PDA

View Full Version : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕


เถรี
07-02-2012, 16:37
พระอาจารย์กล่าวว่า "อีกไม่กี่เดือนรถไฟฟ้าจะมาลงปากซอยบ้านวิริยบารมี เขากำลังทำสถานีอยู่ อาตมาซื้อที่ตรงนี้แพงเพราะว่าเป็นแนวรถไฟฟ้าพอดี แต่ก็ต้องยอมจ่ายแพงเพื่อความสะดวกในการเดินทางของญาติโยม ปรากฏว่าพอซื้อที่เสร็จ นายกฯ ทักษิณหลุดออกจากตำแหน่ง โครงการของเขาก็เลยโดนดองไว้ นี่เพิ่งจะมาเริ่มกันใหม่

พอดีปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมพระราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา เขาว่าจะสร้างให้ทันงานฉลอง ก็แปลว่าประมาณสิงหาคมน่าจะเปิดทำการรถไฟฟ้าได้ ถ้าไม่ได้อย่างไรก็ต้องไปเดือนธันวาคม วันพ่อโน่นเลย

อาตมาไปอินโดนีเซียเที่ยวนี้ไปเครื่องบินแบบประหยัด มีกระเป๋าติดตัวได้ใบเดียว ซึ่งอาตมาก็เคยชินกับการไปไหนกระเป๋าใบเดียว ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องเขาจะต้องถามตอนตรวจตั๋วว่ามีสัมภาระไหม ? อาตมาไม่เคยมีกับใคร กระเป๋าใบเดียวเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก..!"

เถรี
07-02-2012, 17:25
พระอาจารย์กล่าวว่า "หลวงปู่ครูบาผัด วัดหัวฝาย ต้องบอกว่าท่านท้าทายวิทยาศาสตร์มาก เผาเสร็จไม่ทันไรอัฐิกลายเป็นพระธาตุเลย แล้วที่ท้าทายมาก คือเป็นกระดูกครึ่งหนึ่ง เป็นแก้วครึ่งหนึ่ง สุดยอดจริง ๆ อาตมาดูมาหลายองค์แล้ว องค์อื่นยังไม่เคยเห็นแบบนี้เลย

ทางเหนือเขาจัดงานฌาปนกิจแบบอลังการมาก แต่น่าเสียดายที่เผา ไม่ได้เก็บสังขารเอาไว้เหมือนทางด้านเรา"

http://a4.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/s720x720/393799_10150441155915966_704740965_8673043_1942261867_n.jpg

อัฐิธาตุของหลวงปู่ครูบาผัด แปรสภาพเป็นพระธาตุภายในคืนเดียวอย่างน่าอัศจรรย์


http://a7.sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-ash4/385059_10150446378995966_704740965_8690331_112633057_n.jpg

แปรสภาพเป็นพระธาตุเพิ่ม

เถรี
08-02-2012, 10:55
พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อช่วงก่อนปีใหม่สัก ๒ อาทิตย์ มีห้างใหญ่ลดราคาเครื่องใช้ในครัว อาตมาให้เงินแม่ชีไป ๗ หมื่นบาท กลับมาไม่เหลือสักบาทเดียว..! แม่ชีซื้อของมาเป็นรถกระบะเลย ตอนนี้กำลังพ่นสีชื่อวัดติดของทุกชิ้นกันอยู่ แต่ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คนที่เขาหยิบยืมไปใช้ ถ้าจะเอาเสียอย่างต่อให้ติดชื่ออยู่เขาก็เอา ไม่ว่าจะซื้อของมามากแค่ไหน พอโยมยืมไปยืมมาก็จะร่อยหรอไปเรื่อย แล้วก็ต้องซื้อเพิ่มอีก

เรื่องการยืมของ อาตมาพยายามที่จะให้รัดกุมแล้ว แต่บางทีเด็กวัดหรือแม่ชีก็เกรงใจโยม ที่วัดจะมีบัญชีรับส่งอยู่ว่าเขายืมอะไรไป แล้วเอามาส่งคืนครบหรือไม่ แต่ปรากฏว่าพอเขาเอามาส่ง แม่ชีก็ไม่กล้าตรวจสอบต่อหน้าเขาเพราะเกรงใจ เขากลับไปแล้วค่อยมาตรวจใหม่ พอไม่ครบก็ว่าอะไรไม่ได้แล้ว ดูท่าจะต้องเปลี่ยนจากแม่ชีหรือเด็กวัดที่ดูแลให้เป็นพระ แล้วต้องเลือกท่านที่โหด ๆ หน่อยด้วย..!

ญาติโยมบางท่านก็ค่อนข้างจะมีอิทธิพลในพื้นที่ เป็นระดับนายกเทศมนตรีบ้าง สมาชิกสภาเทศบาลบ้าง นายกอบต. บ้าง สมาชิกอบต. บ้าง คนในวัดก็ไม่กล้าไปว่าอะไรเขา ส่วนอาตมาด่าตั้งแต่นายอำเภอลงมาถึงภารโรงเลย..! เขาเคยชินแล้วแหละ นายอำเภอคนเก่าโดนด่าไปต่อหน้าเลย บรรดานักการเมืองท้องถิ่นจะโดนบ่อย ส่วนใหญ่เขาจะอยู่ในลักษณะหาเสียง พอถึงเวลาจะประเคนของก็ต้องประกาศเรียกขึ้นมาประเคนทีละคน ๆ อาตมาก็พอรับได้ตรงนี้ เพราะรู้ว่าเป็นลีลาของเขา

แต่พอบอกว่าให้ประเคนตอนนี้ เขากลับไม่ทำ พอเลิกงานแล้วดันมาทำ พระก็ยังกลับไม่ได้ ปกติตอนช่วงถวายสังฆทานอาตมาบอกเขาว่า ถ้าใครจะถวายอะไรก็จัดมาตอนนี้เลย เขาก็เฉย ๆ กระทั่งพระยถาสัพพีฯ ญาติโยมกรวดน้ำรับพรเสร็จแล้ว เขาค่อยประกาศเรียกพรรคพวกมาถวาย พออาตมาจับไมค์ได้ก็ด่าส่งไปเลย เพราะถ้าไม่มีใครว่าเขาจริง ๆ ต่อไปเขาก็จะทำผิด ๆ ไปเรื่อย ตกลงว่าอาตมาต้องยอมเป็นคนปากร้ายไปคนเดียว"

เถรี
08-02-2012, 11:16
ถาม : รับยันต์เกราะเพชรที่บ้านก็ได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : จ้ะ อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้ตั้งใจรับด้วยความเคารพ ต่อให้อยู่ดาวดวงอื่นก็รับได้ บารมีพระที่ท่านสงเคราะห์นี้ไม่มีประมาณ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่พวกเรามักจะขาดความมั่นใจ อยากจะมารับที่วัด แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่มีหลายรายรับอยู่ที่บ้านแล้วมีอาการระบุชัด ๆ ว่าได้รับแน่นอน ครั้งต่อไปดันไปรับที่วัดอีก

แต่ถ้าไปรับที่วัด บางทีสมาธิจะเสียหนัก เพราะว่าคนที่ไปบางรายโดนไสยศาสตร์หรือพวกผีเจ้าเข้าสิงมา พอถึงเวลาเริ่มพิธีก็จะอาละวาดตึงตังโครมคราม ทำให้เราเสียสมาธิ แต่เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของท่านท้าวมหาราชและบริวารท่านจัดการ เพราะว่าจะอาราธนาท่านช่วยกำจัดพวกนี้โดยเฉพาะเลย

ถาม : ครั้งต่อไปเมื่อไรครับ ?
ตอบ : ๒๓ มิถุนายน กับ ๒๐ ตุลาคม ปกติแล้วปีหนึ่งจะมีครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง แต่ปีนี้มี ๓ ครั้ง แล้วทุกครั้งที่มีเสาร์ ๕ เหตุการณ์บ้านเมืองจะไม่ค่อยดี ก็เลยจัดพิธีขึ้นมาเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา คนที่ตั้งใจภาวนารวมกันอยู่หลาย ๆ พันคน พรหมเทวดาที่ท่านดูแลประเทศท่านสามารถเอากำลังที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ไปคานกับสิ่งที่ไม่ดีได้

เถรี
08-02-2012, 12:47
ถาม : ท่านลาพุทธภูมิแล้วหรือครับ ?
ตอบ : ไม่เอาแล้ว อาตมาตกกระไดพลอยโจน ตามหัวแถวก็คือหลวงพ่อมาเรื่อย จนกลายเป็นว่าระยะเวลาได้ แต่ไม่ใช่ความตั้งใจของตัวเองที่แท้จริง

ตอนที่ลาพุทธภูมิครั้งแรกท่านไม่อนุญาต ครั้งที่ ๒ ท่านไม่อนุญาต จนกระทั่งถึงครั้งที่ ๓ ท่านอนุญาตแบบแปลก ๆ ท่านบอกว่าให้ลาได้ แต่งานเดิมทำไปก่อน ฟังแล้วงง ๆ เหมือนกับว่า ถ้าแน่จริงเอ็งก็ไปพระนิพพาน แล้วถ้าไม่แน่จริงก็อยู่ต่อไปเถอะ เลยกลายเป็นคนที่ลาแล้วออกอาการประหลาด ๆ

แต่เห็นชัดอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า เรื่องรอบข้างไม่เอาแล้ว สมัยที่ลาพุทธภูมิ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเตือนว่า “เล็ก..แกระวังไว้นะ ลาพุทธภูมิแล้วกำลังจะตก” อาตมาก็มานั่งพิจารณาดูว่าตกตรงไหน สมาธิสมาบัติก็เหมือนเดิม ความบ้าความบวมก็เหมือนเดิมทุกอย่าง พอดูไปดูมาระยะหนึ่งถึงได้เห็นว่าตกจริง ๆ

คำว่ากำลังตกตรงจุดนี้ก็คือ ไม่เอาเรื่องคนอื่นแล้ว ถ้าไม่ใช่มาดิ้นพราด ๆ ล้มทับตีนจนเดินหนีไม่ได้ ก็ไม่ช่วยใครแล้ว ไปเองดีกว่า กำลังตกจริง ๆ ก็คือไม่เอาเรื่องคนอื่นแล้ว กำลังใจเหลือแค่นี้เอง

เถรี
08-02-2012, 16:53
พระอาจารย์กล่าวว่า "บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจ กำลังกายไม่ไหวบางคนก็ท้อเสียแล้ว ตอนนั้นจะเห็นกันชัด ๆ เลยว่า ของใครสะสมมามากกว่า ถ้าพวกสะสมมามากความบ้ายังเหลืออยู่ ก็ยังไปได้เรื่อย

ตอนนั้นอาตมาแบกถังน้ำมันเข้าไปที่ทุ่งใหญ่ ถังละ ๔๐ ลิตร จำนวน ๒ ถัง แบกไปได้..! ตั้งใจจะไปช่วยเขา ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดิน ๔๕ กิโลเมตร พอเดินเข้าไปสัก ๒๕ กิโลเมตร ไปเจอคณะของดร.บุญส่ง โยกาส ตอนนั้นท่านเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอนเกี่ยวกับธรณีวิทยา ท่านพาลูกศิษย์ไปเก็บแร่ ท่านเห็นก็สงสัยว่าพระมาทำอะไร ท่านจึงเดินขึ้นจากข้างทางมาถาม พอรู้ความท่านก็เลยเอารถไปส่ง

ต้องบอกว่าเรื่องของธรรมะจัดสรรจริง ๆ ไม่อย่างนั้นอาตมาก็เดินอ่วมอรทัยอีกครึ่งค่อนวัน เพราะจะเดินเร่งเต็มที่เหมือนเดินตัวเปล่าก็ไม่ได้ แบกถังน้ำมันไป ๒ ถัง อย่าลืมว่าน้ำมันเบนซิน ๑ ลิตรหนักเกือบ ๑ กิโลกรัม แล้วนี่ ๓๐ -๔๐ ลิตร ๒ ถังด้วยกัน"

ถาม : ไปทุ่งใหญ่ต้องพกอะไรไปบ้างครับ?
ตอบ : พกกำลังใจไปเยอะ ๆ วัตถุมงคลอะไรก็ได้ สำคัญที่กำลังใจของเรา

ตอนนี้ชวนพระครูหน่อยเท่าไรก็ไม่ไปหรอก ท่านไปทุ่งใหญ่แล้วเจอเสือเข้า เดิน ๆ อยู่จ๊ะเอ๋กับเสือ ตกใจพร้อมกัน เสือนั่นก็บ้า ๙ โมงกว่าแล้วเพิ่งจะกลับ พระครูหน่อยบอกว่า พอเจอเสือแล้วเหมือนอย่างกับความทรงจำหายไปชั่วคราว มารู้ตัวอีกทีตอนอยู่บนยอดไม้แล้ว..!

ช่วงที่ขึ้นไปบนต้นไม้ ขึ้นไปอย่างไรท่านไม่รู้เรื่องเลย ไปนั่งใจสั่นอยู่ข้างบนเป็นชั่วโมง จนกระทั่งมั่นใจว่าเสือไม่ได้อยู่แถวนั้นแล้วก็ปีนลงมา แล้วเดินทางต่อ เดินทางไปได้พักหนึ่ง ปรากฏว่าเสือตัวนั้นเกิดสงสัย ว่าเมื่อกี้นี้ตัวอะไรแน่ ก็เลยย่องตามมาดูอีก พระครูหน่อยบอกว่าไม่รู้ความกลัวมาจากไหน คราวนี้วิ่งไม่คิดชีวิตเลย

เรื่องของความกลัวเป็นสัญชาตญาณที่ฝังลึกอยู่ ตราบใดที่ยังไม่หายกลัว ก็จะกลัวอยู่ตลอด กลัวทุกเรื่อง

เถรี
09-02-2012, 08:29
ถาม : เวลาขึ้นไปกราบพระข้างบน ตอนอยู่ที่นั่นหนูรู้สึกว่าทุกอย่างชัดเจน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ๆ แต่พอกลับมาลืมตาปุ๊บ ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เพราะสภาวะข้างบนกับข้างล่างต่างกันมาก ถ้าที่อยู่ตอนนี้เป็นเรื่องจริง การที่ไปอยู่ข้างบนก็ต้องไม่จริง ที่ไปคุยกับพระอาจจะหลอนไปเองก็ได้ ความรู้สึกแบบนี้แท้จริงดีหรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ดี...เพราะหลอกให้ลังเลสงสัย ตัวนี้ที่เรารู้สึกชัดเจนเพราะว่าประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอาศัยร่างนี้อยู่ ส่วนทางด้านบนเราสัมผัสด้วยใจ ความชำนาญในการสัมผัสด้วยใจ ถ้าไม่เต็มร้อย เราก็จะยังสงสัยอยู่ตลอดเวลา หลายคนคิดว่าฝันไปกระมัง แต่ให้ฝันแบบนั้นบ่อย ๆ

และหมั่นสังเกตว่าตอนช่วงนั้น รัก โลภ โกรธ หลง กินใจเราได้ไหม ? ถ้ากินใจเราไม่ได้ ให้รักษาอารมณ์ที่ รัก โลภ โกรธ หลง กินใจไม่ได้แบบนั้นให้อยู่กับเราได้นานที่สุด อยู่กับเราในร่างกายนี้ และถ้าทำได้บ่อย ๆ จะดีกับเราเอง ตอนนี้จะจริงหรือไม่จริงช่างมัน ถ้าหมดกิเลสได้ ต่อให้ฝันก็ฝันไปเรื่อยแล้วกัน

ถาม : ที่บอกว่าให้ไม่เชื่อไว้ก่อน การไม่เชื่อมีระดับที่เกินไปไหมคะ ? หรือยิ่งมากยิ่งดีเหมือนสติคะ ?
ตอบ : ให้รั้งกำลังใจไว้ส่วนหนึ่งอย่าเชื่อทั้งหมด ใช้ปัญญาพิจารณาดูเหตุการณ์ทั่วไป แต่เรื่องแบบนี้เคยโดนหลอกมาเต็ม ๆ เลย เพราะทุกอย่างเขาวางหมากให้เป็นแบบนั้น ทุกอย่างรอบข้างก็จะเป็นไปตามทุกอย่างที่เขาว่ามา จะมีหลายซับซ้อน หลายชั้นหลายเชิงด้วยกัน

แต่สำคัญที่สุด ให้มีสติรู้อยู่เสมอว่า เรื่องที่เราทำ..เรารู้ ช่วยในการละกิเลสได้หรือไม่ ? ถ้าหากช่วยในการละกิเลสไม่ได้ สักแต่รู้เห็นกว้างไกลออกไปเรื่อย ๆ ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไปใส่ใจตามหรอก ดึงกำลังใจออกมาพิจารณาตัดกิเลสของเราดีกว่า เอาเรื่องของการละกิเลสเป็นใหญ่ เรื่องอื่นเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าละกิเลสไม่ได้ก็ไม่เก่งจริงหรอก

ถาม : ในการพิจารณาต้องอยู่ที่อุปจารเท่านั้นใช่หรือไม่คะ ?
ตอบ : ไม่ใช่ ถ้าคล่องตัวแล้วระดับไหนก็พิจารณาได้ และการพิจารณาจะชัดเจนเด็ดขาดกว่ากันเยอะ เพียงแต่ว่าเราต้องซ้อมให้คล่องตัว ถ้าหากว่าเกินจากปฐมฌานไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะคิดไม่ได้

ถาม : พยายามถอยลงมาก็ไม่ค่อยเป็น พิจารณาก็ไม่ไป
ตอบ : บอกแล้วว่าซ้อมการเข้าออกฌานให้คล่องไว้

ถาม : เส้นคั่นระหว่างความมั่นใจแล้วยั้งไว้ กับที่เขาทำให้เราลังเลสงสัย เส้นคั่นอยู่ตรงไหนคะ ?
ตอบ : บอกแล้วว่าเอาการละกิเลสเป็นหลัก ถ้าหากพิจารณาดูแล้วช่วยในการละกิเลสหรือตัดราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงได้ เราก็เอา ถ้าอะไรที่ช่วยตรงนี้ไม่ได้ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ

เถรี
09-02-2012, 14:52
ถาม : ควรเรียนต่อดีไหมคะ ?
ตอบ : ถ้ายังมีไฟก็เรียนสิจ๊ะ การเรียนควรจะต่อเนื่อง แต่ถ้าหมดไฟแล้ว ไปทำงานสักระยะหนึ่งก็จะอยากกลับมาเรียนใหม่

ถาม : ระหว่างในประเทศกับต่างประเทศ ที่ไหนดีกว่า ?
ตอบ : เดี๋ยวนี้ไม่ว่าในประเทศกับต่างประเทศก็ไม่ต่างกันเท่าไรหรอก ไปต่างประเทศเปลืองค่าใช้จ่ายกว่าด้วย ลำบากให้พ่อแม่ต้องห่วงใยอีก จะเรียนที่ไหนก็ตาม ถ้าหากว่าเอาจริงก็โกยมาได้เยอะแยะเหมือนกัน แต่ถ้าไม่เอาจริงก็แย่พอกันนั่นแหละ

เถรี
09-02-2012, 16:37
http://bangkok-guide.z-xxl.com/wp-content/uploads/wat-upsornswan.jpeg


พระอาจารย์กล่าวว่า "แนวคิดของวัดอัปสรสวรรค์ เขาถือว่าพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเราได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้ามาทั้งหมด ๒๔ พระองค์ รวมพระองค์ท่านด้วยก็เป็น ๒๕ พระองค์ แต่ในกัปที่พระองค์ท่านได้รับพยากรณ์นั้นมีพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้ว ๓ พระองค์ รวมทั้งหมด ๒๘ พระองค์

วัดอัปสรสวรรค์ก็เลยสร้างพระประธาน ๒๘ พระองค์ เป็นพระประธานหน้าตักประมาณ ๑ ศอก และจัดได้สวย แต่คนเข้าไปก็จะแปลกใจว่า ทำไมในโบสถ์มีพระประธานองค์เล็ก ๆ ของเขาเล็กก็จริง แต่เยอะมาก

คนโบราณทำอะไรเกี่ยวกับศาสนา เขาจะทุ่มเทจริง ๆ นี่เขาปั้นหุ่นทีละองค์ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ถอดแบบได้ เพราะฉะนั้น..พระประธานแต่ละพระองค์ที่เขาปั้น อย่างเก่งจะมีหน้าตาใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันสักองค์"

เถรี
09-02-2012, 17:09
ถาม : มาทำบุญให้ผู้ที่เสียชีวิตไปค่ะ เพราะพี่เขามาหา
ตอบ : การที่ผีมาหาเพราะว่าเขามาหาคนที่มีบุญ เมื่อเราทำบุญเขายิ่งมาหาใหญ่เลย (หัวเราะ) อันนี้ขู่นะจ๊ะ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ส่วนใหญ่แล้วคนที่ตายก่อนหมดอายุขัย ภาษาชาวบ้านเรียกว่าตายโหง คือไม่ได้ตายแบบปกติ ด้วยความเคยชินของเขา พอตายแล้วเขาจะกลับบ้าน หรือไปหาคนที่เขาคุ้นเคยก่อน ถ้าหากว่าเขาได้บุญไป เขาก็จะมีความสบาย ก็จะห่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ

แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่า แรก ๆ ที่ตายเขาจะไปหาคนที่ยังไม่รู้ข่าวว่าเขาตาย คนรู้แล้วไม่เป็นไรหรอก เขารู้ว่ามาหลอกต้มเราไม่ได้แล้ว เมื่อสัก ๗-๘ ปีก่อน มีโยมพี่อยู่คนหนึ่งที่รู้จักมักคุ้นกันมาก น้องชายเขาตกตึกตาย...ตกตึกตายนะไม่ได้กระโดดตึกตาย พอเขาตายพี่เขาก็โทรศัพท์ไปบอกเพื่อนของน้องชายว่า น้องตายแล้วให้มารดน้ำศพด้วย

เพื่อนน้องชายก็โวยวายว่าเป็นไปได้อย่างไร เพราะเมื่อครู่ยังช่วยผมยกเก้าอี้อยู่เลย คือเขาจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ผีก็ไปช่วยงานเพื่อน ไปช่วยจัดโต๊ะจัดเก้าอี้ให้ เพื่อนก็เลยไม่เชื่อ แห่กันไป ๕-๖ คน ขอเปิดโลงดู ปรากฏว่าตายจริง นั่นแหละส่วนใหญ่เขาจะไปหาคนที่ยังไม่รู้ ถ้ารู้แล้วเขาไม่กวนหรอก เพราะไม่สามารถที่จะหลอกได้แล้ว

ดีแล้วจ้ะที่พวกเรารู้จักทำบุญไปให้ เพราะว่าบางคนในช่วงที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้สั่งสมในส่วนของบุญกุศลเอาไว้ เราเองไปช่วยเขา ถึงเวลาเขาก็จะได้รับความสุขสะดวกสบาย ถ้าหากว่ามีอะไรไม่เกินวิสัย เขาก็จะช่วยสงเคราะห์เราได้ บอกเขาไปว่าหาลูกค้ามาให้เยอะ ๆ แล้วฉันจะทำบุญให้แกอีก

ถาม : ทำอย่างไรให้เขาพ้นทุกข์ตรงนั้น ?
ตอบ : ไม่ต้องกังวลจ้ะ ทำบุญให้เขาไป เขาได้ส่วนกุศลตรงนี้แล้วก็จะได้มีความสบายกว่าเดิม พอเขาอยู่ครบอายุขัยของความเป็นมนุษย์ เขาก็จะไปเอง ตอนช่วงนี้จะเป็นส่วนที่บาลีเขาเรียกว่าสัมภเวสี บุคคลที่ยังไม่หมดอายุความเป็นมนุษย์ เขาก็จะวนเวียนไปเรื่อย ๆ ไปสวรรค์ก็ไม่ได้ ไปนรกก็ไม่ได้ พอหมดอายุขัยความเป็นมนุษย์แล้ว เขาสามารถที่จะไปรับความดีที่เราทำให้ได้ ก็เท่ากับว่าขึ้นข้างบนไปเลย

แต่คราวนี้ไม่ต้องกังวล เพราะว่าอาจจะเหลือเวลาอีกตั้งนาน วันหนึ่งของเขาเท่ากับ ๕๐ ปีของเรา เขาเดินเล่นอยู่ครึ่งค่อนวันเดี๋ยวก็ไปแล้ว เวลาต่างกันมาก จะเห็นได้ว่าเวลาเรามีความสุขแวบเดียวก็ผ่านไปแล้วครึ่งค่อนวันไม่รู้ตัว ของเขาก็เหมือนกัน ถ้าอยู่ในที่สบายเวลาผ่านไปเร็ว

อย่ากังวลมาก ถ้ากังวลมากเราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา เท่ากับว่าสื่อถึงเขา เดี๋ยวเขามาเยี่ยมบ่อย คิดถึงนี่เท่ากับต่อโทรศัพท์หา เดี๋ยวเขาแวะมาเยี่ยม ประตูบ้านแข็งแรงดีไหม ? เดี๋ยวเขามาหาเราจะวิ่งทะลุประตูเป็นรูปคนไปเลย..!

เถรี
10-02-2012, 09:49
คนเราในอดีตเคยสร้างกรรมมา ถ้าเป็นกรรมที่ฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์ใหญ่เอาไว้ ถึงวาระเศษกรรมที่มาถึง อุปฆาตกรรม กรรมที่มาตัดรอนให้ถึงแก่ชีวิต จะทำให้คิดผิด ตัดสินใจผิดได้ง่ายมากเลย เพราะฉะนั้น..ในเรื่องของการตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะกรรมเดิมมาถึง

แต่อุปฆาตกรรมมีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลและเป็นอกุศล ถ้าหากว่าฝ่ายที่เป็นอกุศลก็ทำให้เราคิดผิด อาจจะถึงขนาดฆ่าตัวตายหรือว่าฆ่าคนอื่นก็มี แต่ถ้าหากเป็นฝ่ายกุศลเข้ามา ก็จะมาตัดรอนสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด เหมือนอย่างกับพลิกฟื้นคืนมาใหม่ แบบเดียวกับพระองคุลีมาล ฆ่าคนมาเป็นพัน แต่พอถึงเวลาอุปฆาตกรรมฝ่ายกุศลเข้ามา ได้พบพระพุทธเจ้า ได้บวชปฏิบัติกลายเป็นพระอรหันต์ จากมหาโจรวางดาบกลายเป็นพระอรหันต์ นั่นก็คืออุปฆาตกรรมฝ่ายกุศลที่มาช่วย

แต่ถ้าฝ่ายอกุศลต้องอย่างพระเทวทัต ปฏิบัติจนได้อภิญญาสมาบัติ แสดงฤทธิ์ได้มากมายมหาศาล แต่พออุปฆาตกรรมฝ่ายอกุศลเข้ามาถึง เกิดคิดผิด เห็นว่าตัวมีความสามารถในการปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้าได้ ก็ตั้งใจที่จะฆ่าพระพุทธเจ้าเพื่อที่จะยึดตำแหน่งแทน

หน้าที่ของกรรมตัวนี้ก็คือ มาตัดรอนสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากว่าดีอยู่ก็จะกลายเป็นเลว ถ้าหากว่าเลวอยู่จะกลายเป็นดี ตรงกันข้ามหมด

เถรี
10-02-2012, 10:09
ถาม : ปกติแล้วเวลาผมสวดมนต์แผ่เมตตา ผมจะอธิษฐานให้เจ้ากรรมนายเวรตลอด แต่มีอยู่วันหนึ่งเหมือนเห็นมโนภาพว่าเขามากันเยอะ ไม่ทราบว่าเขามากันเพื่ออะไรครับ ?
ตอบ : เราจะเรียกหรือไม่เรียก เจ้ากรรมนายเวรเขาก็มาเป็นปกติ รอวาระบุญเราขาดช่วงลง เขาก็จะสอยเราร่วงตอนนั้น..! ถ้าเราเห็นเขาได้ก็ดี จะได้ไม่ประมาท

เถรี
10-02-2012, 11:03
พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อเดือนก่อนไปรับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศกับผ้าไตร ที่วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เจอหลวงตาวัชรชัย กลายเป็นรักษาการเจ้าคณะอำเภอไปแล้ว เดี๋ยวก็คงจะมีรับสั่งแต่งตั้งอีกไม่นาน

เพื่อน ๆ พระสังฆาธิการทางทองผาภูมิ เขาบอกว่าอาตมาไม่ยอมเอาตำแหน่งกับเขาสักที พอถึงคราวตัวเองแล้วก็ไม่เอา ผัดผ่อนไปเรื่อย ปรากฏว่าหลวงปู่พูน วัดบ้านแพน ก็เพิ่งจะรับพัดยศไปเหมือนกัน (หัวเราะ) ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรหรอก เราอย่างเก่งก็เป็นแค่หลวงพ่อ แต่นั่นหลวงปู่แล้วเพิ่งจะรับเอง

มีอยู่ ๖ รายที่ไปรับไม่ไหว นอนโรงพยาบาล และมีอีก ๗-๘ รายที่ต้องใส่รถเข็นเข้าไปรับ เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ ทำงานหนักมากเลย นอกจากจะต้องรับแทนแล้ว ยังต้องเข็นรถให้ท่านเข้าไปรับอีกต่างหาก"

เถรี
10-02-2012, 11:27
พระอาจารย์กล่าวว่า "คนที่กระโดดตึกตาย จริง ๆ แล้วต้องกล้าหาญมาก สมัยที่อาตมายังเรียนทหารอยู่ จะมีการฝึกกระโดดร่ม ขนาดว่ามีสายโยงแน่นหนามาก เพื่อนบางคนยังยืนขาสั่นพั่บ ๆ เลย ไม่กล้ากระโดด ครูฝึกต้องเมตตาถีบส่งให้ ไม่มีรุ่นไหนที่ไม่โดนถีบหรอก โดนถีบทุกรุ่น..!

เขาทำวิจัยกันแล้วว่าระยะสูงตั้งแต่ ๓๒ ฟุตขึ้นไป มนุษย์ทุกรูปทุกนามจะมีความกลัวอยู่ เพียงแต่จะกลัวแล้วกล้าทำหรือไม่กล้าทำ คนที่กลัวแล้วไม่กล้าก็จะโดนถีบ ครูฝึกจะช่วยถีบให้ แล้วเขาก็เลือกให้กระโดดร่มในระยะที่คนกลัวพอดี พอเป็นอย่างนั้นไม่ว่าคนที่กลัวความสูงหรือไม่กลัว ไปถึงตรงนั้นก็เสียววาบทุกคน

เพียงแต่ว่าตอนที่กระโดดร่มจริง ขออย่างเดียวคือขอพับร่มเอง ถ้าตายก็ขอให้ตายเพราะเราผิดพลาดเอง อย่าเป็นเพราะคนอื่นเขาพลาดเลย เพราะฉะนั้น..พอถึงเวลากระโดดร่มทุกคนจะขอพับร่มเอง ถ้าคนอื่นพับให้แล้วร่มไม่กาง ตายเป็นผีจะตามไปหลอก..! (หัวเราะ)"

เถรี
10-02-2012, 14:37
พระอาจารย์กล่าวว่า "งานเป่ายันต์เกราะเพชรที่ผ่านมา เขาออกแบบบายศรีเป็นมังกรพันต้นบายศรีอยู่ ๔ ทิศ แล้วมีเจ้าแม่กวนอิมประทับบนหลังหงส์อยู่ตรงกลาง เป็นฝีมือของพระจำเนียรกับพระคมสันเหมือนเดิม ท่านมีฝีมือด้านนี้จริง ๆ

โดยเฉพาะเกล็ดมังกรเสียเวลาเย็บมากเป็นพิเศษ ปกติเวลาเย็น ๆ บายศรีก็เสร็จแล้ว แต่ว่าครั้งนี้เจอมังกรเข้าไป ๔ ทิศ ไปทำเสร็จตอนตี ๔ ยังดีนะที่เสร็จตี ๔ เพราะพุทธาภิเษกตอน ๗ โมงครึ่ง ถ้าไปเสร็จเอา ๗ โมง ดีไม่ดีอาตมาจะหัวใจวายไปด้วย เพราะต้องมาลุ้นว่าจะเสร็จหรือเปล่า ?

เขาทำเป็นมังกร ๕ เล็บ ตามความเชื่อของชาวจีน ถ้ามังกร ๕ เล็บจะเป็นมังกรแท้ สืบสายตระกูลของพญามังกรในทะเลทั้งสี่ แต่ถ้าหากว่าเป็นมังกร ๔ เล็บจะเป็นมังกรแปลง คือสัตว์อื่นอย่างงูหรือปลาบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นมังกรขึ้นมา ถ้าเราดูภาพมังกรของจีนแล้วมีความเข้าใจ จะแยกแยะออกว่าเป็นมังกรแท้หรือมังกรแปลง แต่จะว่าไปแล้วมังกรแท้ก็คงจะเหมือนลูกเจ้าลูกนาย มีชาติมีตระกูล แต่มังกรแปลงต้องดิ้นรนจนตนเองประสบความสำเร็จ จริง ๆ แล้วน่าเลื่อมใสกว่า

สมัยก่อนคนจีนเขาเชื่อว่า ถ้าปลาหลีฮื้อว่ายข้ามสามโตรกแยงซีเกียงได้ก็จะกลายเป็นมังกร เพราะว่าจุดสุดท้ายเป็นประตูมังกร ปลาต้องว่ายทวนน้ำไป จากแม่น้ำกว้างเป็นกิโล ๆ โดนบีบเหลือกว้างแค่ไม่กี่ร้อยเมตร น้ำจำนวนมหาศาลที่โดนบีบ ถ้าปลาไม่แข็งแรงจริงว่ายทวนขึ้นมาไม่ได้ เขาก็เลยเชื่อกันว่าถ้าปลาว่ายผ่านตรงนั้นได้จะเป็นมังกร"

เถรี
10-02-2012, 19:17
พระอาจารย์เล่าว่า "สมัยอาตมาอยู่วัดท่าซุงไม่เอาเรื่องก่อสร้างเลยนะ นอกจากอยู่เวรอยู่ยามแล้ว เวลาที่เหลือภาวนาอย่างเดียว พอออกจากวัดท่าซุงมา ตั้งแต่อาทิตย์แรกถึงอาทิตย์สุดท้ายก่อสร้างมาแทบทุกวัด ข้าวของราคาเท่าไรรู้หมด พูดง่าย ๆ ว่าปัจจุบันนี้ราคาในท้องตลาดเท่าไร ต้องใช้ประมาณเท่าไร แค่มองด้วยสายตาก็รู้แล้วว่าต้องใช้เงินเท่าไร

อย่างรถเอาเหล็กข้ออ้อยขนาด ๒๕ มิลลิเมตร มาลง ๑ คันรถ อาตมามองวูบเดียวบอกได้เลยว่าไม่หนี ๔ แสนบาท พอเขาส่งใบเสร็จมา ราคา ๔ แสน ๔ หมื่นกว่าบาท พอรถเอามาลงอีกหนึ่งคัน บอกได้เลย คันนี้ค่าเหล็ก ๖ แสนกว่าบาท เรื่องคำนวณต้องยกให้อาตมาคนหนึ่ง ทำจนชำนาญขนาดมองก็รู้ว่าเท่าไร"

เถรี
11-02-2012, 11:00
ถาม : ที่หลวงพ่อฤๅษีเคยบอกว่า คนผิดศีลข้ออทินนาทาน กฎแห่งกรรมก็คือทรัพย์สมบัติที่มีจะถูกทำลายโดยภัยธรรมชาติ หรือภัยต่าง ๆ ในกรณีที่เพื่อน ๆ ผมที่ทำงานถูกน้ำท่วม และทรัพย์สินเสียหาย ควรจะมีการชักชวนเขามาชำระพระหนี้สงฆ์ ไม่ทราบว่าผลจะตรงหรือไม่ครับ ?
ตอบ : สิ่งที่เราทำเป็นความดีใหญ่ แต่ผลไม่ตรง เพราะว่าทรัพย์สินเสียหายเกิดจากกรรมเก่าที่เราสร้างมาในอดีต ส่วนบุญใหม่ที่เราสร้างในปัจจุบันเป็นส่วนของบุญ บุญกับกรรมนี่ต่างคนต่างอยู่ ถึงเวลาต่างคนต่างให้ผล เพราะฉะนั้น..ทำไว้ดีกว่าไม่ทำ แต่ไม่ใช่การแก้กันโดยตรง

ในเรื่องของการสูญเสียทรัพย์สิน มีเคล็ดลับง่าย ๆ ว่าให้ปล่อยนกบ่อย ๆ สักเดือนละตัวสองตัวก็ได้ ถ้าปล่อยนกจะป้องกันในเรื่องของการสูญเสียทรัพย์สินได้ เพราะถึงเวลานกบินไปแล้วไปลับ ก็ปล่อยนกไปแทน จริง ๆ โบราณเขาเก่งเหมือนกัน การปล่อยสัตว์อย่างปล่อยนก จะมีอานิสงส์พิเศษคือป้องกันเรื่องข้าวของสูญหาย ทรัพย์สินเสียหาย

เรื่องของการปล่อยปลา ถ้าทำเป็นประจำจะมีความเป็นอยู่คล่องตัว คนอื่นเขาลำบากแค่ไหนเราก็ไปได้เรื่อย เหมือนปลาที่แถกเหงือกไปเรื่อย ๆ เพื่อไปหาที่อยู่ใหม่ แต่นี่เราปล่อยลงแม่น้ำใหญ่ ก็ยิ่งสบายใหญ่เลย

การปล่อยไก่จะตัดเคราะห์กรรมใหญ่ได้ แต่ถ้าเคราะห์กรรมประเภทอุปฆาตกรรมหนักจะถึงแก่ชีวิต ให้ปล่อยพวกวัวหรือควาย ที่ว่ามานี้ถ้าได้สัตว์ประเภทที่เขากำลังจะฆ่าได้ก็ยิ่งดี เพราะว่าเท่ากับใช้ชีวิตแลกกัน เรื่องของการปล่อยสัตว์นอกจากได้เมตตาบารมีแล้ว ยังมีอานิสงส์พิเศษที่ว่ามาอีกด้วย

เถรี
11-02-2012, 11:18
หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเคยไปเจอปูทะเลแล้วปล่อย อาตมาเรียนถามว่ามีอานิสงส์พิเศษอะไรครับ ? ท่านบอกว่าหลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์ วัดดาวดึงษาราม ฝั่งธนบุรี เป็นอาจารย์สอนเทศน์ของหลวงพ่อท่าน เคยปล่อยปูด้วยความสงสาร ท่านบอกว่า "ไอ้ปูอีปูเอ๊ย..ข้าจะไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า พวกเอ็งไม่ต้องตามไปเกิดเป็นบริวารของข้าหรอกนะ ข้าปล่อยพวกเอ็งไม่ได้ต้องการให้พวกเอ็งไปเป็นบริวารของข้า ข้าปล่อยพวกเอ็งเพราะต้องการให้พวกเอ็งพ้นทุกข์เท่านั้น"

ปูโดนมัดมาทั้งวัน บางตัวพอตัดเชือกออกมาขาหลุดหมดเลย คนเรานั่งนิ่ง ๆ ท่าเดียวก็แย่แล้ว แต่นี่โดนมัดด้วย ปรากฏว่าพอหลวงปู่ท่านปล่อยปูไปไม่นาน อาการที่ท่านเคยปวดหลังเมื่อยเอวอยู่ ๆ ก็หายไปเฉย ๆ หลวงปู่ท่านก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า น่าจะเป็นอานิสงส์ของการปล่อยปูให้พ้นจากการโดนมัด ท่านก็เลยเอามาเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านก็จำไว้ ถึงเวลาหลวงพ่อท่านก็มาปล่อยบ้าง

เพราะฉะนั้น..เรื่องของการปล่อยสัตว์ บางทีอานิสงส์พิเศษบางอย่างก็มีชนิดที่เรานึกไม่ถึง แต่ถ้าเกี่ยวกับข้าวของที่สูญหายหรือเสียหาย ก็ให้ปล่อยนกแทน ปล่อยเดือนละตัวสองตัวก็ได้ อาตมาเองถ้าไปวัดเชียงมั่นที่เชียงใหม่ ไปไหว้พระแก้ววัดเชียงมั่น ก็จะปล่อยนกเขา เพราะว่าตรงนั้นจะมีนกเขาให้ปล่อย ที่อื่นไม่เคยเจอ

ไปถึงก็ต่อรองราคากันสนุกสนานเฮฮา ตอนหลังเขาจำได้แล้ว ไปถึงเขาก็วิ่งมาให้ปล่อยเลย แรก ๆ เขาก็ถาม "ปล่อยนกบ่เจ้า" อาตมาบอกว่า "นกชนิดนี้ไม่ปล่อยหรอก ชอบกินมากกว่า" ญาติโยมก็หัวเราะกันสนุกสนานเฮฮา แรก ๆ จะขายตัวละ ๑๕๐ บาท ต่อไปต่อมาเหลือแค่ตัวละ ๘๐ บาท หายไปครึ่งหนึ่ง อย่าไปเชื่อเขานะว่าปล่อยชีวิตสัตว์แล้วต่อราคาไม่ได้ ต่อไปเถอะ..เพราะเงินที่เหลือเราเอามาซื้อปล่อยเพิ่มได้

เถรี
11-02-2012, 11:29
มีอยู่รายหนึ่งมาบอกกับอาตมาว่า "หลวงพ่อครับ..ผมไปดูหมอมา เขาบอกว่าให้ปล่อยปลาไหลเท่าอายุ ต้องเขียนชื่อตัวเองและวันเดือนปีเกิดติดตัวปลาไหลไปด้วย" อาตมาได้ยินก็หัวเราะก๊ากเลย ถามว่า "ตกลงตายห่าหมดเลยใช่ไหม ?" "หลวงพ่อรู้ด้วยหรือครับ ?"

