PDA

View Full Version : ทางโลกและทางธรรมเกี่ยวโยงกัน : เกาะพระฤๅษี


เถรี
26-04-2009, 03:07
การกระทำของเราทุกอย่างมันมีผลกระทบหมด ผลกระทบที่เกิดขึ้นบางทีเราอาจนึกไม่ถึง การกระทำบางคนก็คิดเฉพาะหน้า ทำเพื่อผลประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว บางคนก็คิดรอบคอบ มองการณ์ไกล แต่ปัจจุบันนี้คนที่มองการณ์ไกล คิดรอบคอบ กลายเป็นคนโง่ ไม่ทันคนอื่น พวกสิบเบี้ยใกล้มือมีอะไรคว้าไว้ก่อน...กวาดไปหมด ทรัพยากรในโลกมันมีจำกัดแต่ความต้องการของมนุษย์มันไม่มีที่สิ้นสุด

จริง ๆ แล้วถ้าจะอยู่รวมกันอย่างมีความสุขได้ มันต้องรู้จักจัดสรรทรัพยากรทุกอย่างเฉลี่ยกันไป ให้ทุกคนได้รับให้มากที่สุด แต่ว่าปัจจุบันนี้ทรัพยากร ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของคนรวย ประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของคนจน แต่มนุษย์ในโลกของเรามีคนรวยอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์แล้วมีคนจนอยู่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ มันกลับหัวกลับหาง กลับตาลปัตรกันหมด เพราะว่ามันไม่มีความรู้จักพอ

ความรู้จักพอพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าสันโดษ สันโดษไม่ได้แปลว่าต้องจน ท่านบอกว่า ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลังที่ตนหาได้ หาได้เยอะก็ยินดีตามที่เยอะ หาได้น้อยก็ยินดีตามที่น้อย ไม่ไปดิ้นรนให้เกิดความทุกข์ใจ ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสภาพ ตามฐานะของตน คนรวยจะขี่เบนซ์ ขี่บีเอ็ม มีเครื่องบินส่วนตัวอย่างไรก็ได้ แต่ว่าคนจนมันต้องรู้จักพอ ไม่อย่างนั้นแล้วเที่ยวไปกู้หนี้ยิมสินเขามา สร้างความลำบากความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเขาพยายามเอามาล่อตาล่อใจให้เราเกิดความอยาก พอความอยากเกิดขึ้นก็ติดกับ โดนเขาลวง ต้องถือว่ามารเขาเก่ง ทำให้คนกลุ่มหนึ่งศึกษาความต้องการหรือว่ากิเลสของคนอีกกลุ่ม ในเมื่อศึกษารู้ว่าเขามีกิเลสแบบไหน ก็พยายามที่จะทำโฆษณาออกมาในลักษณะตรงกับกิเลสคือความต้องการของเขา ก็เลยทำให้คนโดนหลอกจูงจมูกไปเรื่อย ๆ กลายเป็นคนหลอกคนด้วยกัน แต่ว่าคนที่มาหลอกคนอื่นเขาก็โดนมารชักนำอีกที มันเป็นเรื่องที่โยงใยกันไปหมด ไม่มีอะไรที่ไม่มีเหตุไม่มีผล เพียงแต่ว่าเหตุผลเหล่านั้นเราจะเห็นหรือไม่เห็นเท่านั้น

อย่างเช่นปัจจุบันนี้ เรามีแต่ตัวเปล่า ๆ กับบัตรประชาชนใบเดียว เราก็สามารถออกมอเตอร์ไซค์ใหม่เอี่ยมมาได้ ๑ คัน โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงิน แถมพัดลมอีก ๑ ตัว ร่มอีก ๑ คัน แถมค่าน้ำมันอีก ๕๐๐ บาท ให้ไปขี่เล่นก่อน ๓ เดือน ถ้าไม่พอใจเอามาคืนได้ คราวนี้พอคนเอาไปขี่ก่อน ๓ เดือน เมื่อคนอื่นเห็น "อ้าว มีรถนี่หว่า" "เฮ้ สวยดีนี่" ก็เกิดความภูมิใจ พอครบ ๓ เดือนตั้งใจจะเอาไปคืน คราวนี้มันคืนไม่ไหวใคร ๆ ก็รู้ว่าเรามีรถ
ถ้าหากเอาไปคืนเดี๋ยวไม่มีรถขี่ มันเสียหน้า ก็ต้องควักกระเป๋าหาเงินไปดาวน์ เสร็จมันจนได้

