัวเอง ต้องรักษาศีลเอาไว้อย่างน้อย ๒ ข้อ

ข้อแรก คือห้ามลักขโมยอย่างเด็ดขาด ของอะไรที่เจ้าของไม่ได้ให้ อย่าไปหยิบ อย่าไปฉวย

ข้อที่สอง คือห้ามกินเหล้า ไม่ว่าจะกินเพื่อสังคม กินเอาสนุกหรือว่าผสมในอาหารก็ตาม

เถรี
18-02-2019, 19:12
เหล้าที่จะกินได้มีประเภทเดียว ก็คือยาดองโบราณแล้วต้องกินตามสูตร คำว่าตามสูตรก็คือ ครั้งละไม่เกิน ๑ เป๊ก คือประมาณ ๓๐ ซีซี หรือถ้วยชาเดียวเท่านั้น

ระยะนี้ในเรื่องของอาหารก็น่ากลัวมาก อาตมาเจอมามากแล้ว โดยเฉพาะช็อกโกแล็ตไส้บรั่นดี ไอศกรีมรัมเรซิ่น หรือไม่ก็เค้กที่ด้านหน้าเป็นลูกเชอร์รีแช่บรั่นดีมา แล้วยังอาหารจีนที่ผสมเหล้า อาหารญี่ปุ่นผสมเหล้าอีกจำนวนมากด้วยกัน ท่านใดกินเข้าไป ถ้าความรู้สึกไว ๆ จะรู้สึกว่าร้อนวาบออกผิวหนังของตัวเองทันทีเลย

มีอยู่รายหนึ่ง ความรู้สึกไวเป็นพิเศษ บอกว่าระเบิดออกตรงหน้าอกตัวเองจนผ้าสะเทือนเลย ก็แปลว่ายันต์เกราะเพชรบอกว่า "นายจ๋า..ฉันลาก่อน" ฉะนั้น...ถ้าหากว่าท่านรักษายันต์เกราะเพชรเอาไว้ จะต้องไม่ละเมิดศีล ๒ ข้อนี้ ก็คือไม่ลักขโมยและไม่ดื่มสุราเมรัย แล้วในทุกเช้ายังต้องภาวนาอิติปิ โสฯ จนกำลังใจมั่นคง แล้วกลืนน้ำลายลงไป ยันต์เกราะเพชรจะสามารถรักษาท่านได้ทั้งวัน ถ้าไม่มั่นใจ ก่อนนอนก็ภาวนาอิติปิ โสฯ อีกสัก ๓ จบแล้วกลืนน้ำลายลงไป ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ทั้งตอนกลางคืนด้วย เผื่อว่าเราจะเผลอ

เถรี
18-02-2019, 19:15
สำหรับท่านที่มีลูกในท้องมาด้วย ถ้าเป็นลูกคนแรก ซึ่งภาษาโบราณเรียกว่า ลูกหัวปี ปีนี่ก็คือ ปี เดือน วัน ไม่ใช่ ลูกหัวปลี หัวปลีนั่นดอกกล้วย อาตมาเห็นหลายคนเขียนลูกหัวปลี ลูกหัวปลีก็ลูกกล้วยนั่นแหละ ก็คงอีกหลายเดือนกว่าจะได้กิน...!

ถ้าเป็นลูกคนแรก คลอดออกมาเป็นชาย จะมียันต์ติดตัวมาด้วย ยันต์นี้ไม่ได้เป็นรูปยันต์เกราะเพชรโดยตรง บางทีก็เป็นจุด บางทีก็เป็นขีด บางทีก็เป็นเส้น บางทีก็เป็นปื้นใหญ่ ๆ เหมือนอย่างกับปาน แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นยันต์เกราะเพชร ? เราจะรู้ได้เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะอยู่ที่ภายนอกไม่เกิน ๗ วัน ก็จะซึมหายเข้าไปในร่างกายจนหมด

แต่ถ้าเป็นลูกผู้หญิงต่อให้เป็นลูกคนแรกก็ไม่ปรากฏ ถึงเป็นลูกผู้ชาย ถ้าเป็นคนถัด ๆ ไปก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าจะไปอยู่ในกระดูกของตัวเองเลย แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่รับไป ก็ไม่ปรากฏให้เห็น จะไปเห็นอีกทีตอนตายแล้วเผา จะมียันต์ติดอยู่ที่กระดูก

ตั้งแต่อาตมาได้รับคำสั่งให้เป่ายันต์เกราะเพชรมา มีเด็กหลายคนที่พ่อแม่ส่งรูปส่งไลน์มาให้ดู ส่งอีเมล์มาให้ดู ลายจริง ๆ บางคนลายเหมือนแตงไทยเลย

เถรี
18-02-2019, 19:18
แต่สมัยหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้น มีอยู่รายหนึ่งอยู่ที่ลพบุรี ยันต์ขึ้นที่หัวเป็นรูปกงจักรสีแดง และขึ้นทุกวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ แม่ก็สงสัย มากราบเรียนถามหลวงพ่อว่าทำไมไม่เหมือนกับที่หลวงพ่อว่าเอาไว้ หลวงพ่อถามว่า "อีหนู คิดดูดี ๆ ตอนรับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว เอ็งทำอย่างไร ?" เขาก็บอกว่า "พอรับยันต์เกราะเพชรไปแล้วก็แยกห้องนอนกับสามี ตั้งใจรักษาศีล ๘ เพื่อลูก" นั่นถือว่าเป็นการกระทำที่น่าสรรเสริญมาก ดังนั้น...จึงได้รับอานุภาพยันต์เกราะเพชรที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งพระท่านสงเคราะห์ให้ต่างหาก

อาตมาก็ไม่ได้พบมาหลายปีแล้ว เพราะว่าออกจากวัดท่าซุงมาอยู่ที่นี่ได้ ๒๖ ปีแล้ว เด็กก็น่าจะอายุเลยบวชแล้ว รายนั้นสามารถขอดูได้ทุกวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ไปขออนุญาตเขาโกนหัวดูว่ายันต์ฯ ขึ้นไหม อาตมาเชื่อว่ายันขึ้น...! ไปโกนหัวเขาต้องโดนยันแน่ ๆ...!