"จะไม่ตายได้อย่างไร ? ปลาไหลตัวลื่น ๆ เขียนไม่ได้ ถ้าคุณจะเขียนชื่อได้ คุณต้องเช็ดจนเมือกหมดก่อน ถ้าปลาไหลไม่มีเมือกก็เหมือนคนโดนถลกหนัง แล้วจะไปเหลืออะไร" ท้ายสุดเขาบอกว่าตายหมดจริง ๆ

อาตมาเป็นเด็กบ้านนอกอยู่กับทุ่งอยู่กับนา รู้จักสัตว์พวกนี้ดี ที่น่าอนาถที่สุดคือ ตามทุ่งนาตอนหน้าแล้งเขาจะเผาตอซัง ก็คือตอข้าว พอเผาแล้วก็เป็นขี้เถ้าไปทั้งทุ่ง พอฝนลงขี้เถ้าพวกนี้จะไหลไปในรูปลาไหล โอ้โห..เหมือนกับโดนน้ำกรดราด เพราะปลาไหลพวกนี้แพ้ขี้เถ้า ก็ตะกายขึ้นมาเต็มทุ่ง แล้วที่ตะกายขึ้นมาไปไหนก็ไม่รอดแล้ว เพราะโดนไปเต็ม ๆ เหมือนคนโดนน้ำกรดราดไปทั้งตัว

อาตมาเองเห็นทีไรสยองทุกที เขาไม่ได้เจตนาหรอก เป็นผลพลอยได้ เพราะชาวนาต้องเผาตอซังเพื่อให้เป็นปุ๋ยทุกปี แต่พอถึงเวลาฝนตกแล้ว น้ำที่เกิดจากขี้เถ้าไหลลงไป เรียบร้อย..เล่นเอาปลาไหลเผ่นขึ้นมา เก็บกันทีเป็นหาบ ๆ เลย..!

เถรี
11-02-2012, 13:54
ถาม : ถ้าปล่อยปลาแล้วปลาใหญ่มากินละครับ ?
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ อย่าไปเสียกำลังใจ ปล่อยไปแล้วตายหรือปลาใหญ่มากินไปก็ช่างเถอะ เพราะเราได้ปล่อยแล้ว แต่ปลาที่เราปล่อยไปแล้วมีปลาอื่นมากินเข้า เพราะกรรมเขาไม่พ้นที่จะต้องตาย เขาไปก่อกรรมไว้กับอีกฝ่ายหนึ่ง พอถึงเวลาเขาก็มาเอาคืนพอดี

ตอนอาตมาอยู่วัดท่าซุง ไปเจอกบที่ไข่ไว้บนพื้นซีเมนต์ที่สวนไผ่ ๖ ไร่ พอไข่เป็นลูกอ๊อดพอดีน้ำตรงนั้นจะแห้ง อาตมาจึงเอาช้อนไปตักขึ้นมาทีละช้อน ๆ ใส่ถังได้ครึ่งค่อนถัง ก็เอาไปปล่อย เทลงที่แม่น้ำหน้าวัด อาตมาก็ไม่นึกว่าจะพาพวกเขาไปตาย เพราะที่หน้าวัดมีปลากระแหเป็นฝูง ๆ เลย พอเทลงไปปลากระแหก็ว่ายมาเมียง ๆ มอง ๆ พอเห็นว่ากินได้ก็พุ่งเข้าใส่เลย พึ่บพั่บ ๆ พักเดียวเป็นพัน ๆ ตัวหมดเกลี้ยง..!

ถ้าโยมเจออย่างอาตมาคงใจฝ่อตาย ตั้งใจจะช่วยแท้ ๆ กลายเป็นทำให้พวกเขาตายเร็วขึ้น แต่ความจริงเราต้องแยกแยะให้ออก เราไม่ได้เจตนาจะทำให้เขาตาย จะปล่อยเขาให้รอด แต่ดันลงไปที่ดงปลากระหายเลือดพอดี

อาตมาเคยปล่อยปลาดุก ปลากระแหมาดึงหนวดปลาดุกไปกินเกลี้ยงเลย อะไรที่ยื่นเกินออกมาโดนดึงไปกินหมด แล้วอย่างลูกอ๊อดก็ตัวละคำพอดี

เถรี
11-02-2012, 14:11
ถาม : ถ้าผมจะแนะนำเพื่อน ๆ ภาวนาคาถาเงินล้าน จะมีท่อนหนึ่งเป็นคาถาปัดอุปสรรค จะช่วยลดปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติลงได้ไหมครับ ?
ตอบ : ปัดอุปสรรคในคาถาเงินล้าน ส่วนใหญ่จะเป็นปัดอุปสรรคในเรื่องทำมาหากิน ถ้าเราเห็นว่าภัยธรรมชาติจะเป็นอุปสรรคในการทำมาหากินก็ภาวนาควบไปด้วย ถึงจะช่วยด้านนี้ไม่ได้แต่เรื่องความรวยได้แน่ เพราะฉะนั้น..ทำไปเถอะ

ถาม : ในหนังสือกระโถนผมเห็นบอกว่าคาถานี้ให้เริ่มต้นที่นาสังสิโม อีกที่หนึ่งว่าเริ่มต้นที่สัมปะจิตฉามิ เลยไม่แน่ใจว่าเริ่มตรงไหนดีครับ ?
ตอบ : เกินดีกว่าขาด ใส่ไปเถอะ

เถรี
11-02-2012, 14:27
ถาม : เดินขาไม่เท่ากัน เกิดจากอุบัติเหตุ
ตอบ : อาตมาก็ขาไม่เท่ากันนะ แต่เวลาเดินคนสังเกตไม่ออก เกิดจากอุบัติเหตุตกจากต้นมะพร้าว ตอนตกขาขวากระแทกลงก่อน เพราะฉะนั้น..ขาขวาของอาตมาจะสั้นกว่าขาซ้ายประมาณเซ็นต์กว่า ๆ

ตกลงมาแล้วไม่กล้าบอกพ่อบอกแม่ด้วย ขาบวมฉึ่งเลย กลัวพ่อแม่จะรู้ ทำเป็นเดินเขย่งเล่น ที่ไหนได้รุ่งขึ้นลุกไม่ได้ แต่โบราณเขาเก่ง ใช้ไพลกับต้นขาไก่ตำด้วยกัน เอาไปคั่วให้ร้อน ห่อผ้าแล้วมาประคบ รุ่งขึ้นเดินปร๋อเลย เพิ่งมารู้ว่าใช้ใบพลับพลึงลนไฟแล้วมาพันก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้ขาของอาตมาสองข้างยาวไม่เท่ากัน แต่คนดูไม่รู้เท่านั้น

เถรี
11-02-2012, 14:47
ถาม : อยากจะมานั่งกรรมฐานบ่อย ๆ
ตอบ : อย่าอยาก ให้มาเลย..ถ้ามัวแต่อยากไม่ได้มาหรอก..!

เถรี
12-02-2012, 09:57
ถาม : ช่วงนี้มีคนเอาเพชรพญานาคมาให้ดู ไม่ทราบท่านพอจะมีความรู้ด้านนี้ไหมครับ ?
ตอบ : มีความรู้ว่าปัจจุบันปลอมเสีย ๙๙.๙๙%

ถาม : เขาเอาเพชรไปไว้ในหินครับ ?
ตอบ : อาตมามีวีดีโอที่เขาไปพิสูจน์มาแล้ว เขาผ่าหินออกมาให้ดู พบว่ามีรอยต่อ ตอนที่ทำรอยต่อเขาใช้กาวพิเศษทา ส่วนด้านนอกเอาน้ำโคลนลูบจนทั่วแล้วไปเผา ถ้าเพชรพญานาคที่ออกมาจากหินในลักษณะเหมือนดินเผา มีเศษ ๆ ขี้เถ้าด้วยแล้วของปลอมทั้งนั้น ถ้าของจริงจะเหมือนกับก้อนหินปูน หนักมากเลย แต่ว่าเขย่าแล้วข้างในมีเสียง

ถาม : ของจริงมีไหมครับ ?
ตอบ : ของจริงมีอยู่จ้ะ มีพระธุดงค์รูปหนึ่ง จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่พระธุดงค์อาชีพหรอก ท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้วสร้างโบสถ์ค้างอยู่ ท่านไปธุดงค์ระงับความฟุ้งซ่าน แต่ไม่เป็นอันภาวนาเพราะนึกห่วงโบสถ์ อยู่ ๆ ก็นิมิตเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาบอกว่าจะช่วยในเรื่องการสร้างโบสถ์ รุ่งเช้าจะเอาของสำคัญมาให้ ให้ไปดูที่ริมน้ำ ในถ้ำที่ท่านไปธุดงค์มีลำห้วยอยู่ด้วย

รุ่งเช้าพระท่านเข้าไปดูก็ไม่เห็นอะไร นอกจากหินที่มีลักษณะกลม ๆ ประหลาด ๆ หน่อย ท่านหยิบขึ้นมาลองเขย่าดู มีเสียงอยู่ข้างใน เลยลองทุบดูแล้วก็เจอเพชรพญานาคเข้า จึงเอามาให้คนเขาบูชา ได้เงินไปสร้างโบสถ์จนเสร็จจริง ๆ

เถรี
12-02-2012, 10:16
ของสำคัญในบ้านเรา ขอให้คนเห่อขึ้นมาเถอะ พักเดียวก็เต็มตลาดแล้ว ผลิตมาขายที่ท่าพระจันทร์ทัน ๆ กันเลย สมัยนี้ใครอยากได้พระบรมสารีริกธาตุสีไหน แบบไหน ไปเอาที่ท่าพระจันทร์ได้ มีเป็นถัง ๆ เลย เขาผลิตกันขึ้นมาเอง

มีอยู่ระยะหนึ่งเขาผลิตมักกะลีผล ผลิตได้แสบมากเลย เพราะใช้เถาวัลย์จริง ๆ แต่ว่าเข้าเครื่องปั๊มจึงออกมาหน้าตาเหมือนกันทุกตัว มีตำหนิที่เดียวกันหมด ถ้าใครรู้จักสังเกตก็จะเห็นว่าเป็นมักกะลีผลที่เขาตั้งใจทำขึ้นมา แต่ถ้าเอาไปพิสูจน์ก็คือเนื้อไม้นั่นแหละ แล้วก็ไปตื่นเต้นว่าเป็นของจริง แต่ความจริงเป็นเถาวัลย์ปั๊มขึ้นมา

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาปลอมช้างน้ำกัน ถ้าอยากดูช้างน้ำของจริง อาตมารู้จักโยมอยู่คนหนึ่ง ตั้งแต่เขาได้ช้างน้ำมา แทนที่จะเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นตกระกำลำบากระเหเร่ร่อน เขาไปได้ช้างน้ำเป็น ๆ มาเลย ก่อนหน้านี้เขาเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ชื่อรุ่งโรจน์ภัณฑ์ อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิตรงข้าง ๆ สถานีตำรวจ ปัจจุบันนี้จุดนั้นกลายเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แล้วทางโรงเรียนเทศบาลขอพื้นที่ไปใช้ก่อน

พอข่าวกระจายออกไปว่าเขามีช้างน้ำ พวกหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ก็แห่กันไป เขาต้องหอบช้างน้ำหนีเตลิดเปิดเปิงไปแถวปากช่อง ต้องไปเริ่มต้นทำมาหากินกันใหม่ ใคร ๆ ว่าได้ช้างน้ำไปแล้วเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นว่าเขาได้ไปแล้วตกระกำลำบาก แต่ว่าทุกวันนี้เริ่มตั้งหลักได้แล้ว เขาบอกว่า "อาจารย์..ถ้าต้องการ ผมถวายอาจารย์คนเดียวนะครับ คนอื่นให้เงินผมเท่าไรผมก็ไม่ให้หรอก" อาตมาเองก็ไม่รู้ว่าจะเอามาให้เดือดร้อนทำไม เลยบอกว่าเก็บไว้เถอะ

เพื่อนพระรูปหนึ่งคือท่านพระครูประทีปกาญจนธรรม ชาวบ้านเรียกพระอาจารย์เต้ บ้านเกิดอยู่ที่เมืองพะอาง รัฐกะเหรี่ยงของพม่า ตอนเด็ก ๆ อาจารย์เต้บอกว่า ชาวบ้านหาปลาจับช้างน้ำได้ ก็ช้อนมาใส่กะละมัง ท่านก็ไปดู เห็นว่ายไปว่ายมาอยู่ในกะละมัง เป็นช้างตัวเล็ก ๆ แต่อยู่ในน้ำ ของจริงเขามี แต่ของปลอมก็ปลอมมาเร็วทันตาเหมือนกัน

เถรี
12-02-2012, 10:20
ถาม : ตอนนี้ช้างน้ำยังมีชีวิตอยู่ไหมครับ ?
ตอบ : ตายไปแล้ว ตากแห้งอัดใส่กรอบพลาสติกไว้ เขาบอกว่าถ้าอยากได้เขาจะถวายมา จะได้รู้ว่าของจริงเป็นอย่างไร แต่อาตมาไม่อยากให้คนแห่ไปวัดเพราะไปดูช้างน้ำ อยากให้เขาไปวัดเพราะอยากไปปฏิบัติธรรมมากกว่า

ความจริงถ้ามีช้างน้ำ แค่แจ้งสื่อมวลชนไป คนก็จะแห่กันมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร แล้วก็จะได้เงินเข้าวัด แต่วัดก็จะแย่ เพราะคนไม่ได้เข้าเพื่อมาปฏิบัติ เมื่อไม่ได้อะไรในทางธรรมขึ้นมา เลยไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไม

เถรี
12-02-2012, 17:28
ถาม : ไปอบรมบาลีที่วัดสร้อยทอง ไม่รู้ว่าจะสอบได้หรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ต้องไปกังวล ทำให้เต็มที่ของเราก็แล้วกัน ภาวนาคาถาท่านปู่พระอินทร์ไว้เยอะ ๆ สมัยนี้เราต้องหัดเล่นของบ้าง เขาแย่งกันไปอบรมที่วัดสร้อยทอง คงหวังจะโชคดีเหมือนพระมหาสันติ

พระมหาสันติไปอบรมที่วัดสร้อยทอง ท่านไปนอนในโบสถ์ อยู่ ๆ เทวดาก็เดินออกมาจากพระประธาน บอกว่าข้อสอบจะออกหน้าไหน ท่านก็เลยท่องแค่ ๒ หน้านั้น แล้วก็ออกจริง ๆ ด้วย

ท่านไม่ค่อยได้เรียนประโยค ๘ หรอก แต่สอบได้ ส่วนตอนนี้ประโยค ๙ ท่านก็ย่องไปอบรมที่วัดสร้อยทองเหมือนเดิม แต่เทวดาไม่มาแล้ว (หัวเราะ)

เถรี
12-02-2012, 19:46
พระอาจารย์กล่าวว่า "โยมรุ่นหลัง ๆ เลี้ยงเด็กแบบต่างประเทศ ก็คือเลี้ยงเด็กแบบเป็นเพื่อน ทำให้เด็กไม่กลัวและพลอยดื้อกับพ่อกับแม่ไปด้วย เพราะฉะนั้น..ถ้าเชื่อโบราณก็รักลูกให้ตี ถ้าไม่กล้าตีเองก็เอาไปฝากไว้ที่วัดสักเดือน..!

เมื่องานบรรพชาสามเณรถวายในหลวง เณร ๑๕๗ รูป พระตีจนแขนโตไปเลย วันแรก ๆ เณรก็เหมือนกับลิงดี ๆ นี่เอง พอวันท้าย ๆ ก็อยู่ในระเบียบ บางทีอาตมาได้ยินพี่เลี้ยงพูดก็ขำ พี่เลี้ยงเขาตั้งกติกาเพิ่มขึ้นมา "ตกลงนะครับ" ไม่มีใครตกลงสักคน พี่เลี้ยงตกลงเอง ที่ตกลงก็คือ ถ้าผิดเมื่อไรก็โดนเมื่อนั้น

แต่ต้องทำ..เพราะว่าสามเณรคือเชื้อสายของสมณะ เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเขาให้ความเคารพบูชาเหมือนกัน ถ้าบวชแล้วไม่ได้เป็นเณร เกิดโทษหนัก พระเลยต้องตีกระจาย ตอนแรกเขายังไม่รู้นโยบาย พอบอกว่าฟาดได้เลย พระก็เตรียมอาวุธกันเป็นแถว บางรูปมีไม้เรียว ๓ อัน ถามว่าทำไม ? ท่านบอกว่าถ้าตีแล้วไม้หักจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาใหม่ พ่อแม่บางคนมาเห็นก็กลืนน้ำลาย "อยู่บ้านหนูไม่กล้าตีเลย..!" ไม่เป็นไร..เดี๋ยวพระจัดการให้..!

มีเด็กที่เคยบวชเณรอยู่ ๓ - ๔ คน สึกไปแล้วยังมาใส่บาตรเป็นประจำ อาตมาถามว่า "ตกลงว่าชอบรสชาติไม้เรียวที่วัดท่าขนุนใช่ไหม ?" สึกจากเณรไปโผล่มาใส่บาตรทุกวัน อยากให้พระฉันข้าวจะได้มีแรง ครั้งหน้าบวชใหม่จะได้โดนอีก..!

ภูมิปัญญาโบราณแต่ละอย่างสืบทอดมาเป็นร้อยเป็นพันปี พอสรุปมาเป็นองค์ความรู้แล้วไม่พลาดเท่าไรหรอก อย่างเรือนไทยโบราณใต้ถุนสูง เพราะบ้านเราพอถึงเวลาน้ำจะหลากมาประจำอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้นชัดเลย ถ้าไม่ผูกไว้ วัวไปกินข้าวนาคนอื่นเขา จะทำให้เจ้าของต้องทะเลาะกัน บางทีถึงฆ่ากันก็มี หรือถ้าปล่อยไปเรื่อยอาจจะโดนขโมยไป มีลูกถ้าอยากให้ได้ดีต้องมีการลงโทษ และให้รางวัลไปด้วย ทำดีได้รางวัล ทำไม่ดีได้ไม้เรียว เด็กเขาก็จะรู้เองว่าต้องทำอย่างไร แล้วเมื่อเคยชินก็จะเพาะเป็นนิสัย เลือกทำแต่ในสิ่งที่ดี ๆ ไปเอง"

เถรี
12-02-2012, 20:06
พระอาจารย์กล่าวว่า "ความจริงปีที่ผ่านมา ถ้ายอมให้น้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ น้ำจะอยู่ไม่นาน คราวนี้ไม่ยอมให้น้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ ไปกักเอาไว้ พอกักเอาไว้น้ำก็ทะลักมาทางตรงข้าม ก็หาทางลงยาก อย่าลืมว่าสุวรรณภูมิคือหนองงูเห่า เป็นหนองน้ำ เป็นพื้นที่รับน้ำใหญ่โตมโหฬาร ในเมื่อน้ำลงที่ต่ำไม่ได้ก็สะสมตัวมากขึ้น ๆ ล้นไปตามที่สูง คนที่ไม่เคยท่วมก็โดนท่วม ไม่ใช่ว่าไม่รู้....รู้..แต่ถือว่าเอาจุดที่สำคัญที่สุดไว้ก่อน คือรักษาสนามบินเอาไว้

ความจริงถ้าไม่กั้นเลย ใช้แบบโบราณก็ท่วมไม่กี่วันหรอก เพราะน้ำดาหน้ามาพร้อม ๆ กัน อย่างเก่งก็สักครึ่งแข้ง ท่วมโดยทั่วหน้ากันทั้งในทั้งนอก เดี๋ยวก็ลงทะเลไป แต่เราไปกักเอาไว้ พอไปกักเอาไว้ปริมาณก็สูงขึ้น ๆ จนคันกั้นน้ำเอาไม่อยู่ พังมาตูมเดียวก็เรียบร้อย นิคมอุตสาหกรรมยิ่งใหญ่แค่ไหนก็เอาไม่อยู่

เป็นการวางแผนจัดการที่ผิดพลาดแต่โทษใครไม่ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาแล้งจัด พอน้ำมาก็ต้องรีบเก็บ ปรากฏว่าพอเก็บน้ำได้ตามปริมาณระดับที่ตัวเองต้องการ อยู่ ๆ พายุก็พรวดพราดมา ๓ - ๔ ลูกติด ๆ กัน พอน้ำจะเกินระดับก็ต้องทำการพร่องน้ำตามหลักวิชาของเขา ก็คือระบายน้ำออก แต่พอเขื่อนใหญ่ ๆ ระบายลงมา ๓ - ๔ เขื่อนพร้อม ๆ กัน กรุงเทพฯ ก็ท่วมเรียบร้อย มาปีนี้เห็นไหม ? เขารีบเททิ้งตั้งแต่ตอนนี้เลย เพราะชักเข็ดแล้ว ถ้าตอนปลายปีแล้งขึ้นมา คราวนี้ก็น้ำตาเล็ดเลย..(หัวเราะ).."

เถรี
12-02-2012, 20:37
ถาม : พายุสุริยะ...?
ตอบ : เกิดเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะมีช่วงที่ปะทุหนักอยู่ อย่างไรก็เกิดแน่ ๆ จ้ะ หากถ้าว่าใครเก็บข้อมูลต่าง ๆ ลงแถบแม่เหล็กหรือคอมพิวเตอร์ก็ต้องระวังผลกระทบพวกนี้อยู่เหมือนกัน เพราะว่าถ้าวูบมาทีหนัก ๆ ก็เท่ากับล้างข้อมูลเกลี้ยงเลย

ถาม : แล้วจะเก็บแฟลชไดร์ฟไว้ที่ไหน ?
ตอบ : เอาไว้ที่ไหนก็โดน อย่าลืมว่าเป็นการจัดเรียงด้วยระบบไฟฟ้า พายุสุริยะเป็นโคตรไฟฟ้าเลย..(หัวเราะ)..ต้องติดตามข่าวทางขั้วโลก ถ้าขั้วโลกเหนือเกิดแสงออโรร่ามากเป็นพิเศษ แสดงว่ากำลังพายุแรงมาก เพราะว่าแสงออโรร่าเกิดจากพายุสุริยะปะทะกับขั้วแม่เหล็กโลก แล้วก็เกิดเป็นสารพัดสีขึ้นมา ดูแสงแล้วก็เพลิน ๆ ดีเหมือนกัน

เถรี
12-02-2012, 20:46
ตอนที่อยู่เกาะพระฤๅษี มีฟ้าผ่าห่างไปประมาณ ๔ กิโลเมตร แต่กำลังไฟฟ้าที่วิ่งผ่านมา ทำให้เสาอากาศวิทยุของหน่วยป่าไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ละลาย สายขนาดประมาณนิ้วชี้ พลาสติกหุ้มสายละลายลงมาเหลือแต่โลหะล้วน ๆ เลย ส่วนที่เกาะพระฤๅษีสายไฟในโรงครัวก็ละลาย ฟิวส์ละลายหมดเลย ไม่รู้ว่าเข้าไปทางไหนได้ คาดว่าไฟฟ้าปริมาณที่มหาศาลที่ผ่าตูมลงมา ไปถึงไหนก็จะแทรกเข้าไปทุกจุด

ต้องยอมรับว่าสภาพจิตของเราถึงเวลารู้ก็รู้จริง ๆ อาตมานอนอยู่ พอฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางดึก ..ไฟช็อต เห็นหมดเลยว่าอยู่ตรงไหนบ้าง พอวิ่งไปดูก็เป็นตามที่เห็นหมดเลย อะไรจะรู้ปานนั้น..? แต่ตอนเห็นด้วยจิตนั้นเห็นแบบสว่าง ๆ เหมือนตอนกลางวัน แต่พอไปดูต้องเอาไฟฉายไป..(หัวเราะ)..สภาพจิตที่ฝึกมาดีแล้ว พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า สุทันตา เยวะ อิทธิยา ผู้ฝึกตนดีแล้วย่อมเป็นผู้มีฤทธิ์

อาตมาเป็นคนขี้สงสัย พอเห็นคว้าไฟฉายออกไปดูเดี๋ยวนั้นเลย ไปไล่ดูทีละแห่งว่าจริงหรือเปล่า ? ตอนออกไปก็ไม่ได้นึกหรอกว่าฟ้าจะผ่าตายหรือเปล่า ? แค่อยากรู้เท่านั้น อยากรู้ว่าที่ตัวเองเห็นทั้ง ๆ ที่ยังหลับอยู่ กับของจริงนั้นเหมือนกันไหม ?

เถรี
13-02-2012, 08:25
ถาม : พวกสรรพวิชาที่เป็นสัมมาทิฐิ เราท่องคาถาสหัสสเนตโตฯ ได้ไหมคะ ?
ตอบ : จะเป็นวิชาที่เป็นสัมมาทิฐิหรือมิจฉาทิฐิ ก็ท่องได้ทั้งนั้น จะเกิดความคล่องตัวเหมือนกัน เพราะว่ามิจฉาทิฐิเป็นวิชาฝ่ายต่ำกว่า สัมมาทิฐิเป็นวิชาฝ่ายสูงกว่า ในเมื่อวิชาฝ่ายสูงกว่ายังทำได้ ต่ำกว่าก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าอย่าให้เกินอนาคามีไป เพราะเจ้าของคาถาท่านอยู่ที่อรหัตมรรค (หัวเราะ) ถ้าเกินอนาคามีไป จะเอากำลังแบบพระอรหันต์ท่าน บางทีเจ้าของคาถาท่านก็ว่าขอให้ไปหาคนอื่นเถอะ..!

เถรี
13-02-2012, 08:40
พระอาจารย์กล่าวว่า "ใครเซ็นลายเซ็นแล้วอ่านยาก อย่าไปเซ็นให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เห็นนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า แกงไดก็คือลายเซ็น ควรที่จะอ่านออก จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้น..ใครเซ็นแล้วอ่านไม่ออก พระองค์ท่านบอกว่าให้อ่านว่านายหมา ถือว่าเป็นมงคลนามที่ทรงพระราชทานให้..!"

เถรี
13-02-2012, 12:47
พระอาจารย์กล่าวว่า "ครั้งนี้อาตมาไปสิงคโปร์ จะไปดูแอสโคเซนด้า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีใครรู้ข่าวนี้บ้างไหม ? สิงคโปร์ผสมกล้วยไม้พันธุ์ใหม่ได้ ตั้งชื่อกล้วยไม้พันธุ์นี้เป็นชื่อนายกรัฐมนตรีของไทย

จะว่าไปแล้วสิงคโปร์เขาเอาของที่ตัวเองไม่มีไปทำจนมี เพราะปกติแล้วประเทศเขามีกล้วยไม้ไม่กี่ชนิดหรอก เขาขนไปจากเมืองไทยแทบทั้งนั้น แล้วก็ไปสร้างเป็นโบทานิกการ์เด้น พอทำเสร็จเรียบร้อยก็ผสม ออกมาได้พันธุ์ใหม่เมื่อไรก็ตั้งชื่อเท่ ๆ เข้าไว้

http://www.toonne.com/picture/content/n2066-002.jpg
แอสโคเซนด้า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


ประเทศเราส่วนใหญ่พอพบพันธุ์ใหม่ เราจะใช้ชื่อบุคคลสำคัญมาตั้ง ถ้าเป็นฝรั่งทำ เขาตั้งชื่อออกพระนามเลย เช่น กุหลาบควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ แต่ถ้าคนไทยทำ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเรียกตรง ๆ เช่น โมกราชินี ปูราชินี ลองไปเสิร์ชหากุหลาบควีนสิริกิติ์ดู จะได้รู้ว่าสวยแค่ไหน

http://www.rspg.org/royals/queen/qs1.jpg
กุหลาบควีนสิริกิติ์


รู้จักดอกยี่สุ่นไหม ? ดอกยี่สุ่นหรือกุหลาบมอญ ดอกเล็ก ๆ อาตมาเกิดมาในสมัยที่มีดอกยี่สุ่น จึงไม่ได้คิดว่ากุหลาบดอกจะใหญ่ จนกระทั่งโตมาหน่อยหนึ่งก็มาเจอกุหลาบตูมดอกเท่ากำปั้น ครั้งแรกที่ไปเจอที่พระตำหนักภูพิงค์ ดอกตูมแต่ใหญ่เกือบเท่ากำปั้นเราแล้ว ดอกบานจะใหญ่แค่ไหน? ครั้งนั้นฟิล์มหมดเป็นม้วน ๆ เพราะไล่ถ่ายแต่รูปกุหลาบภูพิงค์

http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTniQeKTA8XpdEVeO6SbJO5ZY_KS-8awgHkWhuwgDSgFkqUdjnyxA&t=1
กุหลาบเวียงพิงค์ ใหญ่เท่าหน้าคน


อะไรที่เป็นโครงการหลวง พวกเราจะทุ่มเทกันมาก แล้วออกมาสวย โครงการหลวงที่ดอยอ่างขางมีหญ้าหอมด้วย ปลูกเป็นบันได พอเดินผ่านแล้วกลิ่นน้ำมันหอมระเหยออกมาด้วย กลิ่นหอมตลบเลย เอามือลูบผ่านกลิ่นก็ติดมือมาด้วย แล้วก็มีสนเลื้อย ต้นสนไม่ขึ้นตรง ๆ แต่แผ่เลื้อยกับพื้น ที่นั่นมีพันธุ์ไม้อะไรประหลาด ๆ หลายอย่าง"

เถรี
13-02-2012, 13:03
"มีอยู่ช่วงหนึ่ง เด็ก ๆ เขานิยมพับดาวใส่ขวดมาให้ อาตมาก็คิดว่ากินได้ แกะออกมาไม่มีอะไรเลย มารู้ทีหลังว่าคืออะไร หลังจากที่แสดงความโง่ไปแล้ว ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องของเด็ก ๆ ที่เขาทำอะไรกุ๊กกิ๊กกัน อุตส่าห์แกะดูข้างใน นึกว่าเป็นของกินได้ สรุปว่าไม่รู้เรื่องเอง..!

สมัยก่อนไปไหนกับแดง(มงคล จอมผา) เดินผ่านต้นไม้นี่เฉาเลย แดงเขาจะดูว่านี่เป็นต้นอะไร ? ราคาเท่าไร ? ส่วนอาตมาก็ดูว่าต้นอะไร ? กินได้ไหม ? สรุปแล้วไม่รอดมือสองคนนี้ไปหรอก ถ้ากินไม่ได้ก็ต้องขายได้ พอคู่นี้ไปด้วยกัน เดินผ่านต้นไม้จึงเฉาทันตาเลย..!"

เถรี
13-02-2012, 13:22
พระอาจารย์เล่าว่า "สมัยก่อนงานของวัดท่าซุง จะใช้คณะกลองยาวประยุกต์ของวิทยาลัยครูนครสวรรค์ เขาเอากลองยาวตั้งเป็นฐาน เอาคนต่อขึ้นไปได้ ๓ - ๔ ชั้น แต่คงต้องบอกเพื่อนว่าอย่าเต้นนาน เต้นนานเดี๋ยวฐานทรุด เพราะคนข้างล่างรับไม่ไหว..!

เวลาไปงานคนอื่นเขา ความที่อาตมาไม่เคยชิน ไปเจอเสียงดนตรีเสียงอะไรดัง ๆ บางทีรู้สึกสะเทือนไปทั้งอก รับไม่ค่อยได้ ต้องเผ่นไปไกล ๆ แต่เขาก็นิยมกันจัง วันก่อนที่วัดบวชลูกชายของรองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทองผาภูมิ ก็ต้องถือว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่คนเขารู้จักกันเยอะ ขบวนแห่ทำหน้าที่จนคุ้ม แต่ขอโทษเถอะ...เพลงอุบาทว์เป็นบ้าเลย..!

ถามพระว่า "นี่คุณรู้ไหมว่าเขาเล่นเพลงอะไร ?" เขาตอบกันไม่ได้ บางคนบอกว่าเป็นเพลงรุ่นใหม่ อาตมาบอกว่านี่ลาวดวงเดือน พระเขาไม่เชื่อนะ จนกระทั่งเขาใช้บีบีเข้าอินเทอร์เน็ต เปิดลาวดวงเดือนฟัง ถึงได้รู้ว่าใช่ "เออ..ใช่จริง ๆ ด้วย แต่นี่ทำไมจังหวะถึงเร็วอย่างนั้น ?" อาตมาบอกว่า "ถ้าไม่เร็วเขาก็เต้นกันไม่ได้" จึงกลายเป็นเพลงลาวดวงเดือนที่เต้นรำกันได้เพลิดเพลินเจริญใจมาก"

เถรี
13-02-2012, 13:29
ถาม : บางครั้งหนูภาวนาแล้วรู้สึกว่าตัวหลุดออกมาแล้วนิดหน่อย แต่ไม่ใช่จุดที่ทุกทีออก เลยกลายเป็นว่าพอถึงจุดที่ทุกทีออก ตัวก็กลับเข้ามาแล้วค่อยออกไปจริง ๆ อีกทีค่ะ แสดงว่าไม่ได้ออกได้แค่จุดเดียวสิคะ ?
ตอบ : ออกได้สารพัดจุดแหละจ้ะ ถ้าตั้งใจดูจะรู้ว่าออกได้ทุกมุม อย่าไปเสียเวลาเลย ให้ไปได้ก็พอ

อาตมาเคยไปนั่งจ้องมาแล้ว จะออกทางไหนหว่า..? หลวงพี่อาจินต์บอกว่าของท่านออกทางกระหม่อม หลุดผลัวะออกไปเหมือนอย่างกับเข้าปล่องเลย อาตมาก็พยายามจะดู ไป ๆ มา ๆ ท้ายสุดก็คือไปได้ทุกมุม

สภาพจิตมีความละเอียด กายหยาบของเรานี่หยาบเกินไป ระหว่างอณูของร่างกายที่ต่อ ๆ กัน จนเป็นแท่งทึบที่เราเห็น แต่ว่าในสภาพความละเอียดของจิต รอยต่อนั้นกว้างกว่าประตูเสียอีก จะไปทางไหนก็ไปได้

เถรี
13-02-2012, 16:27
พระอาจารย์กล่าวว่า "ของที่ทำมาจากงาช้าง ต้องขยันลงน้ำมันบ่อย ๆ งาจะได้ไม่แตก เพราะเวลางาโดนความร้อนแล้วมักจะแตก

สมัยแรก ๆ ที่อาตมาไปพม่า ยังไม่ค่อยมีน้ำมันทานาคา ไปเสียหลายครั้งกว่าจะมีน้ำมันทานาคา ในที่สุดเขาก็สามารถผลิตได้ แสดงว่าเขาก็ก้าวหน้าเหมือนกัน เมื่อได้น้ำมันทานาคาก็ใช้ลงพระพุทธรูปงาช้างเป็นประจำ แต่ว่าในส่วนที่จะโดนหลอกง่ายที่สุดก็คือไม้จันทน์

ถ้าเราดูเนื้อไม้ ไม้จันทน์จะคล้ายคลึงกับไม้ฝรั่งมากที่สุด ส่วนใหญ่เขาจะเอาไม้ฝรั่งมาแกะพระ หรือว่าทำเป็นประคำ แล้วไปอบกลิ่นไม้จันทน์ให้ติดมา ถ้าอยากจะรู้ว่าเป็นไม้ฝรั่งหรือเป็นไม้จันทน์ ให้ดูว่าเขาใส่ถุงพลาสติกไว้หรือเปล่า ถ้าใส่ถุงพลาสติกไว้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ฝรั่ง เพราะถ้าไม่ใส่ถุงพลาสติกกลิ่นจะระเหยหมดไปง่าย แต่ถ้าไม้จันทน์แท้ คุณทิ้งตากแดดตากฝนไว้อย่างไรก็หอม แต่ก็ไม่ต้องไปว่าเขานะ เราก็เออ ๆ คะ ๆ ไป บอกว่ายังไม่ชอบ ยังไม่อยากได้ อะไรก็ว่าไป

ใครที่บูชาพระนาคปรกเนื้อบรอนซ์ไป ทางบริษัทเขาแนะนำมาว่า ให้ใช้ผ้านุ่ม ๆ เช็ดบ่อย ๆ พอเช็ดไปเรื่อย ๆ น้ำยาที่เขาเคลือบหลุดออกมาแล้ว จะเงาสวยมาก"

เถรี
13-02-2012, 17:18
ถาม : เราตั้งใจถวายของสงฆ์ที่ดีที่สุด แต่เราซื้อไม่เป็น ดันไปซื้อของไม่ดีมา แต่ซื้อด้วยราคาของดี อานิสงส์เป็นอย่างไร ?
ตอบ : ถ้าเจตนาเราดีก็จะได้อานิสงส์ที่ดี แต่คนที่ขายให้เราคงจะซวย..!