เพราะฉะนั้น จำไว้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ทุกอย่างต้องลงทุนลงแรงทั้งนั้น แรงกายก็มี แรงใจก็มี อยากจะประสบความสำเร็จต้องทนทุกข์ยาก ภาษาโบราณเขาบอกว่า "ลำบากก่อนแล้วสบายเมื่อปลายมือ" ถ้าเราไม่ยอมลำบาก ไม่ยอมทุ่มเทเสียตั้งแต่แรก มันจะไม่มีอะไรประสบความสำเร็จ

เถรี
26-04-2009, 03:20
การกระทำทุกอย่างต้องประกอบไปด้วยอิทธิบาท คือฉันทะพอใจที่จะทำ วิริยะมีความพากเพียรเพียงพอ จิตตะมีกำลังใจแน่วแน่ไม่ท้อถอย..จนกว่าจะประสบความสำเร็จ วิมังสามีการไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอ แล้วยังต้องประกอบด้วยขันติ ความอดกลั้นอดทน อุเบกขาความปล่อยวางให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

ทีนี้ ความสำเร็จทางโลกมันอาจจะไม่ยาก ก็ประกอบไปด้วยความรู้ ความสามารถ โอกาสที่ได้แสดงออก แล้วก็บุญเก่า ถ้าทำบุญเก่าเอาไว้ดี ทำอะไรก็เข้าตาคนอื่นเขา

คราวนี้จะกล่าวว่าบุญเก่าสำคัญไหม...สำคัญมาก พระพุทธเจ้าท่านบอก ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา เอตัมมังคะละมุตตะมัง การมีบุญที่สั่งสมไว้ในปางก่อนนับว่าเป็นสุดยอดของอุดมมงคล อย่าลืมว่าแต่ปางก่อนหมายถึงอดีต วินาทีนี้เป็นปัจจุบัน ถ้าวินาทีนี้ผ่านไปก็จะเป็นอดีต ถ้าเราสั่งสมความดีในทาน ในศีล ในภาวนาตั้งแต่ตอนนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่องยาวนานพอ มันจะเป็นปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา คือ บุญที่เราได้สั่งสมไว้ก่อน มันสามารถที่จะส่งผลให้เราทันในชาตินี้เลย แต่เราต้องทำให้จริง ๆ ทำให้มากไว้ ทำให้ต่อเนื่อง

ทุกคนเกิดมาไม่เคยไม่มีใครทำผิด มันสำคัญตรงรู้ว่าผิดแล้วแก้ไขให้ถูก ในเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราก็หันมาสั่งสมในสิ่งที่ดีใหม่ ถ้าถามว่าเอาอะไรตัดสินสิ่งที่ดีไม่ดี ข้อที่ ๑ มโนธรรมความรู้สึกในใจของเราเอง จะบอกเลยว่าผิดหรือถูก ข้อที่ ๒ คือศีลธรรม สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้ทำ และอนุญาตให้ทำ ถ้าฝ่าฝืนก็แปลว่าผิด ถ้าทำตามก็แปลว่าถูก ข้อต่อไปก็คือ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี แบบอย่างที่บรรพบุรุษเขายึดถือสืบๆ กันมา ถ้าหากว่าไม่ฝืนสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็แปลว่าทำถูก ข้อสุดท้ายคือ กฎหมายบ้านเมือง ถ้าไม่ฝืนกฎหมายบ้านเมืองแปลว่ายังทำถูก
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีทั้งทางโลกและทางธรรมประกอบเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักประยุกต์ นำมาใช้ให้มันพอเหมาะพอดีพอควร

การปฏิบัติระยะแรก ๆ จะยาก เหมือนกับคนหัดขึ้นเขาใหม่ ๆ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง กล้ามเนื้อก็ยังไม่สามารถจะรองรับได้มาก มันจะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ถ้าขึ้นเขาลงห้วยบ่อย ๆ เข้า มันแข็งแรงขึ้น ต่อไปมันเดินง่ายเหมือนกับที่ราบ การปฏิบัติทุกอย่างมันไม่มีทางลัด ทางตรงเป็นทางที่สั้นที่สุดแล้ว

ปัจจุบันนี้มักจะมีคณะญาติโยมที่มาหา มาในลักษณะเห็นผมเป็นผู้วิเศษจะให้เสกเพี้ยงเดียวให้มันสำเร็จอย่างใจ ถ้าหากว่าสามารถทำอย่างนั้นได้ พวกเราไม่มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก พระพุทธเจ้าท่านพาเราเป็นผู้สำเร็จไปหมดแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้ายังบอกว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้แต่ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น ในเมื่อบอกไปแล้วจะทำตามหรือไม่ทำตามก็อยู่ที่พวกเรา