ในเมื่อท่านทั้งหลายรับยันต์ฯ ไปแล้วและรักษาเอาไว้ได้ ก็จะมีอานุภาพดังที่กล่าวไปข้างต้น ก็คือจะไม่ตายโหง แปลว่าถ้าไม่ถึงอายุขัยไม่ตายอย่างเด็ดขาด ทนทรมานเหมือนกับโยมแม่อาตมาก็แค่ ๓ ปีก็หาย อย่างคุณยายจารุณีก็หายสนิท แต่ว่าปวดหลังเป็นประจำเพราะว่าหลังหัก

จะไม่ตายด้วยพิษของสัตว์พิษทั้งปวง แต่ถ้าเป็นไปได้ เมื่อท่านทั้งหลายโดนงูกัด ให้ไปหาหมอก่อนดีกว่า เผื่อเหนียวเอาไว้ก่อน เพราะว่าท่านบ้าไม่เท่ากับอาตมา ของอาตมาเองขนาดงูจงอางตัวสูงท่วมหัวก็จับเล่นมาหมดแล้ว พระวัดท่าขนุนรุ่นเก่า ๆ หลายรูปรู้ดี แล้วที่แน่ ๆ ก็คือคอยเป็นกองเชียร์อย่างเดียว ไม่คิดที่จะช่วยกันเลย...!

ถึงเวลาก็มาแจ้งว่างูอยู่ในห้องน้ำ เข้าห้องน้ำไม่ได้ พระอาจารย์ก็ต้องไปคอยจับให้ ตัวใหญ่ไม่มากเท่าไรหรอก ประมาณขวดน้ำปลา...! ยาวสัก ๔ เมตรกว่า ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าท่านไม่บ้าพอ ถ้าโดนสัตว์มีพิษกัด กรุณารักษาหมอแผนปัจจุบันก่อนดีกว่า แต่ถ้าเชื่อมั่นขนาดอาตมาแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอก็ได้ ถ้าท่านตาย วัดนี้จะเผาให้ฟรี...!

เถรี
18-02-2019, 19:20
(หลังจากเป่ายันต์ช่วงเช้าเสร็จ) ขออนุโมทนากับญาติโยมทุกท่าน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้กระทั่งคนที่กำลังขับรถอยู่ พระท่านก็สงเคราะห์ให้ อาตมาก็สงสัยเหมือนกันว่า รู้ ๆ อยู่ว่า ๑๐ โมงจะเป่ายันต์ฯ แล้วทำไมเพิ่งจะมา ? หรือไม่รู้ว่าทองผาภูมินั้นไกลขนาดไหน ?

ธูปเทียนที่ใช้ในการรับยันต์เกราะเพชร ญาติโยมเก็บกลับบ้านไปด้วย สามารถใช้แทนมีดหมอได้ ถ้ามีผีเจ้าเข้าสิงคนที่ไหน ให้ว่านะโมพุทธายะ แล้วเอาธูปเทียนนี้จี้ไปผีจะออก..อยู่ไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่อาตมาใช้วิธีว่า เวลาบนพระจะใช้ธูปเทียนชุดนี้จุด เพราะถือว่าได้รับอานุภาพจากพระท่านมาแล้ว เมื่อถึงเวลาก็สามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้ง่ายเป็นพิเศษ

เถรี
19-02-2019, 21:04
(ช่วงบ่าย) ส่วนใหญ่ญาติโยมเห็นอาตมาครั้งแรกก็มักงง ๆ เหมือนอย่างกับเอาพระใหม่ทะลึ่งมาทำตัวเป็นเกจิฯ มาถามว่าอายุเท่าไร พอบอกว่า ๖๐ ปี ทำท่าตกใจ...เขาคิดว่าอาตมาเป็นพระใหม่กันอยู่เรื่อย

เถรี
19-02-2019, 21:06
ท่านเจ้าคุณองอาจ วัดวีระโชติธรรมาราม ฝากญาติโยมเอาลูกชิ้นมาเลี้ยงโรงทาน อาตมาไม่เห็นสักลูกหนึ่ง ก็เลยบอกว่าไม่เชื่อหรอกว่าส่งมา ต้องเห็นถึงจะเชื่อ...ใช่ไหม ? แล้วถ้าได้ชิมนี่ยิ่งเชื่อใหญ่เลย เห็นก็ไม่เห็น กินก็ไม่ได้กิน แล้วจะไปเชื่ออย่างไร ?