เถรี
14-02-2012, 11:26
ถาม : พระคาถาเงินล้าน บางท่านก็ขึ้นด้วยนาสังสิโม บางคนก็ขึ้นต้นด้วยสัมปะจิตฉามิ
ตอบ : มีเกินดีกว่าขาด ชอบใจตรงไหนก็ขึ้นต้นตรงนั้นแหละ คาถาเขาห้ามสงสัย ให้ทำอย่างเดียว

เถรี
14-02-2012, 11:28
ถาม : เคยมีช่วงหนึ่งที่สังเกตเห็นจิตพุ่งไปข้างบนแล้วก็ลงมาข้างล่าง แต่ก็รู้สึกตัวนะคะ
ตอบ : เรื่องของสภาพจิต ไม่ว่าจะไปลักษณะไหนก็ช่าง ให้สนใจดูแค่ว่าตอนนั้นอารมณ์จิตมี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่หรือเปล่า ? ถ้าไม่มีก็ถือว่าใช้ได้ ถ้ามี รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ก็รีบขับไล่ออกไปจากใจ ถ้ามัวแต่ไปดูอาการว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ เผลอ ๆโดนกิเลสกินตายชัก..!

เถรี
14-02-2012, 11:38
พระอาจารย์กล่าวว่า "หมอดูที่แม่นที่สุดในประเทศไทยท่านหนึ่งบอกว่า ลายมือคนเปลี่ยนทุก ๑๕ วัน ที่คุณว่าเปลี่ยนทุกอาทิตย์นี่แสดงว่าเร็วเกินไป นอกตำราไปไกลแล้ว

เรื่องของการดูดวง ดูลายมือ เต็มที่ดูได้ประมาณ ๖๐% ขนาดที่เต็มที่ได้ ๖๐% ก็ยังมีบางท่านดูได้เหมือนตาเห็น บอกได้เลยว่าวันนั้นเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากดูโดยทิพจักขุญาณ ดูได้เต็มที่ไม่เกิน ๘๐% แต่ทิพจักขุญาณผิดง่ายที่สุด ที่ผิดง่ายเพราะว่าไปปล่อยให้ รัก โลภ โกรธ หลง เข้ามา บางคนเห็นหน้าแล้วไม่ชอบใจ บางคนโดนซักถามมาก ๆ แล้วเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ตามที่หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยแนะนำว่า ผู้ที่ใช้ทิพจักขุญาณในการดูหมอ อย่าดูต่อหน้าลูกค้า ส่วนใหญ่ลูกค้าพวกนี้ได้คืบจะเอาศอก

ท่านบอกว่าอย่าให้เขาซักถามเฉพาะหน้า การซักถามเฉพาะหน้า ถ้ากำลังใจไม่ทรงตัว ถึงเวลา รัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น ทิพจักขุญาณจะเสื่อม..เพี้ยน..ดูแล้วผิดพลาดได้

ท่านแนะนำว่า ให้คนดูทำสมาธิอยู่ในห้องพระ แล้วให้เขาเขียนคำถามเข้ามา จำกัดไว้เลยว่าคนละไม่เกิน ๕ คำถาม เป็นต้น แล้วคิดให้แพงไปเลยนะ ถ้าคิดถูก ๆ เดี๋ยวเขามากวนบ่อย เรื่องทิพจักขุญาณ ถ้าหากว่าปฏิบัติไม่ถูกต้องจริง ๆ จะผิดพลาดมากมหาศาลเลย แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้อง จะสามารถดูได้ถึง ๘๐% แต่ขณะเดียวกัน ๒๐% ที่เหลือก็คือพวกกำลังใจเกินมนุษย์มนา บอกว่าไม่ดีอย่างไรก็ไม่ฟังหรอก ทำจนดีได้ ถ้าประเภทนั้นก็ช่วยไม่ได้"

เถรี
14-02-2012, 11:57
พระอาจารย์เล่าว่า "เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ถ้าจะแต่งตั้งต้องผ่านมหาเถรสมาคม ไม่เหมือนกับวัดราษฎร์ทั่วไป วัดหลวงลำบากตรงที่ต้องเกี่ยวเนื่องด้วยราชวงศ์ เพราะฉะนั้น..ถ้าตั้งที่ไม่ดีไป เกิดอะไรขึ้นมาเสียหายหลายล้าน ไม่ได้เสียแต่พระศาสนา เสียถึงพระมหากษัตริย์ด้วย

ถ้าหากว่าต่างจังหวัดมีการตั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดจะเป็นผู้เสนอ ผ่านผู้บังคับบัญชา คือเจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ ขึ้นไปมหาเถรสมาคม แต่ถ้าหากว่าเจ้าคณะจังหวัดเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงเสียเอง ต้องให้เจ้าคณะภาคเป็นผู้เสนอ ก็คือ ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปกว่านั้นอีกชั้นหนึ่งเป็นผู้เสนอ ลำบาก...ไม่เหมือนเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ทั่วไป

เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ทั่วไปนี่ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล กับเจ้าอาวาสในเขตนั้น รวมแล้ว ๓ รูปขึ้นไปมีความเห็นตรงกัน ก็ยื่นขึ้นเสนอเจ้าคณะจังหวัดแต่งตั้งได้เลย ถ้าหากว่าไม่มีรองเจ้าคณะอำเภอ ไม่มีรองเจ้าคณะตำบล ก็ให้เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอคัดเลือกเจ้าอาวาสในเขตปกครองนั้น ๆ ๓ รูปมาร่วมเป็นกรรมการ มีความเห็นรวมกันว่าพระรูปไหนสมควรจะเป็นเจ้าอาวาสก็ให้แต่งตั้งรูปนั้น

จะเห็นได้ว่าตามข้อกฎหมายแล้ว การแต่งตั้งเจ้าอาวาสไม่ว่าจะเป็นวัดราษฎร์ทั่วไปหรือพระอารามหลวง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับชาวบ้านเลย แต่มักจะมีปัญหาที่ชาวบ้าน ถึงเวลาไม่ชอบใจ ไม่ใช่พวกกู ก็จะไล่ท่าเดียว หารู้ไม่ว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจหน้าที่อะไรเลย แล้วแถมจะมีความซวยมาเยือนด้วย เพราะเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานโดยกฎหมาย ถ้าเจ้าอาวาสสั่งแล้วไม่ทำตาม ก็คือขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน มีโทษทั้งจำและปรับ..! ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจตรงจุดนี้ อาตมาเองบางทีก็ขี้เกียจไปชี้แจงเขา"

เถรี
14-02-2012, 12:10
"วันก่อนมีการไล่เจ้าอาวาสวัดหินดาด ข้อหาคือท่านตัดไม้ในวัด ถ้าอย่างนี้อาจารย์เล็กโดนแน่ เพราะตัดไปหลายสิบตันแล้ว แต่ยังดีเขาโทรศัพท์มาปรึกษา เขาบอกว่าจะไปร้องเจ้าคณะอำเภอ ยิ่งเจ๊งหนักเข้าไปใหญ่เพราะข้ามขั้นตอน

"ถ้าคุณจะฟ้องร้องเจ้าอาวาสต้องฟ้องต่อเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะตำบลเสนอเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะอำเภอเสนอเจ้าคณะจังหวัด เพื่อตั้งคณะกรรมการมาสอบสวน ถ้าหากว่าฟ้องต่อเจ้าคณะอำเภอเลยถือว่าข้ามขั้นตอน ท่านไม่ทำงานให้คุณหรอก เสียเวลา..เพราะผิดขั้นตอน ยื่นเสนอไปเจ้านายก็ด่า

เจ้าอาวาสมีสิทธิ์ขาดภายในวัดตัวเอง คุณไปฟ้องว่าท่านตัดต้นไม้ ต่อให้ท่านตัดต้นไม้หรือเลื่อยไม้ขายจริง ๆ ก็เถอะ...ถ้าท่านบอกว่าท่านทำเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัด แล้วคุณจะเอาหลักฐานที่ไหนไปเล่นงานท่าน ท่านบอกว่าผมจะสร้างศาลาตรงนี้ ยังไม่ทันจะสร้างเลยผมเอาต้นไม้ลงก่อน คุณก็ฟ้องเสียแล้ว แล้วเราจะไปเถียงอะไรได้ อย่าเสียเวลาไปฟ้องเลย เหนื่อยเปล่า..ถ้าไม่ชอบใจก็อุ้มเลย..!" แนะนำดีไหม ? อุ้มไปทำอะไร อุ้มไปเลี้ยงเพล..!

เป็นเรื่องแปลกที่โยมส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะญาติ ๆ ของพระมักจะคิดว่าตัวเองมีอำนาจ ถ้าหากว่าอ่านข้อกฎหมายจนจบแล้วจะสยองขวัญ ที่เจ้าอาวาสปล่อยให้เขาซ่าก็เพราะเกรงใจว่าเป็นญาติ

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์นี่เป็นกฎหมายสำหรับพระโดยเฉพาะเลย มาตราที่ ๓๗ กล่าวถึงหน้าที่ของเจ้าอาวาสว่าต้องทำอย่างไรบ้าง มาตราที่ ๓๘ กล่าวถึงอำนาจของเจ้าอาวาสว่ามีอำนาจจะจัดการอะไรได้บ้าง ท่านบอกไว้ละเอียดยิบ ถ้าเจ้าอาวาสสั่ง แล้วไม่ทำตาม ถือว่าขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้น..ถ้าเจ้าอาวาสไล่ออกจากวัด แล้วเราไม่ไป เจ้าอาวาสเกิดหมั่นไส้ฟ้องขึ้นมานี่เป็นคดีอาญาเลยนะ เจอข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน..!"

เถรี
14-02-2012, 17:27
"มาตราที่ ๔๕ ของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๕๓๕ ระบุว่า เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา"

ถาม : พระลูกวัดไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานหรือคะ ?
ตอบ : เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน ส่วนพระลูกวัดไม่ได้เป็น

ถาม : ถ้าพระสึกก่อนมีสิทธิ์ได้บำนาญไหมคะ ?
ตอบ : ไม่มี..ต่อให้พระปฏิบัติหน้าที่ยันเกษียณก็ไม่มีบำนาญ หมดแล้วหมดเลย ยังดีนะที่ตำแหน่งเจ้าอาวาสเกษียณแล้วยังเป็นเจ้าอาวาสได้

พระจะเกษียณกันที่อายุ ๘๐ ปี มีหลวงพ่อองค์หนึ่ง อย่าให้บอกชื่อเลยนะเพราะท่านโดนด่ามาเยอะแล้ว ท่านเสนอให้พระเกษียณไม่เกิน ๖๕ ปี ท่านบอกว่าให้รุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาปกครองวัดบ้าง วัดจะได้เจริญ ปรากฏว่าท่านโดนด่าเสียทั่วประเทศเลย เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเขาไม่อยากหมดอำนาจกัน

ตำแหน่งตั้งแต่เจ้าคณะใหญ่ลงมา จนกระทั่งเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล เกษียณอายุ ๘๐ ปีทั้งหมด ยกเว้นกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาส อาตมาถามว่า กรรมการมหาเถรสมาคมท่านเป็นโดยตำแหน่ง จะไม่เกษียณก็ได้ หรือท่านที่สมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้งจะไม่เกษียณตอนอายุ ๘๐ ก็ไม่น่าเกลียด เพราะว่าเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญที่มีแค่นิดเดียว ไม่เกิน ๒๑ รูปเท่านั้น (รวมสมเด็จพระสังฆราชด้วย) แต่ทำไมเจ้าอาวาสไม่ให้เกษียณ ?

ท่านอธิบายได้ชัดมาก ท่านบอกว่าถ้าขืนเจ้าอาวาสที่เคยมีโจทก์อยู่ในวัดมาเกษียณ คนเป็นเจ้าอาวาสคนใหม่จะไล่เจ้าอาวาสเก่าออก ก็เลยให้เจ้าอาวาสตายคาตำแหน่งไปเลย เพราะฉะนั้น..ถ้าอยากจะพ้นตำแหน่งเจ้าอาวาสก็มีมรณภาพ ลาสิกขา ลาออก ลาออกก็อาจจะไม่พ้นถ้าเจ้านายไม่อนุมัติ อาตมาลาออกจากเจ้าคณะตำบล โดนดึงเรื่องไว้เป็นปีเลยกว่าจะอนุมัติ แต่ถึงไม่อนุมัติก็ช่าง อาตมาไม่ไปทำงานเสียอย่าง ท้ายสุดท่านก็ต้องอนุมัติอยู่ดี

เถรี
14-02-2012, 18:21
ถาม : พระที่ออกมาเต้นโคโยตี้ ศีลท่านขาดหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ท่านเครียดจากน้ำท่วม..อภัยให้ท่านเถอะ..! แต่ความจริงการกระทำประหนึ่งฆราวาส พระพุทธเจ้าท่านปรับอาบัติเอาไว้แล้ว

คราวนี้การกระทำประหนึ่งฆราวาส หมายรวมพระขับรถด้วย ที่เขาบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามขับรถ เถียงแบบแม่นตำรา จึงต้องงัดข้อนี้ขึ้นมาว่า กระทำอาการประหนึ่งฆราวาสโดนอาบัติเหมือนกัน เพราะฉะนั้น..เต้นโคโยตี้นี่ไม่ใช่ประหนึ่งฆราวาสเฉย ๆ ประหนึ่งฆราวาสสตรี แต่ท่านดันเป็นผู้ชาย..!

ถาม : อาบัติประเภทนี้ต้องไปเข้าปริวาสได้ไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่จ้ะ อาบัติประเภทนี้แสดงคืนได้ เขาเลยไม่กลัว แต่ความจริงการปลงอาบัติเป็นการสารภาพผิด ว่าเราได้ทำผิดไปแล้ว ต่อไปนี้จะไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ อย่างนั้นอีก ก็เพื่อให้คนอื่นเป็นพยานว่าตัวเองจะไม่ทำชั่วอีก แต่เขาใช้วิธีว่าทำผิดแล้วก็แสดงอาบัติ คิดว่าพ้นจากโทษนั้น หารู้ไม่ว่าข้างล่างเขาไม่ได้ลบบัญชีหรอก ลงไปเมื่อไรก็โดน..!

เรื่องของพระศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บุคคลที่อยู่ในพระศาสนาจึงจำเป็นต้องมีสติปัญญามาก ๆ โดยเฉพาะสติสัมปชัญญะจะขาดไม่ได้เลย ต้องระลึกอยู่เสมอว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว กิริยาอาการใด ๆ ที่เป็นของสมณะ เราต้องทำกิริยาอาการนั้น ๆ

ท่านคงไม่มีสำนึกความเป็นนักบวช ก็เลยนึกอยากจะทำอะไรก็ทำกัน จะไปว่าท่านก็ไม่ค่อยได้หรอก เพราะว่าปัจจุบันบรรดานักบวชที่บวชเข้ามา มีเป็นจำนวนมากด้วยกันที่หมดทางไปแล้ว เมื่อหมดทางไปก็เลี้ยวเข้าวัด โดยเฉพาะจำนวนมากเลยที่สังคมภายนอก แม้กระทั่งครอบครัวเขาไม่ยอมรับ..ก็เข้าวัด หรือไม่พ่อแม่เอาไม่อยู่แล้วก็ยัดเข้าวัด ก็เลยเป็นเรื่องไม่แปลก ที่ท่านทั้งหลายเหล่านี้จะมีอาการของขึ้นเป็นระยะ ๆ

เถรี
15-02-2012, 13:03
ถาม : ถ้าเราเจอพระที่มีกิริยาไม่สำรวม มีนิสัยสรรหาลาภ ทีนี้เราต้องทำบุญกับท่าน ?
ตอบ : ให้ตั้งใจถวายสังฆทานกับท่านไปเลย ช่วยซ้ำท่านให้หนักหน่อย..! สังฆะ คือหมู่สงฆ์ ไม่ใช่ท่านคนเดียว บุญเราได้เต็ม แต่ความซวยจะเกิดกับท่าน ไหน ๆ ท่านจะไปแล้ว ก็ช่วยซ้ำให้หนักหน่อย

ถาม : เมื่อก่อนเราทำบุญแล้วเรามั่นใจ แต่ตอนนี้เราไม่มั่นใจว่าทำบุญไปแล้วท่านจะเอาไปใช้ในเรื่องไหน ?
ตอบ : ไม่ต้องไปกังวล เพราะจุดนั้นเป็นเรื่องของท่าน เราทำเราได้บุญแล้ว ต้องวางอุเบกขาให้เป็น ไม่อย่างนั้นบุญจะลดลง

ถาม : คิดว่าเราถวายสังฆทานใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ใช่...ทำอีกทำบ่อย ๆ ท่านลุงจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตัดสิน อันนี้ถือว่าโหดเกินไป..!

ถาม : เกิดพระท่านกลับตัวได้ ท่านจะลงข้างล่างไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าไม่ได้โดนอาบัติหนักอะไร แล้วกลับตัวใหม่ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบใหม่ก็รอด

ถาม : ห่วงแทน
ตอบ : ดีนะ..โยมแค่ห่วง อาตมานี่สยอง..! สยองแทนท่านว่าจะเจออะไรบ้างหนอ ?

พอได้เห็นนโยบายของหลวงพ่อวัดท่าซุง อาตมาเองก็เลียนปฏิปทาหลวงพ่อวัดท่าซุง ก็คือพระมาลาสึกอาตมาจะไม่เคยห้ามเลย ก็ในเมื่อใจเขาไม่อยู่แล้ว ไปห้ามเอาไว้เดี๋ยวจะพาเสียมากกว่า เพราะใจเขาไม่คิดจะเป็นพระแล้วก็ไปเถอะ เดี๋ยวมีอารมณ์เมื่อไรแล้วค่อยมาบวชใหม่ ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยให้อยู่ต่อ เกิดเขาไม่มีอารมณ์ที่จะอยู่เป็นพระ ปล่อย ๆ วาง ๆ กลายไปละเมิดศีลหนักเข้า มาบวชใหม่ไม่เป็นพระแล้วจะยุ่ง

เพราะฉะนั้น..ใครมาขออนุญาตลาสึก อาตมาอนุญาตให้ลาสึกทุกราย บางรายก็ไม่รู้เดินตัวลีบมาเชียว "ขอปรึกษาหน่อยครับ ผมจะขออนุญาตลาสิกขา หลวงพ่อจะว่าอย่างไรครับ ?" อาตมาบอกว่า "คุณจะเอาวันไหน ?" บอกวันนั้นเวลานั้น "เออ..ถึงเวลามาสึกก็แล้วกัน" ท่านนั่งเอ๋ออยู่พักใหญ่ สงสัยว่าทำไมไม่ห้ามสักคำ

เถรี
15-02-2012, 13:19
ถาม : น้ำหนักขึ้น..อุตส่าห์กินน้ำมันมะพร้าวแล้ว ?
ตอบ : น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันนะจ๊ะ

ถาม : ไหนท่านบอกว่ากินแล้วผอม หนูก็เลยกินวันละสองช้อน
ตอบ : มะเหงกแน่ะ..! หมายถึงว่าให้ใช้น้ำมันมะพร้าวแทนไขมันอื่น ไม่ใช่ว่าไปกินน้ำมันมะพร้าววันละ ๒ ช้อน ขณะที่ตัวเองยังกินอย่างอื่นปกติ

ถาม : อ้าว...แต่กินแล้วไม่ป่วย
ตอบ : น้ำมันมะพร้าวทำให้การเผาผลาญไขมันดีขึ้น แต่ว่าต้องใช้พลังงาน ไม่ใช่ไปนอนเฉย ๆ อาหารอื่นกินตามปกติ แต่ให้ปรุงด้วยน้ำมันมะพร้าว ไม่ใช่น้ำมันปาล์ม ไม่ใช่น้ำมันถั่ว ไม่ใช่น้ำมันทานตะวัน ไม่ใช่น้ำมันข้าวโพด สมัยนี้น้ำมันมะพร้าวก็มีเยอะขึ้นแล้วนะ น่าจะพอหาซื้อได้ ราคาซีซีละบาทโดยประมาณ

เถรี
15-02-2012, 13:33
ถาม : นักการเมืองโกงกินกันมาก ?
ตอบ : ไม่มีรัฐบาลไหนที่ไม่โกงกิน สัญชาตญาณของนักการเมืองก็คือเข้ามากอบโกย เพียงแต่ว่าอย่าให้น่าเกลียด หน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากที่สุดในปัจจุบันคือ สถาบันทหาร สถาบันทหารนี่เขากินกันเป็นปกติ แต่ว่าเขากินกันภายใน

อย่างเช่น สมัยตอนที่อาตมาเป็นเสมียนกองร้อยอยู่ ได้รับคำสั่งจากเจ้านายเลยว่า ปล่อยกำลังพลให้ลาหมุนเวียน ๑ ใน ๓ ตลอด อย่างเช่นว่า กองร้อยหนึ่งมี ๑๐๕ คนให้ปล่อย ๓๕ คนลาทุก ๑๐ วัน ก็แปลว่าทุกคนจะได้อยู่กองร้อย ๒๐ วันแล้วก็ได้ลา ๑๐ วัน ทหารก็ชอบ แต่ว่าเบี้ยเลี้ยงตอนช่วงนั้นทั้งหมดทหารจะไม่ได้รับ เจ้านายเอาไปหมด

ยิ่งถ้าเป็นสมัยนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก สมัยอาตมาเขามีแต่เบี้ยเลี้ยง สมัยนี้ทหารมีเงินเดือนด้วย สมัยอาตมาเบี้ยเลี้ยง ๒๔ บาทต่อวัน สมัยนี้ ๒๔๐ บาทต่อวัน ใครบอกทหารไม่กิน ? เขากินกันแต่กินกันภายใน กินกันเอง เขาไม่ได้ทำให้ชาวบ้านเห็น แต่ว่าก็มีระดับใหญ่ ๆ ที่จะไปจับได้ตอนซื้อขายอาวุธบ้าง แต่ว่าบางทีต่อให้จับได้ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเป็นการให้โดยเสน่หา สามารถต่อสู้ในแง่กฎหมายได้

ถาม : วันนี้นั่งแท็กซี่มา เขาบอกว่าลูกชายเป็นทหารแล้วหนี ผู้พันก็ไม่ว่าอะไรสักอย่าง
ตอบ : ใช่..มีทหารบางรายที่หนีนี่แหละ แต่ว่าเจ้านายเขาสั่งอย่าเพิ่งทำเรื่องหนี เพราะว่าเขาจะเก็บเบี้ยเลี้ยงไปเรื่อย ๆ ก่อน อาตมาต้องคอยถามเป็นระยะ ๆ ว่าบุคคลนี้ จะให้ทำเรื่องหนีได้เมื่อไร ? จะทำเรื่องได้หรือยัง ? เป็นการเตือนสติเจ้านาย ว่าถ้าเกิดเขาหนีออกไปทำอะไรซวย ๆ ข้างนอกจะเดือดร้อนถึงเจ้านาย ส่วนใหญ่จะปล่อยไว้ประมาณ ๑ ปีค่อยทำเรื่อง ก็แสดงว่าช่วงนั้น เบี้ยเลี้ยงเงินเดือน ๑ ปี ก็เป็นของเจ้านายหมด

เถรี
15-02-2012, 13:46
ถาม : เงินไม่ใช่น้อยเลย
ตอบ : เขาอยากเป็นทหารกันมากเพราะว่าแค่เบี้ยเลี้ยงอย่างเดียวอยู่ได้สบายแล้ว เนื่องจากว่าทหารที่กินที่อยู่ ผ้าผ่อนท่อนสไบ รัฐบาลให้หมด รุ่นของอาตมานี่เรียนกันแทบเป็นแทบตาย จบออกมาเงินเดือน ๑,๙๘๐ บาท ถ้าหากว่าเรียนร่มมาก็บวกไปอีก ๒๕๐ บาท ถ้าหากว่าจบปริญญามาก็บวกวิทยฐานะอีก ๒๗๐ บาท สรุปแล้วรวมกันแทบตายยังไม่ได้เท่าเบี้ยเลี้ยงพลทหารสมัยนี้เลย

สมัยนั้นเงินเดือนนายทหารชั้นประทวนเต็มขั้น ก็คือจ่านายสิบอาวุโส ๔,๘๐๐ บาท แต่ถ้าหากว่าคุณสอบนายร้อยติด จะลดเหลือสัญญาบัตรชั้น ๓ เงินเดือน ๒,๒๐๐ บาท กลายเป็นว่าได้ดาวมาเท่ ๆ แต่เงินเดือนหายไปเกินครึ่ง..!

บรรดาจ่าแก่ ๆ จึงไม่มีใครอยากเป็นนายร้อย จนกว่าจะ ๖ เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ รับไว้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลว่าตัวเองได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรเหมือนกัน มีโอกาสได้รับกระบี่พระราชทาน แต่ไปเอาตอนก่อนเกษียณ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วเงินเดือนหายไปตั้งครึ่งตั้งค่อน จาก ๔,๘๐๐ บาทเหลือ ๒,๒๐๐ บาท

บรรดาจ่าแก่ ๆ บ่นกันอุบเลย "เงินหายไปทีขนาดนั้นแล้วกูจะเอาอะไรเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ?" ส่วนใหญ่กว่าจะไปถึงระดับจ่านายสิบอาวุโสเงินเดือนเต็มขั้นก็มักจะราว ๆ อายุ ๕๐ กว่า ใกล้เกษียณกันแล้วทั้งนั้น

แต่ว่าไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนทหารจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าตำรวจมาตลอด สมัยอาตมาอยู่ชายแดน ไปตั้งด่านตรวจสินค้าหนีภาษี ตั้งด่านคู่กับด่านตำรวจคนละฝั่งถนน ชาวบ้านเดินมาฝั่งทหารหมดเลย ปล่อยตำรวจนั่งตบยุง เพราะว่าตำรวจส่วนใหญ่เขาไปถืออำนาจตามกฎหมาย

ส่วนทหารเราไม่มีอะไร "มา..ของอย่างนี้เป็นยุทธปัจจัย คุณเอาออกมาครึ่งหนึ่ง คุณเอาไปครึ่งหนึ่ง" จบเลย ครั้งต่อไปเขาจะขนของหนีภาษีมาให้เองเลย ถามว่าเอาเท่าไร พอบอกว่าเอาครึ่งหนึ่ง เขาขนมาให้เลยครึ่งหนึ่ง แต่เขาเอาของหนีภาษีที่ไม่แพงมาให้ ส่วนแพง ๆ เขาเอาไปขาย ก็กลายเป็นว่าเราก็มีผลงานไปส่งเจ้านาย ส่วนเขาก็ได้ของไปขาย ก็จบกันแค่นั้น

ถาม : แล้วฝั่งตำรวจเขาทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : ตำรวจซักประวัติไปโน่น ๑๘ ชั่วคน ทหารไม่มีหรอก เอ็งเอาลงเท่านี้แล้วก็ไปเลย จบกันแค่นั้น

เถรี
15-02-2012, 14:12
ถาม : ตำรวจนี่เอาหมดทุกอย่าง ?
ตอบ : พันตำรวจโทท่านหนึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน พอดีท่านมีโอกาสสอนคณิตศาสตร์สมัยอาตมาเรียนปริญญาตรีอยู่ ท่านอาจารย์บอกว่า “พระคุณเจ้าครับ เป็นตายอย่างไรผมก็จะไม่ไปเป็นตำรวจจราจรเด็ดขาด”

อาตมาถามว่าทำไม ? ท่านบอกว่า “ไปไถชาวบ้านแบบนั้น เขาแช่งเขาด่าตามหลังเท่าไรก็ไม่รู้ ไม่มีทางเจริญหรอกครับ ผมยอมกินเงินเดือนของผมไปแต่ละเดือนดีกว่า ไม่ได้ร่ำไม่ได้รวยกับใคร แต่ผมสบายใจว่า ตัวผมและวงศ์ตระกูลไม่ได้โดนเขาสาปแช่งก็แล้วกัน อย่างน้อย ๆ ลูกหลานของผมก็คงพอจะเจริญบ้าง” ท่านตั้งใจสมัครเข้าไปเป็นอาจารย์เลย เพราะว่าไม่อยากไปรีดไถชาวบ้านให้เขาแช่งเอา

ต้องดูตอนปีใหม่หรือตรุษจีน ตำรวจคนไหนที่ชาวบ้านเขารักนี่ ของขวัญกองท่วมหัวเข่าเลย ขับรถผ่านเขาก็ส่งให้คนละกล่องสองกล่อง ส่วนคนไหนไถประจำไม่ค่อยได้อะไรหรอก ถ้าตัวเองทำในสิ่งที่ดี ๆ ถึงเวลาชาวบ้านเขาก็เห็น อันนั้นนี่เขาให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ต้องไปไถเขาก็ให้

เถรี
15-02-2012, 15:31
สมัยที่อาตมายังทำงานอยู่ที่ซอยอ่อนนุช ๖๖ มีอาเจ็กคนหนึ่งมีอาชีพรับซื้อของเก่า ถึงเวลาก็จะมาขอซื้อพวกเศษเหล็กไปเป็นประจำ เพราะว่าตอนนั้นอาตมาทำอู่ซ่อมรถอยู่ เขาบอกว่า "ผมยอมทนเหนื่อยอีกไม่กี่ปีครับ เพราะว่าตอนนี้ลูกผมเข้านายร้อยตำรวจได้แล้ว พอลูกผมจบมาเดี๋ยวเขาก็หาเงินให้พ่อได้เอง"

อาตมาก็ว่า "นี่อาเจ็กหมายความว่าจะให้ลูกไปรีดไถชาวบ้านใช่ไหม ?" แกบอกว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกันครับ ถ้าหากว่าไม่ทำก็แปลกแยก ผมตั้งใจส่งลูกไปเพื่อให้ทำอย่างนี้โดยเฉพาะเลย..!” เป้าหมายของแกชัดเจนแน่นอนมาก..!

อาตมาเองเป็นคนที่ประหลาด ครูสอนอะไรก็ทำอย่างนั้น ก็เลยอยู่กับคนอื่นเขาลำบาก โดยเฉพาะพวกที่จบมาใหม่ ๆ กำลังไฟแรง ครูบาอาจารย์ท่านอบรมมาอย่างดีเลย พอออกมาเจอสภาพความเป็นจริงแล้วทำใจไม่ได้ มีหลายต่อหลายคนที่ฝืนกระแสสังคมแล้วก็ไปไม่ได้ และมีจำนวนมากด้วยกันที่กลืนไปกับเขาอย่างรวดเร็ว รุ่นพี่ครอบความรู้อะไรมานี่รับได้อย่างฉับพลันทันที ส่วนอาตมาก็ตะขิดตะขวงใจอยู่นั่นแหละ ครูสอนเรามาอย่างนี้ ทำไมถึงมาเจอแบบนี้

เถรี
15-02-2012, 15:37
ถาม : เพื่อนหนูบอกว่า คนที่สอบเรียนตำรวจมีเจตนามาโกง รุ่นพี่พูดอะไรก็เชื่อ
ตอบ : ไม่หรอก ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ไปเรียนด้วยความตั้งใจที่จะออกมาเป็นตำรวจน้ำดี แต่ว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่เจริญ อาตมาเองนี่แหละ จบมาใหม่ ๆ ไฟแรงมากเลย สอบได้ที่ ๑ ของรุ่น เจ้านายเขาถามว่า "เอ็งอยากลงหน่วยไหนเลือกมาเลย" เพราะคนที่สอบได้ที่ดี ๆ มีสิทธิ์เลือกก่อน อาตมาบอกว่า "ตรงไหนลำบากที่สุด ส่งผมไปตรงนั้นแหละ" เจอเพื่อนด่าเช็ดเลย..!

เพื่อนอยากจะเป็นเหล่าแพทย์ เพราะว่าถ้าเป็นทหารหมอแล้ว นอกเวลาสามารถเปิดคลินิกได้ ตอนช่วงนั้นเหล่าแพทย์กับเหล่าทหารช่างเขาจะนิยมกันมาก เหล่าทหารช่างไปทำงานที่ไหนจะมีเบี้ยบ้ายรายทางเยอะ สมมติว่าไปสร้างทาง ชาวบ้านก็จะบอกว่า “เพิ่มตรงนี้ลงมาเป็นหูช้างเข้าบ้านผมหน่อย” “เพิ่มหน้าบ้านผมตรงนี้นิดหนึ่ง” ก็แค่เพิ่มวัสดุนิดเดียว ไม่ต้องเบิกวัสดุเพิ่มด้วยซ้ำไป แต่ชาวบ้านเขายัดเงินมาให้เสียเยอะแยะ จึงสามารถที่จะหารายได้พิเศษได้

เพื่อนก็ด่าเอาว่าอาตมาโง่ สอบได้ที่ ๑ แท้ ๆ แทนที่จะเลือกเหล่าแพทย์ ดันไปลงเหล่าราบ แต่ปรากฏว่าเพราะอาตมาโง่นี่แหละเพื่อนถึงได้ ถ้าอาตมาเลือกเหล่าแพทย์โควตาก็หมด เพื่อนก็จะไม่ได้ เพราะฉะนั้น..เวลาจบมาใหม่ ๆ กำลังไฟแรง มาเจอในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เรียนมาแล้วทำใจลำบาก อีกประการก่อนที่จะเข้าไปเรียน อาตมาก็ปฏิบัติตามแบบหลวงพ่อมาตั้งหลายปีแล้ว ก็ยิ่งทำใจคล้อยตามเขายากเข้าไปใหญ่

เถรี
15-02-2012, 17:40
ถาม : เวลาเราเจริญพรหมวิหารสี่ ถ้าเริ่มจากใจเขาใจเรา ?
ตอบ : ก็ได้อยู่นะ แต่ไม่ว่าคุณจะเจริญวิธีไหนก็ตาม จะลืมลมหายใจเข้าออกไม่ได้ ถ้าลืมลมหายใจเข้าออก กำลังใจไม่มั่นคง ยันเขาไม่อยู่หรอก จะหงายท้องเสียก่อน เพราะฉะนั้น..คุณจะพิจารณา จะภาวนา จะแผ่เมตตาวิธีไหนก็ตาม อย่าลืมเรื่องลมหายใจเข้าออกเด็ดขาด ต้องประกอบไว้เป็นปกติ

ถาม : หมายถึงพรหมวิหาร ต้องทรงฌานตลอดใช่ไหม ?
ตอบ : ไม่ต้องตลอดก็ได้ แต่ให้มีกำลังสมาธิหนุนด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่ทรงตัว เดี๋ยวแทนที่จะแผ่เมตตาจะกลายเป็นแผ่รังสีอำมหิตแทน..!

เถรี
16-02-2012, 09:31
ถาม : เห็นพระพุทธรูปของทางมหายานมีเครื่องหมายสวัสดิกะ ?
ตอบ : นั่นก็คือเครื่องหมายธรรมจักร หมายถึงการหมุนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่เครื่องหมายของฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์นั่นมาทีหลัง

เถรี
16-02-2012, 09:45
พระอาจารย์เล่าว่า "ปี ๒๕๒๐ หลวงปู่ฝั้นมรณภาพ เขาทำหนังสือที่ระลึกพระราชทานเพลิงศพ หน้าปกเป็นเหรียญรูปพัดยศฝังไว้ในปก เราจะเห็นว่าพระปฏิบัติ ยศตำแหน่งทางโลกไม่สำคัญ ตำแหน่งที่ลูกศิษย์ลูกหายกให้เป็นหลวงปู่หลวงพ่อนั่นจึงสำคัญที่สุด

สมัยหลวงปู่ปาน ในรุ่นเดียวกันคือ หลวงปู่ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ดใน แล้วอีกท่านหนึ่งเป็นรุ่นพี่อยู่ ๒-๓ ปี ก็คือ หลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก ช่วงนั้นเขาเรียก "สามเสืออยุธยา" ปรากฏว่าหลวงปู่ยิ้ม วัดเจ้าเจ็ดใน ได้เป็นพระครูพรหมวิหารคุณ เจ้าคณะอำเภอบางซ้าย หลวงปู่ปานวัดบางนมโคได้เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูวิหารกิจจานุการ หลวงปู่จงเป็นพระหลวงปู่ธรรมดา ไม่ได้เป็นอะไรกับใครเลย แต่ขอโทษเถอะ..ดังคับประเทศพอกัน เพราะฉะนั้น..ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตำแหน่งที่ลูกศิษย์ลูกหาตั้งไว้ในใจ"

เถรี
16-02-2012, 11:44
"หลวงปู่ปานมรณภาพปี ๒๔๘๑ ส่วนหลวงปู่จงเป็นรุ่นพี่ ปี ๒๕๐๘ ถึงมรณภาพ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเล่าให้ฟังว่า งานประจำปีวัดบางนมโคเอารูปหล่อหลวงปู่ปานตั้งไว้ให้ญาติโยมได้กราบไหว้บูชาและทำบุญ ส่วนหลวงปู่จงนั่งลงนะหน้าทองเป่ากระหม่อมให้แก่ญาติโยม

พองานผ่านไป หลวงปู่จงลงนะหน้าทองจนเป็นลม นับแล้วได้เงิน ๘,๐๐๐ บาท สมัยนั้นโบสถ์หลังหนึ่ง ๕,๐๐๐ บาทเองนะ ตีว่าน่าจะเกิน ๘ ล้านบาทในสมัยนี้ แต่หลวงปู่ปานที่เป็นรูปหล่อนั่งเฉย ๆ ได้ ๘,๐๐๐ บาทเท่ากัน..! หลวงปู่จงท่านบ่นว่า “เสียท่าท่านปาน นั่งเฉย ๆ แท้ ๆ ได้พอกับเราเลย”

หลวงปู่จงท่านอายุยืนจริง ๆ อยู่ถึง ๙๐ กว่าปีถึงมรณภาพ ส่วนหลวงปู่ปานมรณภาพตอนอายุ ๖๒ ปี หลวงปู่ปานมรณภาพแล้วหลวงปู่จงอยู่ต่ออีก ๓๐ กว่าปี ถ้าหลวงปู่ปานอายุยืนขนาดนั้นป่านนี้คงดังไม่เสร็จ ขนาดนี้ท่านยังดังจนพระของท่าน ที่สมัยก่อนเขาเรียกว่าพระน้ำจิ้ม เป็นของแถมสำหรับบุคคลที่เขาบูชาพระอื่นที่ดัง ๆ สมัยนี้พระน้ำจิ้มองค์หนึ่งเป็นแสน..!