บอกแล้วว่าทางลัดไม่มี มีแต่ทางตรง ง่ายที่สุด ใกล้ที่สุด มักจะมีคนมาถามว่าอยากได้วิธีปฏิบัติกรรมฐานที่ลัดที่สุด บอกไม่ยาก "ทำ" ถ้ายังไม่ทำก็ยังไม่ใช่วิธี ลงมือทำเมื่อไรก็เป็นวิธีเมื่อนั้น

เถรี
26-04-2009, 03:51
อย่าลืมว่าเราเกิด ๆ ตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน กระดูกกองรวมกันนี่เป็นภูเขา ในเมื่อเกิด ๆ ตาย ๆ มานับชาติไม่ถ้วน การสั่งสมบุญญาบารมีของเรา ก็สั่งสมมาทีละนิดทีละหน่อย เริ่มตั้งแต่สามัญบารมี บาีรมีขั้นต้น มีหยาบ กลาง ละเอียด อุปบารมี บารมีขั้นกลาง หยาบ กลาง ละเอียด ปรมัตถบารมี บารมีขั้นสูงสุด หยาบ กลาง ละเอียด รวมแล้ว ๓ ระดับ ๙ ขั้น เราตรวจสอบตัวเองได้

บารมีต้น ถ้าหากว่าเป็นอย่างหยาบ ให้ทานไม่เป็น รักษาศีลไม่เป็น ภาวนาไม่เป็น บารมีต้นอย่างกลาง เรื่องการให้ทานแม้จะตัดใจได้แต่เรียกว่าตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีก ควักออกมาก็ยังยัดกลับคืนไป บารมีต้นอย่างละเอียด สามารถให้ทานได้ แต่ถ้ารักษาศีลนี่ไม่ไหว เหมือนกับแบกช้างไว้ทั้งตัว พอมาบารมีกลางนี่ให้ทานได้ เรื่องศีล...ส่วนใหญ่ศีลใหม่เอี่ยมอ่องไม่เคยใช้เลย มีกี่ข้อครบถ้วนสมบูรณ์หมด..อยู่ในเซฟ! บารมีกลางอย่างกลางนี่รักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง ขาดตกบกพร่องเป็นปกติ บารมีกลางอย่างละเอียด สามารถให้ทานได้ รักษาศีลได้แต่พอบอกให้ภาวนาไม่ไหว ยากเกิน คือใจมันไม่เอาเลย พอมาถึงปรมัตถบารมี บารมีขั้นปลาย ให้ทานได้ รักษาศีลได้ อย่างหยาบก็ภาวนาบ้าง ด่าเขาบ้าง อย่างกลางภาวนา ทรงฌานได้บ้าง พังบ้าง อย่างละเอียดสามารถทรงสมาธิได้ทุกเวลาที่ตนเองต้องการ

แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราสามารถเร่งรัดมันได้ ขอให้ทำจริง ๆ จดจ่อต่อเนื่องอยู่กับมัน ถ้าทำจริง มีใจจดจ่อต่อเนื่องอยู่กับเป้าหมาย ความก้าวหน้ามันจะมีมากขึ้น กำลังใจมันจะมีมากขึ้น เมื่อมีความก้าวหน้ามีกำลังใจมากขึ้น สิ่งทั้งหลายที่เราทำเริ่มเห็นผลขึ้น มันก็อยากจะทำมากขึ้น แรก ๆ ก็อาจเช้า ๑๐ นาที เย็น ๑๐ นาที หลังจากนั้นก็อาจจะได้เช้าครึ่งชั่วโมง เย็นครึ่งชั่วโมง แล้วก็เพิ่มเป็นเช้าชั่วโมง เย็นชั่วโมง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ประคับประคอง จนกระทั่งรักษากำลังใจได้ครึ่งวัน ได้ ๑ วัน ๓ วัน ๗ วัน มากขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ผมดูจากตัวเอง สมัยก่อนไปหาหลวงพ่อที่บ้านสายลม ตอนนั้นอายุ ๑๖-๑๗ ปี ตอนแรกพอไปถึงก็ถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ เสร็จแล้วก็ลากลับ ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านั้น ทำไปเป็นปี ๆ จึงมานึกว่า "คนที่เขาอยู่..เขาอยู่ทำอะไรกัน ถ้าอย่างนั้นเราอยู่บ้าง" ดังนั้น พอถวายสังฆทานเสร็จก็นั่งฟังหลวงพ่อ "อืม..เข้าท่าดี" มีอะไรสงสัยก็ถามท่านได้ นั่งฟังไปเรื่อยจนเพลิน พอถึงเวลาหลวงพ่อขึ้นฉันเพล เราก็กลับ ทำแบบนี้เป็นปี ๆ อีก