ญาติโยมหลายท่านมาวัดแล้วอาตมาไม่ได้เห็น ที่ไม่ได้เห็นเพราะว่าเวลางานอาตมาจะมองคนสักแต่ว่าเป็นคนเท่านั้น จะไม่จำว่าเป็นใคร พอถึงเวลาอาตมาถามญาติโยมหลายคนว่าวันงานได้ไปหรือเปล่า ? เขาบอกว่าก็เข้าไปทำบุญตรงหน้า อ๋อ...ขอโทษ อาตมาเห็นสักแต่ว่าเป็นคน ไม่ได้ดูว่าใคร

เหตุที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะว่าถ้าเราไปตั้งใจดูว่าเป็นใคร จิตใจจะเกิดสภาพความรักชอบเกลียดชังขึ้นมา จะสร้างราคะ ลาภะ โทสะ โมหะเกิดขึ้นแก่ตัวเอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือ มองทุกอย่างให้เหมือนกันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หมู หมา กา ไก่ โต๊ะ เก้าอี้ เห็นอยู่ในระดับเดียวกัน ราคาเดียวกันหมด ก็เลยจำไม่ได้ว่าใครมา ฉะนั้น...เวลางานโปรดอย่าเสนอหน้า อาตมาไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร..จำไม่ได้ ถ้านอกเวลามาได้ คลายกำลังใจลงแล้ว ถึงจำคนได้

เถรี
19-02-2019, 21:10
ไปนึกถึงในอรรถกถาวิสุทธิมรรค ท่านบอกว่าพระภิกษุรูปหนึ่งเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งเดินสวนไปแล้วก็ส่งยิ้มให้ ท่านก็จับเอาฟันของผู้หญิงนั้นพิจารณาอัฏฐิกอสุภกรรมฐาน เมื่อมีญาติโยมเดินผ่านมา ถามว่าเห็นผู้หญิงคนหนึ่งผ่านไปไหม ? รูปร่างเป็นอย่างนั้น หน้าตาเป็นอย่างนั้น ท่านบอกว่าท่านไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่โครงกระดูกเดินผ่านไป

ตอนแรกอาตมาก็สงสัย เป็นไปได้อย่างไร แต่ปัจจุบันนี้เลิกสงสัยมานานแล้ว เพราะว่าขนาดคนคุ้นเคยอยู่ใกล้ชิดกันแท้ ๆ เดินมา อาตมายังจำไม่ได้ ถ้าเป็นช่วงงานไม่ได้ตั้งใจที่จะแยกแยะว่าเป็นใคร ตั้งใจอยู่อย่างเดียวว่าเป็นคนมาแค่นั้นก็พอ

โยมลองค่อย ๆ ไปปฏิบัติดู ถ้าอารมณ์ใจมาถึงตรงนี้ จิตจะประกอบไปด้วยอุเบกขามาก ขณะเดียวกันก็เป็นอัปปมัญญาคือไม่มีประมาณด้วย เพราะว่าไม่ได้ดูว่าเป็นหญิงเป็นชาย สวยงาม อัปลักษณ์ รวยหรือจน มาแล้วราคาเดียวกันหมด

ฉะนั้น...โยมบางคนว่าฉันเป็นนายพล ฉันเป็นนายพัน ฉันเป็นคุณหญิง เป็นคุณนายมา เป็นมหาเศรษฐีระดับประเทศ เป็นดารา มาวัดท่าขนุนแล้วไร้ประโยชน์ เพราะว่าเจ้าอาวาสมองไม่เห็น เจ้าอาวาสเห็นแต่คน ดาราน่าสงสารที่สุด มาถึงวัดท่าขนุนแล้วไม่มีราคา เด็กวัดวิ่งไปขอถ่ายรูปด้วย วิ่งไปบอกหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่าไม่รู้จัก

เถรี
19-02-2019, 21:22
ญาติโยมท่านใดที่ฝากของเข้าพิธีแล้วยังไม่ได้รับคืน รีบมารับด่วน ยังเหลืออีกหลายชิ้น ต้องบอกว่ากระทั่งข้าวของที่เป็นของตัวเองก็ไม่ใส่ใจ งวดนี้รับฝากของเข้าพิธี ๘๐๐ กว่าชิ้น ถ้าบอกชิ้นแล้วฟังดูเหมือนชิ้นเล็ก บางคนก็กระเป๋าเดินทางขนาด ๔๐ ลิตรนี่อัดมาแน่นปึ๋งเลย บางคนก็ลังใหญ่มหึมา นับเป็น ๑ ชิ้นเหมือนกัน

มีหลายคนกะว่ามาครั้งเดียวแล้วไม่ต้องมาตลอดชีวิตก็ได้ เล่นเอามวลสารมาเข้าพิธีเป็นกระสอบ ๆ ก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะทำมาหากินกัน ถึงเวลาพระท่านสงเคราะห์ อาตมาก็ยินดีด้วย ส่วนท่านทั้งหลายจะไปทำโฆษณากันอย่างไร วัดท่าขนุนไม่เกี่ยว

เถรี
19-02-2019, 21:25
ใครต้องการน้ำมนต์เสาร์ ๕ ก็ไปบูชาได้เลย ไปเจอใครโดนไสยศาสตร์หรือว่าโรคที่หมอปัจจุบันรักษาไม่ได้ เอาให้เขากิน เอาให้เขาอาบ ถ้าเป็นเองก็จัดการเองเลย อธิษฐานขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บเหล่านั้นด้วย เอาแน่ ๆ ว่าเป็นโรคที่หมอสมัยใหม่รักษาไม่ได้ ไม่ใช่ว่าโรครักษาได้ก็จะกินน้ำมนต์

อาตมากเจอหมอเจอพยาบาลหลายคน รักษาคนไข้ด้วยน้ำมนต์กับน้ำมัน ดูแล้วน่าเครียด อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ๖ ปี ๗ ปี เรียนไปเสียเวลาเปล่า รู้อย่างนี้มาเรียนเสกน้ำมนต์ดีกว่า ๖ - ๗ ปีถ้าตั้งใจเรียนนี่เสกได้เกินขลังเสียอีก โดยเฉพาะท่านที่ชัดเจนที่สุดก็คือ คุณหลวงสุวิชานแพทย์