วัดเจ้าเจ็ดในรุ่นก่อนหลวงปู่ยิ้ม มีหลวงปู่จีน บางคนเรียกหลวงปู่เจ๊ก หลวงปู่จีนท่านเก่งบาลีมาก หลวงปู่ปานต้องไปขอเรียนบาลีด้วย แต่หลวงปู่จีนท่านเป็นคนโมโหร้าย ท่านก็รู้ตัวนะ ท่านจะทำกรงเหล็กไว้ใบหนึ่ง ถึงเวลาก็เข้าไปอยู่ในกรงแล้วให้หลวงปู่ปานลั่นกุญแจล็อกไว้ แล้วก็เรียนด้วยกัน ถ้าอันไหนหลวงปู่ตอบผิดหรือท่องให้ท่านฟังแล้วผิด ท่านจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ลุกขึ้นเขย่ากรงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเลย

พูดง่าย ๆ ถ้าอยู่ข้างนอกก็ประเภทประเคนไม้กันหัวร้างข้างแตกไปแล้ว แต่พอท่านหายโมโหท่านก็สอนต่อ ท่านรู้ตัวขนาดนั้น

อาตมาก็มานึกขำ ๆ ว่า นี่ถ้าหากว่าเป็นหลวงปู่ปานล่ะก็..รับรองลูกศิษย์ตาย เพราะหลวงปู่ปานแค่จับราว กุญแจก็หลุดแล้ว ท่านเคยเอาเชือกผูกเป็นราวแล้วกุญแจแขวนไว้เป็นสิบ ๆ ดอก พอแตะราว กุญแจหลุดหมดทุกดอกเลย แบบนั้นจับกรงแล้วลูกกุญแจหลุดมีหวังลูกศิษย์ตาย..!"

เถรี
16-02-2012, 11:55
"พอมารุ่นหลวงปู่ยิ้ม หลวงพ่อวัดท่าซุงไปขอเรียนวิชากับท่าน ท่านก็บอกว่าอย่าเอ็ดไป เดี๋ยวคนรู้หมด หลวงพ่อท่านแวะไปหาเวลากลางคืน ไปแบบไม่มีตัว แล้วก็กราบเรียนว่ากลางวันจะมาหา ถึงเวลาหลวงปู่ยิ้มก็นั่งรอ..แสดงว่ารู้จริง

พอหลวงปู่ยิ้มมรณภาพ หลวงพ่อวัดท่าซุงไปเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้ ท่านบอกว่าหลวงปู่ยิ้มมีกำปั่นอยู่ใบหนึ่ง กำปั่นก็คือหีบใส่เงินหรือใส่เสื้อผ้าสมัยก่อนที่เป็นไม้ฝาโค้ง ๆ แล้วก็มีเหล็กรัด ตั้งแต่หลวงปู่ยิ้มได้กำปั่นใบนั้นมา ท่านลั่นกุญแจเสร็จแล้วโยนกุญแจทิ้งน้ำไปเลย อยู่ในคลองเจ้าเจ็ดนั่นแหละ ใครมีปัญญาไปงมเอา เพราะว่าได้ปัจจัยจากโยมมาเท่าไรท่านยัดใส่กำปั่นไปเรื่อย

หลวงพ่อให้กรรมการวัดช่วยกันงัดกำปั่นออกมานับเงิน ปรากฏว่าเงินที่อยู่ก้นกำปั่น เปื่อยจนนับไม่ได้ไปเสียเยอะ ธนบัตรสมัยรัชกาลที่ ๗-๘ เปื่อยเสียเยอะ ก็ถามหลวงพ่อว่าทำไมหลวงปู่ยิ้มถึงทำอย่างนั้น? ท่านบอกว่าหลวงปู่ยิ้มเป็นพระที่ไม่มีความโลภในใจแล้ว แต่ท่านไม่มีงานอื่นทำ ในเมื่อคนทำบุญกับท่าน ท่านก็อยู่เป็นเนื้อนาบุญให้เขาทำไป ครบอายุขัยก็ไปตามกาลตามเวลา

เงินเท่าไรท่านก็ไม่ได้เอาออกมาหรอก เพราะว่ากุญแจท่านโยนทิ้งน้ำไปแล้ว ก็เป็นเงินสงฆ์อยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าหลวงพ่อไม่ได้ให้กรรมการงัดออกมาตรวจนับกันก็ไม่รู้ว่าหลวงปู่มีปัจจัยเท่าไร แต่จะว่าไปแล้วท่านก็ช่วยงานคณะสงฆ์ไว้เยอะ เพราะท่านเป็นถึงเจ้าคณะอำเภอ

ในรุ่นเดียวกัน อาจจะเห็นว่าหลวงปู่ปานก็เป็นพระครู หลวงปู่ยิ้มก็เป็นพระครู หลวงปู่จงไม่ได้เป็นอะไรกับใครแต่ดังกว่าเยอะ ถ้าหลวงปู่ปานไม่มรณภาพก่อน อยู่ถึงช่วงญี่ปุ่นยึดประเทศไทย คงจะต้องดังกว่านั้นอีกมาก หลวงปู่ปานมรณภาพไปก่อนตั้ง ๗ ปีกว่าสงครามจะเลิก"

เถรี
16-02-2012, 11:59
ถาม : หลวงปู่ปานในสมัยที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านจะอายุน้อยไหมคะ ? หรือท่านจะอายุยืนยาว ?
ตอบ : ต้องตามไปเกิดด้วย จะได้รู้ ต้องดูว่าท่านเกิดตอนไหนด้วย ถ้าเกิดต้นกัปก็อยู่กันเป็นหมื่นเป็นแสนปี

เถรี
16-02-2012, 12:01
ถาม : วิญญาณที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร สามารถจะติดตามเราไปได้ทุกที่ไหมครับ หรือแม้แต่ในบ้านก็ยังเข้าไปได้ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าพระภูมิเจ้าที่ไม่อนุญาตก็เข้าไม่ได้ เวลาบูชาพระภูมิก็บอกท่านว่าช่วยกันพวกนี้ให้ด้วย ถ้าท่านไม่อนุญาตก็เข้าไม่ได้ แต่ท่านกันได้เฉพาะวิญญาณ กันกฎของกรรมไม่ได้

เถรี
16-02-2012, 12:08
ที่บ้านวิริยบารมี มีเด็ก ๆ เล่นซน ส่งเสียงร้องไปมา พระอาจารย์จึงกล่าวว่า "เด็กเขายังไม่รู้ธรรมเนียมและกิริยามารยาท นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ก็เป็นหน้าที่ผู้ใหญ่ที่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช ปากเปียกปากแฉะไปเรื่อย"

ถาม : คนสมัยนี้เขาปล่อย
ตอบ : สมัยนี้เขาไปเลี้ยงลูกตามตำราใหม่ ที่ว่าทำตัวเป็นเพื่อนกับเด็ก แต่พอทำตัวเป็นเพื่อนกับเด็ก เด็กเขาจะไม่กลัว ก็เลยไม่สามารถจะบังคับเด็กได้ โดยเฉพาะเด็ก ๆ นี่สุดยอดเลย เขารู้ว่าเขาจะจัดการพ่อแม่ให้อยู่อย่างไร แล้วเขาจะทำได้เร็วมาก

เถรี
16-02-2012, 12:19
ถาม : ผมอยากนั่งกรรมฐาน พอขึ้นนะโม ก็รู้สึกคันไปหมด บางทีก็ปวด ๆ
ตอบ : ขอให้รู้ว่าถ้าโยมตั้งใจทำจะได้ผลเร็วมาก เหตุที่เป็นดังนั้นเพราะขันธมารกวนร่างกายไม่ให้เราทำความดี คนประเภทนี้ถ้าทำจะได้ผลเร็วมาก แต่ระยะแรก ๆ ต้องอดทนสู้กันนิดหนึ่ง พอกำลังใจเราทรงตัว คราวนี้เขาจะขวางเราไม่อยู่แล้ว เราก็จะก้าวมาทางด้านนี้เร็วมาก พวกที่มีสิ่งคอยมาขวางมีอะไรมาอยู่เป็นประจำ ให้รู้เลยว่าถ้าเราทำจะได้เร็ว

ถาม : อย่างเราอ้วน เรานั่งแล้วลำบาก ไม่จำเป็นต้องนั่ง..?
ตอบ : ได้..เก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้ก็เพื่อท่านทั้งหลายที่ร่างกายไม่เหมาะสมจะนั่งกับพื้นได้นั่งเก้าอี้ไป เพราะว่าสำคัญคือให้ใจสงบ ถ้าหากว่ามัวไปห่วงร่างกายเจ็บแข้งเจ็บขาอยู่ ใจก็ไม่สงบ

ถาม : ก็คือนั่ง..
ตอบ : ทำอย่างไรก็ได้ ให้ความรู้สึกอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกตรงหน้า ถ้าเผลอคิดเรื่องอื่นก็ให้ดึงกลับมาตรงนี้ ถ้าหากว่าอยู่ตรงหน้าได้สักระยะหนึ่งแล้ว โยมจะรู้ว่าความสุขภายนอกทั้งหมด สู้ความสุขที่ใจสงบไม่ได้

ทุกวันนี้เราโดน รัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่กำลังใจทรงตัวอยู่เฉพาะหน้า เหมือนกับไฟพวกนี้โดนกดให้ดับลงชั่วคราว คนโดนไฟเผาอยู่ตลอด อยู่ ๆ ไฟดับนี่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูกหรอก เย็นสบายอย่างไรบอกไม่ถูกหรอก พอทำถึงจุดนี้เมื่อไรแล้วส่วนใหญ่จะติดหนับเลย ถึงเวลานั้นด่าก็ไม่ไป ไล่ก็ไม่หนีแล้ว เพราะรู้แล้วว่าดีอย่างไร

ถาม : จริง ๆ นั่งเริ่มต้นทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : ท่าไหนก็ได้ที่เราถนัด แต่ให้ความรู้สึกของเราอยู่กับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ารู้ตามเข้าไปตั้งแต่ต้นจนปลาย หายใจออกรู้ตามตั้งแต่ต้นจนปลายอยู่แค่นี้ คิดถึงเรื่องอื่นเมื่อไรให้ดึงกลับมาตรงนี้ แล้วทำจนกระทั่งกำลังใจทรงตัวต่อเนื่องไประยะหนึ่ง จริง ๆ แล้วจะหกคะเมนตีลังกาทำงานอะไรอยู่ก็นึกได้ ไปลองทำดู

เถรี
16-02-2012, 17:32
ถาม : สิ้นเดือนนี้ต้องจ่ายเงินค่า... มีอะไรทางธรรมพอช่วยได้บ้างคะ ?
ตอบ : ใช้เวลาที่เหลือภาวนาคาถาเงินล้านทั้งวันทั้งคืนเลย ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ให้หมุนทันด้วย เอา ๑๐๘ จบเป็นหลัก แต่ว่าให้ภาวนาจริง ๆ นะ ภาวนาเป็นกรรมฐานเลย

ถาม : เวลาทำกับข้าวหรือขับรถก็ภาวนา ?
ตอบ : จ้ะ ว่าไปตลอดเวลาจนกว่าจะครบ

เถรี
16-02-2012, 17:51
ถาม : ข้าง ๆ บ้านเขาขายยาบ้า ถ้าหนูแจ้งตำรวจ จะบาปไหมคะ ?
ตอบ : อย่าไปยุ่งกับเขา ปล่อยเขาไป เพราะเรื่องพวกนี้จริง ๆ เส้นสายตำรวจเขารู้อยู่แล้ว เพียงแต่เขามีผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้าเกิดว่าเราไปผ่ากลางเข้า อันตรายจะมาถึงตัว ไม่ใช่ทางฝ่ายนั้นหรอก ดีไม่ดีทางฝ่ายราชการจะเล่นงานเราเสียเอง ต้องหัดอุเบกขาไว้บ้าง

เหลือเชื่อที่ว่ายาเสพติดของเราบัญชาการมาจากในคุกแทบทั้งนั้น ที่จับได้ล่าสุดที่เป็นรายใหญ่มาก ๆ เลย เกิดจากรถโดนสวมทะเบียนแล้วไปทำผิดกฎจราจร เขาส่งใบสั่งมาว่าโดนที่ลำปาง เจ้าของทะเบียนก็เถียงเพราะไม่เคยไปลำปาง แล้ววันร้ายคืนร้าย ดันขับรถทะเบียนเดียวกันมาอยู่ตรงหน้าพอดี เลยไล่กวดกันเพื่อจะดูว่าเป็นใคร

พวกคนร้ายพอหันมาเห็นก็ตกใจเพราะรถทะเบียนเดียวกัน จึงหนีสุดชีวิต ไปพลาดท่าตอนไหนก็ไม่รู้ ไปชนกำแพงเข้า ก็เลยต้องทิ้งรถหนี พอตำรวจค้นในรถเจอยาเสพติดบานเลย เขาจึงสาวรอยไปจนกระทั่งถึงบ้านที่เช่าเอาไว้ คราวนี้มียาบ้าเป็นกุรุสเลย

นั่นเป็นเรื่องของการสวมทะเบียนรถเฉย ๆ ถ้าหากว่าเจ้าของไม่ไปติดตามด้วยตัวเอง คาดว่ากว่าจะรอตำรวจจับได้ไล่ทัน เขาก็คงขนเข้ามาอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง พอจับได้เขาก็ซัดทอดว่ามีนายทหารร่วมด้วย เขาบอกว่านายทหารยศพันโทท่านเอารถตรากงจักรไปขนมา ทำให้ตำรวจเขาไม่กล้าตรวจ เพราะเป็นรถนายทหาร

ต่อให้คิดจะตรวจ ถ้าหยิบบัตรให้ดูเป็นนายทหารยศพันโท ตำรวจส่วนใหญ่ที่ตั้งด่านอยู่อย่างเก่งก็เป็นแค่ร้อยเอกหรือพันตรี อาวุโสน้อยกว่าทางนั้นก็ไม่กล้าค้นอยู่แล้ว เขาก็เอามาเข้าที่พัก แล้วก็กระจายออกไป

เถรี
16-02-2012, 17:54
มีโยมคนหนึ่งชื่อดวงดาว ได้สามีเป็นพันเอกของกองทัพสหรัฐฯ วันหนึ่งสามีเขาถูกเรียกประชุมที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่เขาเรียกว่าเพนตากอน สามีหิ้วกระเป๋าเอกสารมาด้วยเพราะว่าถูกเรียกตัวมาแบบกะทันหัน พอจะเข้าที่ประชุมก็ต้องมีการตรวจค้น ท่านก็คงขี้เกียจให้เขาค้น ก็เลยเอากระเป๋าไปฝากทหารยามที่ยืนอยู่ บอกว่าให้ช่วยดูแลกระเป๋าให้เขาหน่อย เดี๋ยวประชุมเสร็จเขาจะออกมารับคืน

ทหารยามบอกว่า "เชิญผู้การดูแลเองครับ ผมมีหน้าที่อยู่ยาม" ถ้าอยู่เมืองไทยทหารคนนี้คงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแน่เลย แต่ที่นั่นผู้การต้องเดินจ๋อง ๆ ไปให้เขาตรวจค้นกระเป๋าแต่โดยดี พันเอกกับพลทหารนะ แต่เขาถือว่าแต่ละคนมีสิทธิเท่ากัน มีหน้าที่รับผิดชอบเหมือนกัน เขารับผิดชอบตรงไหนเขาก็ทำเฉพาะตรงนั้น เขาอยู่ยาม ไม่ได้มีหน้าที่มาเฝ้ากระเป๋าให้เจ้านาย เมื่อไรบ้านเราจะมีอย่างนี้หนอ ?

บ้านเราแค่เจ้าหน้าที่เอาเครื่องตรวจอาวุธมาตรวจ ยังโดนตบบ้องหูเลย คนบ้านเราใหญ่เสียจนชิน บ้านเขาถือว่าคนมีคุณค่าเท่ากัน ประเทศเขาแทบจะไม่มีอะไรที่ดีกว่าเราเลย นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่บ้านเรากฎหมายมีหลายมาตรฐาน ก็เลยทำให้คนส่วนหนึ่งเกิดความคิดที่อยากจะไปอาศัยที่บ้านเขา ซึ่งความจริงแล้ว ไม่มีอะไรอยู่สบายเท่ากับบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง

เถรี
16-02-2012, 17:58
ถาม : พวกทุนในหลวงบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ค่อยสบาย เพราะว่าคนที่อยู่ในกลุ่มต้านนั้นเป็นนักเรียนทุนด้วย เห็นว่าทรงเสียพระทัย ?
ตอบ : บ้านเราเมืองเรามีขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา เพราะฉะนั้น..พระมหากษัตริย์ที่ตั้งอยู่ในฐานะอันจะละเมิดมิได้ ก็ต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา ไม่ใช่ว่าไปเอาความคิดตามแบบตะวันตก ที่ไม่มีการเทิดทูนบูชาบุคคลที่ทำความดีลักษณะนี้เหมือนกับของเรามาเป็นบรรทัดฐาน

เรื่องนี้ก็คงจะยืดเยื้ออีกนาน เพราะว่ามีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน แต่ความจริงถ้าจะมีปัญหาก็ให้มีปัญหาภายในรั้วมหาวิทยาลัย อย่าเอาปัญหาขึ้นมาบนท้องถนน เพราะว่าจะกลายเป็นการปลุกระดมมวลชนเอาง่าย ๆ

เถรี
16-02-2012, 19:21
พระอาจารย์กล่าวว่า "ใครที่จองพระขรรค์โสฬสไว้ ให้ไปฟิตตัวกันเอาเอง ไม่อย่างนั้นคงจะมีแต่อาตมาเท่านั้นที่ยกขึ้น เฉพาะแค่ใบอย่างเดียวก็ ๓.๕ กิโลกรัมแล้ว..! แต่ให้หลวงพี่นิลบอกช่างให้เขาเกลาใบให้บางที่สุดเท่าที่จะบางได้ เพราะถ้าขืนเป็นอย่างนั้น คนอื่น ยก ๒ มือยังไม่รู้ว่าจะงัดไหวไหม

เสียดายอยู่อย่างหนึ่งว่า โลหะที่สะสมไว้อยากจะใส่ให้หมด แต่ช่างเขาบอกว่าตามหลักวิชาการเขาต้องใส่ร้อยละเท่าไรก็ไม่รู้ ถ้าใส่หมดแล้วเนื้อจะไม่ประสานกันสนิท อาจมีการแตกร้าวได้ เขาไม่อยากเสี่ยง จึงทำให้ใส่โลหะที่อาตมาสะสมมาได้น้อยไปหน่อย ต้องบอกว่าใส่พอเป็นกระสายยา"

เถรี
17-02-2012, 08:30
ถาม : ที่บอกว่าพระมหากษัตริย์ต้องสาบานตน เขาคิดได้อย่างไร ?
ตอบ : อันนั้นยังเป็นแค่แนวคิดอยู่ และรัฐบาลก็บอกแล้วว่าไม่เห็นด้วย ในหลวงสาบานตนตั้งแต่วันปฐมบรมราชาภิเษกแล้ว ที่พระองค์ท่านตรัสว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" เพียงแต่พระองค์ท่านสาบานตนโดยไม่ต้องมีใครบังคับ และทำได้มาโดยตลอดด้วย

จริง ๆ แล้ว ถ้าเราไม่ไปให้ความสนใจก็จบ เพราะเราไปให้คุณค่าเขา ก็เลยมีน้ำหนักในสังคม เขาอยากออกความคิดก็ปล่อยเขาไป ออกความคิดจนหายบ้าเขาก็เลิก ถ้าเราไปให้ความสำคัญเขา กลายเป็นว่าเราไปแบกความทุกข์เอาไว้เอง

เถรี
18-02-2012, 12:33
พระอาจารย์กล่าวว่า "บางคนสภาพร่างกายไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศมาก แล้วก็ดันมาเป็นอาตมาเองเสียด้วย ก่อนลงมาข้างล่างนี้ก็จับไข้ เพียงแต่ว่าอาการตัวร้อนยังไม่ปรากฏ จับไข้เฉย ๆ ก็รู้แล้วว่าอากาศกำลังจะเปลี่ยน เป็นล่วงหน้านาน ๓ - ๔ ชั่วโมงกว่าที่จะฝนตก จนแทบจะพยากรณ์อากาศเองได้แล้ว

เวลาอยู่ที่วัด อาตมาบอกพระท่านว่าตอนนี้อากาศประมาณเท่าไร พอเดินผ่านสถานีวัดอากาศกรมอุตุนิยมวิทยาที่ทองผาภูมิก็ไม่ค่อยพลาด ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากความเป็นทิพย์ แต่เกิดจากการสัมผัสทางผิวหนังของตัวเอง จำได้ว่าความเย็นระดับนี้ประมาณกี่องศา พวกเราพอจะแยกได้ไหม ? ส่วนมากแยกไม่ค่อยออกหรอก รู้แต่ว่าหนาวก็คือหนาว หนาวมากหนาวน้อยแค่นั้นเอง"

เถรี
18-02-2012, 12:41
พระอาจารย์กล่าวว่า "พระหลวงปู่ทวด ในวงการพระเครื่องเรียกว่า พระนิรันตราย ถ้าอาราธนาติดตัวจะปลอดภัยในทุกที่ คาถาว่า นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา

มีนายดาบตำรวจท่านหนึ่งบอกว่า ชันสูตรพลิกศพมาตลอด ๓๐ ปีที่รับราชการอยู่ ยังไม่เคยเจอคนแขวนพระหลวงปู่ทวดแล้วตายโหงเลย อันนี้จากประสบการณ์ตรง ดังนั้นเราต้องเชื่อ"

เถรี
18-02-2012, 12:45
พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมามีเชื้อมาลาเรียอยู่ในตัว พออากาศเปลี่ยนจะเป็นไข้ทันที วันนี้อากาศไม่เปลี่ยนเปล่า แถมฝนยังตกด้วย ลองไปอ่านเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ที่ท่านบอกว่า

มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงม............ มิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้น............ มิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ


จะเห็นว่าเหมือนกับปัจจุบันนี้มาก"

เถรี
18-02-2012, 13:00
พระอาจารย์กล่าวว่า "ปกติการเป่ายันต์เกราะเพชร เมื่อกราบขอบารมีพระท่านสงเคราะห์แล้ว ยังขอพรหม เทวดา โดยเฉพาะท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ พร้อมด้วยอินทกะและบริวาร ให้ช่วยจัดการสิ่งไม่ดีที่แทรกที่สิงมากับร่างคน ไม่ว่าจะเป็นไสยเวทอาคม วัตถุอาถรรพ์ คุณผีคุณคนก็ดี เหล่าสัมภเวสี เปรต อสุรกายที่แทรกที่สิงมาก็ดี ถ้าหากว่าอยู่ในบริเวณพิธีท่านจะไล่ให้ทั้งหมด

ดังนั้น..เวลารับยันต์ต่อให้มีเสียงประหลาดพิกลขนาดไหน ไม่ต้องไปใส่ใจ ให้เราภาวนาของเราไปตามปกติ แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามักจะกลัว พอได้ยินเสียงประหลาด ๆ เข้าสมาธิก็หายเรียบ..!

เมื่อพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรผ่านไป ก็คลายใจไปได้หน่อยหนึ่ง ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปในทางที่บรรเทาลง ไม่อย่างนั้นนี่ อยู่ ๆ อิสลามตายคาถนนหลายศพเป็นเรื่องแน่นอน ต่อไปให้ทุกคนเอาอย่างนั้นนะ ถ้ามีคนของเราตายให้รวมหัวอย่างนั้นบ้าง ประท้วง อาละวาด ต้องหาคนผิดมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วจะดูเหมือนคนของเขามีราคาชีวิตสูงกว่าของเรา

ถึงขนาดเขามีคำสอนกันมาให้หมู่คนขับรถประจำทางว่า ถ้าหากว่าขับรถแล้วไปชนคนอิสลามเข้า ให้หนีไว้ก่อน อย่าอยู่ตรงนั้น ถ้าอยู่ตรงนั้นตายฟรี หนีไว้ก่อน พอเหตุการณ์เบาลงแล้วค่อยไปมอบตัว"

เถรี
18-02-2012, 13:03
"การจัดงานที่วัดทุกครั้ง มักจะมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้น โดยเฉพาะว่าบางทีก็เกิดขึ้นโดยที่เราเองก็คาดไม่ถึง อย่างเช่นว่า อยู่ ๆ น้ำในห้องส้วมไม่ไหล เพราะมีคนเมตตาไปปิดประตูน้ำให้ จึงเป็นอะไรที่บางทีก็หัวเราะไม่ออกเหมือนกัน นี่ยังดีนะ..ครั้งนี้แค่ปิดประตูน้ำ ครั้งก่อนเขาไปปิดเครื่องสูบน้ำเลย

มีโยมเขาบ่นว่าโรงทานไม่พอกิน อาตมาถามว่ามาถึงกี่โมง เขาบอกว่าบ่ายโมงกว่า ก็น่าจะได้กินอยู่หรอก..! โรงทานส่วนใหญ่ไว้เลี้ยงช่วงกลางวัน เล่นมาบ่ายโมงกว่า เขาบอกว่าเหลือแต่ข้าวต้มกับบะหมี่อยู่อย่างละหน่อย ยังดีที่มีเหลือ"

เถรี
18-02-2012, 13:10
"ท่านใดเป็นเจ้าของกล่องวัตถุมงคลที่นำไปเข้าพิธีแล้วไม่ได้รับกลับ ให้มารับคืนได้ แต่เอาค่ารถมาด้วย..! ทำให้อาตมาต้องแบกมาถึงกรุงเทพฯ ลืมของทั้งลังนี่น่าตายมากเลยนะ ยังดีที่วัดท่าขนุนยังไม่มีประวัติของหาย ของเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม ถ้าเก็บได้เขาจะมาส่งคืนให้

อาตมาเองก็ประกาศหาเจ้าของ ปรากฏว่าวันนี้มีมาทวง ๒ ราย สรุปได้ว่าตอนประกาศไม่คิดว่าเป็นของตัวเอง กลับถึงบ้านแล้วถึงรู้ว่าหาย อีกรายหนึ่งออกไปเกือบครึ่งทางแล้ว นึกขึ้นได้ว่าลืมกระเป๋าวัตถุมงคลไว้ วิ่งมาถามว่ามีใครเจอบ้างหรือเปล่า ? ไม่เพียงแต่เจอเฉย ๆ อาตมาเก็บเข้าห้องไปแล้วด้วย เพราะว่าเลิกงานเก็บของเสร็จสรรพแล้ว อีกรายหนึ่งลืมกระเป๋าสตางค์พร้อมกับบัตรประจำตัวสารพัด พอประกาศวิ่งมาทันทีเลย เขาบอกว่ากำลังรออยู่ว่ามีใครเก็บได้หรือเปล่า ?

จะเห็นได้ว่า พวกเราที่ถือว่าเป็นหมู่คนที่เข้ามาปฏิบัติธรรม สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากหลักธรรมได้จริง โดยเฉพาะเราไม่ยอมละเมิดศีล แม้ว่าของจะมีคุณค่าขนาดไหนก็ตาม ถือว่ากำลังใจในด้านศีลบารมีของเราใช้ได้

ถ้าเป็นญี่ปุ่นเก็บของได้ พอเจ้าของมารับคืน เขามีข้อบังคับด้วยว่าต้องแบ่งรางวัลให้คนเก็บได้ด้วย อันนี้เขามีข้อบังคับไว้เลย แต่ไม่ได้ถามเขาว่าแบ่งให้เท่าไร

ช่วงเกิดสึนามิมีของโดนคลื่นซัดไปไม่เป็นที่เป็นทาง คนนั้นก็เจอของที่ไม่ใช่ของตัวเอง คนนี้ก็เจอของที่ไม่ใช่ของตัวเอง จึงเอาไปฝากสถานีตำรวจ จนตำรวจไม่มีที่จะเก็บ แต่เขามีข้อแม้ว่าถ้าภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้วไม่มีคนมารับคืน จะเป็นสิทธิ์ของคนที่เก็บได้ ถ้าอย่างนี้อาตมาคงได้เยอะเลย เพราะว่าบางคนเป็นปี ๆ แล้วยังไม่ได้ไปรับของคืน

งานเป่ายันต์ครั้งนี้คนไม่ได้มากนะ แต่ทำไมแน่นจัง ? มีใครรู้สึกบ้างไหมว่าโดนเบียดจนกระดิกไม่ออก อาจจะเป็นเพราะคนมากขึ้นจริง ๆ แต่อาตมาดูไปก็เหมือนเดิม เพราะเห็นแต่หัว มองไปก็ติดหัวคน แต่ว่าที่มั่นใจว่าคนมากเพราะว่ารอบ ๒ ปกติจะมีคนเกินครึ่งศาลานิดหน่อย แต่ครั้งนี้เกือบไม่มีที่ว่างแล้ว เพราะว่ามีบางคนรับรอบหนึ่งแล้วไม่มั่นใจขอซ้ำอีกที จะบอกว่าน้ำเต็มแก้วแล้ว เทซ้ำไปก็ล้นทิ้งเสียเปล่า ๆ ก็ใช่ที่ นั่งรับไปเถอะ"

เถรี
18-02-2012, 13:17
พระอาจารย์กล่าวว่า "ปีนี้เป็นปีแรกที่หน้าหนาวแล้วอาตมารู้สึกปวดข้อ แสดงว่าแก่ได้ที่แล้ว เพราะฉะนั้น..เวลาที่เกร็งมือเพื่อเขียนยันต์นาน ๆ จะปวดข้อ

ต่อไปที่น่าจะทำก็คือ ตะกรุดมหาสะท้อนที่ทำจากโรงงานแล้วเอามาเสก ตะกรุดมหาสะท้อนที่จารด้วยมือนี่หมดสิทธิ์แล้ว โดยเฉพาะตอนม้วนลำบากที่สุด จะเห็นว่าตะกรุดมหาสะท้อนรุ่น ๒ บางทีม้วนไม่ค่อยเรียบร้อยและค่อนข้างดอกใหญ่ เพราะว่าดอกแรก ๆ แรงยังดีอยู่ จึงม้วนได้ชิดสนิทแน่นหน่อย ดอกถัด ๆ ไปแรงเริ่มหมดก็ดอกใหญ่ขึ้นเรื่อย

วันหนึ่งจะจารประมาณ ๔๐ - ๕๐ ดอก แล้วรุ่นนั้นแผ่นเงินหนามาก ให้เด็กบ้านนอกอย่างพระครูน้อยช่วยม้วน ท่านบิดบุบไปได้นิดเดียว ไม่ใช่งอขึ้นมานะ งอยังงอไม่ขึ้นเลย ท้ายสุดอาตมาก็เลยต้องม้วนเอง ม้วนเสร็จมือก็พองและแตกพอดี"

เถรี
18-02-2012, 13:22
พระอาจารย์กล่าวว่า "ชะรา ธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่อาจล่วงพ้นความแก่ไปได้ บางคนทำใจไม่ได้ที่ตัวเองแก่ ในเมื่อทำใจไม่ได้ที่ตัวเองแก่ ก็เลยพยายามที่จะไม่แก่ บรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้ดูไม่แก่ มักจะมีราคาแพง จริง ๆ แล้วไม่ใช่ไม่แก่นะ ยังแก่อยู่ แต่ทำให้ดูไม่แก่ ดังนั้น..คุณค่าของความพยายามที่จะไม่แก่จึงแพงตามไปด้วย

อย่างที่เคยบอกกับญาติโยมว่า ตอนไปพุทธาภิเษกให้กับสมาคมศิลปินเพื่อพระพุทธศาสนา อาตมาเจอพวกดารา เห็นเขาต้องสวยอยู่ตลอดเวลาแล้วเหนื่อยแทน เป็นอะไรที่ดูแล้วน่าเหนื่อยใจมาก ต้องพยายามแต่งให้ดูดี เพราะว่าถ้าดาราดูไม่ดีเมื่อไรอาจจะตกงานไปเลย บางทีก็ต้องสร้างกระแสเพื่อให้อยู่ในความสนใจของคน จะได้มีงาน พอดู ๆ ไปแล้วก็จะรู้สึกว่าเหนื่อยมากจริง ๆ"

เถรี
18-02-2012, 13:27
"เมื่อไม่นานนี้มีคนมาคร่ำครวญอยู่หลายราย ว่าลูกสอบเข้าเรียนไม่ได้ นั่นก็ยิ่งเหนื่อย ความจริงลูกมีที่เรียน แต่พ่อแม่อยากให้เรียนอีกที่หนึ่งก็เลยต้องไปสอบแข่งกับเขา พอไม่ได้ขึ้นมาลูกไม่เสียใจเท่าไรหรอก แต่พ่อแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับไปเป็นอาทิตย์เลย

พูดถึงเรื่องนี้ก็ไปนึกถึงสมัยก่อน มีนักเทนนิสคนหนึ่ง คือ มาร์ติน่า ฮินกิส บางทีมาร์ติน่า ฮินกิส ก็ได้แชมป์ บางทีก็ตกรอบแรก บางทีก็ตกรอบสองรอบสาม บางทีก็เข้ารอบชิงแล้วก็ได้แค่รองแชมป์ อาตมาฟันธงว่ารายนี้ต่อไปจะเก่ง มีคนถามว่าทำไม อาตมาบอกว่าเพราะเขาแพ้เป็น คนที่แพ้เป็น จะไม่ไปคร่ำครวญเสียใจให้แก่สิ่งที่พ่ายแพ้ แต่จะพิจารณาดูว่าแพ้เพราะอะไร แล้วแก้ไขจุดบกพร่องของตน แล้วต่อไปเขาก็จะชนะ

เด็กคนไหนถ้าสอบตกแล้วแพ้เป็น เด็กคนนั้นต่อไปอนาคตจะไกล คำว่าแพ้เป็น แปลว่ายอมรับว่าตัวเองสอบไม่ได้ แล้วก็ไปพิจารณาว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เมื่อแก้ไขตรงจุดนั้นแล้ว ต่อไปก็จะไม่สอบตกอีก เขาก็ต้องไปวิเคราะห์ว่าทำไมตัวเองสอบไม่ได้ ขี้เกียจอ่านหนังสือ หรือว่าไม่ชอบวิชานั้นก็เลยไม่สนใจที่จะเรียน เหล่านี้เป็นต้น"

เถรี
18-02-2012, 13:43
พระอาจารย์กล่าวว่า "ตั้งแต่พระพุทธชินราชปิดทองใหม่ อาตมาว่าสู้ของเก่าไม่ได้เลย ของเก่าสวยนวลตามาก ของใหม่สว่างแสบตาเลย

คนโบราณเขาปั้นแสงปั้นเงาได้ เขาใช้แสงเงาจากช่องหน้าต่างเข้าช่วย ถ้าเดินเข้าไปจะเห็นองค์พระลอยเด่นอยู่กลางวิหาร พอมารุ่นหลังเขา กลัวขโมยบ้าง รู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง ก็เลยอุดช่องแสงจนหมด แล้วใช้ไฟฟ้าส่องแทน จึงสว่างเกินไปจนแสบตา"

เถรี
18-02-2012, 13:45
พระอาจารย์กล่าวว่า "เด็กรุ่นนี้ยังพอไหว แต่รุ่นถัดไปจะอยู่กันอย่างไร เพราะโลกร้อนแรงขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันความสามารถในการเอาตัวรอดของเด็กกลับน้อยลงไปเรื่อย เพราะไปพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกิน

วันก่อนยังบอกกับพระที่วัดเลยว่า ผมอยากให้ไฟดับสักอาทิตย์หนึ่ง ดูว่าพวกคุณจะตายไหม? ไม่อย่างนั้นอากาศหนาวแทบตาย ก็ยังเปิดพัดลมกันอยู่"

เถรี
18-02-2012, 14:27
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ถ้าบอกได้อาตมาบอกหมดทุกคนแล้ว จำไว้ว่าถ้ายังอยากตายอยู่ กำลังใจยังใช้ไม่ได้ คนอยากตายกำลังใจจะหมอง คนที่เขาทำถึงจริง ๆ เขาไม่ได้อยากตาย แต่เขาพร้อมที่จะตาย ดำเนินชีวิตอยู่ในลักษณะอยู่ก็ได้ตายก็ดี ถ้าอยู่เราก็ยังได้สร้างบุญบารมี ถ้าตายเราก็ไปพระนิพพาน

สมัยก่อนอาตมาก็เข้าใจผิดเหมือนกัน คิดว่าถ้าถึงระดับอยากตายก็แปลว่าเราดีแล้ว เปล่า...ยังห่างอีก ๘๔,๐๐๐ โยชน์..!