จนกระทั่งมาสงสัยอีกว่า "แล้วตอนบ่ายเขามีอะไรกัน" ก็เลยอยู่ต่อ "อ๋อ พอหลังเที่ยงหลวงพ่อเริ่มฝึกกรรมฐาน" จึงไปฝึกกรรมฐานกับเขาบ้าง พอฝึกกรรมฐานเสร็จก็กลับ เป็นปีอีกเหมือนกันมันจึงจะสงสัยว่าตอนเย็นเขาทำอะไรกัน "อ๋อ คนออกจากกรรมฐานมาศีลกำลังดี สมาธิกำลังดี แห่กันมาถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ เราเอาบ้าง" พอถึงเวลา ๕ โมงเย็น หลวงพ่อขึ้นไปพักเราก็กลับ ทำแบบนี้เป็นปี ๆ จนกระทั่งในที่สุด "พวกนั้นมันอยู่ทำไมของมันทั้งวัน เราก็เอาบ้าง" จึงเห็นได้ว่ากลางคืนเขาจะมีรอบการปฏิบัติกรรมฐานเขาอีกรอบ หลังจากการปฏิบัติกรรมฐานใครมีปัญหาอะไรจะได้สอบถามหลวงพ่อตอนนั้น พอถึงเวลาสามทุ่ม หลวงพ่อให้พรจึงกราบลากลับได้ หลังจากนั้นพอทำไป ๆ ผมเลิกกลับ ผมนอนที่บ้านสายลม เป็นอันวันว่าบ่ายวันศุกร์ผมออกมาจากบ้าน เจอหน้าผมอีกทีก็เช้าวันจันทร์

เถรี
26-04-2009, 12:35
ในเมื่อวัดจากตัวเองจึงได้ยืนยันเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเราตั้งใจทำแล้วทำจริงๆ กำลังใจจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ในเมื่อมันเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ มันจะมีความก้าวหน้ามาก มันจะขวนขวายในการปฏิบัติมาก พอผมทำในลักษณะนั้น ไปกินไปนอนอยู่บ้านสายลมติดต่อกันเป็นปี ผมก็เริ่มรักษาศีล ๘ ได้ รักษาศีล ๘ อยู่ ๒ ปีก็บวช มันจะมีความก้าวหน้าขึ้นมาตลอด

ดังนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเกิดขึ้นจากเราค่อย ๆ สั่งสมมาทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับน้ำทีละหยด รวมกันไปเรื่อย ๆ มันก็กลายเป็นตุ่ม กลายเป็นไหมากขึ้น ๆ น้ำทีละหยดรวมกันก็เป็นลำธาร เป็นแม่น้ำ เป็นทะเลได้ แต่ขอให้มันหยดสม่ำเสมอไม่ใช่หลาย ๆ วันแล้วค่อยติ๋ง... อย่างนั้นอีกหลายชาติกว่าจะได้

วันนี้อยากจะฝากพวกเราเอาไว้ ก็คือว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเราตั้งใจทำ ตั้งใจดู จะเห็นความเกี่ยวโยงกันทั้งทางโลกทางธรรมอย่างแยกไม่ออก แต่ทำอย่างไรที่ให้เราอยู่กับโลกโดยไม่ติดในทางโลก การที่เราไม่ติดในทางโลก เราต้องมีศีลเป็นเครื่องคุ้ม เราไปแค่กรอบของศีลแล้วเราก็ถอยกลับ พระมีศีล ๒๒๗ เณรมีศีล ๑๐ แม่ชีมีศีล ๘ ฆราวาสมีศีล ๕ มันบ้ากับเขาได้ทุกอย่าง แต่ถ้าหากศีลจะขาดเราไม่เอาด้วย เดินไปถึงกรอบแล้ว...เราก็กลับ จำไว้ว่าถ้ายังอยู่ในกรอบก็ยังปลอดภัย หลุดจากกรอบเมื่อไร โอกาสหลุดลงอบายภูมิมีทันที