คุณหลวงสุวิชานแพทย์เป็นเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือในสมัยโน้น สมัยที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านยังไม่ได้บวช ท่านเห็นหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค รักษาโรคด้วยอำนาจจิตและยาคุณพระ คำว่า ยาคุณพระ ก็คือยาปกตินี่แหละ เพียงแต่ว่าเสกด้วยคุณพระรัตนตรัย ก็เลยเรียกว่ายาคุณพระ คุณหลวงก็เลยเรียนบ้าง แล้วทำขลังเสียด้วย พอถึงเวลาคนไข้ป่วยมา คุณหลวงจะเสกหมากให้กิน เป็นขนาดเจ้ากรมแพทย์นะนั่น ไปเสกหมากให้คนไข้กิน ถ้าไม่รู้จักคุณหลวงสุวิชานแพทย์ เราก็น่าจะรู้จักพระพรหมเอราวัณ

เถรี
19-02-2019, 21:27
พระพรหมเอราวัณนั้น คุณหลวงสุวิชานแพทย์ท่านเป็นคนตั้งเอง เพราะทุกคนมั่นใจว่าท่านเชิญพระพรหมได้แน่นอน คุณหลวงท่านมีทิพจักขุญาณแจ่มใสมาก มีเรือตังเกอยู่ลำหนึ่ง มีแต่ปัญหาอยู่ตลอด ไม่มีใครแก้ไขได้ เจ้าของมาพึ่งคุณหลวง คุณหลวงนั่งหลับตาสักครู่หนึ่ง ก็บอกลูกเรือให้ไต่ขึ้นไปบนรังกาสิ ถ้าหากว่าเห็นห่อผ้าขาวเก่า ๆ ให้เอาลงมา แล้วโยนลงทะเลไปเลย

ถามว่าอะไร ? กระดูกคนตายแล้ว เขาตั้งใจจะเอาไปลอยน้ำ ปรากฏว่าคนที่จะเอาไปลอยน้ำให้ มีหน้าที่ไปเป็นต้นหน ก็ปีนขึ้นรังกาไปคอยบอกทางให้ คอยดูทางให้ แล้วก็ลืมทิ้งเอาไว้ คนไปใครมาก็ไม่มีใครสนใจ เห็นเป็นห่อผ้าเก่า ๆ คราวนี้ผีเหงา ก็เลยออกมาหลอกคน สรุปว่าคุณหลวงเข้าสมาธิไม่ถึงนาที บอกให้ปีนขึ้นไปเอามาโยนลงน้ำก็แก้ได้แล้ว

ตั้งแต่นั้นมา เรือลำนั้นก็หมดอาเพศ เพราะว่าผีไปกับกระดูกแล้ว แสดงว่าสมัยก่อนความศรัทธาในพระพุทธศาสนายังมีมาก ขนาดหมอสมัยใหม่อย่างคุณหลวงท่านยังมาศึกษาวิชาการด้านแพทย์แผนโบราณ ด้านการรักษาด้วยสมุนไพรและคุณพระ

เถรี
19-02-2019, 21:29
โบราณเขาบอกว่าเฉลวหรือตาเหลว เป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้วิทยาธรมาขโมยฤทธิ์ยาไปหมด วิทยาธรนี่ต้องบอกว่าเป็นเทวดาขี้เกียจ ก็คือทำอะไรเป็นทุกอย่าง แต่ขี้เกียจ พอถึงเวลาคนอื่นทำ กูขโมย ขโมยแม้กระทั่งลูกสาว เห็นบ้านไหนลูกสาวสวยก็อุ้มไปเลย

ฉะนั้น...สมัยก่อนก็จะมีคาถาลงรอด ลงขื่อบ้าน กันวิทยาธรเข้าบ้าน อาตมาก็เรียนเอาไว้เหมือนกัน จากตำราหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม หรือวัดบ้านแค แต่ไม่รู้ว่าจะไปลงบ้านไหน สมัยนี้ไม่ต้องหรอก มีแต่สาวจะขโมยหนุ่ม ไอ้หนุ่มสมัยนี้ไม่มีเวลาไปขโมยสาวหรอก

เถรี
19-02-2019, 21:39
รู้จักกระดาษทิชชู่ยี่ห้อแรก ๆ ของเมืองไทยไหม ? ยี่ห้อเดซี่ ยังมีอยู่หรือเปล่า สมัยก่อนเดซี่แจกรางวัล ถึงเวลาใครถูกรางวัลได้หนึ่งล้าน เขาก็เลยเรียกว่าเศรษฐีเดซี่ ทำให้จำง่าย

แบบเดียวกับหวยคุ้มเกล้า พอบอกว่าหวยคุ้มเกล้า คนรุ่นหลังไม่รู้ว่าคืออะไร เป็นหวยขูด ซื้อเดี๋ยวนั้นแล้วก็เอาเหรียญบาทขูด จะเห็นตัวเลข รู้เดี๋ยวนั้นเลยว่าถูกหวยหรือเปล่า

ฝีมือพลอากาศตรีนายแพทย์ประสพ รัตนากร เล่นหวยขูดจนสร้างอาคารคุ้มเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลได้ทั้งหลัง แล้วก็เลยทำให้ผู้ที่โฆษณาหวยคุ้มเกล้าก็คืออาภาพร กรทิพย์ คนเขาก็เลยเรียกว่านางงามคุ้มเกล้า

ใครมีเหรียญคุ้มเกล้ารุ่นนั้น เก็บรักษาให้ดี เป็นรูปเหรียญในหลวงรัชกาลที่ ๙ ด้านหลังจำไม่ได้ว่าเป็นรูปนกวายุภักษ์หรือเปล่า ถ้าหากว่าใครร่วมบริจาคสร้างโรงพยาบาลภูมิพลจะได้เหรียญรุ่นนั้น