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : เป็นเหมือนกันทุกคนแหละ ถ้ายังไม่ก้าวผ่านจุดนั้นไปก็คิดว่าตัวเองดีแล้ว พอก้าวผ่านไป อ้าว..ยังไม่ดีจริงนี่นา ที่ดีกว่าถูกกว่ายังมีอยู่อีก ก็จะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ด้วยความที่ยึดมั่นถือมั่นของเรา พอก้าวไปสู่จุดใหม่ก็จะไปยึดว่านั่นดีแล้ว ถูกแล้ว ต่อไปพอเจอที่ดีกว่านั้นขึ้นมาก็ อ้าว..ผิดอีกแล้ว พอโดนเข้าบ่อย ๆ ตอนหลังก็จะเปลี่ยน กลายเป็นคนที่รู้ระมัดระวัง ไม่ประมาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะรู้ว่าแม้แต่ความดีก็ยังหลอกเราได้ ถ้าเราหลงติดอยู่แค่นั้นจะไม่ก้าวหน้าไปไหน ค่อย ๆ ทำไป ไม่ต้องรีบตายหรอก เวลายังไม่พอให้เราทำความดีเลย เพราะฉะนั้น..ให้เร่งทำให้มากเข้าไว้ อยู่ไปกินไปตามปกติ พอหมดอายุขัยเมื่อไรก็ไปเองแหละ

ไม่ต้องไปกังวลหรอกจ้ะ อาตมาเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยกังวลถึงอนาคตเลย ดูแลคนป่วยไว้เยอะ มั่นใจว่าพอถึงเวลามีคนช่วยหอบช่วยหิ้วแน่ ๆ ดูแลพ่อ ดูแลแม่ ดูแลหลวงปู่มหาอำพัน รับใช้หลวงพ่อวัดท่าซุง รวมแล้วกว่า ๒๐ ปี

เถรี
18-02-2012, 14:30
พระอาจารย์กล่าวว่า "เดือนนี้บวชเนกขัมมะ ๒ วัน คือ วันที่ ๒๕-๒๖ กุมภาพันธ์ อาตมาคงอยู่กับพวกเราได้วันหนึ่งพอดี รุ่งขึ้นหลวงตาวัชรชัยนิมนต์ไปพุทธาภิเษก อาตมาบอกว่าติดงานไปไม่ได้ ท่านก็อ้อนวอน เห็นหลวงตาพูดเหมือนกับว่า ถ้าอาตมาไม่ไปสักคนงานจะล่มอย่างนั้นแหละ ท่านโทรมานิมนต์เอง ฎีกาส่งตามมาทีหลัง

ส่วนใหญ่งานของพี่ ๆ น้อง ๆ ถ้าปลีกตัวไปได้จะพยายามไป เพราะโอกาสที่จะไปอยู่กันพร้อม ๆ หน้านั้นหายาก"

เถรี
18-02-2012, 16:49
ถาม : เมื่อครู่ผมไปหาหมอมา หมอบอกให้ผมกลั้นหายใจ แล้วอัลตร้าซาวด์ คิดว่าลมหายใจหายไปก็เหมือนกับตาย จึงจับภาพพระ ช่วงแรก ๆ ก็เฉย นึกภาพพระตามไป แต่พอลมหายใจจะหมด เกิดความรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ควรจะแก้อย่างไร ?
ตอบ : จิตใจยังไม่มั่นคงพอ ต่อไปซ้อมเกาะภาพพระให้ชิน ไม่มีลมหายใจเข้าออกก็ให้นึกถึงภาพพระไว้ ถ้าต้องรอให้มีลมหายใจแล้วค่อยนึกได้ ถึงเวลาไม่หายใจแล้วจะยุ่ง..! คราวนี้เราก็ได้เห็นจริง ๆ แล้วว่า ไม่มีอะไรที่เรารักยิ่งกว่าตัวเอง

เถรี
18-02-2012, 16:51
ถาม : พระปิดตาเนื้อนวโลหะกับเนื้อชินเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : เนื้อนวโลหะใส่ส่วนผสมโลหะมากชนิดกว่า เนื้อชินมีส่วนผสมแค่ตะกั่ว สังกะสี และเงินเท่านั้นเอง ชอบแบบไหนก็เลือกเอาแบบนั้น อยากเสียสตางค์มากก็เลือกแบบที่แพงหน่อย

เถรี
19-02-2012, 08:17
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก อารมณ์เบื่อที่เกิดขึ้น ถ้าเบื่อแบบมีปัญญา ก็จะรู้ว่าเบื่อเพราะร่างกายนี้มีสภาพทุกข์อยู่ตลอดเวลา เบื่อโลกนี้ที่มีแต่ความทุกข์เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าปัญญาไม่ถึง ก็เกิดเบื่อขึ้นมาเฉย ๆ แต่จะบอกว่าปัญญาไม่ถึงก็ไม่ใช่ ก็เพราะปัญญาถึง ถึงได้รู้สึกเบื่อ แต่ว่าละเอียดไม่พอที่จะแยกแยะว่าเบื่อเพราะอะไร

ความเบื่อของนิพพิทาญาณ หลายต่อหลายคนพบแล้วไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอให้รู้ไว้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าตราบใดที่เรายังไม่เบื่อ เราก็ยังอยากที่จะเกิดอยู่ ถ้าเบื่อเมื่อไรความอยากเกิดก็จะลดน้อยถอยลง จิตเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด ความปรารถนาในการเกิดไม่มี ความปรารถนาในร่างกายตนเองไม่มี ความปรารถนาในร่างกายผู้อื่นไม่มี ความปรารถนาในโลกนี้ไม่มี ความปรารถนาที่จะเกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมไม่มี ก็จะแสวงหาทางเพื่อไปสู่นิพพาน

ถ้าหากว่ามีสมาธิคุมอยู่กำลังใจจะนิ่ง ความละเอียดของจิตมีมาก ก็จะรู้ว่าเบื่อมาจากสาเหตุอะไร แต่ถ้าหากยังไม่ถึงตรงจุดนี้ ก็มีแต่อารมณ์เบื่อขึ้นมาเฉย ๆ เบื่อจนบางทีอยากจะเดินหนีไปเฉย ๆ ไปไหนก็ได้ ไปให้ไกล ๆ

อาตมาเองเกิดอารมณ์นิพพิทาญาณกลางห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว สุดยอดจริง ๆ เกิดที่ไหนไม่เกิด ตอนนั้นห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวเปิดใหม่ ๆ สาวเขาอยากจะไปช็อปปิ้ง อาตมาก็เลยไปเป็นเพื่อน พอเขาซื้อของก็ต้องช่วยเขาหอบหิ้ว สัก ๔ - ๕ ถุงก็พะรุงพะรังไปหมด อยู่ ๆ เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า "นี่เอ็งกำลังทำอะไรอยู่ ? ทำไมเหลวไหลอย่างนี้..!"

พอความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมา ก็ให้เบื่อและสลดใจกับทุกอย่างไปหมด เบื่อจนชนิดที่ว่าอยากมุดดินหนีหายไปเดี๋ยวนั้นเลย ต้องบอกว่าความรู้สึกของผู้หญิงไวมาก ๆ เขาหยุดกึก หันขวับมาถามว่า "พี่เป็นอะไร ?" อาตมาบอกว่า "เป็นอะไรก็ไม่รู้ ? แต่ตอนนี้เบื่อหน้าเธอฉิบหายเลย..!" เขาบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ"

แบบเดียวกับพระครูแสง เขาไปเกิดขุททกาปีติบนรถเมล์ ลูกผู้ชายตัวเล็กกว่าควายนิดเดียว แต่ไปนั่งน้ำตาไหลอยู่บนรถ ใคร ๆ เห็นก็คงคิดว่าไปอกหักรักคุดมา เขาอายก็เลยต้องลงรถไปเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นเขาขึ้นรถเมล์แล้วไปเห็นว่า ชีวิตคนทุกข์ขนาดนี้เชียวหรือ ? แย่งกันกิน แย่งกันทำงาน แย่งกันขึ้นรถเมล์ เบียดกันไปอัดกันมาอยู่ทั้งวัน ลำบากลำบนแทบตายชัก ไปถึงที่ทำงานก็ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร คิดแค่นั้นน้ำตาร่วงเลย

เถรี
19-02-2012, 08:22
ถาม : คำขอบรรพชา?
ตอบ :ใช้แบบเอสาหัง ภัณเต ถ้าบวชหมู่ใช้เอเต มะยัง ภัณเต แต่ที่นั่นก็ใช้เอสาหังทั้งหมด ยกเว้นตอนท้ายเขาใช้ สังฆัม ภัณเต อุปะสัมปะทัง ยาจะมะ แปลก..เพราะบวชเดี่ยวมาตั้งแต่ต้น แล้วก็ไปรวมกันตอนท้ายเอาเฉย ๆ

ด้วยความเคยชินของอาตมา บางทีพอบอกไปแล้ว พระอุปัชฌาย์ก็นั่งงง ๆ ว่าสวดแบบนี้ได้ด้วย ? จึงบอกว่าได้ครับ เป็น เอเต มะยัง ภัณเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามะ (ไม่ใช่มิ) ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ละเภยยามะ มะยัง ภัณเต ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง ละเภยยามะ อุปะสัมปะทังฯ

เรื่องนี้เกิดจากตอนแรกที่อาตมาบวช เข้าใจว่าวัดท่าซุงเป็นมหานิกายก็ท่องคำขอบวชแบบอุกาสะไป ท่องจนคล่องแล้ว ปรากฏว่าพอไปถึงเขาบอกว่าวัดเราเป็นมหานิกายแปลง ให้ท่องแบบเอสาหัง อาตมาก็ใช้เวลา ๒ วัน ท่องเอสาหัง ภัณเต จนได้ พอท่องได้ พระพี่เลี้ยงท่านก็บอกว่า "เฮ้ย..ของเราบวชหมู่ ให้ใช้ เอเต มะยัง ภัณเต" เจริญมาก..ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าจะบวชอย่างไร บอกมาก็แล้วกัน เพราะอาตมาท่องได้หมดทุกอย่างแล้ว

เถรี
19-02-2012, 08:32
พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนนี้ใบพระขรรค์โสฬสหล่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือประกอบด้ามและฝัก ตอนช่วงนี้งานที่ยุ่งที่สุดก็คือพวกลายโลหะรัดด้ามและฝัก เพราะว่าต้องหล่อแยกต่างหาก แล้วต้องเอามาชุบทองก่อน ค่อยประกอบกันเข้าไป

ลวดลายจะมีหุ้มช่วงบนตรงฝักและตรงปลายด้ามที่จะขันเกลียว ที่ฝักก็จะมีช่วงปลายข้างบน ทำงานทั้งทีทำให้ดีเข้าไว้ แพงเท่าไรไม่ว่า เพราะไม่ได้ตั้งใจเอากำไรมาก สร้างผลงานฝากไว้ในแผ่นดิน คิดว่าอีกกี่ชาติก็คงไม่มีใครสร้างใหญ่ขนาดเท่าของจริงแบบนี้

ตอนแรกที่ทำมา แค่เฉพาะใบมีดอาตมาคนเดียวที่ถือมือเดียวได้ เพราะน้ำหนัก ๓ กิโลครึ่ง..! จึงบอกช่างว่าเกลาออกให้เหลือบางกว่านี้หน่อย เดี๋ยวคนอื่นต้องแบกแล้วจะลำบาก เฉพาะใบก็ ๓ กิโลครึ่ง ประกอบเข้าไปคงไม่หนี ๕ กิโลกรัม ข้าวสารถุงหนึ่งเต็ม ๆ เลย

วันก่อนต้องส่งรถไปรับด้ามพระขรรค์มาโดยเฉพาะ ช่างทำแล้วไม่กล้าเอามาส่งเพราะเป็นไม้พะยูง กลัวตำรวจจับ อาตมาบอกเขาว่าถ้าทำเสร็จแล้วเขาไม่ว่าอะไร "ไม่เอา...อาจารย์มารับเองเถอะ" อาตมาบอกว่า "ถ้าเป็นท่อน ๆ เป็นแผ่น ๆ เขาเอาคุณแน่ แต่ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์หรืออะไรเรียบร้อยแล้วเขาไม่ว่าหรอก" "ไม่ได้..อาจารย์มารับเองเถอะ"

เขาเองก็พูดง่าย ๆ ว่าไม่อยากมีปัญหา ถ้าเกิดตำรวจเฮี้ยนจับขึ้นมาจริง ๆ เขาต้องมาชดใช้ให้ยุ่งไปหมด ไม้หวงห้ามถ้าไม่ได้ตีตราจากป่าไม้อย่างถูกต้อง ก็ผิดกฎหมายทั้งนั้นแหละ

เขามีโครงการปลูกไม้หวงห้าม สนับสนุนให้เกษตรกรปลูก พอปลูกแล้วก็ไปแจ้งขึ้นทะเบียนไว้ที่อำเภอ ทางอำเภอจะส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจว่าเป็นพื้นที่เท่าไร มีไม้กี่ต้น เมื่อไม้ได้ขนาดที่ต้องการจะตัด ก็ไปแจ้งทางอำเภอขออนุญาตตัด ถ้าอย่างนั้นตัดได้ เขาจะส่งเจ้าหน้าที่มาตีตราให้ ทางด้านทองผาภูมิมีญาติโยมจำนวนมากเลยที่เข้าโครงการนี้ ปลูกไม้สักทองไว้ ปัจจุบันนี้ถ้าหากทำไม้หน้า ๖ หน้า ๘ ได้สบายเลย แต่ว่าหลายแห่งบอกว่าจะเก็บไว้ให้ลูกให้หลาน ถ้าถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนี่น่าจะแพงกว่าทองอีก เพราะว่าอาตมาทำมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองที่วัด สร้างด้วยไม้ตอนนี้ยังแพงกว่าคอนกรีตหลายเท่าเลย"

เถรี
19-02-2012, 08:37
ถาม : แต่ก่อนนี้ ไม่ต้องไกลมาก แค่รุ่นคุณยาย คุณแม่ ของพวกนี้เช่นเพชรลูก ก็ยังมาทำกระดุม พลอยก็เอามาเล่นหมากเก็บเป็นปกติ
จึงสงสัยว่า เดี๋ยวนี้ไม่เห็นอย่างนั้นแล้ว กลับเป็นของมีค่าไป ต่างจากต่างดาวที่ยังเกลื่อนกลาดอยู่ เพราะอะไร?
ตอบ : ดาวบางดวงเขามีแก้วมณีเกลื่อนกลาดไปหมดแต่ไม่มีราคา เหมือนกับกรวดเหมือนทรายบ้านเรา ลองแก้วมณีบ้านเขาหลุดมาถึงบ้านเราสักเม็ดสิ..รวยกันไม่รู้เรื่อง..!

อาตมาเคยเห็นคนโบราณเขาทำเพชรซีก จะว่าไปก็ไม่ได้งามเหมือนเพชรของสมัยนี้ แต่ก็เป็นเพชร อาจเป็นเพราะว่าฝีมือเจียระไนของเขา ยังไม่ได้ศึกษาว่าทำอย่างไรให้แสงทำมุมตกกระทบเหมือนอย่างสมัยนี้ สมัยก่อนเขาเรียกง่าย ๆ ว่าเพชรลูกกับเพชรซีก เพชรลูกเป็นก้อนเลย ถ้าเพชรซีกก็มาเป็นซีก"

ถาม : บนโลกนี้ที่ไม่เห็นเพชรพลอยขนาดนั้น เพราะคนไม่มีบุญเท่าเขา หรือเพราะยังไม่มีเจ้าของมาเอา?
ตอบ : อาตมาไปนั่งไปนอนหกคะเมนตีลังกาบนก้อนมรกตขนาดใหญ่เท่าเตียงมาแล้ว ปลื้มใจมากว่าชีวิตนี้เราเคยนอนเตียงขนาดนี้มาแล้ว ลักษณะอย่างนั้นถ้าสามารถเอารถยกเข้าไปได้ สามารถยกมาแกะพระองค์ใหญ่ ๆ ได้เลย

ชีวิตเกิดมาก็ไม่ได้นึกว่าจะได้มีโอกาสเห็นสมบัติมากมายมหาศาลขนาดนั้น เห็นไปเห็นมาก็เลยเกิดความนิ่งนอนใจว่า ถ้าอยากรวยเมื่อไรก็แค่สึกแล้วไปขนมาเท่านั้นเอง ตอนนี้ความอยากรวยยังไม่พอ ไม่รู้ว่าตอนที่จะไปขนนี่เขาจะให้ไหม ? แต่ตอนเป็นพระนี่แหม..อยากให้นัก..!

เถรี
19-02-2012, 08:40
ถาม : กรรมอะไรทำให้เราโดนหลอกอยู่ตลอดเวลา?
ตอบ : เคยไปหลอกคนอื่นเขามา

ถาม : แล้วจะทำอย่างไรครับ ?
ตอบ : เกิดใหม่..! เรื่องของพระท่านตรงไปตรงมา

จริง ๆ ไม่มีอะไร ก็แค่คิดดี ทำดี พูดดี มั่นคงอยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าทำได้ต่อเนื่องยาวนานพอสักระยะหนึ่ง เดี๋ยวความดีเหล่านี้ก็จะส่งผลให้เอง เพราะว่าปัจจุบันของเราก็คือผลของกรรมดีกรรมชั่วในอดีต แต่จากวินาทีนี้ไปถึงวินาทีหน้า วินาทีนี้ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว

ถ้าหากว่าเราทำความดีได้ต่อเนื่องยาวนานพอ ต่อไปความดีเหล่านี้ก็จะส่งผลให้ สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ก็จะถอยห่างไป แต่อย่าให้ความดีขาดช่วงนะ เพราะความชั่วเขาไม่ได้ไปไหน ยังรออยู่ ถ้าตราบใดที่กรรมยังไม่ได้ให้ผล กรรมทั้งหลายก็ยังตามอยู่เป็นปกติ ให้ผลเมื่อไรก็อยู่ที่ว่าให้หมดแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่หมดก็ตามไปชาติอื่นอีก ถ้าหมดก็กลายเป็นอโหสิกรรมกันไป

ถาม : อย่างนั้นผมก็ต้องอดทนหรือครับ ?
ตอบ : แน่นอน ขันติ..ขันติ..ขันติ ท่องไว้ เอาให้ได้อย่างท่านขันติวาทีดาบส โดนตัดแขนตัดขาอย่างไรท่านก็ยังยืนยันว่าขันติเป็นหลักธรรมที่ดีที่สุด

เถรี
19-02-2012, 08:43
พระอาจารย์กล่าวว่า "พวกอาหารเสริม เช่น นมแคลเซียมสูง ถ้าไม่ใช่หมอสั่งก็ไม่ต้องไปกินหรอก กินอาหารตามปกติของเราก็พอแล้ว จะให้กระดูกแข็งแรง ก็เพิ่มพวกปลาเล็กปลาน้อย จะได้กินทั้งกระดูกลงไปด้วย และออกกำลังกายบ้าง รับแสงแดดบ้าง กระดูกจะแข็งแรงเอง

ถ้าประเภทไม่ทำอะไรเลย เอาแต่กินนมจะให้กระดูกแข็งแรง ระวังไว้..จะกลายเป็นโรคกระดูกงอกทับเส้นประสาท เพราะว่าร่างกายของผู้ใหญ่กระดูกส่วนต่าง ๆ เจริญเติบโตเพิ่มไม่ได้แล้ว ส่วนที่ยังงอกอยู่ก็คือเล็บ ถ้ากินแคลเซียมมากเกินไป ก็จะตกผลึกอยู่ตามข้อ กลายเป็นคนนิ้วบวมเป็นก้อน ๆ ไม่นิ้วมือก็นิ้วเท้า บางคนถ้ามากเกินไปขาก็คดผิดรูปไปเลย เพราะกระดูกมาในส่วนที่ไม่ควรจะมา

ถ้าหมอสั่งก็กินแค่หมอสั่ง ไม่ใช่คิดว่าอะไรที่มาก ๆ ไว้แล้วจะดี อย่าเพิ่งไปเชื่อแรงโฆษณา พระพุทธเจ้าตรัสถึงมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งหมายถึงในทุกเรื่อง อะไรที่พอดีถึงจะเกิดประโยชน์ มากเกินไปก็เป็นโทษทั้งนั้น"

เถรี
19-02-2012, 08:46
ถาม : ผมจะไปบวชธุดงค์ครับ นอกจากการถือศีลแปดแล้ว ควรมีอะไรที่ผมต้องทำบ้าง ?
ตอบ : แผ่เมตตาทุกวัน แล้วก็อธิษฐานขอพระหรือเทวดาท่านว่า สิ่งใดที่สมควรรู้เห็นก็ขอให้ได้รู้เห็นด้วย ไม่อย่างนั้นถ้ามีอะไรดี ๆ ขึ้นมา เราต้องวิ่งหาเอง

ถาม : อย่างการธุดงค์ต้องกินมื้อเดียวหรือเปล่าครับ หรือว่าตามอารมณ์ ?
ตอบ : ที่นั่นเขาบังคับอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ?

ถาม : บังคับ
ตอบ : ต้องมื้อเดียวอยู่แล้ว คุณไม่ต้องไปกินเผื่อนะ ขอยืนยันว่ากินให้อิ่มพอดีแล้วจะไม่มีปัญหา แต่ถ้ากินเผื่อ ตอนเย็นจะหิวไส้ขาดเลย เพราะตอนกินเผื่อร่างกายจะรู้สึกว่าได้อาหารเยอะ มื้อต่อไปร่างกายคิดว่าจะได้เยอะ เลยเตรียมน้ำย่อยไว้เพียบ กลายเป็นว่ามื้อต่อไปหิวปางตายเลย วันแรกวันที่สองอาจจะรู้สึกหิวหน่อย วันที่สามไปก็อยู่ตัวแล้ว

เถรี
19-02-2012, 08:54
พระอาจารย์กล่าวว่า "เด็กรุ่นใหม่ ๆ สมัยนี้เขาเรียนอะไรก็ไม่รู้ เรียนแล้วก็ไม่ได้จำไว้ สมัยก่อนเด็ก ๆ อาตมาต้องเรียน อันนกกาอาศัยซึ่งปีกหาง ไปสู่ทางที่ประสงค์จำนงหมาย รู้หลบหลีกปีกป้องประคองกาย อันตรายมิได้ใกล้ให้อาวรณ์ฯ... เขาเปรียบเทียบเหมือนกับวิชาความรู้ ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายอย่างปลอดภัยได้

ปากเป็นเอกเลขเป็นโทโบราณว่า หนังสือตรีมีปัญญาไม่เสียหลาย ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากตาย มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการฯ สมัยก่อนเขาเรียนกันเป็นเล่ม ๆ ต้องการให้ชินกับความงามของภาษา แต่สมัยนี้ตัดตอนมาเรียนแค่บางส่วน

พวกเราเองยังแยกไม่ออกเลยว่า ในบทกลอนต่าง ๆ นั้น "บัดนั้น" กับ "เมื่อนั้น"ต่างกันตรงไหน ? ถ้าหากว่า "เมื่อนั้น" จะเป็นตัวละครที่เป็นพระราชา เจ้านายใหญ่ ส่วน "บัดนั้น" เป็นข้ารับใช้ดี ๆ นี่เอง

เมื่อนั้น...พระตรีภูวนาถนาถา รู้เลยว่าพระเจ้าแผ่นดินเสด็จมาเอง"

เถรี
19-02-2012, 08:57
ถาม : เทวดาที่เป็นมิจฉาทิฐิ บางทีเขาต้องการบุญต่างประเภทกันไป ?
ตอบ : เท่าที่พบมา ถ้าท่านมีบุญส่วนไหนแล้ว ท่านก็มักจะต้องการบุญส่วนอื่น แต่คุณอย่าไปสรุปโดยใช้คำว่าเทวดาที่เป็นมิจฉาทิฐิ จำไว้เลยว่าถ้าตราบใดที่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้า ความเป็นมิจฉาทิฐิก็ยังมีอยู่ ถ้าคุณไปสรุปอย่างนั้นเดี๋ยวโดนท่านเหยียบแบน..!

เถรี
19-02-2012, 09:00
พระอาจารย์กล่าวว่า "เห็นเด็กรุ่นใหม่ ๆ แล้วกลัวแทนพวกเขา เพราะโลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน บรรยากาศเปลี่ยนแปลงแปรปรวนง่าย การเข้าใจวิถีการดำรงชีพตามธรรมชาติแทบจะไม่มี ถ้าหากว่าเกิดอะไรขึ้นมาเด็กรุ่นหลังจะเอาตัวรอดได้ยาก แค่ไฟฟ้าดับก็ทำอะไรไม่เป็น เคยปรารภกับพระที่วัดว่า อยากให้ไฟฟ้าดับที่วัดสักอาทิตย์หนึ่ง ดูซิว่าพวกคุณจะตายกันไหม ?

สมัยแรก ๆ ที่พาโยมไปบึงลับแล ไปกัน ๒๗ คน ไปถึงอาตมาก็ถามว่ามีใครหุงข้าวเป็นบ้าง ? มีคนยกมือขึ้นหลายคนน่าชื่นใจมาก แล้วก็มีเสียงถามว่าเสียบปลั๊กตรงไหน ? อาตมาก็หลงดีใจ ท้ายสุดพระต้องไปหุงข้าวให้พวกเขากิน..!

คนที่เคยลำบากมาก่อน ต่อไปพอเกิดอะไรขึ้นก็ยังพอเอาตัวรอดได้ หรือว่ารู้ว่าควรจะเอาตัวรอดอย่างไร แต่คนที่ไม่เคยลำบากเลย อย่างเด็กรุ่นหลัง ๆ เคยชินกับที่ต้องการอะไรก็กดปุ่มเอา แม้กระทั่งปัจจุบันการซื้อข้าวของอะไรก็เป็นตลาดเสมือน ถึงเวลาชอบใจอันไหนก็กดปุ่ม เดี๋ยวเขาก็ส่งมาให้ที่บ้าน แค่แจ้งหมายเลขบัตรเครดิตเท่านั้น

ต่อไปกาลข้างหน้า การทำงานก็คงอยู่ในลักษณะว่าจะไม่ได้เห็นเงินที่แท้จริง มีแต่เพียงตัวเลขในบัญชี แล้วก็โอนกันไปโอนกันมา ถึงเวลารับค่าแรงก็โอนเข้าบัญชี สมัยนี้ยังเอาบัตรไปกดออกมา แต่ต่อไปข้างหน้าถ้าความสะดวกมีมากขึ้น ไม่ต้องไปกดแล้ว จะซื้ออะไรก็โอนข้ามไปเลย"

เถรี
19-02-2012, 09:49
"เชื่อไหมว่าแอฟริกาที่เราว่าล้าหลังสุด ๆ ใช้บริการธนาคารผ่านอินเตอร์เน็ตมากที่สุดในโลก เพราะว่าบ้านเขาระยะทางไกลจากเมืองมาก การเดินทางก็ลำบาก เดินไปกลางทางอาจจะโดนสิงโตเอาไปกินก็ได้ เขาเลยใช้วิธีโอนเงินซื้อขายทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ตกัน

ดังนั้น..พวกแอฟริกาชนเผ่าพื้นเมือง ที่เราเห็นเขาเป็นต้นตระกูลของนิโกร ปัจจุบันนี้เขาเก่งกว่าเราเยอะ เราจะไปหาประเภทนิเชาไม่ได้แล้ว สมัยคุณนิเชามาโฆษณากระเบื้อง ๕ ห่วง เขาขอค่าแสดงเป็นวัวฝูงหนึ่ง งานระดับนั้นค่าแรงวัวฝูงหนึ่งนี่ถูกสุด ๆ เลย สมัยนี้คงต้องโอนตัวเลขเข้าธนาคารให้เขาแล้ว

บ้านเขาเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้น ก็เลยมาดูว่า เดี๋ยวนี้เรื่องของลมฟ้าอากาศก็เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปหมด ถ้ากำลังใจของคนไม่มั่นคง การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศจะทำให้จิตใจแปรปรวนไปด้วย จะกลายเป็นคุ้มดีคุ้มร้าย แล้วตอนนั้นจิตแพทย์ก็ลำบาก ลำบากตรงที่ว่าถึงเวลาจิตแพทย์ก็จะเป็นไปเองด้วย (หัวเราะ)"

เถรี
19-02-2012, 09:56
"คนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่ง สมรรถภาพก็เสื่อมลงไปเรื่อย ๆ ขนาดคนจีนเขามีภาษิตว่า ครอบครัวร่ำรวยรุ่งเรืองเท่าไรก็ไม่เกิน ๓ ชั่วคน สมมติว่ารุ่นเราทำให้เจริญขึ้นมาได้ เราก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากอย่างเรา ลูกก็จะสบาย ไม่รู้จักความลำบาก พอรุ่นหลานเกิดมาบนกองเงินกองทองแล้ว ลำบากอย่างไรก็ไม่รู้

เพราะฉะนั้น..วิธีที่จะรักษาทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้ได้ ก็จะเป็นเรื่องที่เกินความสามารถของเขา รู้จักใช้ไม่รู้จักหา รุ่นถัดไปก็เรียบร้อยแล้ว คนจีนเขาถึงบอกไว้ว่า ร่ำรวยรุ่งเรืองขนาดไหนก็ไปได้ไม่เกิน ๓ รุ่น ต้องระวังให้ดี ถ้าอยากจะให้ครอบครัวมั่นคง อยากให้วงศ์ตระกูลรุ่งเรืองไปนาน ๆ ต้องปล่อยให้ลูกหลานลำบากบ้าง"

เถรี
19-02-2012, 16:16
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : อาตมาเลิกใช้น้ำมันมา ๒ ปีกว่าแล้วนะ หันมาใช้แก๊สแทน ตอนแรกได้รับคำแนะนำว่าวิ่งให้ได้ ๑ หมื่นกิโลเมตรก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนแก๊ส ปรากฏว่าพอเติมน้ำมันถังแรกเจอไป ๒,๙๐๐ บาท ต้องเปลี่ยนเลย..! พอเติมแก๊สเหลือแค่ ๕๐๐ บาทเท่านั้น

ตอนนี้แก๊สทั้ง ngv หรือจริง ๆ ก็คือ cng กับ lpg ต่างกำลังทยอยขึ้นราคา lpg ที่ใช้เติมรถอยู่ เขาจะขึ้นเดือนละ ๗๕ สตางค์ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ ๙ บาท ส่วน ngv ก็ขึ้นในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่ได้ไปจดจำว่าขึ้นแบบไหน

จะว่าไปแล้วเรื่องของน้ำมันและแก๊สบ้านเราต้องบอกว่าโดนผูกขาด และบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปตท. แกล้งทำเป็นโง่ เพราะว่าการเซ็นซื้อน้ำมันแต่ละครั้ง กว่าจะส่งมาทีก็ ๓ - ๖ เดือน สมมติว่าเราเซ็นซื้อน้ำมันตอนบาร์เรลละ ๘๐ เหรียญ แต่ปัจจุบันน้ำมันชุดนั้นยังส่งมาไม่ถึง ราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดขึ้นราคาไปเป็น ๘๕ เหรียญ บ้านเราก็ปรับขึ้นตามราคาใหม่ทันที...ซึ่งไม่ใช่ ถ้าจะให้ถูกต้อง เราต้องรอให้ชุดราคา ๘๐ เหรียญนั่นขายหมดแล้วซื้อใหม่ ถึงค่อยปรับราคาใหม่ได้ แต่บ้านเราแกล้งโง่แบบนี้ทุกครั้ง

พอน้ำมันในท้องตลาดขึ้นเมื่อไรก็ขึ้นราคาทันที แต่ถ้าลงเมื่อไร จะยื้อเอาไว้ให้นานที่สุดไม่ยอมลด ขึ้นไปแล้ว ๒ - ๓ บาท ลดให้ที ๓๐ - ๔๐ สตางค์ เพราะฉะนั้น..จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเขาแจกรางวัลประจำปีกันทีละ ๖ - ๘ เดือน

ส่วนที่ควรจะสนับสนุนที่สุดคือ ngv เพราะว่าบ้านเราผลิตได้เอง แต่เนื่องจากว่าเป็นการผูกขาดอยู่เจ้าเดียว จึงกำหนดราคาตามใจชอบ เมื่อกำหนดราคาตามใจชอบ มีกำไรมากอยู่แล้ว แต่พอความต้องการในท้องตลาดมากขึ้น แทนที่จะเฉลี่ยราคาลดลงมา เพราะความต้องการมากขึ้น ขายได้มากขึ้น กำไรก็มากขึ้น ควรที่จะเฉลี่ยลดให้ก็ไม่ลด แต่ไปขึ้นราคา ซึ่งเป็นวิธีทำกำไรที่ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย

บ้านเราพวกอัตราค่าน้ำมันและเชื้อเพลิงต่าง ๆ ก็บิดเบือนมาโดยตลอด โดยเฉพาะในส่วนที่เอาเงินกองทุนน้ำมันไปอุดหนุน เพื่อให้คงราคาเดิมเอาไว้ ทำให้คนไม่ตระหนักถึงความหายากและแพงขึ้นของเชื้อเพลิง ยังคงใช้ล้างผลาญกันเป็นปกติ ไปนึกถึงตอนน้ำมันขึ้นพรวด ๆ จาก ๑๑ บาทกว่า ไปถึง ๒๔ บาท รถบนถนนหายไปครึ่งหนึ่ง ที่ยังอยู่บนถนนก็ขับ ๖๐ - ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตอนช่วงนั้นอาตมามีความสุขเป็นบ้าเลย เพราะรถวัดยังคงเหยียบ ๑๒๐ เท่าเดิม..!

เถรี
19-02-2012, 16:21
แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มตายด้าน รถออกมาเต็มถนนเหมือนเดิม รถรุ่นใหม่ออกมาเมื่อไรมีป้ายแดงวิ่งบนถนนทันที นี่เป็นนิสัยของคนไทย เรียกว่าไม่รู้จักเข็ด..! โดยเฉพาะอัตราการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศติดระดับล้านล้านบาทแล้ว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขนาดเป็นล้านล้านบาทนี่ ประชากรเขาต้องมีมากกว่าเราหลายเท่าตัว แต่บ้านเราประชากรแค่ ๖๐ กว่าล้านคน มีอัตราการใช้เงินเพื่อซื้อหาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศถึงระดับล้านล้านบาทนี่น่ากลัวมาก

ดังนั้น..ถ้าญาติโยมถามว่าที่รัฐบาลขึ้นราคาทั้งแก๊สและน้ำมัน มีความเห็นว่าอย่างไร ? อาตมาบอกว่าสมควรและน่าจะขึ้นให้มากกว่านี้ เพราะว่ารอบบ้านของเราน้ำมันแพงทั้งนั้นเลย ยกเว้นพม่าที่ผลิตน้ำมันได้เอง แต่ถึงพม่าผลิตได้เองก็ขายแพง เขาจะมีราคาควบคุมเฉพาะอยู่ในสถานบริการน้ำมัน

ตอนช่วงที่อาตมาไปพม่านั้น น้ำมันในสถานบริการของรัฐบาลแกลอนละ ๑๘๐ จั๊ต รถคันไหนเข้าไปเขาก็ลงปันส่วนให้ ๑๐ แกลลอน ได้วันละแค่นั้น แต่จ่ายจริง ๆ ก็ ๓ - ๕ แกลลอน แล้วแต่รถใหญ่หรือรถเล็ก แล้วที่เหลือล่ะ ? ที่เหลือก็เอาไปจำหน่ายที่สถานบริการเถื่อนใกล้ ๆ กันนั้นแหละ ถ้าไปแถวสถานบริการเถื่อนเจอราคาอย่างต่ำ ๆ ก็ ๓๕๐ จั๊ต แพงขึ้นไปเป็นเท่าตัว ถ้าใครต้องการมากกว่าส่วนที่ได้ ก็ต้องไปยอมเสียเงินให้สถานบริการเถื่อน

ดังนั้น..น้ำมันของพม่าแม้ว่าผลิตได้เอง แต่ก็ยังต้องใช้ของแพงอยู่ดี ความร่ำรวยก็ไปอยู่ที่บรรดาผู้มีอำนาจในแผ่นดิน ต่างคนต่างกอบโกยใส่กระเป๋าตัวเองและพวกพ้อง จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นวิสัยของปุถุชนทั่วไป ที่จะต้องทำทุกอย่างเพื่อตนเองและพวกพ้อง หาคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวมได้ยาก ต่อให้มีจิตสำนึกต้องการจะทำเพื่อส่วนรวม แต่พอไปอยู่ร่วมกับคนอื่นนาน ๆ เข้า สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อชีวิต และท้ายสุดก็จะลืมความตั้งใจของตัวเอง กลายเป็นทำเพื่อตัวเองและพวกพ้องเหมือนกับคนอื่นเขา

จะว่าไปแล้วบ้านเราก็ยังไม่เลวร้ายเกินไป ถ้าเปรียบกับบางประเทศรอบ ๆ ด้านของเรา แต่ว่าในเรื่องของความเจริญนั้นเราจะไม่ทันใครแล้ว อย่าลืมว่ารอบบ้านของเรา มาเลเซียและสิงค์โปร์ ปัจจุบันนี้เป็นประเทศที่พัฒนาไปแล้ว ลาวกับเขมรมีโทรศัพท์ "3g" แล้ว พม่ากำลังเปิดประเทศ นักลงทุนต่างชาติดาหน้ากันเข้าไปเพราะค่าแรงถูกและคนขยันขันแข็ง เผลอ ๆ ลาวกับเขมรจะแซงบ้านเราไปอีก

บ้านเราสิ่งที่สมควรที่สุดคือความสามัคคีกัน โดยเฉพาะรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำอย่างไรถึงจะช่วยกันสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าปัดแข้งปัดขากันอยู่ตลอด บ้านเราเป็นเมืองพุทธแท้ ๆ แต่ว่าแทบจะไม่ได้ใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิตเลย ก่อนหน้านี้เขาบอกว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร" ปัจจุบันนี้ถึงขนาด "ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ" กันไปเยอะแล้ว มาสรุปมารวมตรงที่ว่าเด็กรุ่นใหม่น่ากลัวมากว่าจะอยู่กันได้อย่างไร ?