ดังนั้น การจะอยู่ในโลกก็ขอให้อยู่อย่างน้ำกลิ้งบนใบบอน ไปกับเขาได้เรื่อย แต่มีเครื่องป้องกัน ใบบอนเล็ก ๆ นี่มันมีขนแล้วก็มีแป้งของมันอยู่ น้ำเกาะไม่ติด ส่วนเราก็มีศีลในลักษณะนั้นเหมือนกัน ป้องกันไม่ให้กิเลสมันเกาะติดเราได้ อย่างน้อย ๆ กิเลสหยาบ ๆ เกี่ยวกับกายวาจาใจ กายกรรม ๓ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม วจีกรรม ๔ พูดเพ้อเจ้อ พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด มโนกรรม ๓ ก็คือโลภมาก อาฆาตพยาบาท มีมิจฉาทิฐิ เหล่านี้พยายามกันอย่าเข้ามาในใจของเรา

ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้เราจะอยู่ในโลก โดยไม่ติดในโลก บางคนสงสัย รู้จักพระรู้จักเจ้าไม่เท่าไรก็มีการสนิทสนมไปมาหาสู่กัน หลายต่อหลายท่านรู้จักผมมาเป็น ๑๐ ปี เรียกว่ารู้จักดีมาก แต่ไม่เคยไปมาหาสู่อะไรมากไปกว่านั้น จะเรียกใช้ใครเรียกเฉพาะคน เคยใช้คนไหนจะใช้แค่คนนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่า อย่าติดในตระกูล ถ้าหากติดในตระกูลจะมีอาการที่เขาเรียกว่าประจบคฤหัสถ์ ก็คือต้องเอาใจชาวบ้าน แล้วมันจะกลายเป็นประทุษร้ายตระกูล ก็คือ ประทุษร้ายตระกูลของพระพุทธเจ้า กลายเป็นลดค่าของความเป็นพระ เป็นเณร เป็นนักบวชของเราลงไป สนิทได้แต่อย่าไปสนมด้วย ทำตัวเป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ

ตรงจุดนี้ พระมหากัสสปะ ท่านเป็นมหาเศรษฐีบริจาคทรัพย์นับไม่ถ้วน แล้วจึงออกบวช พระพุทธเจ้าให้โอวาท ๓ ข้อ ท่านทำตัวเป็นผู้ใหม่เสมอ พระใหม่มา...ท่านทำตัวใหม่กว่า พระปานกลางมา...ท่านก็เป็นพระใหม่ พระแก่มา...ท่านก็เป็นพระใหม่ จนกระทั่งท้ายสุดท่านอาวุโสจนอายุได้ร้อย ๑๒๐ ปีท่านก็ยังทำตัวเป็นพระใหม่ ในลักษณะของเราที่เป็นพระใหม่เณรใหม่คืออย่าลืมสภาพตัวเอง

เราเป็นพระ เป็นเณร มีสิกขาบทที่ต้องรักษา หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติมีอะไรบ้าง พยายามทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ อย่างน้อย ๆ มันจะได้อยู่ในลักษณะของความเป็นปูชนียบุคคลที่ไม่เสียเปล่า ไม่กินข้าวชาวบ้านเขาเฉย ๆ แล้วหลังจากนั้นเรื่องชำระกิเลสทางด้านจิตใจเป็นอย่างไร เราค่อยมาเพียรพยายามกันอีกที

ในเมื่อทางโลก ทางธรรมมันเกี่ยวโยงกันอย่างไม่สามารถที่จะสละออกได้ ญาติโยมเลี้ยงเรา เราปฏิบัติธรรมได้ก็สงเคราะห์ญาติโยมเขาคืนไป พยายามทำกายทำวาจาทำใจให้มันดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งท้ายสุดหลุดพ้นเข้าพระนิพพานไปได้เลยยิ่งดี นี่คือหน้าที่ อย่าลืมหน้าที่ อย่าลืมภาระจำเพาะตรงหน้าของตนเอง ในเรื่องของความเป็นนักบวช การสวดมนต์ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐาน ถือเป็นหน้าที่หลัก ที่นี่ไม่ได้บิณฑบาตก็ต้องรักษากำลังใจให้ดี เวลาออกไปฉันอาหารของญาติโยมเขา เขาจะได้บุญเต็มที่ ไม่ใช่ว่าทำมาร้อยแต่ได้กลับไปสลึงหนึ่ง

หน้าที่อื่นที่เป็นส่วนของคันถธุระ..ทำ แต่หน้าที่ของการสวดมนต์ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐาน คือหน้าที่จริงๆ ของนักบวชอย่างเรา อันนี้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ...เว้นไม่ได้ ขอให้ทุกคนระลึกถึงหน้าที่ของตนเอง รู้หน้าที่ของตนเอง ทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มสติกำลัง แล้วความสำเร็จมันจะปรากฏขึ้น ไม่ต้องรอให้ใครบันดาลให้ วันนี้พอเท่านี้


เทศน์อบรมพระที่เกาะพระฤๅษี
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๐