อาตมาสมัยที่ยังเป็นทหารอยู่ ก็บริจาคไป แล้วก็ได้เหรียญนวโลหะมา ๑ เหรียญ คือเขาจะมีตามราคา เป็นเหรียญทองแดง นวโลหะ เหรียญทองคำ เป็นต้น รุ่นนั้นที่เกจิอาจารย์ทั่วฟ้าเมืองไทยยุคนั้นมาร่วมกันเสกถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่จำได้แม่นเลยคือหลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง

เถรี
19-02-2019, 21:42
มีวัตถุมงคลอะไรที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ เก็บเอาไว้ติดตัว เป็นที่ระลึก เป็นกำลังใจในการทำงาน หรือจะป้องกันอันตรายก็แล้วแต่เราจะอธิษฐานเอา เพราะว่าครูบาอาจารย์ยุคนั้นยังมีคนเก่งเต็มบ้านเต็มเมือง มายุคของอาตมานี่แทบจะหาทำยาไม่ได้แล้ว กาญจนบุรีนี่แทบจะหาพระเกจิฯ ไม่ได้แล้ว

ตอนนี้อำเภอเมืองมี ๑ รูป คือหลวงพ่อสนองชาติ วัดเย็นสนิทธรรมาราม อำเภอไทรโยค มี ๑ รูป ก็คือหลวงพ่อชุบ วัดวังกระแจะ อำเภอทองผาภูมิ มี ๑ รูปคือหลวงพ่อมณฑล วัดพุทธมณฑลอรัญญิกาวาส นอกนั้นยังแก่ไม่พอ

เขาบอกว่าต้องพระแก่ ๆ หน่อยแล้วถึงจะขลัง ไม่จริงหรอก อาตมาสมัยหนุ่มขลังกว่านี้เยอะเลย สมัยนี้แก่แล้วไม่ค่อยเอาเรื่องเอาราวกับใคร เริ่มอยู่ในลักษณะขี้เกียจ จากสารพัดคาถาที่ท่องอยู่ทุกวัน ๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่ไม่กี่บท ยึดอิติปิ โสฯ ๓ ห้องกับคาถาชินบัญชรเป็นหลัก ที่เหลือถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง โดยเฉพาะพระคาถาเงินล้าน นึกได้ก็ภาวนา นึกไม่ได้ก็ทำงานต่อไป คือทำมาจนพอแล้ว ในเมื่อทำมาจนพอแล้ว ที่เหลือจะทำหรือไม่ทำก็อยู่ที่เราแล้ว

เถรี
22-02-2019, 09:15
คนแถวนี้เขารู้ว่าอาตมาเป็นคนตรงเวลามาก แต่ญาติโยมบางคนไม่รู้ เมื่อสักครู่นี้ขับรถยนต์มา ยังไม่ถึงวัดพิธีก็เริ่มแล้ว พระท่านก็สงเคราะห์ให้ด้วย ก็ยังถือว่าโชคดี เพราะว่าท่านตั้งใจมา ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ได้อยู่ในพิธีหรือไม่ได้ตั้งใจรับ ก็อาจจะไม่ได้

มีหลายครั้งที่โยมมาถึงวัด แล้วก็เดินหาพระ บอกว่ามาเป่ายันต์เกราะเพชร แต่มาตอนบ่าย ๓ โมง ไม่เจอใครเลย วัดวาอารามเก็บกวาดสะอาดเรียบร้อย ไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นว่าเคยมีงาน โดยเฉพาะวัดท่าขนุน ตั้งแต่อาตมาเป็นเจ้าอาวาสมา ๑๑ ปี จัดงานไม่เคยปักธง สมัยเป็นรองเจ้าอาวาสยังปักธงตามเจ้าอาวาส พอเป็นเจ้าอาวาสเองก็ไม่เอาแล้ว ธงราคาแพง...ไม่รู้จะปักไปทำไม ?

บรรดาพระผู้ใหญ่ได้รับฎีกามาถึงก็ละล้าละลัง วัดมีงานหรือเปล่า ? มายันหน้าซุ้มประตูแล้วยังไม่มีธงสักอัน แต่หลังจากเจอไปหลาย ๆ ครั้ง ท่านก็เคยชิน ถึงเวลามาไม่ตรงเวลา พระผู้ใหญ่ขนาดไหน อาตมาทิ้งหมด เริ่มงานตามเวลา จนชาวบ้านแถวนี้เขาบอกว่าเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนตรงเวลาจนน่าเกลียด บางทีพระผู้ใหญ่งานท่านมาก อาตมาก็เลยมีนิสัยเฉพาะตัวว่า ถ้ารับงานที่ไหนจะไม่รับซ้อนที่อื่น เพราะว่าจัดเวลาไปยาก รับก็รับแห่งเดียว ถ้ารับสองแห่ง เช้าบ่ายหรือเย็นก็จะต้องมั่นใจว่าเดินทางไปทัน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่รับซ้ำ แต่ว่าพระผู้ใหญ่บางทีท่านเกรงใจญาติโยม ท่านก็รับซ้ำ แล้วก็เดินทางไปล่าช้า เพราะว่าโยมบางคนก็ช้าไม่ตรงเวลา