เถรี
19-02-2012, 16:27
พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อครู่ที่โยมว่าอยากตาย จริง ๆ อยากตายได้แต่ให้อยู่ไปก่อน ถ้าตราบใดที่บุญกรรมยังรักษาอยู่ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ ยังไม่ปราศจากเสีย อย่างไรต้องกัดฟันทนอยู่ต่อไป

ไออุ่นที่ว่านี่เขาแปลจากบาลี ถ้าเรียกให้ชัด ๆ ก็คือปราณ ถ้าคำว่าปราณยังไม่ชัดก็ต้องใช้ว่าพลังชีวิต ถ้าอายุขัยยังไม่หมด พลังชีวิตเหลือเฟือ วิญญาณคือประสาทความรู้สึกยังสมบูรณ์ ก็อยู่ไปเถอะ นานเท่าไรก็อยู่ได้ แต่ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งชำรุดก็อยู่ยากขึ้น ชำรุดมาก ๆ ซ่อมไม่ไหวก็ตายไป

ปีนี้อาตมารู้ตัวว่าแก่นะ เพราะว่าหน้าหนาวเริ่มปวดข้อ ถ้าหากว่าหนาวแล้วเริ่มปวดข้อก็แปลว่าเริ่มหมดสภาพแล้ว สรุปว่าพระกาฬส่งจดหมายเตือนมาเป็นระยะ ๆ สายตาสั้นลง ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว เตือนมาตลอดเวลา แต่พวกเราฟังคำเตือนนั้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

นึกถึงพระเจ้าจักรพรรดิในอดีต พระองค์ท่านตรัสกับกัลบก (ช่างตัดผม) ว่า ถ้าเห็นผมขาวให้เตือนด้วย ช่างตัดผมก็ตัดผมไปเรื่อย พอเห็นผมขาวเส้นหนึ่งก็กราบทูลให้พระเจ้าจักรพรรดิทราบ ท่านสละราชสมบัติออกบวชเลย บอกว่าแก่แล้ว เรื่องการปกครองประเทศชาติบ้านเมือง ควรจะให้เป็นหน้าที่ของลูกหลานจัดการไป คนแก่ควรจะเร่งรีบปฏิบัติธรรมเพื่อความสุขในอนาคตของตนเองบ้าง นี่ถ้าบ้านเรามีค่านิยมแบบนั้น พระเต็มวัดแน่นอน"

เถรี
19-02-2012, 16:36
พระอาจารย์กล่าวว่า "เอเชียเรามี ๓ ฤดูคือ ฤดูร้อนหรือคิมหันตฤดู ฤดูฝนหรือวสันตฤดู ฤดูหนาวหรือเหมันตฤดู

ส่วนทางซีกโลกตะวันตก เขามีฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูใบไม้ผลิด้วย ใบไม้ร่วงนี่มาก่อนหนาว ส่วนใบไม้ผลินี่มาก่อนฝน ถ้าหากพวกเราไม่เคยชินก็จะงง นึกอย่างง่าย ๆ ก่อนฤดูหนาวจะเห็นว่าใบไม้เปลี่ยนสีแล้วก็ร่วงหมดจึงหนาว พอพ้นจากฤดูหนาวไป ต้นไม้ก็เริ่มแตกดอกออกใบ บางทีเขาเรียกว่า bloom season แล้วฝนก็จะมา

ทางด้านตำราของพราหมณ์แบ่งฤดูกาลออกเป็น ๔ ส่วน เขาจะมีครีษมายันคือฤดูร้อน เหมายันคือฤดูหนาว วสันต์วิษุวัตคือกึ่งกลางระหว่างร้อนกับฝน ศารทวิษุวัตคือกึ่งกลางระหว่างฝนกับหนาว เขาแยกได้ (หัวเราะ)"

เถรี
19-02-2012, 16:40
ถาม : ทำไมจึงสันนิษฐานว่าอุทัยเทวีเป็นเปรต?
ตอบ : เปรตจัดเป็นโอปปาติกะ บรรดาโอปปาติกะเกิดแล้วโตเลย จะไม่ผ่านการเป็นเด็กมาก่อน

แต่มีโอปปาติกะอยู่ประเภทหนึ่งคืออชคราทิเปรต เป็นเปรตที่อยู่ในร่างสัตว์เดรัจฉาน อย่างที่คนจีนเขาว่าชะมดหรือสุนัขจิ้งจอกแปลงเป็นคน เป็นต้น

เถรี
20-02-2012, 08:11
พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "พออาตมาเรียนจบประดับประกาศนียบัตร อาตมาได้เป็นตัวแทนของภาค ๑๔ ซึ่งมี ๔ จังหวัด ก็คือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ขึ้นไปอภิปรายร่วมกับนักศึกษาของห้องเรียนภาคอื่น

อาจารย์ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่า การที่เขาจัดหลักสูตรมา มีประโยชน์ไหม ? อาตมาจึงสับเสียเละ..บอกว่า "ไม่เห็นประโยชน์ตรงไหนเลย เรื่องของพระภิกษุสามเณรของเรา ถ้าสอนให้เขารักชั่วกลัวบาป รักศีลของตัวเอง ทุกอย่างก็จบแล้ว การที่ไปเอาวิชาการสมัยใหม่เข้าไปมาก ๆ ขออภัยเถอะ..ผมไม่ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรง ท่านกำลังบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ กำลังล้มล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว..!" ตอกเขาเละเป็นโจ๊กไปเลย

จนกระทั่งท้ายสุด ผู้อำนวยการหลักสูตรยกมือขอขึ้นมาชี้แจง อาตมาจึงบอกไปว่า "สิ่งที่เรียนไปนั้น จริง ๆ แล้วมีประโยชน์ เพราะว่าสามารถนำไปต่อความรู้ชั้นสูงขึ้นไปได้ แต่ว่าเราต้องไม่ลืมสถานภาพของตัวเองว่าเป็นนักบวชอยู่ หน้าที่ของนักบวชคืออะไรเราต้องทำให้สมบูรณ์ เรื่องทางโลกถ้าเรารู้ก็สามารถที่จะคุยกับญาติโยมให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น การเผยแผ่ธรรมก็จะสะดวกขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน..เรื่องของทางธรรมเป็นหน้าที่โดยตรงของนักบวช เราจะทิ้งไม่ได้ และต้องยึดไว้เป็นหลักเลย"

ท้ายสุดอาจารย์เขาสรุปว่า "อยากพูดแบบท่านนั่นแหละครับ แต่ผมพูดไม่ถูก ว่าที่ตั้งใจให้เรียนก็เพื่ออย่างนี้" อาจารย์เขาไปพูดในเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่"

เถรี
20-02-2012, 08:15
ถาม : (ถามเรื่องการรักษาฝี)
ตอบ : ให้เอาใบลำโพงหรือที่อีสานเขาเรียกมะเขือบ้า จำนวน ๗ ใบ โขลกกับข้าวสุกก้อนเท่ากำปั้น โขลกรวมกันให้ละเอียดแล้วพอกที่ฝี ยานี้จะดูดหนองออกมาหมด โดยเฉพาะฝีคัณฑสูตร ที่เขาเรียกมะเขือบ้าคือถ้ากินเม็ดเข้าไปแล้วจะบ้า ลูกมันจะมีหนามคล้ายทุเรียน แต่ต้นเป็นต้นมะเขือ

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=16321&stc=1&d=1329720189

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=16322&stc=1&d=1329720189

หมายเหตุ : ลำโพงไทย ลำโพงขาว หรือ มะเขือบ้า ไม่ใช่ดอกทรัมเป็ตหรือลำโพงฝรั่งที่ปัจจุบันนี้มีเกลื่อนไปหมด

เถรี
20-02-2012, 10:12
พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อครู่อาตมาอ่านหนังสือร้อยปีของหลวงปู่เหรียญ ระยะนี้จะมีหนังสือเกี่ยวกับหลวงตามหาบัว หลวงปู่จันทร์ศรี หลวงปู่เหรียญ ออกมาติด ๆ กัน ทำให้เห็นอย่างหนึ่งว่า พระธรรมยุติท่านอยู่ในลักษณะส่งเสริมยกย่องความดีกันเอง ถ้าจะว่าไปแล้วก็คือมีมุทิตาพรหมวิหาร

เมื่อท่านส่งเสริมยกย่องความดีกัน ก็ทำให้ญาติโยมเห็นการปฏิบัติว่าอะไรถูก อะไรควร เกิดความชื่นชมยินดี แล้วจะนับถือความเลื่อมใสยิ่งขึ้น เพราะว่าสิ่งที่ท่านปฏิบัติมาสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะหลักการของพระป่าสายธรรมยุติ จะไม่มีการหวงลูกศิษย์ไว้วัดเดียว จะแนะนำว่าครูบาอาจารย์หรือสหธรรมิกวัดนั้นวัดนี้มีความดีอย่างไร ให้ญาติโยมไปช่วยทำบุญอุดหนุนค้ำจุนวัดนั้น ๆ ด้วย

ท้ายสุดใช้คำว่า "ถึงกันหมด" พอท่านถึงกันหมด ก็กลายเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมาก ถ้าว่าไปจริง ๆ แล้วพระธรรมยุติสายพระป่า เมื่อเทียบกับมหานิกายแล้วมีจำนวนน้อยนิดมาก แต่ว่ามีบทบาทในการชี้นำสังคมค่อนข้างสูง เพราะว่าท่านส่งเสริมกันเอง ยกย่องกันเอง เชิดชูความดีของกันและกัน ไม่มีการอิจฉาริษยา มีแต่มุทิตาจิต ใครที่ยืนหยัดเป็นหลักได้แล้วก็ไปเยี่ยมเยือน นำเอาญาติโยมไปทำบุญกับครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนสหธรรมิก หรือลูกศิษย์ของตนในวัดอื่น ๆ ด้วย

ลักษณะอย่างนั้นจะทำให้ทุกวัดมีความเจริญเสมอหน้ากัน ถ้าหากว่าวัดไหนมีครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพนับถือมาก เมื่อท่านมรณภาพก็มีการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิไว้เป็นที่ระลึก เป็นที่เคารพ แล้วก็ออกหนังสือในลักษณะที่เชิดชูเกียรติของอาจารย์ ทำออกมาแต่ละเล่มสวยงามมาก ๆ ดูแล้วน่าชื่นชม"

เถรี
20-02-2012, 10:17
"พระมหานิกายของเรายังขาดตรงจุดนี้อยู่มาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้ความเหนียวแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ค่อยมี ญาติโยมบางท่านไปทำบุญวัดอื่น พอกลับมาเล่าให้ฟัง ปรากฏว่าโดนทางวัดเดิมด่าส่งไปเลยก็มี

ทำให้เห็นว่าในเรื่องของการปฏิบัติของมหานิกายนั้น ว่ากันตามตรงก็คือ ยังสู้เขาไม่ได้ ถึงแม้จะสู้เขาไม่ได้ แต่ของเราก็มีจำนวนที่มากกว่าและมีหลวงปู่หลวงพ่อที่มีความรู้ความสามารถอยู่มาก ยังเป็นที่พึ่งของความส่วนใหญ่ได้ แต่ถ้ามีการส่งเสริมเชิดชูช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ศาสนาพุทธของเราก็จะมีความเจริญมากกว่านี้

ไม่อย่างนั้นบางวัดแทบจะโดนปล่อยเกาะเลย บรรดาพระภิกษุสามเณรในอาวาสบางทีก็เหลือสภาพพระเณรน้อยเต็มที ถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้ไขทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ผู้ใหญ่ข้างบนดำเนินการเป็นตัวอย่าง แล้วก็ยึดถือเป็นแนวนโยบาย ถ้าหากว่ายึดถือเป็นนโยบายในสายการปกครอง คนที่ไม่ทำตามจะกลัวว่าไม่มีโอกาสโต ก็ต้องทำจนได้

เพราะฉะนั้น..บางอย่างอาจจะต้องใช้วิธีบังคับเอาตามนโยบายการปกครอง แต่ก็ต้องรอพระผู้ใหญ่ที่ท่านกล้าจะแหวกธรรมเนียมปัจจุบันนี้ให้มีความต่างออกไป แต่ให้เป็นไปตามหลักธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือปฏิบัติในสาราณียธรรม เมตตาต่อกันด้วยกาย เมตตาต่อกันด้วยวาจา เมตตาต่อกันด้วยใจ แบ่งปันลาภผลให้แก่ผู้อื่น เป็นต้น

ถ้าหากว่าสามารถทำได้ ศาสนาอื่นจะล้มศาสนาของเรายาก แต่ถ้ายังปล่อยให้ต่างคนต่างทำ หรือว่าทำเป็นแค่กลุ่มเล็ก ๆ อยู่ ก็จะเป็นอะไรที่เหมือนกับไม้ รวมกันแล้วเป็นมัดเล็กอยู่ ก็ยังมีโอกาสโดนหักทิ้งได้ แต่ถ้ารวมเป็นมัดใหญ่ได้ ต่อให้เขาออกแรงเท่าไรก็หักไม่ลง"

เถรี
20-02-2012, 10:20
"พอไปอ่าน ๆ หนังสือของท่านแล้ว นอกจากชื่นชมในความเสียสละของคณะศิษย์ที่ช่วยกันค้นคว้า ช่วยกันพิมพ์ ช่วยกันแจกจ่าย เพื่อส่งเสริมเชิดชูความดีของครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังมองเห็นความสามัคคีในหมู่คณะของท่านทั้งหลายว่าเหนียวแน่นมาก ๆ

เรื่องพวกนี้ปัจจุบันอาตมาพยายามทำอยู่ แต่ก็ได้แค่กำลังเฉพาะตัว อยู่ในลักษณะว่าเป็นวงแคบ ๆ ก่อน ถ้าต่างคนต่างค้ำจุนกันจนยืนหยัดได้แล้ว เดี๋ยววงก็ขยายกว้างออกไปเอง หรือถ้าไม่สามารถขยายให้กว้างออกไปกว่านี้ได้ ในสมัยที่เราอยู่ก็ทำเป็นตัวอย่างให้เขาก็แล้วกัน นาน ๆ ไปพอมีคนเห็นดีด้วย เดี๋ยวเขาก็ทำตามกันเอง"

เถรี
20-02-2012, 10:27
"รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์ว่า ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา เพราะฉะนั้น..การอ่านประวัติหลวงปู่หลวงพ่อที่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีคุณความดีเป็นที่เคารพนับถือของคนหมู่มากแล้ว ทำให้เกิดความอยากที่จะเดินตามรอยของท่านทั้งหลายเหล่านั้น

ความจริงหนังสือเหล่านี้ควรจะสนับสนุนให้มีให้มาก ๆ เข้าไว้ แต่บางทีระบบต่าง ๆ ตลอดจนการค้ากลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นไปเสีย อาตมาเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๑ สมัยก่อนเขาย่อว่า ม.ศ. สมัยนี้เหลือแค่ ม. ตอนนั้นได้อ่านประวัติหลวงปู่มั่นที่หลวงตามหาบัวเขียนขึ้นมาครั้งแรก อ่านรวดเดียวไม่ยอมกินข้าว ต้องอ่านให้จบก่อน อ่านเสร็จแล้วปฏิญาณตนเลยว่า ถ้าอาตมาจะบวชต้องมีครูบาอาจารย์อย่างนี้

พอดีที่บ้านอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน ซึ่งเป็นสายธรรมยุติอยู่แล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีวัตรการปฏิบัติที่ค่อนข้างเคร่งครัด คนเห็นก็เกิดความเลื่อมใสได้ง่าย เวลามีงานท่านก็ไปช่วยเหลือกัน พออาตมาเรียนจบม.ศ.๓ ในสมัยนั้น เข้ากรุงเทพฯ มาทำงาน ปรากฏว่าโยมแม่เคารพนับถือในตัวหลวงพ่อวิริยังค์ วัดธรรมมงคล สุขุมวิทซอย ๑๐๑ อาตมาก็ตามโยมแม่ไปวัด ที่วัดธรรมมงคลจะมีงานสวดลักขี ก็คือสวดอิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปะฏิปันโนฯ ๑ แสนจบทุกปี"

เถรี
20-02-2012, 10:35
"คำว่า ลักขี หรือ ลักขัง ภาษาบาลีแปลว่าหนึ่งแสน จะใช้คำว่า สะตะสะหัสสา ก็ได้ แต่ว่าศัพท์บาลีตัวนี้จะมีศัพท์เฉพาะต่างหาก คือลักขัง เพราะฉะนั้น..ในทำเนียบสมณศักดิ์จะมีพระครูปราการลักษาภิบาล ลักษา ล.ลิงเลย แต่คนที่ไม่เข้าใจชื่อนี้จะพยายามพิมพ์เป็นปราการรักษาให้ได้ เพราะปราการก็คือกำแพง รักษาตามความหมายของเขาคือดูแล ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน ปราการลักษาเขาบอกตรง ๆ เลยว่ากำแพงแสน เพราะปราการคือกำแพง ลักษาหรือลักขาก็คือแสน

เมื่อมีพิธีสวดลักขีและบวชชีพราหมณ์หมื่นรูป โยมแม่ก็ไปบวชเป็นประจำ ปีละ ๑๐ วัน อาตมาตามไปดูแลแม่ จริง ๆ ไม่ได้ไปดูแลอะไรหรอก ตามไปเป็นเพื่อน ด้วยความที่เป็นเด็กวัยรุ่นวิ่งง่ายใช้สะดวก หลวงปู่หลวงพ่อสายหลวงปู่มั่นท่านมารวมกันอยู่ บางทีเป็นร้อยรูป อย่างน้อยก็ ๕๐-๖๐ รูป ท่านก็เรียกใช้งาน

สมัยนั้นครูบาอาจารย์ที่ท่านมีชื่อเสียงคับบ้านคับเมือง อย่างหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่อ่อน หลวงปู่บัว พอท่านเรียกใช้ไปเรียกใช้มา เกิดความสนิทชิดใกล้ไปเรื่อย ๆ อาตมาก็ถามนั่นถามนี่ ศึกษาการปฏิบัติของท่าน ชอบใจอยู่..แต่แปลก ๆ อย่างไรไม่รู้ แปลกตรงที่ว่าอาตมาไม่คุ้นชินกับระบบของท่าน ก็คือ ระบบของท่านเหมือนกับว่าชี้ให้ดูว่าข้าวสารอยู่ในถัง ผักอยู่ในสวน ไปหุงเอา ไปเก็บมาผัดมาต้มมาแกงเอา เป็นในลักษณะที่บอกว่าให้ไปทำเอา ให้ไปภาวนา ไม่ได้สอนอะไรมากมาย

อาตมาก็..เฮ้อ..ทำแบบไหนล่ะ ? ภาวนาก็ได้ แต่ทำแบบไหนล่ะ ? ต้องมางมโข่งกันเอง ทั้ง ๆ ที่เคารพเลื่อมใสท่านสุดจิตสุดใจ แต่ว่าแนวการปฏิบัติจะว่าไปก็ยังขัด ๆ กับความรู้สึกของตัวเองอยู่"

เถรี
20-02-2012, 14:19
"ปี ๒๕๑๘ โยมพ่อเสียชีวิตลง พี่ชายเอาคู่มือการปฏิบัติกรรมฐานเล่มแรกที่หลวงพ่อฤๅษีท่านเขียนมาให้ บอกว่า "เอาไปอ่านดู ถ้าทำได้ก็จะได้ไม่ต้องมาเสียใจว่าพ่อตาย" พออ่านแล้วรู้สึกทึ่งมาก ทำไมหลวงพ่อท่านเขียนอะไรง่ายอย่างนี้ แต่ละขั้นตอนทำได้เลย ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาทำเอา

แม้ว่าจะยังไม่ได้ทิ้งสายพระป่า แต่แนวการปฏิบัติใส่มาทางนี้เต็ม ๆ ไปแล้ว โดยเฉพาะทำตามแต่ละขั้นตอนก็เป็นไปตามที่ท่านเขียนทั้งหมด เมื่อเป็นดังนั้น ก็เกิดความโน้มเอียงว่าครูบาอาจารย์แบบนี้แหละที่เราต้องการ

ปี ๒๕๒๐ เดือนมกราคม เพิ่งจะปีใหม่ได้ไม่กี่วัน หลวงปู่ฝั้นก็มรณภาพ ต่อจากนั้นอีกไม่กี่เดือนทางวัดท่าซุงมีงานยกช่อฟ้า ปิดทองฝังลูกนิมิตพระอุโบสถ ในหลวงเสด็จพอดี จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต เปลี่ยนจากสายวัดป่าเลี้ยวมาเป็นหลวงพ่อวัดท่าซุงเต็ม ๆ เลย ตั้งแต่นั้นมาสายวัดป่าก็เป็นส่วนประกอบของชีวิตไป พอถึงเวลาก็ยังคงไปเป็นเพื่อนแม่อยู่ ไปร่วมสวดมนต์ไหว้พระตามเขา แต่แนวการภาวนาทำตามวัดท่าซุงเต็ม ๆ

ที่กล่าวมาถึงตรงนี้ก็คือ แต่ละคนมีความชอบในการปฏิบัติไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าแยกแยะเป็นแนวใหญ่ ๆ ไว้ ๔ แนว สุกขวิปัสสโก เป็นแนวที่ยากที่สุด ต้องอาศัยศรัทธาเป็นอย่างมาก ความเพียรเป็นอย่างมาก ความอดทนเป็นอย่างมาก เหมือนกับเป็นสายที่ปิดตาเดิน ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย พากเพียรปฏิบัติไปอย่างเดียว จนเข้าถึงธรรมส่วนใดส่วนหนึ่ง ถึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองทำมาถูกและมั่นใจในคุณพระรัตนตรัย

สายที่ ๒ เป็นเตวิชโช มีความรู้ ๓ ประการ ได้แก่ การระลึกชาติได้ เห็นความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด รู้ว่าคนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน แล้วตายแล้วไปไหน ก็จะเห็นว่าทำดีทำชั่วแล้วจะส่งผลอย่างไร รู้วิธีทำกิเลสให้สิ้นไป ตรงนี้สำคัญที่สุด ในเมื่อเห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด มั่นใจว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วแน่ ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น

สายนี้จะมีทิพจักขุญาณ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้ แต่ว่าต้องอาศัยบารมีพระเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นการรู้เห็นจะไม่ชัดเจน"

เถรี
20-02-2012, 14:24
"สายที่ ๓ ฉฬภิญโญ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าอภิญญา ๖ สายนี้ค่อนข้างที่จะโลดโผนหน่อย มีทิพโสต ทิพจักษุ และอาสวักขยญาณ คือการทำกิเลสให้สิ้นไปเหมือนกัน สายนี้ต้องเล่นกสิณ โดยเฉพาะกสิณ ๑๐ เป็นหลัก ก็จะผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ เดินน้ำ ดำดิน แต่น่าเสียดายที่มีส่วนหนึ่งมัวแต่เพลิดเพลินอยู่ เลยทำให้เสียประโยชน์ ไม่เข้าถึงธรรมที่แท้จริง

พอไปสายสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งไว้ คือปฏิสัมภิทาญาณหรือปฏิสัมภิทัปปัตโต นอกจากมีความสามารถครอบคลุม ๓ สายที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีความสามารถพิเศษอีก ๔ อย่าง คือธรรมปฏิสัมภิทา รู้เหตุทั้งหมด อะไรเกิดขึ้นอย่างไร อรรถปฏิสัมภิทา รู้ผลทั้งหมด สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดมาจากอะไร สืบสาวไปได้หมด

นิรุกติปฏิสัมภิทา เข้าใจภาษาทั้งหมด ทั้งภาษาคน ภาษาสัตว์ ภาษาของโลกทิพย์ และปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีปัญญาเฉียบคม ว่องไวเป็นพิเศษ อธิบายของยากให้ง่าย อธิบายของสั้นให้ยาว อธิบายของยาวให้สั้น ย่อได้ ขยายได้ มีปฏิภาณแจ่มใส ใครก็ต้อนไม่จน สายนี้อาศัยกสิณเป็นหลักแล้วก็บวกอรูปฌาน ๔

ถ้าจะกล่าวต่อไป ก็แยกออกในลักษณะว่าใครชอบกรรมฐานหมวดไหน มีกสิณ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภกรรมฐาน ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปฌาน ๔ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความชอบเฉพาะตัว ว่ากันคร่าว ๆ ก็ปาไป ๔๐ อย่างแล้ว

แต่ความจริงแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสมาทั้งหมด ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าหากว่าผู้ใดตั้งใจฟังพิจารณาในเนื้อความสามารถเข้าถึงธรรมได้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งชาดกที่เราเห็นเป็นเหมือนนิทาน บุคคลที่มีปัญญาก็จะเห็นว่าแม้กระทั่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าก็ต้องทนทุกข์เวียนว่ายตายเกิดไปไม่รู้จบ ส่วนตัวเราจะพ้นไปได้อย่างไร ? ก็เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หมดความอยากที่จะเกิดมาอีก กำลังใจตัดขาดลงได้ก็กลายเป็นพระอริยเจ้าไป"

เถรี
20-02-2012, 14:32
"เท่าที่อ่านพระไตรปิฎกมา มีสามัญญผลสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านเทศน์แล้วไม่มีบุคคลได้มรรคผล เพราะว่าเทศน์โปรดพระเจ้าอชาตศัตรูที่จิตใจวุ่นวาย เครียดที่ตัวเองทำปิตุฆาต คือฆ่าพ่อ แย่งชิงพระราชสมบัติ พระพุทธเจ้าได้สร้างความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นแก่พระเจ้าอชาตศัตรู พระเจ้าอชาตศัตรูก็เลยปวารณาอุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเป็นผู้สนับสนุนการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๑

ถ้าจะเอาเรื่องของมรรคผล สามัญญผลสูตรเป็นพระสูตรที่เทศน์แล้วไม่มีผู้ได้มรรคผล แต่ว่าทำให้เกิดความเลื่อมใส ปฏิญาณตนถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

ส่วนพระสูตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์แล้วได้มีผู้ได้มรรคผลมากที่สุด ก็น่าจะเป็นพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ เทศน์แล้วพรหมเทวดาบรรลุมรรคผล ๘๐ โกฏิ ถ้าเอาตัวเลขตามหลักบาลีคือ ๘๐๐ ล้าน เพราะ ๑๐ ล้านเท่ากับ ๑ โกฏิ

สมัยก่อนเขาถือว่าพระอภิธรรมเป็นคำสอนที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ดังนั้น..จึงมีการสวดสาธยายพระอภิธรรมในงานขึ้นบ้านใหม่ ในงานแต่งงาน ในงานมงคลอื่น ๆ แต่พอมาระยะหลังเอาพระอภิธรรมไปสวดในงานอวมงคล ก็คืองานศพ ทำให้เกิดพวกจิตอ่อน กลัวว่าถ้าเอามาสวดสาธยายในงานมงคลแล้วจะทำให้ไม่ดี จึงต้องมีการเปลี่ยนมาสวดสาธยาย ๗ ตำนาน หรือ ๑๒ ตำนานในงานมงคล แล้วก็ไปสวดสาธยายพระอภิธรรมในงานอวมงคลหรืองานศพแทน จากของดีแต่เพราะความเชื่อของคนทำให้กลายเป็นของไม่ดีไปได้"

เถรี
20-02-2012, 14:35
"แม้กระทั่งในเรื่องความเชื่อของพระที่บิณฑบาต ถ้าไปบิณฑบาต ๔ รูปเขาถือว่าไปสวดศพ บางบ้านไล่เลย หารู้ไม่ว่า ๔ รูปครบสังฆทานพอดี ทิ้งบุญใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างที่วัดท่าขนุนก็จะกำชับเหมือนกัน ถ้าหากว่าสายไหนไปบิณฑบาตน้อย ให้พยายามไป ๕ รูปไว้ เกิน ๔ เอาไว้ก่อน มากเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าลง ๔ พอดีให้ตัดหางแถวไปสายอื่น ให้เหลือ ๓ ไว้ โยมเสียประโยชน์ก็ช่าง ดีกว่าพระอดข้าว..!

เขาถือจริง ๆ บางบ้านไล่เลย "นิมนต์ข้างหน้าเจ้าค่ะ" เรียบร้อยเลย.. ถ้าเจอบ้านที่ไม่ถือก็แล้วไป"

เถรี
20-02-2012, 16:45
ถาม : เวลามีคนคิดถึงท่าน ท่านจะรู้หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ระยะหลังนี้ขี้เกียจรู้แล้วจ้ะ รู้แล้วเบื่อ..ส่วนใหญ่ก็เอะอะโวยวายจะให้ช่วยอย่างเดียว ระยะหลังที่ต้องปิดสวิทซ์อยู่เรื่อย เพราะว่าแต่ละคนคิดถึงแล้วมีแต่เรื่องจะให้อาตมาเดือดร้อนทั้งนั้น

เถรี
21-02-2012, 08:08
พระอาจารย์กล่าวว่า "ดินฟ้าอากาศค่อนข้างจะวิปริต ถ้าไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย นอกจากจะต้องรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกายแล้ว กำลังใจก็ต้องออกด้วย

ถ้าสามารถปฏิบัติภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวสักระดับปฐมฌานละเอียด โรคภัยไข้เจ็บทั่ว ๆ ไป ทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากโรคที่มาจากกฎของกรรมจริง ๆ ประเภทตามทวงไม่เลิก เข้าใจว่าไม่ใช่กรรมหนักจริง ๆ การปฏิบัติสมาธิภาวนาสามารถช่วยรักษาโรคส่วนใหญ่ได้"

เถรี
21-02-2012, 08:49
พระอาจารย์เล่าว่า "เรื่องของอาหารการกินนั้น ญาติโยมมักจะเอามาถวายอาตมา แล้วก็ไปถวายถึงกุฏิที่พัก ซึ่งจะถูกลืมอยู่จนหมดอายุไปเสมอ ๆ อาตมาเป็นคนไม่มีวาสนาในเรื่องกิน เมื่อก่อนบ้านมีฐานะยากจน กับข้าวบนโต๊ะมีมากที่สุดแค่ ๓ อย่าง เพราะฉะนั้น..ถ้าเห็นกับข้าวเยอะ ๆ ไม่ได้หรอก เห็นแล้วคอหอยตัน อิ่มไปเลย

วันก่อนไปงานฉลองกุฏิของพระครูวิริยกาญจนาภรณ์หรือหลวงพ่อชาลี งานนั้นท่านเจ้าคุณพระโสภณกาญจนาภรณ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองกาญจนบุรี เป็นประธาน ตอนฉันเพลก็นั่งฉันวงเดียวกับท่าน บนโต๊ะมีแกงหยวกกล้วยอยู่ ๑ ถ้วย ท่านอาจารย์ชาลีก็คว้ามาตักเข้าปาก "ขอกินระลึกความหลังหน่อยเถอะ สมัยก่อนที่บ้านจน แม่ก็แกงแต่หยวกกล้วยอย่างนี้แหละ"

ท่านเจ้าคุณโสภณฯก็คว้ามาตักบ้าง แล้วก็ส่งต่อมาที่อาตมา "อาจารย์เล็กว่าบ้างสิ" อาตมาก็ตัก ท่านบอกว่า "อือม์..บางทีของกินบางอย่างก็ทำให้ระลึกชาติได้เหมือนกัน" ท่านเล่าว่าตอนนั้นท่านไปเรียนปริญญาโทที่อินเดีย จบกลับมาเมืองไทยใหม่ ๆ โยมแม่มาเยี่ยมที่วัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) เอาแย้มาให้เกือบ ๓๐ ตัว แย้ตัวเป็น ๆ เลย..!

ท่านก็คิดว่า "ตายละวา...จะทำอย่างไรดี ?" แม่ก็อุตส่าห์อยู่ค้างคืนด้วย ท่านจึงแอบ ๆ เอาแย้ไปปล่อย พอ ๒ - ๓ วันผ่านไปแม่ก็มาดู เห็นกรงว่างไปแล้ว คิดว่าลูกพระชอบ ก็ไปเอามาใหม่อีก ท่านว่าจะทำอย่างไรดี ? ถ้าบอกแม่ว่าไม่กินแล้ว เดี๋ยวจะโดนด่าว่าจบนอกมาก็เลยหัวสูง แต่ถ้าบอกว่าพระกินของอย่างนี้ไม่ได้เพราะยังเป็น ๆ อยู่ เดี๋ยวแม่ก็จะไปทุบมาให้อีก

ท่านจึงตัดสินใจยอมทำลายน้ำใจแม่ บอกว่า "แม่..ของอย่างนี้ลูกไม่กินแล้วนะ" บางอย่างเหมือนกับตลกแต่หัวเราะไม่ออก ด้วยความรักของแม่ รู้ว่าลูกเคยชอบอะไรก็ไปหาอย่างนั้นมา แล้วแย้จับง่าย ๆ เสียที่ไหนเล่า ใครที่ไม่เคยเป็นเด็กล่าแย้มาก่อนไม่รู้หรอก เจ้าพวกนี้ถ้าวิ่งเรามองแทบไม่ทัน ไวสุดยอดเลย แย้เป็นสัตว์ที่ประหลาดมาก จะวิ่งเลยรูไปช่วงตัวหนึ่งก่อน แล้วหักเลี้ยว ๑๘๐ องศาเข้ารู ศัตรูจะถลำเลยไปทุกที เพราะฉะนั้น..ใครไปเยี่ยมลูกพระก็อย่าเอาแย้เป็น ๆ ไปแบบนั้นนะ อย่างไรก็ปิ้งไปให้เสร็จสรรพก่อน..!"

เถรี
21-02-2012, 10:21
ถาม : เรื่องการฝึกลมปราณ
ตอบ : เวลาเราหายใจจะมีพลังขุมหนึ่งวิ่งจากจุดศูนย์ที่สะดือขึ้นมาที่คอหอย แต่เราอย่าให้พลังนั้นขึ้นมา ใช้วิธีกดกำลังนั้นลง พอลงต่ำกว่าจุดศูนย์แล้ว เราต้องทำอาการเหมือนกับการกลั้นปัสสาวะ กำลังขุมนั้นจะวิ่งผ่านสะพานดินไปที่กระดูกสันหลัง วิ่งแนบแนวกระดูกสันหลังเป็น ๒ สาย ถึงท้ายทอย ไปที่ศีรษะ แล้วลงมาทางด้านหน้า ผ่านตา ๒ ข้าง ลงมา แล้วก็รวมกันไปที่คอหอยกลับลงไปที่จุดศูนย์อีกครั้งหนึ่ง พอช่วงหายใจใหม่เราก็ดันลงไปอีก ทำอาการเหมือนเดิม ให้หมุนรอบไปเรื่อย ๆ

ถาม : ต้องสัมพันธ์กับลมหายใจไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ใช่..คนละจังหวะกัน บางคนถ้าหากว่าทำได้นี่เพียงชั่วลมหายใจเดียว ก็สามารถหมุนวนได้ ๒๐ - ๓๐ รอบ อย่าไปเร่ง เราค่อย ๆ ทำไป ชั่วลมหายใจทำได้ครึ่งรอบอะไรเราก็เอาแค่นั้น แต่ให้ซ้อมไว้บ่อย ๆ

จากสะดือพอลงต่ำกว่าจุดศูนย์แล้วทำอาการเหมือนเรากลั้นปัสสาวะ จะทำให้กำลังวิ่งผ่านไปที่กระดูกก้นกบด้านหลัง แล้วจะผ่านสันหลังขึ้นมาวิ่งเป็นเส้นคู่ขึ้นมา พอผ่านโหนกแก้มลงมาก็จะเริ่มรวมเป็นสายเดียว กลับลงทางด้านหน้าสู่จุดศูนย์เหมือนเดิม พอเลิกทำ ให้หายใจลึก ๆ ดึงพลังกลับไปรวมที่จุดศูนย์ทุกครั้ง

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : อยู่ที่เราว่าเราปรับเข้าตัวเราได้หรือเปล่า ถ้าปรับเข้ากับตัวเราได้แล้ว เราหมั่นทบทวนฝึกก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปเอง

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ใช้การภาวนาแทน ถ้าเราภาวนาจนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัว ถึงระดับรู้ลมหายใจด้วยตัวเองไม่ต้องไปบังคับ โรคพวกนี้จะหายหมด จริง ๆ แล้วกำลังไม่สูงมาก ประมาณปฐมฌานละเอียด เพียงแต่ว่าตอนที่เราภาวนา ให้จดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเฉย ๆ จะเป็นฌานหรือไม่ เป็นสมาธิหรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจ แต่ถ้าหากว่าอารมณ์ใจทรงตัวถึงขนาดนั้น จะรู้ลมเองโดยอัตโนมัติ รู้คำภาวนาโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องบังคับก็รู้ เราแค่เอาสติประคองไว้ ถ้าทำอย่างนั้นได้โรคเครียดทุกอย่างจะหายหมด

เถรี
21-02-2012, 10:33
ถาม : ขอยารักษาโรคไอเรื้อรังครับ
ตอบ : เอาตำราจีนไหม ? อร่อยดี..มีไข่ ๑ ฟอง เคาะใส่ภาชนะอะไรก็ได้ที่ใส่ไมโครเวฟได้ และน้ำตาลกรวดเท่าหัวแม่มือตำละเอียดแล้วโรยลงไป แล้วก็ใบชา ๑ หยิบมือโรยลงไป นึ่งสุกแล้วกินให้หมด แค่นี้แหละ..อร่อยดีด้วย ถึงไม่หายก็อร่อย

ถาม : ไปปล่อยปลามาแล้วไม่หายครับ
ตอบ : โรคต้องรักษา ไม่ใช่ไปปล่อยปลาแล้วโรคหาย ไม่อย่างนั้นโรงพยาบาลก็เจ๊งสิจ๊ะ

ถาม : ขอทวนอีกรอบครับ
ตอบ : ไข่ ๑ ฟอง น้ำตาลกรวดเท่าหัวแม่มือ ใบชา ๑ หยิบมือ ถามอีกทีเจอเตะ..! เข้าใจแล้วว่าทำไมหลวงปู่วัดปากคลองมะขามเฒ่าถึงได้อยากให้อาตมาไปนักหนา เพราะท่านบอกคาถายาวคาถาสั้นขนาดไหนอาตมาจำได้หมด ขณะที่คนอื่นย้ำแล้วย้ำอีกไม่จำสักที

ท่านบอกคนที่ไปหาท่านคนหนึ่งว่า “มึงกำลังมีเคราะห์ร้าย ให้เอาพระพุทธรูปหน้าตัก ๙ นิ้ว ไปถวายพระในวันพฤหัสบดี แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร” แค่นี้เขาจำไม่ได้ ถามท่าน ๓ - ๔ ครั้ง จนกระทั่งท่านง้างตีนรอแล้ว..!