เถรี
22-02-2019, 09:18
เมื่อไม่กี่วันก่อนอาตมาเพิ่งจะไปงานทำบุญอายุของเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์มา บอกว่าสวดมนต์ ๔ โมงเย็น อาตมาไปถึง ๓ โมง ๔๕ นาที เพิ่งจะมีพระอยู่ ๒ รูป ท้ายสุดได้สวดมนต์ตอน ๕ โมงกว่า ในเมื่อท่านไปไม่ตรงเวลาทำให้งานเขาเลื่อน เมื่องานเลื่อนเวลาเลื่อน ท่านก็ไปงานคนอื่นเขาไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่อาตมานี่ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าหากว่ามีงานต่อไปนี่ ถ้าถึงเวลางานแรกยังไม่เริ่มก็ขอตัวไปแล้ว ไม่เคยรอ หลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดฯ บ่นมาหลายทีแล้ว เพิ่งเห็นหน้าอาจารย์เล็กแวบ ๆ หายไปไหนแล้ว อ๋อ...ขออภัย ไปอีกงานหนึ่งมาแล้วครับ

ถ้าหากว่ามางานวัดท่าขนุน ทุกอย่างจะตรงตามที่กำหนดเอาไว้ ไม่มีกำหนดการอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนจะรู้ว่าต้องเวลานี้ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจฝึกฝนญาติโยมทั้งหลายให้เคยชินเอาไว้ ถ้าเราทำอะไรตรงเวลา คนที่มาก็กำหนดงานของตัวเองได้ง่ายว่าจะไปทำอะไรต่อ แต่ถ้าเราไม่ตรงเวลา ก็จะทำให้งานของเขาเสียหมด โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือความตรงเวลาหรือไม่ตรงเวลา บ่งบอกซึ่งบารมีที่ท่านทั้งหลายสั่งสมมา ถ้าหากว่าสัจบารมีของท่านถึงระดับแล้ว จะเป็นคนตรงเวลาโดยอัตโนมัติ

อาตมาเองตั้งแต่ฆราวาสก็เป็นคนตรงเวลา ใครนัดจะไปก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง แต่จะรอไม่เกินเวลานัด ๑๕ นาที ก็แปลว่าจะไปรอเขา ๔๕ นาที ถ้าไม่มาตามเวลา อาตมาก็ไปแล้ว

เคยนัดสาวเอาไว้ ไปรออยู่ ๓ ชั่วโมง หาโทรศัพท์สาธารณะโทรไป เพราะว่าสมัยนั้นไม่มีมือถือ ปรากฏว่าเขายังไม่ออกจากบ้านเลย อาตมาก็เลยกลับ ตัดสินใจว่าบวชดีกว่า เอ็งอยู่ต่อไปก็ไม่รุ่งหรอก นัดสาวอีท่าไหน เขาทิ้งให้รอตั้ง ๓ ชั่วโมง ในเมื่อนัดสาวแล้วเขาไม่ตรงเวลา แสดงว่าเราไม่มีคุณค่าพอ เพราะฉะนั้น...ไปบวชเถอะ อยู่ต่อไปก็ไม่รุ่งแล้ว

เถรี
22-02-2019, 09:20
พระฤๅษีสอนสุดสาครว่า

ที่พึ่งหนึ่ง พึ่งได้แต่กายตน อัตตาหิ อัตตโน นาโถ
เกิดเป็นคน คิดเห็นจึงเจรจา ก็แปลว่าให้คิดทุกอย่างที่จะพูด ไม่ใช่ว่าพูดทุกอย่างที่คิดเอาไว้ ถ้าพูดทุกอย่างที่คิดเอาไว้นี่พังบรรลัยหมด

เถรี
22-02-2019, 09:28
มีโยมจากบ้านหินดาดเอาไอศกรีมทุเรียนมาเลี้ยง เป็นของดังของทองผาภูมิ ใส่ทุเรียนแบบไม่ยั้ง ไม่ได้ใส่แต่กลิ่น ใครกินแล้วติดใจก็ตามไปได้ พอเลยบ้านองธิไปถึงซอยโรงน้ำแข็ง ก็เลี้ยวขวาเข้าไป หรือไม่ก็ตั้งจีพีเอสว่าบ้านหินดาด มีสารพัดขนมอร่อย ๆ อาหารแปรรูป พืชผลการเกษตร

อาตมาเสียดายอยู่อย่างเดียวว่า บ้านเราตามแบบฝรั่งจนกระทั่งลืมรากเหง้าตัวเอง ยังดีว่าได้ "ออเจ้า" มาก็เลยทำให้ขนมไทย อาหารไทยมีหน้ามีตาขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ไม่อย่างนั้นก็ลืมกันหมดแล้ว ทุกวันนี้ร้านขนมร้านไหน ๆ ก็เบเกอรี่ ๆ พวกขนมครก ขนมตาล ขนมใส่ไส้หายไปไหนหมด หรือทำมาก็ไม่มีใครกิน มีแต่อาตมากินอยู่คนเดียว

เถรี
22-02-2019, 09:30
ญาติโยมที่อยู่ด้านนอก ถ้าจะรับยันต์เกราะเพชรรอบสองให้เข้ามาในศาลาได้แล้ว มานั่งเบียด ๆ กันเพื่อความอบอุ่นได้แล้ว

ในศาลาหลังนี้อย่างไรก็ไม่ร้อนจริงร้อนจังเท่าไรหรอก เพราะว่าอาตมาทำไว้สู้ร้อนโดยเฉพาะ ผนังศาลาหนาศอกกว่า ถามว่าทำไมถึงทำหนาขนาดนั้น ทำเผื่อว่ารถถังของใครบุกเข้ามา...!

ไม่ต้องขยับขึ้นมา ที่นั่งเยอะแยะ ถ้าจะขยับก็ขยับไปทางพระประธานโน่น ยิ่งใกล้พระเท่าไรก็ดีเท่านั้น เพราะว่าพลังงานที่ท่านส่งมาจะออกมาจากองค์พระ น่าจะประมาณว่ายิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งรวยมาก ส่วนมาทางด้านอาตมานี่แทบไม่มีประโยชน์ มาใกล้เท่าไรก็หมดมากเท่านั้น

เถรี
22-02-2019, 09:40
ญาติโยมทั้งหลาย ในเรื่องของยันต์เกราะเพชรนั้นคือบารมีของพระพุทธเจ้า เป็นวิชาการที่สืบสายกันมาตั้งแต่สมัยพระร่วงเจ้า กรุงสุโขทัย ยันต์เกราะเพชรเป็นส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงครามที่เป็นธงนำทัพในสมัยนั้น อานุภาพของธงมหาพิชัยสงครามในตำรากล่าวว่า แค่เอาด้ามธงเข้าป่าก็ไม่มีวันอดตาย ไปไหนก็ดึงดูดแต่สิ่งที่ดีงามเข้ามาหา ป้องกันอันตรายให้แก่ผู้คนได้ทั่วทั้งสถานที่หรือว่าทั้งกองทัพ

ยันต์เกราะเพชรเป็นลูกของธงมหาพิชัยสงคราม คือเป็นส่วนของคอธงที่เป็นบทอิติปิ โสฯ ก็คืออักขระในบทสรรเสริญพระพุทธคุณ ๕๖ คำ เขียนในลักณะขวางอ่านว่า อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา
ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง เป็นต้น ๗ ตัวอักษร ๘ หัวข้อรวมแล้ว ๕๖ คำ ชักสูตรสำเร็จออกมาเป็นยันต์เกราะเพชร

เถรี
22-02-2019, 09:41
การเป่ายันต์เกราะเพชรนั้น เขาเป่ากันทั้งศาลา ไม่ได้เป่ากันทีละคน ถึงเวลาก็จะให้เราสมาทานพระกรรมฐานแล้วนั่งภาวนาเพื่อรับยันต์ฯ ถามว่านั่งภาวนาที่บ้านก็ได้ ทำไมต้องมาที่วัดด้วย ? ก็เพราะว่าเวลาเรามาที่วัด เห็นพิธีกรรมแล้วเกิดศรัทธา ทำให้จิตใจคล้อยตามได้ง่าย สงบได้ง่าย แต่ถ้าหากว่าท่านมั่นใจว่ากำลังใจทรงตัว อยู่ที่ไหนก็รับยันต์ฯ ได้เหมือนกัน

เถรี
22-02-2019, 09:44
เราทั้งหลายเมื่อรับยันต์เกราะเพชรและรักษาเอาไว้ได้ ถ้าหากว่าตายไปแล้วเผาจะมียันต์ฯ ติดอยู่ที่กระดูก หรือถ้าใครจะพิสูจน์ ให้หาผู้หญิงที่ท้องครั้งแรกแล้วลูกในท้องเป็นผู้ชาย นำมาเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชร ถึงเวลาถ้าคลอดออกมาจะมียันต์ฯ ติดตัวเด็กมาด้วย แต่ว่าอยู่ได้ไม่เกิน ๗ วันก็จะหายเข้าไปในกระดูกทั้งหมด

มีอยู่รายหนึ่งเกิดมาตัวลายเป็นตุ๊กแกเลย คนเป็นแม่คนเป็นพ่อตกใจมากว่าทำไมลูกเป็นอย่างนี้ หมอตำแยบอกว่าไม่เป็นไร..แก้ได้ ว่าแล้วก็อมเหล้าพ่นพรวดเดียว ยันต์ฯ หายเกลี้ยงเลย ยายนี่เก่งจริง ๆ รู้ด้วยว่ายันต์เกราะเพชรแพ้เหล้า...!

ความจริงยันต์ฯ ไม่ได้หายไปไหน เข้าไปอยู่ในกระดูกเพราะว่าโดนบังคับ ถ้าปกติให้เข้าไปเองก็ใช้เวลาประมาณ ๗ วันกว่าจะหมด อันนี้เจอเหล้าบังคับ พรวดเดียวเข้าไปอยู่ในกระดูกเลย

ดังนั้น...ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไม่มีญาติโยมที่รู้จักและมีท้องแรกนำมาเข้าพิธีก็ต้องรอ เวลาตายแล้วเผา เก็บกระดูกให้สังเกตดูจะมีลายยันต์ฯ ติดอยู่ที่กระดูก กระดูกของเรานั้นถ้าเป็นรอยต่อกระดูก จะเป็นรอยหยัก ๆ แต่รอยยันต์นี้จะเป็นเส้นตรงต่างกันอย่างชัดเจน รอยต่อกระดูกนั้นสามารถแยกกระดูกออกจากกันได้ แต่ว่ารอยยันต์นี้แยกไม่ได้ เพราะว่ารอยยันต์อยู่บนกระดูก ไม่ได้อยู่ตรงรอยแยก

เถรี
25-02-2019, 08:48
เรื่องพวกนี้อาตมาพิสูจน์ทราบมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เพราะว่าสมัยก่อนที่วัดท่าซุงนั้น มีทั้งเมรุโบราณก็คือก่ออิฐบังข้างอยู่หน่อยเดียว แล้วก็วางตะแกรงตั้งศพ ทางด้านใต้ก็ยัดฟืนเข้าไป ถึงเวลาเผาแล้วก็ต้องเก็บกระดูก เมรุสมัยใหม่ก็ดันเป็นเมรุลอยอีก ก็คือเมรุประกอบสำเร็จ นายช่างโต๋ หลากสุขถม สามีของป้ากิมกี ทำเมรุลอยถวายวัดท่าซุง เสร็จสรรพเรียบร้อยก็เผาตัวเองเป็นศพแรก เป็นเรื่องที่แปลกดีเหมือนกัน เขาถึงได้บอกว่าให้ระวัง เพราะว่าการสร้างเมรุเสร็จด้วยตัวคนเดียว อาจจะได้เผาเจ้าภาพก่อน