ส่วนอาตมา หลวงปู่บอกว่า “เออ..ไอ้หนูมานี่ลูก มึงเอาคาถานี้ไปใช้นะ อะระหังพันเกสา ภะคะวากันอาวุธ พระพุทโธอุด พระธัมโมอุด พระสังโฆอุด พระพุทธเจ้าห้ามอาวุธ อุดด้วยพระพุทธโธ พระธรรมเจ้าห้ามอาวุธ อุดด้วยพระธัมโม พระสังฆเจ้าห้ามอาวุธ อุดด้วยพระสังโฆ อุดธัง อัดโธ นะโมพุทธายะ” แล้วท่านก็เขกหัวเปรี้ยงสนั่นเลย

ปกติถ้าคนตั้งใจจำโดนเขกกบาลขนาดนั้นจะลืมหมด อาตมาก็ทวนให้ท่านฟังอีกที ท่านบอก “เออ..ใช้ได้” ความจำต่างกันได้ขนาดนั้น อาตมาเองก็สงสัยว่า ทำไมไปทีไรได้ทุกที คงเป็นเพราะท่านบอกแล้วอาตมาจำได้ ท่านเลยให้อยู่เรื่อย ๆ วิธีประสิทธิ์ประสาทของท่านนี่ไม่ไหว เขกทีกะโหลกบวม มือหนักเป็นบ้าเลย

แต่เวลาที่กรรมบัง ต่อให้เก่งแค่ไหนก็โดน บอกแล้วว่า “อิทธิฤทธิ์แพ้บุญฤทธิ์ บุญฤทธิ์แพ้กรรมวิบาก” อยู่ ๆ อาตมาก็ไปเจอหลวงพ่อวัดปากคลองมะขามเฒ่าขาหัก ท่านกำลังเสกน้ำมันมะพร้าว เสกเอง ทาเอง นวดเอง ๗ - ๘ เดือนจึงเดินได้ตามปกติ กราบเรียนถามท่านว่า “หลวงปู่ไปโดนอะไรมาครับ ?”ท่านบอกว่า “เฮ้อ..โง่ไปหน่อย เวลากรรมบังนี่มันโง่ทุกคนเลยว่ะ”

ถามว่าเป็นอย่างไรครับ ? ท่านตอบว่า “เขานิมนต์ไปงานผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต ข้าเดินไปถึงเห็นเขาปูเสื่อไว้ ข้าก็นึกว่าเขาปูให้ข้านั่ง เดินเข้าไปผลุบเดียวหล่นไปในหลุมเลย” เขาปิดหลุมลูกนิมิตไว้ ท่านตกไปขาหักเลย แต่ท่านก็เก่งนะ เสกน้ำมันนวดเองทาเองอยู่หลายเดือนจึงเดินได้ตามปกติ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นท่านก็อายุได้ ๘๐ กว่าแล้ว

สมัยนั้นถ้าพระวัดท่าซุงจะสึก มีฤกษ์แล้วแต่หลวงพ่อวัดท่าซุงไม่อยู่ ก็จะเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอให้หลวงปู่ท่านสึก เพราะฉะนั้น..พระวัดท่าซุงไม่กลัวหรอกเรื่องไม่มีที่สึก หลวงพ่อวัดท่าซุงไม่อยู่ก็ไปวัดปากคลองมะขามเฒ่าแทน

เถรี
21-02-2012, 10:36
ถาม : ขอสอบถามเรื่องฤกษ์เปิดสำนักงานค่ะ
ตอบ : ไปดูตามฤกษ์พรหมประสิทธิ์ดีกว่า เปิดงานใหม่ให้เว้นวันศุกร์ จะเปิดวันไหนก็เปิดไป แต่ว่าวันศุกร์ให้เว้นไว้ ถ้าหากว่าดูตามฤกษ์พรหมประสิทธิ์ได้ก็จะดี

ถึงเวลาก็อัญเชิญพระพุทธรูปเข้าไป จุดธูปเทียนบูชาพระ ขอบารมีพระตลอดจนเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ให้ช่วยสงเคราะห์การงานให้เจริญรุ่งเรือง หลังจากนั้นเราจะทำบุญอะไรอุทิศให้ท่านก็ว่าไป

ถาม : ต้องมีการทำบุญเลี้ยงพระที่นั่นด้วยไหมคะ ?
ตอบ : ถ้ามีได้ก็ดี แต่ถ้าหากว่ายุ่งมาก ๆ ก็ใช้วิธีไปถวายสังฆทานแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ท่านไปเลย

เถรี
21-02-2012, 10:43
ถาม : ช่วงที่ผ่านมาหนูมีความสุขมากเลยค่ะ สุขจนออกอาการกระโดดโลดเต้น แล้วก็อยู่นานด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรคะ ?
ตอบ : ความจริงต้องดูย้อนกลับไปว่า เราคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นตัวต้นเหตุให้เราเป็นอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราดูย้อนหลังไปไม่เป็น เราก็จะไม่รู้ว่ามาจากไหน พอความสุขหมดไปเราก็ไม่รู้ว่าจะสร้างใหม่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น..กลับไปทบทวนดูว่าตั้งแต่ก่อนช่วงที่จะเป็น เราคิด พูด ทำ อย่างไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน

ความจริงรักษาให้ดีจ้ะ จะกระโดดโลดเต้นอย่างไรไม่มีใครเขาว่าหรอก ไปแบ่งความสุขให้คนอื่นเขาเยอะ ๆ หน่อย มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่อาตมาฝึกพรหมวิหาร ๔ พอกำลังทรงตัวนี่เดินยิ้มคนเดียว..จริง ๆ นะ..ยิ้มกับถนนก็เอา เหมือนกับคนบ้าดี ๆ นี่เอง ไม่มีอะไรยิ้มก็ยิ้มกับข้างฝา เพราะฉะนั้น..ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เราต้องไปดูให้เจอว่าเกิดจากอะไร ถึงเวลาก็ทำเหตุนั้นบ่อย ๆ ก็จะได้อย่างนี้อีก

ถาม : ท่านบอกหนูหน่อยไม่ได้หรือคะ ?
ตอบ : บอกไม่ได้จ้ะ ต้องย้อนไปดูเอง คิด พูด ทำ อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน พอหาเจอแล้วก็ทำแบบนั้นอีก ก็จะได้อีก ถ้ามีความสุขเยอะเอามาแบ่งให้อาตมาบ้าง อาตมาจะได้เอาไปไล่แจกชาวบ้าน

ถาม : แต่จะสุขเป็นช่วง ๆ ค่ะ มีอารมณ์ทุกข์อยู่บ้าง เช่น เวลาร่างกายหิวข้าวแบบนี้
ตอบ : เรื่องปกติ ถ้าเราเอาความสุขนั้นขึ้นมา ก็จะบังสิ่งที่เป็นทุกข์ทั้งหลายไปได้ชั่วคราว

เถรี
21-02-2012, 10:51
ถาม : ที่ช่วงนั้นหนูมีความสุขมากเป็นเพราะหนูไม่รับอารมณ์ทางโลกเข้ามาเลยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ถ้าได้อย่างนั้นจะเป็นอารมณ์ที่ดีมาก ให้ทำอย่างนั้นไว้บ่อย ๆ เพียงแต่ว่าให้เราดูเรื่องของระเบียบวินัย ขนบธรรมเนียมของแต่ละสถานที่ด้วย เพราะว่าบางอย่างเราไม่สนใจก็จริง แต่อาจจะไปผิดระเบียบเขา ไม่ถูกต้องตามประเพณีของเขา เดี๋ยวคนอื่นเขาจะว่าเอา แต่ถ้าหากว่าเรื่องทั่ว ๆ ไปไม่ต้องเอามาใส่ใจหรอก โยนทิ้งให้หมด เราไม่ได้แบกไว้เราก็จะเบา มีความสุขไปเอง

ถาม : มีความสุขมาก ๆ เลยค่ะ สุขเหมือนสวรรค์เลยค่ะ
ตอบ: ความจริงสุขเกินนั้นอีก (หัวเราะ) ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ให้เข้าถึงจริง ๆ ได้ ต่อไปอะไร ๆ ก็ไม่อยากได้แล้ว เพราะเราเห็นแล้วว่าความสุขจริง ๆ เป็นอย่างไร

คนที่โดนไฟรัก โลภ โกรธ หลง เผาอยู่ตลอดเวลา อยู่ ๆ ไฟดับลงไปได้ด้วยอำนาจของสมาธิที่กดไว้ก็ดี หรือด้วยปัญญาปล่อยวางลงได้ก็ดี มีความสุขไหนแบบไหนอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้หรอก คนที่โดนไฟเผา อยู่ ๆ ไฟเลิกเผา อธิบายว่าเป็นความสุขได้ก็เก่งเกินมนุษย์มนาแล้ว แต่เรารู้ว่าเรามีความสุข

เมื่อครู่อาตมาสรุปผิดหรือเปล่าไม่รู้ ที่บอกว่า “ไม่มาหาหลวงพ่อหลายปี เลยมีความสุข” (หัวเราะ)

เถรี
21-02-2012, 11:00
ถาม : หนูหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าเพี้ยนไปหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ เป็นการเพี้ยนที่ดี ขอให้เพี้ยนไปได้นาน ๆ

ถาม : ช่วงนั้นหนูยอมรับตรง ๆ เลยค่ะ ว่าหนูไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้นั่งสมาธิ แต่ว่าตรงกันข้ามกับช่วงความทุกข์ที่เจอ หนูสวดมนต์ไปร้องไห้ไป นั่งสมาธิภาวนาเต็มที่เลย แต่ว่าตอนนี้มีความสุขนี้ ไม่ได้ทำความดีอะไรเลย
ตอบ : คราวนี้รู้หรือยังว่าทำไมเทวดา นางฟ้า พรหม เขาถึงหลุดพ้นไม่ได้ ? เพราะว่าเวลาสุขแล้วก็เพลิดเพลินอยู่อย่างนั้น ลืมทำความดี ในเมื่อเรามีบทเรียนแล้ว เห็นด้วยตัวเองแล้ว ต่อไปก็พยายามทำความดีให้สม่ำเสมอ ให้รู้ว่าความสุขที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังไม่ใช่ของที่เที่ยงแท้ มาได้ก็ไปได้ ความสุขที่แท้จริงเป็นความสุขจากการหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงเท่านั้น

ถ้าเราสามารถทำอย่างนี้ได้ ก็จะมีความสุขอย่างแท้จริง แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาสวดมนต์ไหว้พระ ทำกรรมฐานของเราต่อไป ซ้อมไว้ทุกวันจ้ะ เพราะว่าถ้าเราประมาทเผลอเมื่อไร เดี๋ยวกิเลสตีตาย ถึอว่าซ้อมเพื่อเพิ่มความสุขแล้วกัน

ถาม : เป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาหนูมีแฟนหรือเปล่า ?
ตอบ : มีส่วนเยอะเลยจ้ะ ระวังเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ความสุขนั้นเป็นปีติจากสิ่งภายนอก ไม่ยั่งยืน พอปัจจัยเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นความสุขส่วนนี้ก็หายไป ต้องระมัดระวัง พยายามสร้างความสุขที่แท้จริงที่ถาวรให้เกิดขึ้นในใจของเรา อย่างไรก็ขอให้รักกันไปนาน ๆ นะจ๊ะ

มีคนเขาบอกว่าอย่าเปลี่ยนจากแฟนมาเป็นสามี แล้วความสุขจะอยู่ได้นาน เพราะถ้ายังเป็นแฟนอยู่เขาจะเอาใจเราไปเรื่อย แต่งงานไปเมื่อไรเขาก็เลิกเอาใจแล้ว ตอนรักกันนี่ต่างคนต่างนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของตัวเอง เพราะกลัวคนอื่นเขาจะไม่รัก ก็เลยกลายเป็นว่าเราไม่เห็นจุดบกพร่อง พอแต่งงานแล้วอยู่กันไปนาน ๆ มีความเคยชิน เขาก็เลยไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอสิ่งที่ดีอยู่ตลอดเวลา ข้อบกพร่องก็จะเกิดขึ้น ถึงตอนนี้เราก็ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากขึ้น

เรื่องของการแต่งงานจะทำให้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้กลับไปประคับประคองรักษาอารมณ์ไว้อย่างมีสติ ไม่อย่างนั้นถึงเวลาความทุกข์เข้ามาจะตั้งหลักรับไม่ทัน

ถาม : หนูก็กลัวว่าจะหายไปค่ะ
ตอบ : วิธีป้องกัน ก็คือ อย่าทิ้ง ศีล สมาธิ ปัญญา ทิ้งเมื่อไรเดี๋ยวไม่มีอะไรเป็นหลักยึด ตั้งหน้าตั้งตาทำกุศลเข้าไว้ ช่วงกุศลส่งทำให้เรามีความสุข ก็ต้องรีบกอบโกยความดีให้มากที่สุด ถึงเวลาตอนทุกข์จะได้มีกำลังไปต่อสู้

เถรี
21-02-2012, 11:07
ถาม : หนูก็ไม่กล้าจะมาหาท่านมากเพราะเดี๋ยวแฟนหนูเขาไม่เข้าใจ
ตอบ : ดีแล้วจ้ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาหึงขึ้นมาแล้วจะยุ่งอีก

ถาม : หนูควรจะอธิบายให้เขาฟังอย่างไรดีคะ ?
ตอบ : ไม่ต้องอธิบายจ้ะ ปล่อยเขาไปก่อน เอาไว้วันร้ายคืนร้ายเดี๋ยวเขาหลงมาเข้าทางนี้เมื่อไร ค่อยชักชวนเขามา ไม่ต้องรีบพามาตอนนี้

ถาม : คนรอบข้างเขามักจะมองหนูเป็นคนไม่ปกติ
ตอบ : บอกเขาไปว่าเราบ้า ปล่อยเราไปตามทางของเรา ถ้ามายุ่งกับเราเดี๋ยวจะงับซะ..!

ถาม : เขาว่าหนูว่าหน้าตาอย่างนี้ไม่น่าจะสวดมนต์ได้
ตอบ : บอกไปว่าหน้าตาอย่างคุณดันสวดไม่ได้ก็ยุ่งอีก ไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดคนอื่นจ้ะ กองทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ ไม่ใช่แต่หนูหรอก อาตมาเองก็โดนเขาว่าบ้าตั้งแต่เริ่มปฏิบัติแล้ว

ถาม : แฟนหนูเขาบอกว่าไม่ต้องมาหาพระมาก ประมาณว่าให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง
ตอบ : จริง ๆ แล้วถูกของเขา ถ้าตัวเราพึ่งตัวเราเองได้ ต่อไปถึงไม่มีหลวงปู่หลวงพ่อเราก็อยู่ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องวิ่งไล่หาที่เกาะไปเรื่อย ๆ แต่เพื่อความมั่นคงก็ให้ทำในลักษณะว่า ในแต่ละเดือนท่านมีงานอะไรที่สำคัญเราก็ไปร่วมงานบ้าง เพียงแต่ว่าอย่าให้ถี่ยิบเหมือนกับสมัยก่อน

ถาม : อย่างที่ทำงานเขาก็ไม่ค่อยให้หนูลา โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เพราะมีลูกค้ามาก แล้วหนูจะแบ่งเวลาไปวัดอย่างไรคะ ?
ตอบ : บอกแล้วว่าดูตามความเหมาะสม ถ้าเป็นปีละครั้งต่อให้เป็นวันเสาร์ก็ไปเถอะ แต่ถ้าหากว่าทุกเดือนก็เว้น ๆ เสียบ้าง

ถาม : ถ้าหนูจะทำแบบว่า ถึงเวลาจะไปวัดอย่างไรก็ต้องไป ไม่สนใจที่ทำงานถูกไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าเราจะเอาในทางธรรมอย่างเดียวต้องเป็นอย่างนั้น แต่คราวนี้เราอยู่กับโลก ก็ต้องดูความเหมาะสม ความพอเหมาะพอดี แต่ถ้าถึงกำหนดที่เราเห็นว่าสมควรจะไปก็ต้องเด็ดเดี่ยวอย่างนั้น ถึงมีอุปสรรคอย่างไรเราก็จะไป

เถรี
22-02-2012, 07:13
ถาม : ช่วงนี้เวลาผมภาวนาก่อนนอน พุทโธได้แค่ครู่เดียวก็หลับไปเลย เกิดจากอะไรครับ ?
ตอบ : แปลว่าสมาธิดีขึ้น ถ้าสมาธิไม่ทรงตัวถึงระดับปฐมฌานหยาบจะไม่หลับ เพียงแต่ว่าเป็นการหลับแบบขาดสติ ควรที่จะนั่งภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวเพื่อข้ามจุดนั้นไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นกี่ปีกี่ชาติก็จะตัดหลับอย่างนั้น แล้วก็เอาไปใช้งานอะไรมากกว่านั้นไม่ได้

ถาม : เมื่อก่อนดีกว่านี้ แต่ตอนนี้รู้สึกตัวว่าแย่ลงครับ
ตอบ : ในเมื่อวิเคราะห์ตัวเองได้ก็ทำให้ดีขึ้นสิวะ..!

เถรี
22-02-2012, 07:20
พระอาจารย์กล่าวว่า "บรรดาโรคต่าง ๆ ที่โบราณว่าเกิดจากลม ก็คือเลือดลมในร่างกายของเราเดินไม่ปกติ ทำให้เป็นโรคได้หลายโรค เรื่องของโยคะช่วยได้เรื่องพวกนี้ได้เยอะมากทีเดียว"

เถรี
22-02-2012, 07:23
ถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้ก่อนเกิดมาจากไหนครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าใช้ทิพจักขุญาณดูก็ยังมีโอกาสพลาดได้ สังเกตดูว่าถ้าหากท่านที่มาจากพรหมส่วนใหญ่จะนิ่ง ไม่ค่อยพูด พูดน้อย มีเหตุมีผล ถ้าพวกมาจากเทวดาจริยาจะนุ่มนวลกว่า ขณะเดียวกัน..ถ้าเราไปตึงตังหรือหยาบคาย เขาจะไม่คบเราเลย

ถาม : เขาเป็นลูกเราครับ
ตอบ : ถ้าเป็นลูกไม่ต้องไปสนใจหรอกว่ามาจากไหน มาจากนรกก็ต้องเลี้ยง..!

ถาม : อยากรู้ครับ
ตอบ : ถ้าคุณรู้เมื่อไรแล้วจะซวยไม่รู้จบ เพราะจะไปเลือกว่าจะรักคนนี้จะเกลียดคนนั้น ซึ่งจะเป็นเองโดยอัตโนมัติ อย่างน้อย ๆ ศีลเขาต้องมีถึงได้เกิดเป็นคน แต่พอเกิดมาแล้วจะรักษาศีลต่อได้หรือไม่ ก็อยู่ที่เขาว่าจะเอากำไรหรือขาดทุน ฉะนั้น..ต้องอบรมเขาให้ดี

เถรี
22-02-2012, 08:19
พระอาจารย์กล่าวถึงพวกที่ปลอมวัตถุมงคลว่า "จะว่าไปแล้วเขามีความพยายามมาก เขาพยายามทำของใหม่ให้เก่า แล้วเอาไปจำหน่ายฝรั่ง แต่วิธีที่ทำให้เก่านี่แหละ เกิดใหม่จะซวยไม่รู้จบ บางคนเอาไปแช่น้ำกรด บางคนเอาไปแช่น้ำไว้เป็นเดือน ๆ บางทีก็เอาไปหมกโคลนไว้เพื่อให้ดูเก่า"

เถรี
22-02-2012, 08:27
ถาม : การหวงวัตถุมงคลเป็นความโลภไหมคะ?
ตอบ : เขาเรียกว่าโลภเจตนา อย่างน้อย ๆ มีความโลภแฝงอยู่ แต่ต้องดูว่าเราใช้เป็นอนุสติหรือเปล่า ? ถ้าเป็นอนุสติก็ถือว่าในส่วนของบุญกุศลมีมากกว่า โดยเฉพาะวัตถุมงคลเราทำบุญแล้วได้มา เราก็จะได้ระลึกถึงในเรื่องของจาคานุสติ และในเรื่องของทานบารมีด้วย

แต่ถ้าว่ากันตามหลักอภิธรรม เขาถือว่ามีส่วนของโลภเจตนาอยู่ ก็คือมีส่วนของความโลภอยู่ แต่ว่าไม่ต้องไปฟังตรงนั้นหรอก ทำไปเถอะ..จะไม่ให้มีความโลภเลยต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น แม้แต่พระอนาคามีท่านยังอยากในการทำบุญ แล้วอภิธรรมก็ใส่เต็ม ๆ ว่ายังเป็นโลภเจตนาอยู่ ก็ถูกตามตำราเขา

ถาม : หนูมีสมุดบันทึกจดเวลาหนูทำบุญไว้นะคะ
ตอบ : ไม่ต้องหรอกจ้ะ ถึงเวลารายการบุญที่เราทำก็ไปโผล่ที่นายบัญชีท่านเองแหละ ถ้ารู้ว่าใกล้ตายก็ใส่ซองส่ง ems ไปถึงพระยายมราชล่วงหน้าไว้เลย

ถาม : หนูจะเอาวัตถุมงคลไปถวายวัดนี้เป็นการตัดความโลภ ?
ตอบ : เป็นจ้ะ กว่าจะตัดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่ามัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ถี่เหนียวมีทุกคน แต่ว่าเราทำไป สมมติว่าถวายวัดเผื่อว่าใครทำบุญทางวัดจะได้ให้เขาต่อไป ก็เท่ากับว่าเรามีส่วนในบุญต่าง ๆ ที่ทางวัดเขาทำด้วย

ถาม : หนูจะเอาวัตถุมงคลไปให้ญาติพี่น้องก็กลัวเขาจะไม่เห็นคุณค่า
ตอบ : นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : มีส่วนจ้ะ สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อชีวิต เรารักเขา เราชอบเขา ความคิดเห็นของเขาก็มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเรา เราก็เลือกที่เรามั่นใจไว้สัก ๓ องค์ ๕ องค์ นอกจากตัวเองแล้ว ยังเผื่อคนอื่นในครอบครัวของเราด้วย แล้วที่เหลือก็จัดการ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปให้เขาตำหนิใหม่

เถรี
22-02-2012, 08:29
ถาม : ขอทำบุญให้คนป่วยครับ
ตอบ : ทำบุญเสร็จแล้วกลับไปบอกเขาอีกรอบ ต้องกระตุ้นให้นึกถึงบุญไว้บ่อย ๆ โดยเฉพาะคนป่วยถ้าเกาะบุญได้บางทีจะไม่รู้สึกเจ็บเลย

เถรี
22-02-2012, 10:00
พระอาจารย์กล่าวว่า "พวกเราหลายคนรู้ว่าลาวอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ไทยอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง แต่อีกเป็นจำนวนมากไม่รู้เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงแบ่งเป็นซ้ายกับขวา

หลักการแบ่งฝั่งแม่น้ำว่าเป็นซ้ายหรือขวานั้น โดยสากลเขาให้หันหน้าออกทะเล ด้านไหนอยู่ซ้ายมือของเราก็คือฝั่งซ้าย ด้านไหนอยู่ขวามือก็คือฝั่งขวา ฉะนั้น..เราสงสัยว่าทำไมลาวอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้รู้ว่าหลักสากลเป็นอย่างนั้น

อย่างกรุงเทพฯ อยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ธนบุรีอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา จริง ๆ แล้วอยากจะให้เขาแยกธนบุรีออกเป็นจังหวัดต่างหาก เพราะว่าโดยศักดิ์ศรีแล้วธนบุรีเป็นเมืองหลวงเก่าเช่นกัน สมัยก่อนนี้การพัฒนาเมืองหลวงจะพัฒนาฝั่งกรุงเทพฯ มากกว่า ฝั่งธนบุรีเขาเรียกว่าลูกเมียน้อย

ช่วงนั้นเขายุบธนบุรีเข้ามาเป็นจังหวัดเดียวกับกรุงเทพฯ แล้วใช้ชื่อว่านครหลวงกรุงเทพธนบุรี จำได้ไหมว่าเขาเคยมีชื่อนี้ ? หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนเป็นกรุงเทพมหานคร ฉะนั้น..กว่าจะเป็นกรุงเทพมหานครนี่ สมัยก่อนเขาเป็นกรุงเทพฯ กับธนบุรี แล้วก็มาเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี แล้วถึงจะมาเป็นกรุงเทพมหานครอย่างในปัจจุบัน แต่อาตมาอยากจะให้แยกออก เพราะถ้าแยกออกจะได้ใช้งบประมาณของตัวเองโดยตรง และเดี๋ยวนี้ฝั่งธนบุรีก็เจริญไม่แพ้ฝั่งกรุงเทพฯ แล้ว

สมัยอาตมาเด็ก ๆ อยู่บ้านยายตรงสามแยกไฟฉาย คนรุ่นใหม่เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาเรียกสามแยกไฟฉาย เพราะว่าตอนช่วงสงครามโลก เขาตั้งปืนต่อสู้อากาศยานที่สามแยกท่าพระ แล้วก็ตั้งไฟฉายสำหรับส่องหาเครื่องบินข้าศึกตอนกลางคืนที่ตรงสามแยกไฟฉาย พอเลิกสงครามเขาก็เลยเรียกสามแยกไฟฉายเพราะชื่อเก่ายังไม่มี แต่สามแยกท่าพระมีชื่อแล้วก็เลยยังคงเรียกสามแยกท่าพระอยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงกลายเป็นสามแยกปตอ.ไปแล้ว"

เถรี
22-02-2012, 10:08
พระอาจารย์กล่าวว่า "เห็นญาติโยมหอบลูกจูงหลานมาทำบุญก็ดีใจ เพราะว่าเด็ก ๆ ต้องมีตัวอย่าง สมัยนี้เราจะเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ไม่ค่อยใส่บาตรกัน เขามีการออกแบบสอบถามทำวิจัยแล้ว เด็กรุ่นใหม่ร้อยละ ๖๐ ไม่เคยใส่บาตรเลย ร้อยละ ๔๐ ที่เหลือ เคยใส่บาตรเฉพาะวันเกิดตัวเอง แล้วในร้อยละ ๔๐ พอมาแบ่งใหม่มีร้อยละ ๓๐ เท่านั้นที่เคยไปทำบุญถึงวัด จัดว่าน้อยมาก

จะไปว่าเด็กก็ไม่ได้ เพราะว่าผู้ใหญ่ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่าง ถ้าหากว่าผู้ใหญ่ทำตัวเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี เขาก็จะทำตาม โดยเฉพาะว่าระยะหลังนี้ การรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา คือปริญญาตรีขึ้นไป มีหลายแห่งแล้วที่ใช้คะแนนคุณธรรม ก็แปลว่าถ้าเด็กคนไหนเคยเรียนธรรมศึกษาตรี โท เอก มา ได้รับประกาศนียบัตรรับรองว่าสอบผ่านแล้ว หรือว่าท่านใดเคยไปปฏิบัติธรรมที่วัด ได้รับวุฒิบัตรผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว หรือว่าท่านใดเคยทำบุญแล้วมีอนุโมทนาบัตร

ถ้ามีเครื่องยืนยันทั้งหลายเหล่านี้ ถึงเวลาเกณฑ์พิจารณาเรื่องคะแนนคุณธรรมของสถาบันอุดมศึกษา ที่ยึดคะแนนคุณธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการรับเด็กเข้า ก็จะได้เปรียบว่าคนอื่นเขา เพราะยืนยันได้ว่าตัวเองไปทำความดีมาจริง ๆ พยายามศึกษาพระพุทธศาสนาจริง ๆ เป็นต้น

ถ้าหากว่าเราจะเตรียมการให้ลูกหลานก็ควรจะพาเขาเข้าวัด แบบยายหนูเมื่อเช้านี้ บอกว่าพอหนูมีความสุขแล้วหนูไม่ได้เข้าวัดเป็นปีเลย ไม่เหมือนตอนทุกข์ นั่งสวดมนต์ไปร้องไห้ไปก็ยังเอา"

เถรี
23-02-2012, 11:13
พระอาจารย์กล่าวว่า "สมัยนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้บรรดาสัตว์เลี้ยงไม่ได้ผสมพันธุ์กันตามฤดูกาล แต่จะผสมพันธุ์กันทั้งปี พวกปลาช่อนไข่ ปลาดุกไข่ที่เราซื้อปล่อยกันนี่เป็นปลาเลี้ยงแน่นอน ถ้าไม่ยอมไข่เขาก็จับฉีดฮอร์โมนบังคับให้ไข่

แบบเดียวกับสมัยเด็ก ๆ พวกไม้ผลในสวน ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน มะม่วง ถ้าไม่ออกลูกเขาให้เอามีดไปฟัน ฟันหลาย ๆ แผล แผลใหญ่ ๆ เลย แล้วต้นไม้ต้นนั้นจะรีบออกลูก เพราะว่าพวกต้นไม้หรือสัตว์ ถ้าเขารู้ตัวว่าจะตาย จะต้องหาทางทิ้งพืชพันธุ์เอาไว้ก่อน เท่ากับบังคับให้ออกดอกออกผล

แบบเดียวกับกุ้งกุลาดำ บ้านเรามีเทคนิคการเพาะเพื่อที่จะให้ออกลูกได้ แต่ไต้หวันทำไม่ได้ ต้องรับซื้อแม่กุ้งจากเมืองไทย จึงมีการขโมยแม่กุ้งไป ตัวหนึ่งซื้อกันเป็นหมื่น เขาจะเอาไปช็อกด้วยน้ำเย็นให้สลบ แล้วก็ใส่ถุงอัดออกซิเจนส่งไป

เทคนิคการทำให้กุ้งไข่ของไทย ก็คือ เอาคีมบีบตาทิ้งไปข้างหนึ่ง พอตาบอดไปข้างหนึ่ง กุ้งรู้ว่าใกล้ตายแล้วก็รีบผลิตไข่ เทคนิคนี้น่ากลัวมาก คนทำจะโดนกรรมสนองคืนแน่นอน..!

ส่วนคนที่คิดเทคนิคการผสมพันธุ์กบนอกฤดูได้ ต้องบอกว่าบังเอิญมาก คือพอดีวันนั้นอากาศร้อนจัด เขาจึงเอาสังกะสีไปปิดปากบ่อไว้ แล้วเปิดน้ำฉีดใส่สังกะสีจะได้เย็น ปรากฏว่าเสียงน้ำที่ฉีดใส่สังกะสีกราว ๆ ทำให้กบคิดว่าฝนตก ก็เลยร้องรับแล้วก็ผสมพันธุ์กันใหญ่ ตั้งแต่นั้นมากบเลยเจอน้ำฉีดใส่สังกะสีอยู่เรื่อย

เด็กบ้านนอกสมัยก่อน พอหน้าแล้งอยากกินกบ ก็ไปเอาใบตาลแห้งคนละ ๒ ทาง แล้ววิ่งแข่งกันลากตามนาแล้ง ๆ แตกระแหงนั่นแหละ พวกกบ พวกปลา พวกหอยจะซุกกันอยู่ข้างใต้ เด็กที่วิ่งแล้วก็ลากใบตาลแห้งไป เสียงฝีเท้าตึง ๆ เหมือนฟ้าร้อง เสียงใบตาลแห้งลากพื้นจะซ่า ๆ เหมือนฝนตก กบก็ร้องอ๊บ ๆ พอเด็กได้ยินเสียงกบก็ตามหาตัว ขุดเอาได้ง่าย ๆ

พวกบรรดาแม่ครัวในรั้วในวังสมัยก่อน เวลาจะยำกบใส่มะดัน ถ้าหากบไม่ได้จริง ๆ ก็เอาแก้มปลาช่อนแทน ซื้อแต่หัวปลาช่อน นำมานึ่งเสร็จแล้วก็แกะเอาเนื้อตรงแก้ม แล้วก็มาบี้ ก็ไม่รู้แล้วว่าเป็นแก้มปลา เพราะรสชาติจะเหมือนกับเนื้อกบ"

เถรี
23-02-2012, 11:22
พระอาจารย์เล่าว่า "โรงเรียนบ้านป่าไม้สะพานลาวจะไปจัดอบรมเยาวชนที่วัดท่าขนุน ในวันวาเลนไทน์ คือ วันที่ ๑๔ - ๑๕ กุมภาพันธ์นี้ เขาโทรมาสอบถามว่าตอนเย็นจะเปิดโรงครัวทำอาหารให้เด็กได้ไหม ? อาตมาบอกว่าได้ แต่อย่าทำเอามาถวายพระแล้วกัน..!

ระยะหลังการอบรมเด็กมีแทบทุกเดือน เหมือนกับว่าเป็นกิจกรรมภาคบังคับ โรงเรียนต่าง ๆ หมุนเวียนกันไป โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีงบน้อย พอโดนบังคับให้จัดกิจกรรมก็อิงวัดเป็นหลัก สมัยก่อนโรงเรียนบ้านป่าไม้สะพานลาวจะมีเด็กต่างด้าวร้อยละ ๓๐ เด็กที่จะได้งบประมาณเลี้ยงอาหารกลางวันจากกระทรวงต้องเป็นเด็กไทยที่มีทะเบียน คราวนี้จะให้เด็ก ๗๐ คนนั่งกิน แล้วเด็กอีก ๓๐ คนที่เป็นต่างด้าวนั่งกลืนน้ำลายก็ไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องวิ่งมาวัด มีข้าวสารอาหารแห้งหรือเงินทองก็ต้องให้เขาไป

มีอยู่ครั้งหนึ่งนำญาติโยมจัดผ้าป่าให้เขาเพื่อเป็นทุนอาหารกลางวันเด็ก ได้เงินไปสี่แสนกว่าบาท ไม่ทราบเหมือนกันว่าถึงมือเด็กเท่าไร แต่อาตมาทำแบบโปร่งใส ไปทอดที่โรงเรียนเลย นับเงินเสร็จก็ให้เจ้าภาพมอบให้กับทางโรงเรียนโดยตรง ทำงานลักษณะนี้ดีตรงที่ว่าเราสบายใจ เขาเองก็ไม่ต้องมาระแวงว่าเงินจะตกหายกลางทางหรือเปล่า หลังจากนั้นไปอาตมาก็ไม่ตามไปดูแล้ว ว่าเขาเอาเงินไปทำอย่างไร เพราะว่าให้เขาไปแล้วก็จบแค่นั้น"

ถาม : น่าจะมีโครงการปลูกผักเป็นอาหารกลางวัน
ตอบ : มี...แต่ไม่พอ โดยเฉพาะบางโรงเรียน อาตมาไปเริ่มโครงการไว้ เช่น ให้นักเรียนบ้านไกลได้พักหอพัก อาตมาเองก็ไปสร้างหอพักให้ ไม่ได้ดีอะไรหรอก เป็นแบบมุงแฝกมุงจากนี่แหละ

ปัจจุบันนี้โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ถึงเวลาก็จะนิมนต์พระไปบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง มีวงเล็บว่า "บิณฑบาตเสร็จโปรดยกให้ทางโรงเรียนด้วย" ถ้ามีการคัดตัวนักกีฬาหรือว่านักเรียนที่ซ้อมวงโยธวาทิตก็มักจะมาขออาหารแห้งที่วัดเป็นระยะ ๆ ขาดอะไรวิ่งเข้าวัดไว้ก่อน

เถรี
23-02-2012, 11:30
อย่างบ้านปิล็อกคี่ “คี่” เป็นภาษากะเหรี่ยงแปลว่า “สุด” คือสุดเขตประเทศไทยแล้ว เด็ก ๆ ที่นั่นจะเป็นคริสต์เสียส่วนใหญ่ เพราะว่าศาสนาคริสต์มีนโยบายป่าล้อมเมือง เขาจะไปตีโอบจากข้างนอกเข้ามา เข้าไปตามหมู่บ้านชาวเขา หมู่บ้านชายแดน บ้านไหนที่เข้ารีตเป็นศาสนิกของเขา เขาก็จะระดมความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ไปให้ เสร็จแล้วก็อ้างว่าเป็นเพราะว่านับถือพระเจ้าของเขา ถึงได้เจริญรุ่งเรืองกว่าครอบครัวอื่น ก็เลยทำให้เปลี่ยนไปนับถือคริสต์กันเยอะมาก

อาตมาไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก ไปให้ทุนการศึกษาเด็ก แต่พวกนี้ดีมาก จะคริสต์จะพุทธถ้าไปให้เขาเอาทั้งนั้นแหละ เสียอย่างเดียวตอนที่มอบทุนการศึกษาให้ เด็กยื่นมือมาขอจับมือพระเพื่อ "เช็กแฮนด์" อาตมาก็เลยเขกกบาลให้ บอกว่า “มึงอยู่ประเทศไทยนะ..ควรจะรู้ว่าเวลาเจอพระแล้วต้องทำอย่างไร”

ในช่วงเข้าพรรษาจะมีพระไปจำพรรษาที่นั่น ด้วยกันหลายรูป แต่เนื่องจากว่าเขาเป็นคริสต์กันเกือบหมดหมู่บ้าน เขาก็ไม่ใส่บาตร เวลาพระออกบิณฑบาตจึงไม่พอฉัน ถึงเวลาบรรดาอุบาสกอุบาสิกาหรือโยมวัดก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือฆ้องถือกลองมาเดินขบวนแห่อยู่ในตลาด ขอบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ได้ไปคนละนิดละหน่อย

พออาตมารู้เข้าก็รำคาญ เดินกันเป็นวัน ๆ ได้ไปหน่อยเดียว บอกกับพวกเขาว่า "ไม่ต้องเดินหรอก ทีหลังให้ไปเอาที่วัดท่าขนุน ต้องการอะไรไปขนเอาได้เลย" เวลาให้ทีก็เป็นกระสอบ หมดเมื่อไรค่อยมาเอาใหม่ แต่คราวนี้รู้สึกเขามีความสุขที่ได้ทำอย่างนั้น เขาบอกว่า ขอเดินก่อนแล้วค่อยเข้ามาเอาที่วัด พูดง่าย ๆ ว่า ของวัดเป็นของตาย อย่างไรก็ได้แน่นอน เขาเดินขอบริจาคก่อน จะได้มากได้น้อยก็ขอให้ได้เดิน

เรื่องนี้พอพูดไปก็โยงไปถึงเมื่อวานที่บอกว่า ทางด้านธรรมยุติเขามีการเกื้อกูลกัน มหานิกายเราจริง ๆ ก็มี แต่อยู่ในวงเล็กมาก ธรรมยุติท่านถึงกันหมด อาจจะเป็นเพราะว่าเขามีจำนวนน้อยกว่าเรา ทั่วประเทศมีประมาณสามพันวัด ส่วนมหานิกายทั่วประเทศมีสามหมื่นกว่าวัด ก็เลยกลายเป็นว่ามหานิกายของเรามีการเกื้อกูลกันแค่เฉพาะในวง แต่ว่าอาตมาก็พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้

เถรี
23-02-2012, 16:28
พระอาจารย์กล่าวว่า "เดี๋ยวนี้เขามีเทคนิคใหม่อย่างหนึ่ง เรียกว่า อิเล็กโตรฟอร์มมิ่ง (Electroforming Technique) เป็นการขึ้นรูปทองคำด้วยไฟฟ้า ถ้าหากว่ามีต้นแบบ ก็ใช้ไฟฟ้าเป็นตัวเหนี่ยวนำ ดึงเอาโมเลกุลของทองคำมาฉาบไว้ องค์พระจะมีน้ำหนักเบา แต่ทองก็ยังเป็นทอง ถึงน้ำหนักจะน้อยแต่ก็ยังแพงอยู่ดี

เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ งานศิลป์มีวิธีการให้เลือกมากขึ้น สำคัญที่ตรงความประณีต อาตมากำลังรอพระนาคปรกรุ่น ๒ คราวนี้เป็นนาคไทย ๙ เศียร เห็นว่าเดือนหน้าจะได้แบบขี้ผึ้งมาดู คุณปรัชญ์เริ่มมีเวลาว่างทำให้แล้ว

อาตมากำชับเอาไว้ว่าให้เสร็จทันวิสาขบูชา เพราะว่าเป็นการฉลอง ๒,๖๐๐ ปี พุทธชยันตี แม้เขากำหนดว่าทั้งปี แต่ก็อยากให้ทันวิสาขบูชา พอวิสาขบูชาแล้วก็รอเข้าพิธีเสาร์ ๕ เลย"

เถรี
23-02-2012, 16:34
ถาม : ขอปรึกษาเรื่องฤกษ์ที่จะขึ้นบ้านใหม่ครับ ?
ตอบ : เอาตามฤกษ์พรหมประสิทธิ์นั่นแหละ เลือกให้ตรงกับวันศุกร์ ข้างขึ้น เดือนคู่ เว้นเดือน ๘ ข้างแรมกับเดือน ๑๐ ตามเดือนไทยนะ..ไม่ใช่เดือนฝรั่ง

เถรี
24-02-2012, 08:11
พระอาจารย์เล่าว่า "มีครอบครัวหนึ่งที่สงขลา ลูกเกิดมาแล้วมีอาการคล้าย ๆ กับเป็นโปลีโอปนกับอัมพาต ต้องนอนแผ่อยู่กับที่ ให้พ่อแม่ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวไปเรื่อย เลี้ยงมาอย่างนั้นตั้ง ๑๗ ปี

พอเวลาอาตมาลงไปสงขลา เขาก็จะนิมนต์ไปบ้านให้ลูกเขาได้ทำบุญ ลูกเขาจะอยู่ในลักษณะที่ฟังรู้เรื่อง แต่สื่อกับคนอื่นไม่ได้ การแสดงออกซึ่งความดีใจของเขาเหมือนอย่างกับชักกระตุกไปทั้งตัว พอเห็นพระก็จะมีอาการอย่างนั้น

เขาก็รักลูกของเขา..เลี้ยงมาอย่างนั้น ๑๗ ปีด้วยกัน"

เถรี
24-02-2012, 08:20
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ต้องบอกว่ามีบุญมีกรรมเนื่องกันมาด้วย ไม่อย่างนั้นคนตั้งเยอะตั้งแยะทำไมไปชี้เอาคนนั้น แบบเดียวกับไปซื้อลูกหมา พอมองเห็น..ใช่เลยตัวนี้แหละ แบบนั้นเลย

เรื่องหมาต้องยอมรับในความแสนรู้ของเขา เขามีฤทธิ์โดยกรรมวิบาก บางตัวก็รู้เกินเหตุ มีอยู่ครั้งหนึ่งแวะสถานีบริการน้ำมัน แล้วก็เข้าห้องน้ำ เดินอ้อมตัวอาคารจะไปเข้าห้องน้ำข้างหลัง มีหมาเดินสวนมา พอเจอกับหมา ความคิดของเขาออกมาชัด ๆ เลยว่า "นั่นแน่..เราได้กินแน่" แล้วหมาก็กระดิกหางวิ่งเข้ามาเลย อาตมาก็ "เฮ้อ..ตั้งความหวังกับเราขนาดนี้ ก็ต้องให้แหละ" จึงไปซื้อขนมให้หมากิน

คนขายเขาบอกว่า “อาจารย์อย่าไปตามใจมันนัก ไอ้นี่เจอใครก็ขอเขาหมด” แต่คราวนี้ความคิดเขาออกมาชัดเลยว่าได้กินแน่ แล้วก็วิ่งเข้ามา เขาดูออกว่าคนประเภทนี้ถึงจะได้กิน ถือว่าเก่งจริง ครั้งนั้นยังทึ่งเลยว่าความคิดเขาชัดขนาดนั้น แสดงว่าเขารู้จริง ๆ

ไม่รู้ว่าหมาที่อายุยืนที่สุดมีอายุสักเท่าไร ที่บ้านอาตมามีหมาอยู่ตัวหนึ่ง เขาตายตอนอาตมาอายุ ๑๔ ปี โดนรถชนตาย ไม่ใช่แก่ตาย ก่อนตายเขายังปกติทุกอย่างเลย ยังนำฝูงได้ทุกวัน ด้วยความที่ต่างจังหวัดสมัยก่อนรถรามีน้อย หมาจึงไม่รู้จักรถ ข้ามถนนไม่ได้ระวังรถชนเลย แต่ขนาดรถชนแล้วก็ยังตะกายกลับมาตายที่บ้าน

เถรี
24-02-2012, 08:36
พระอาจารย์กล่าวว่า "สมัยที่อาตมารบกับพวกเรือหาปลาหน้าวัดท่าซุง ช่วงแรก ๆ เขาก็ลงตาข่าย ตาข่ายผืนหนึ่งกว้าง ๒ เมตร ยาว ๑๒๐ เมตร เขาขึงตาข่ายเป็นรูปตัว z ขวางคลองเลย คนละ ๓ ชุด แล้วปลาจะเหลือไหมแบบนั้น ?