แต่ของวัดท่าขนุน อาตมาสร้างไม่ทันจะเสร็จก็เริ่มเผาแล้ว ตัวเองก็เลยรอดไป เมื่อถึงเวลาเผาเมรุลอย กระดูกก็จะตกลงไปที่แผ่นสังกะสีข้างล่าง ก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่ามียันต์เกราะเพชรจริงหรือเปล่า

ฉะนั้น...เรื่องพวกนี้เราอย่าพึงเชื่อง่าย ๆ บางท่านก็ถามว่าเมื่อรับยันต์ฯ ไปแล้ว ความรู้สึกก็ไม่มี ทิพจักขุญาณที่จะดูว่ายันต์ฯ อยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ทราบว่ามีหรือเปล่า แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ายันต์ฯ ยังอยู่คุ้มครองตัวเราหรือไม่ ? ก็มีวิธีง่าย ๆ ก็คือ หางูเห่าหรืองูจงอางมาก็ได้ แล้วก็ยื่นมือให้กัด ถ้าไม่ตายแสดงว่ายันต์ฯ ยังอยู่...! หรือถ้าเจอรถ ๑๘ ล้อวิ่งมาก็โดดขวางหน้าไปเลย ถ้าโดนชนแล้วยังไม่ตายก็แปลว่ายันต์ฯ ยังอยู่...! วิธีพิสูจน์เหล่านี้ง่ายมาก เชิญพิสูจน์ได้ หน้าวัดนี้ก็มี...!

เถรี
25-02-2019, 08:50
ในส่วนของการป้องกันไสยศาสตร์นั้น ขอให้ทราบว่าการป้องกันพิษสัตว์ ก็คือ ไม่ให้ตาย ไม่ได้แปลว่าไม่เจ็บ ขอยืนยันว่าเจ็บมาก ขณะเดียวกัน ในส่วนของการป้องกันไสยศาสตร์​ แปลว่าไม่ให้ตายด้วยอำนาจไสยศาสตร์ แต่ไม่ใช่ไม่เจ็บ

อาตมาเองโดนมาแล้วทุกรูปแบบแล้ว กราบเรียนถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า ยันต์เกราะเพชรก็ยังอยู่ แล้วทำไมยังโดนไสยศาสตร์ทำอันตรายได้ ? ท่านบอกว่าไสยศาสตร์เหมือนกับไฟกองใหญ่ เรามียันต์เกราะเพชร เหมือนกับมีกำแพงขวางหน้าอยู่ ไม่ให้เปลวไฟทำอันตรายเราได้ แต่ความร้อนก็ยังแผ่มาถึง อาตมาถึงได้ซาบซึ้งว่าในเรื่องของยันต์เกราะเพชรนั้น ไม่ใช่กันจนกระทั่งไม่มีอะไรมาถึงเราเลย หากแต่ว่ากันในลักษณะที่ช่วยรักษาชีวิตของเราเอาไว้ ให้ทนทุกข์ทรมานต่อไป จะได้รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ดี แล้วหมดอยากที่จะเกิดเสียที

เมื่อท่านรักษายันต์เกราะเพชรเอาไว้ได้ และหมั่นปลุกอยู่ทุกวัน ก็แปลว่าอันตรายต่าง ๆ ที่จะพึงมีพึงเกิดด้วยอำนาจของไสยศาสตร์ ไม่สามารถที่จะทำอันตรายท่านได้ จนกว่าท่านจะละเมิดข้อห้าม ก็คือไปกินเหล้าหรือว่าไปลักขโมยเขา

เถรี
25-02-2019, 08:52
อาตมาเองเป็นคนชอบเผื่อเหนียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ทำอย่างนั้น ก็คือพกยันต์เกราะเพชรที่เป็นวัตถุมงคลเอาไว้ด้วย เผื่อว่าถ้ายันต์เกราะเพชรที่เรารับอยู่ในร่างกายสูญหายไป ยันต์เกราะเพชรที่เป็นวัตถุมงคลก็จะได้รักษาตัวเราต่อ เพียงแต่ว่าทั้ง ๒ อย่างนี้ ล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อนและมีส่วนเสริมซึ่งกันและกัน

จุดอ่อนก็คือ ยันต์เกราะเพชรที่เรารับติดตัวไป ถ้าไปกินเหล้าหรือลักขโมยก็สูญหายไปเลย แต่ยันต์เกราะเพชรที่เป็นวัตถุมงคล ถึงเวลาถ้าเรากินเหล้าหรือว่าลักขโมย จะหมดอำนาจคุ้มครองแค่ชั่วคราว ถ้าตั้งใจรักษาศีลได้ใหม่ก็คุ้มครองรักษาใหม่ แปลว่าเป่าติดตัว..ไม่ลืม แต่ถ้าละเมิดข้อห้ามอาจจะสูญไปเลย พกติดตัว..ลืมได้ แต่ถ้าละเมิดข้อห้ามแค่ไม่คุ้มครองชั่วคราว

เอาทั้ง ๒ อย่างแบบอาตมาก็แล้วกัน ก็คือตัวอาตมาเองเคยรับยันต์เกราะเพชรจากวัดท่าซุงมา ๑๗ ครั้งด้วยกัน ปัจจุบันก็พกแผ่นยันต์เกราะเพชรของวัดท่าขนุนอยู่ด้วย ถ้าโยมอยากพกแบบอาตมา ไปเสียเงิน ๒๐๐ ท้ายศาลาโน่น ตรงนี้ไม่มีแจก..!

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
งานบวงสรวงไหว้ครูประจำปีและเป่ายันต์เกราะเพชร
วันเสาร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)