พอเขาเห็นว่าเราจับได้ไล่ทัน เห็นว่าเอาจริงแน่ เขาก็เปลี่ยนไปลงเบ็ดราวแทน ถ้าเขาลงเบ็ดราวตรงฝั่งเราเลย เราก็จะเห็น เขาจึงไปลงตรงข้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา ปักหลักแล้วผูกเบ็ด พายเรือข้ามไปฝั่งเขา แล้วก็โรยเบ็ดไล่ไปเรื่อยจนกระทั่งไปถึงหน้าวัดยาง แล้วเขาก็พายข้ามมาฝั่งนี้ พอดึงสายตึงก็จะอยู่ในเขตวัดพอดีเลย

พอเราจับได้ไล่ทันอีกเขาก็เปลี่ยนวิธีใหม่ ใช้วิธีเอาแต่เบ็ดตัวเดียวพร้อมกับเหยื่อ แล้วก็ผูกไว้กับกอสวะ จะมีเศษพลาสติกผูกไว้หน่อยให้เป็นเครื่องหมายว่าอยู่ตรงนี้ เราจะไปเห็นก็ตอนที่กอสวะโดนปลาดึงยวบ ๆ เพราะปลาติดเบ็ดแล้ว

พอจับได้ไล่ทัน เก็บขึ้นมาหมด เขาก็เปลี่ยนวิธีใหม่อีก เอาขวดน้ำผูกเบ็ดพร้อมกับเหยื่อ แล้วปล่อยลอยผ่านหน้าวัด พอปลากินติดเบ็ดก็ลอยไปเรื่อย เขาจึงพายเรือตามไปเก็บปลา เพราะปลาไปไหนไม่ได้ ติดขวดน้ำรั้งอยู่ เล่นไล่จับกันอย่างนี้แหละ กว่าเราจะรู้เท่าทันแต่ละครั้งเขาก็ได้ไปเยอะแล้ว"

เถรี
24-02-2012, 08:44
"พอมาระยะหลังเขาจะมาหาปลาตอนพระออกบิณฑบาต มีเส้นมีสายดูด้วยนะ พอพระเดินเลยคลองยางเมื่อไรเขาก็เริ่มลงมือเลย เขาจะวิ่งเรือเข้ามาถึง วางข่ายลอยซึ่งเป็นข่ายที่มีลูกทุ่นลอยอยู่ด้วย พอวางลงเขาก็เก็บขึ้นเลย

วันนั้นอาตมากระซิบบอกเจ้าวิม ซึ่งเป็นคนขับรถของหลวงพ่อท่านว่า “มึงเอาเรือไปซ่อนไว้ในคลองที” เขาถามว่า “แล้วหลวงพี่จะมาทางด้านไหน ?” อาตมาบอกว่า “เดี๋ยวกูจะเดินลงข้างคลองไป” อาตมาเองก็เดินบิณฑบาต เดิน ๆ ไปพอข้ามคลองยาง รีบส่งบาตรให้รุ่นน้อง บอกว่า "คุณไปต่อ ผมมีงาน.." แล้วก็เดินกลับไป พอเรือพุ่งปราดออกไป เขาลงข่ายพอดีเลย คราวนี้เก็บไม่ทันสิเพราะเป็นข่ายลอย อาตมาก็สาวขึ้นมาแทน ไม่น่าเชื่อว่าแค่ ๕ นาทีได้ปลาเป็นลำเรือเลย หน้าวัดมีปลาเยอะขนาดนั้น

หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนแผนใหม่ พอได้ยินเสียงตีกลองเพลก็ลงข่าย เพราะรู้ว่าพระฉันเพลอยู่ ทั้งวัดฉันพร้อมกัน พวกนี้เขารู้วัตรปฏิบัติของพระ จะสร้างบุญสร้างกุศลตอนไหนเขารู้หมด แต่เขาสร้างบาปอย่างเดียวเลย..! อาตมาก็ไม่ฟังเสียง พอได้ยินรีบวางช้อน บอกพระผู้ใหญ่ว่า “ขอเวลาผมเดี๋ยวหนึ่ง ได้ยินอะไรไม่ต้องตกใจ”

แล้วรีบเผ่นขึ้นไปชั้นบนของตึกรับแขก บอกทหารว่า “ยืมปืนกูหน่อย..!” ยิงกราดทีเดียวหมดแม็กเลย พวกนั้นเผ่นกันอุตลุต อาตมายิงขู่เขา แต่ยิงขู่นี่ต้องยิงเป็นนะ ถ้าใช้อาวุธไม่เป็นจะตายเอาจริง ๆ คราวนี้อาตมาฝึกการยิงมาครึ่งชีวิต วิชาฆ่าคนจึงไม่ยากสำหรับอาตมา กราดไปอย่างกับฝนตกรอบเรือเลย พวกนั้นกระชากเครื่องเผ่นกันแทบไม่ทัน พอโดนเข้าแบบนี้เขาถึงจะยอมกลัว"

เถรี
24-02-2012, 08:58
"หลังจากนั้นเปลี่ยนแผนใหม่อีก ใช้เรือเครื่องวิ่งตีคู่กันมา แต่ละลำจะลากเรือพายอีกลำหนึ่ง วิ่งผ่านหน้าวัดตอนกลางคืน กว่าจะรู้ว่าเขาเอาอวนผูกท้ายเรือพายก็โดนเขากวาดปลาไปเยอะแล้ว ถ้าเขาเอาอวนผูกท้ายเรือเครื่อง หางเรือจะไปพันอวน เขาเลยต้องเอาเชือกโยงเรือพายอีกลำหนึ่ง แล้วก็เอาอวนลงต่อจากเรือพาย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาตมาประกาศทั้งทางโทรโข่งและติดป้ายประกาศ "เรือเครื่องทุกลำกลางคืนห้ามวิ่ง ใครวิ่งยิงหมด..!" พระในวัดโดยเฉพาะรุ่นพี่ ๆ เขาก็สนุก “ทำไมไม่เอาอาร์พีจีมาวะ ? บึ้มให้มันกระจายทั้งลำเลย..!” อาตมาบอกไปว่า “แล้วคนก็ตายห่_ไปด้วย”

ที่ขำ ๆ ก็คือ พวกปลาเขารู้จริง ว่าเรารักและปกป้องพวกเขา พออาตมาพายเรือลงไป พวกปลากระสูบตัวยาวเป็นเมตร เกิดอาการตื่นเต้นเหมือนอย่างกับสนุกด้วย มาว่ายข้างเรือแล้วก็พุ่งขึ้นจนน้ำกระจาย กระทั่งพวกทหารตำรวจเขาบอกว่า “พวกปลารู้ขนาดนี้เลยหรือ ?”อาตมาบอกว่า “เขารู้ว่าใครมาช่วย”

บางทีพอปลาติดเบ็ดราว อาตมาก็ลงไปนั่งขัดสมาธิอยู่หัวเรือ แล้วลากขึ้นมาพาดตัก ตัวยาวล้นตักเลย แล้วค่อย ๆ แกะเบ็ดให้ กลัวปลาจะเจ็บ ปลาก็ร้องอุ๊ด ๆ ๆ เพิ่งจะรู้ว่าปลาร้องดังมากเลย อาตมาก็ตบ ๆ ตัวปลา “เฮ้ย..แหกปากร้องไปได้ พยายามทำเบา ๆ แล้ว” พอแกะเบ็ดเสร็จปลาก็พลิกตูมลงน้ำไป

ตอนช่วงแรก ๆ พอได้พวกเครื่องมือหาปลามา ตำรวจวัดเขามักจะมาอ้างว่าเป็นของกลาง แต่ได้ไปแล้วไม่ได้เอาไปโรงพัก เอาไปคืนเขา พอตอนหลังได้เครื่องมือหาปลามาแล้ว อาตมาจึงเผาทิ้งหมด เผาไปเผามา ๒ - ๓ ครั้ง หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า “เฮ้ย..เก็บไว้หน่อย ถ้าไม่มีหลักฐานเดี๋ยวเขากล่าวหาว่าแกรังแกเขาฝ่ายเดียว เก็บเอาไว้ เดี๋ยวข้าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ให้” ก็เลยมีพิพิธภัณฑ์เครื่องมือจับปลาที่ข้างใต้มณฑปท้าวมหาราช"

เถรี
24-02-2012, 09:16
"ช่วงนั้นมีปัญหากับชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็ยิงเอาบ้าง แจ้งความที่โรงพักบ้าง สารพัดคดี ข่มขู่พระที่บิณฑบาตบ้าง คราวนี้พอมีกิจนิมนต์ รุ่นพี่คือหลวงพี่ละออง ท่านจะบิณฑบาตบนเกาะหน้าวัดประจำ พอมีกิจนิมนต์ท่านบอกว่า “เล็ก..ผมไม่กล้าไปว่ะ” เลยบอกว่า “ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวผมไปแทนเอง” ว่าแล้วอาตมาก็เปลี่ยนตัวไป

พอไปถึงก็ขึ้นบ้านก็ไปนั่งรอบนอาสน์สงฆ์ พอขาใหญ่หาปลาหน้าวัดเดินขึ้นบันไดมาถึง "อ้าว.!" ถอยหลังเกือบตกบันได ไม่นึกว่าอาตมาจะกล้าไป แหม..เขานิมนต์ก็ต้องไปสิ"

ถาม : ตอนแกะเบ็ดออกจากตัวปลายากไหมคะ ?
ตอบ : อยู่ที่ว่าปลาตัวใหญ่หรือตัวเล็ก ปลาตัวใหญ่เบ็ดกินลึกจะปลดยาก เพราะว่าถ้าเราดึงแรง เงี่ยงเบ็ดจะทำให้เป็นแผล ต้องพยายามจะปลดช้านิดหนึ่ง แต่ว่าปลาคงเป็นประเภทพ้นน้ำนาน เขาก็บ่นใหญ่ แต่ละคืนอาตมาเปียกมะลอกมะแลกทุกคืน

เทวดาท่านก็สนับสนุนดีเหลือเกิน พอเวลาอาตมาลงเรือหมาก็หอนส่ง พอขึ้นจากเรือหมาก็หอนรับ บอกชัด ๆ เลยว่าท่านไปด้วย ที่รู้ก็เพราะว่าบางที่เขาวางเครื่องมือจับปลาไว้ ดูเหมือนไม่มีทางที่จะวางได้แต่เขาก็วาง แล้วอาตมาก็บังเอิญต้องเข้าไปเจอทุกครั้ง เหมือนอย่างกับท่านพาไปอย่างนั้น บางที่น้ำลึกประมาณศอกเดียวก็วางเบ็ดราว

บางทีเขาก็ประกาศมาก่อนเลย “งานวัดครั้งนี้ กูจะเอาให้หมดหน้าวัด” เขาเอาจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้เอาปลาหน้าวัด เขาเอาปลาข้างวัด อาตมาเข้าไปถึงเห็นเบ็ดราวยาวตลอดคลองเลย

เถรี
24-02-2012, 10:44
มีแม่พาเด็กคนหนึ่งมาทำบุญ พระอาจารย์จึงบอกว่า "คนนี้แหละ ตัวอย่างของชื่อที่มีอิทธิพลต่อชีวิต ตอนเด็กเข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นเลย พ่อแม่เขาพามาถามว่าเป็นอะไร ? อาตมาจึงบอกให้ไปเปลี่ยนชื่อเล่นเสีย พอเปลี่ยนก็หายเลย ร้อยวันพันปีจะมีสักคนหนึ่งที่ชื่อมีอิทธิพลต่อชีวิต ไม่ใช่ชื่อจริงด้วย เปลี่ยนแค่ชื่อเล่นก็หายดีเป็นปกติ"

ถาม : ชื่ออะไรคะ ?
ตอบ : เขาตั้งชื่อเป็นเด็กฝรั่ง บางที "แม่ซื้อ" ไม่ชอบใจ เด็กรุ่นใหม่ ๆ นี่เขาไม่มีแม่ซื้อแล้วกระมัง ?

หมอทรัพย์ สวนพลู เวลาเขียนเรื่องผี ๆ จะใช้นามปากกาว่าหลวงเมือง แกเล่าให้ฟังเรื่องแม่ซื้อนี่แหละ ตอนนั้นแม่อยู่คนเดียว ไกวเปลลูกไปเรื่อย พอใกล้เที่ยงแล้วก็หิวข้าว แต่ถ้าปล่อยไว้เดี๋ยวลูกจะตื่น ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้ยินเขาบอกว่ามีแม่ซื้อ ก็เลยเงยหน้ามองฟ้ามองดิน ร้องบอกว่า “ฝากลูกด้วยนะ จะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอยหน่อย” แล้วแกก็ออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยว

ตอนกลับเดินถือถุงก๋วยเตี๋ยวมา เจอผู้หญิงผมยาวกำลังแกว่งเปลอยู่ แกตกใจถุงก๋วยเตี๋ยวตกแตกเลย ผู้หญิงผมยาวพอได้ยินเสียงถุงก๋วยเตี๋ยวตกก็เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “อ้อ..กลับมาแล้วหรือ ? อย่างนั้นฉันไปล่ะ” ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นเพดานหายไปต่อหน้าต่อตา เล่นกันอย่างนี้เลย มาให้เห็นกันกลางวันแสก ๆ

ส่วนคนเป็นแม่ก็วิ่งไปอยู่หน้าบ้าน ยืนสั่นอยู่ตั้งนาน พอนึกขึ้นได้ว่าลูกยังอยู่ในบ้านก็วิ่งกลับเข้ามาอุ้มลูก คราวนี้จึงคิดได้ว่า ถ้าตอนแรกอุ้มลูกไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยก็หมดเรื่องไปแล้ว

จริง ๆ แม่ซื้อก็เป็นเทวดาประจำตัวนั่นแหละ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมาก่อน มีความรักความเมตตาต่อเรา จะเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง พอท่านตายแล้วไปอยู่ข้างบน เห็นแล้วยังจำได้ก็มาตามดูแลเรา

เถรี
24-02-2012, 15:50
โยมนี้ก็อีกท่านหนึ่ง ชื่อณพล แปลว่า ไม่มีแรง ส่วนณเดช แปลว่า ไม่มีอำนาจ ไม่มีอำนาจกับไม่มีแรงก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี แต่ยังดีนะ ดีกว่าชื่อปราษณี ตั้งชื่อไพเราะเชียว แต่แปลว่าส้นเท้า

คำบางคำพอไปอยู่อีกภาษาหนึ่งแล้วน่ากลัว มีโยมนามสกุลฟักมี พอไปทำหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่เขาแนะนำว่าให้เปลี่ยนนามสกุลเถอะ โยมที่เขาชื่อชิตก็เหมือนกัน พอเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วออกเป็นคำด่าตรง ๆ เลย

ที่ขำที่สุดก็คือคริสตีน เป็นฝรั่งผู้หญิงไปขอปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดท่าขนุน ตอนแรกเขาขออยู่ ๑ วัน แล้วก็ขออยู่อีก ๒ วัน ขออีก ๕ วัน เพิ่มไปเรื่อย พอวันท้าย ๆ ดวงจะเฮง เขาพยายามกินอาหารไทยทุกอย่าง วันนั้นก็สงสัยว่าแกงนี้คืออะไร เจ้าไพศาลก็ตอบหน้าตายว่า "ฟัก" คริสตีนขอกลับวันนั้นเลย นึกว่าโดนด่า..!

รู้อยู่ว่าเจ้าไพศาลลูกศิษย์วัดเป็นคนประเภทหน้าตาย ยิ้มกับใครไม่เป็น แล้วไปตอบเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตอบไปแล้วดุเดือดขนาดไหน เล่นเอาฝรั่งปฏิบัติธรรมอยู่ดี ๆ เปิดแน่บไปเลย คงไปนั่งวิเคราะห์วิจัยกันยกใหญ่ว่า เราทำอะไรผิดถึงได้โดนด่า ไพศาลเป็นคนไม่ค่อยยิ้มแล้วก็พูดห้วน ๆ ด้วย อุตส่าห์ตอบคำถามให้กลายเป็นฝรั่งเปิดไปเลย

เถรี
24-02-2012, 16:07
ถาม : เวลาเราภาวนาก็ภาวนาไป ที่ฟุ้งก็ฟุ้งไป ควรทำอย่างไร ?
ตอบ : การแยกจิตเป็นหลายส่วนถ้าไม่ชำนาญจะคุมยาก แล้วจะมีผลเสียตรงที่ว่าภาวนาไปด้วยฟุ้งซ่านไปด้วย วิธีแก้ก็ต้องดึงความรู้สึกทั้งหมดมาอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกเฉพาะหน้า คือรวมจิตให้เป็นหนึ่งเดียวใหม่ ไม่อย่างนั้นก็จะฟุ้งไปภาวนาไป ในส่วนของกุศลก็ได้ ในส่วนของอกุศลก็ได้ ก็เลยไม่รู้ว่าไปทำแล้วจะขาดทุนหรือเปล่า ?

เถรี
24-02-2012, 16:34
ถาม : ร้านคอมพิวเตอร์เขาลงโปรแกรมเถื่อนมาให้ค่ะ กลัวผิดศีลข้อสอง
ตอบ : แล้วเราได้ขโมยเขามาไหมเล่า ?

ถาม : เปล่าค่ะ
ตอบ : แล้วตอนที่เอาคอมพิวเตอร์ไปให้ร้าน เราระบุหรือเปล่าว่าเอาโปรแกรมเถื่อน ?

ถาม : เปล่าค่ะ
ตอบ : ถ้าไม่ได้ระบุ เขาลงอะไรมาให้ก็ใช้ไปสิ

ถาม : แล้วอย่างหนังแผ่นเถื่อนล่ะคะ ?
ตอบ : นั่นละเมิดลิขสิทธิ์ชัด ๆ เลย

ถาม : เรายืมเขาดูค่ะ
ตอบ : ยืมดูไม่เป็นไร แต่อย่ายืมบ่อย เดี๋ยวพาให้เพื่อนเขาละเมิดบ่อย

เถรี
24-02-2012, 17:01
ถาม : ช่วงนี้เพื่อนขับรถแล้วประสบอุบัติเหตุบ่อยค่ะ จะมีนิมิตทำให้เขาเกิดอุบัติเหตุ เช่น เห็นผู้หญิงมาเดินกลางถนนบ้าง
ตอบ : บอกเขาว่าให้ภาวนา ขอบารมีพระสงเคราะห์ทุกวันก่อนออกรถ ถ้าหากมีเวลาก็ว่าอิติปิโสฯ ๓ จบไปเลย ถ้าหากไม่มีเวลาก็ใช้คาถาบารมี ๓๐ ทัศก็ได้

ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ จะได้ป้องกันเรื่องพวกนี้ได้ อันนี้ต้องมีกรรมเก่าเนื่องกันมาด้วยจ้ะ ถ้าไม่มีกรรมเก่าเนื่องกันมาเขาก็ทำอะไรไม่ได้ หรือไม่ก็ให้เขาไปปล่อยปลา ปล่อยวัวปล่อยควายสะเดาะเคราะห์ไปเลย

เถรี
24-02-2012, 17:11
พระอาจารย์กล่าวว่า "จริง ๆ แล้วถ้าให้เด็กมีสัตว์เลี้ยงแล้วจะดีนะ เขาจะได้รู้วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น แต่ว่าต้องค่อย ๆ สอน บางคนไม่รู้หนักไม่รู้เบา เหมือนอย่างจ๊ะเอ๋สมัยก่อน อาตมาเลี้ยงอีเห็นไว้ จ๊ะเอ๋เขาวิ่งไล่ต้อนซ้ายต้อนขวา พักเดียวบีบคอห้อยร่องแร่งมาเลย ถ้าไม่รีบแย่งเอาไว้ก่อนก็ตายแน่นอน"

เถรี
25-02-2012, 08:24
คุณบัง (นที) ซึ่งเคยอยู่รับใช้หลวงพ่อฤๅษีมาก่อน มากราบพระอาจารย์ที่บ้านวิริยบารมี พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า "บังเมื่อครู่ที่มาเป็นอิสลามจริง ๆ นะ ช่วงแรก ๆ พี่อรรณนพ (ร.ต.ท. อรรณพ กอวัฒนา - ยศขณะนั้น) ส่งมารักษาความปลอดภัยให้หลวงพ่อ บังก็ยืนเฝ้าหน้าประตูโน้น เขาก็คงจะได้รับการสอนแบบของเขามาว่า การเข้าศาสนสถานของศาสนาอื่นจะลงนรก บังก็ได้แต่ยืดคอมองคนที่มาถวายสังฆทาน

วันหนึ่งก็แล้ว สองวันก็แล้ว คนเยอะขึ้น ๆ พอวันที่ ๓ บังเขานึกอย่างไรไม่รู้ กราบหลวงพ่อด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ค่อย ๆ เกิดความเลื่อมใสมาเรื่อย เพราะสิ่งที่หลวงพ่อบอกและสิ่งที่หลวงพ่อทำ เขาเห็นอยู่กับตาว่าเป็นจริงอย่างไร ตอนหลังจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธแบบไม่บอกทางบ้าน ถึงเวลาก็แขวนลูกแก้วหลวงพ่อ ทางบ้านก็ว่าไม่ได้เพราะไม่ใช่รูปพระ

ถามว่าบังเป็นคนเกเรไหม ? เป็นนะ..ที่เขามาบ่นเรื่องลูกให้ฟัง อาตมาถึงได้บอกว่าได้เลือดพ่อไปเยอะ แต่เขาเกเรแบบคนฉลาด เกเรอยู่ในกรอบ ไม่ไปนอกกรอบไกล อย่างไหนถ้าหลวงพ่อห้ามเขาเลิกเลย ถ้าหลวงพ่อไม่ห้ามเขาทำไปเรื่อยแหละ คนอื่นเห็นแล้วคิดว่าหวาดเสียวเกิน เขาไม่สนใจหรอก แต่ถ้าหลวงพ่อห้ามเขาจะหยุด"

ถาม : ลูกศิษย์หลวงพ่อที่เป็นอิสลามมาก่อนมีอีกบ้างไหมคะ ?
ตอบ : มีเยอะ..เจ้าแขก(นางสาววัลยาภรณ์ ปุณยัง) นั่นก็อิสลาม สมัยก่อนบวชอาตมาก็เพื่อนอิสลามเยอะแยะ ที่มีปัญหากันก็คือพวกรุ่นหลัง ๆ ที่ไปเรียนต่างประเทศแล้วก็โดนล้างสมองมา รุ่นก่อน ๆ เขาไม่เป็นแบบนั้นหรอก

เถรี
25-02-2012, 08:30
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : รักษาศีลได้ไหมจ๊ะ ? พอไหวไหม ? ถ้าได้เน้นในเรื่องความบริสุทธิ์ของศีล ศีลจะเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันได้ดีมาก ๆ ถ้าเราไม่ละเมิดศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุยงให้คนอื่นทำ ไม่ยินดีเมื่อคนทำ อานุภาพของศีลจะคุ้มครองเราได้

คราวนี้ก็เพิ่มความมั่นคงด้วยการทำสมาธิไปด้วย การทำสมาธิที่ดีที่สุดก็คือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ตื่นนอนมาก็ว่าสัก ๕ - ๑๐ นาที ก่อนนอนก็ว่าสัก ๕ - ๑๐ นาที พอกำลังใจมั่นคงก็อาราธนาบารมีพระ ถ้าหากว่าแขวนพระเครื่องก็นึกถึงพระเครื่องที่คอ ถ้าไม่ได้แขวนพระก็นึกถึงพระพุทธรูปสำคัญองค์ใดองค์หนึ่ง อย่างเช่น พระแก้วมรกต เป็นต้น ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์คุ้มครองเราให้ปลอดภัย ถ้าทำอย่างนี้ได้ทุกวันก็ปลอดภัยแน่ ๆ

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ที่ทำแล้วก็แล้วกัน ถ้ามีโอกาสก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป ถ้าไม่มีโอกาสก็ตั้งใจว่าสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาศีลหรือเจริญภาวนาเป็นบุญใหญ่อยู่แล้ว ให้ตั้งใจอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรบ่อย ๆ พวกนี้พอรับไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเขาก็ใจอ่อนอโหสิกรรมให้เอง การสะเดาะเคราะห์ที่ดีที่สุดต้องทำด้วยตัวเองจ้ะ

เถรี
25-02-2012, 08:33
มีพระรูปหนึ่งกำลังตรวจต้นฉบับหนังสือ พระอาจารย์กล่าวว่า "อย่าดูบ่อย ดูบ่อยแล้วจะตาลาย เพราะคิดว่าถูกแล้ว ถ้านาน ๆ ดูทีจะเห็นข้อผิดพลาด พวกตรวจต้นฉบับหนังสือเขาก็มักจะคิดว่าถูกแล้ว พอดูแล้วเขาจะมองผ่าน ประสบการณ์นี้เจอด้วยตัวเอง ตรวจเมื่อไรมักจะเจอที่ผิดทีหลัง

เพราะฉะนั้น..หนังสือราชการเขาถึงได้มี ผู้พิมพ์ ผู้ตรวจ ผู้ทาน ถ้ามีข้อผิดพลาดขึ้นมา ๓ คนนี้รับผิดชอบร่วมกัน คนหนึ่งพิมพ์ คนหนึ่งตรวจแก้ คนหนึ่งสอบทาน ถ้า ๓ คนแล้วยังผิดอีกก็เตรียมตัวรับเละได้เลย"

เถรี
25-02-2012, 08:45
"คำว่า กราย ใช้ ร.เรือ ควบกล้ำ แปลว่า ผ่าน ใกล้ กระทบ เช่น “กรายหัวข้าเฝ้าเข้ามา ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าธานี” คือเดินเฉียดหัวเข้ามาเลย อันนั้นคือมาตุลีเทพบุตรแปลงเป็นพลถือสารเข้าไปหาท้าวสามล

ในสารว่าองค์พระทรงเดช.............. มงกุฎเกศกษัตริย์เป็นใหญ่
ยกทัพมาประชิดติดเวียงชัย............มิใช่จะณรงค์สงคราม
ขอให้ท้าวสามลคนดี...................มาตีคลีพนันในสนาม
จะได้มีชื่อยศปรากฏนาม.................ให้ชีพราหมณ์ราชครูดูเป็นกลาง
แม้เราแพ้แก่ท่านในการเล่น..............จะยอมเป็นเมืองขึ้นไม่ขัดขวาง
เราชนะจะริบไม่ละวาง...................สาวสรรกำนัลนางเป็นของเรา
แม้วันนี้มิออกมาเล่นคลี..................จะเข้าตีกรุงไกรเอาไฟเผา
ท้าวสามลแม้รู้อย่าดูเบา................จะวอดวายตายเปล่าทั้งเวียงชัย

เรียกว่าทั้งปลอบทั้งขู่เลย แล้วไปตีคลีกับพระอินทร์ ใช่ว่าหน้าไหนจะชนะได้ เท่ากับว่าวางหมากให้อย่างไรก็ต้องออกไปเจอสังข์ทองจนได้ นั่นแหละมาตุลีเทพบุตร เดินเฉียดหัวบรรดาเสวกามาตย์ข้าราชบริพารเข้าไปเลย

จริง ๆ แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรานั้น ต้องบอกว่าเปิดกว้างมาตั้งแต่โบราณ ทั้งที่มีกฎมณเฑียรบาลบังคับอยู่ ยังเปิดกว้างทางวรรณคดี อย่างเรื่องสังข์ทองสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นตัวตลกไปเลย เพราะฉะนั้น..พวกที่จะมาแก้กฎหมายไม่ต้องมาแก้ให้เสียเวลาหรอก เขาระบายอารมณ์กันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว"

เถรี
25-02-2012, 08:48
ถาม : เรื่องคลีครับ ไม่ทราบว่านอกจากเรื่องสังข์ทองแล้วมีวรรณคดีเรื่องไหนอีกบ้างที่กล่าวถึงการตีคลี ?
ตอบ : น่าจะมีแต่เรื่องนี้ สมัยก่อนเขาเรียกตีคลี ปัจจุบันเป็นโปโล

ถาม : ตามประวัติศาสตร์เขาบอกว่ามีในอินเดียมาก่อน
ตอบ : เรารับวัฒนธรรมจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว วรรณคดีเก่าทั้งหมดที่อ่านมาไม่มีเรื่องไหนเอ่ยถึงคลีมาก่อน ยกเว้นสังข์ทอง

เถรี
25-02-2012, 11:50
พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ทางร้านสมชัยดนตรีไทยเขาช่วยเอากลองหลวงไปซ่อมให้ใบหนึ่ง ทำเสร็จแล้วจะเอาไปจัดเข้าพิพิธภัณฑ์ไว้ กลองใบนั้นน่าจะโตสัก ๒ คนโอบเศษ ๆ ไม้ใหญ่ขนาดนั้นเดี๋ยวนี้หายากแล้ว กลองใบนี้เหลือแต่โครงอยู่ หนังกลองผุเปื่อยหมด เหล็กรัดก็แทบจะไม่เหลือแล้ว ทางร้านสมชัยดนตรีไทยก็เลยเอาไปขึงให้ใหม่ เขามารายงานว่าเหลือแต่การทำสี

การขึงหนังกลองควรจะขึงหน้าฝน เพราะว่าหนังจะชื้นแล้วก็หย่อน ถ้าเราขึงตึง พอถึงหน้าหนาวก็จะตึงได้ที่พอดี แต่ถ้าเราไปขึงหน้าหนาว ต่อให้ตึงขนาดไหน ถึงเวลาหน้าฝนก็จะหย่อน"

เถรี
25-02-2012, 14:37
พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมากำลังรอจังหวะเอาผ้าไตรพระราชทานมาครอง ความจริงอาตมาเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเปลี่ยนของ โดยเฉพาะผ้าไตรชุดเก่า ๆ จะห่มสบายกว่าเพราะอยู่ตัวแล้ว แต่คราวนี้พระผู้ใหญ่ท่านเตือนมาว่า ของพระราชทานควรจะเอามาใช้งาน เพื่อที่จะได้อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยกำลังคิดว่าจะเอาชุดเก่ามาประมูลก่อนดีไหม ?

แต่คิดว่าคงต้องเลยงานฉลองไปแล้ว เพราะว่าตอนงานฉลองนี่สัญญาบัตร พัดยศ กับผ้าไตรต้องอยู่ครบ ถ้ามาอยู่กับตัวเราก็ดูไม่ดี ต้องอยู่บนพานเท่านั้น"

เถรี
25-02-2012, 14:44
พระอาจารย์เล่าว่า "สมัยที่ทหารติดตามพระเจ้าตากออกรบกัน ตอนช่วงนั้นพระเจ้าตากมีทหารคู่พระทัยอยู่ ๑๐ ท่านด้วยกัน ท่านทั้งหลายเหล่านี้รบไปรบมากลายเป็นพระยากันหมด มีพระยาศรีสิทธิสงคราม พระยาสามเมืองระย่อ พระยาพนอราชบาท พระยาไพรีพินาศ พระยาพิฆาตไพรี พระยาพิชัยสงคราม เป็นต้น

มีศึกอยู่ครั้งหนึ่งพม่ามาตี จึงยกทัพออกไปตั้งค่ายรับ ปรากฏว่าตั้งค่ายเสร็จม้าเร็วก็ยังไม่มาแจ้งว่ากองทัพพม่าอยู่ที่ไหน แปลว่ายังห่างจากพม่าอยู่ ท่านพระยาทั้งสิบก็ “เฮ้ย..ไปหาหวากกินกันหน่อย” อันนี้เป็นเรื่องนอกประวัติศาสตร์นะ ถือว่าเล่านิทานให้ฟัง

เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จัก "หวาก" จริง ๆ แล้วก็คือกระแช่หรือน้ำตาลเมานั่นแหละ ขาไปนั่งคานหามไปอย่างโก้เลย เพราะว่าพระยาจะมีคานหามประจำตำแหน่ง พอไปถึงบ้านที่มีหวากขายก็ไล่ทหารรับใช้กลับ ถามว่าทำไมถึงไล่กลับ ท่านบอกว่า “เมาเหมือนหมา..เดี๋ยวคนจะไม่เคารพ” ต้องไล่กลับก่อนแล้วค่อยเมา

พอกินกันหัวทิ่มหัวตำเรียบร้อยดีแล้วค่อยกลับค่าย ผลปรากฏว่ามาเอาค่ำแล้ว..ค่ายปิด กลางคืนค่ายปิดนี่อย่าไปเรียกให้เปิดนะ..หัวขาดเลย เพราะกลัวว่าข้าศึกจะปลอมตัวมาหลอกให้เปิดค่าย ท่านทั้งสิบก็ไปซุกนอนอยู่กับทหารยาม

เมาก็เมา ง่วงก็ง่วงเลยนอนเพลิน ฟ้าสว่างโร่ทัพพม่ายกโผล่มาชายทุ่งแล้ว คราวนี้ต้องตาลีตาเหลือกลุก อาวุธก็ไม่มี คว้าดาบพลทหารได้ก็วิ่งดาหน้าเข้าหากองทัพพม่า บอกพลทหารว่าให้รีบไปแจ้งพระเจ้าตากให้ยกทัพมาช่วย เป็นการรบที่พร้อมเพรียงมาก ๑๐ กองทัพออกพร้อมกันหมดเลย กำลังพล ๑๐ นาย ไม่มีลูกน้องแม้แต่คนเดียว..!"

เถรี
25-02-2012, 14:50
"ด้วยความที่นายทหารแข็งแรง กำลังดีกว่า ก็จะใช้อาวุธที่ทั้งหนาทั้งหนัก แต่นี่ไปคว้าอาวุธทหารยามมา ซึ่งเป็นอาวุธน้ำหนักเบากว่า บางกว่า พอไปปะทะกับแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามก็เป็นเรื่อง เพราะเอาอาวุธพลทหารไปปะทะกับอาวุธแม่ทัพ ครั้งนั้นพระยาพิชัยท่านถึงได้ฉายาว่า "ดาบหัก"

ความจริงไม่ใช่อันตรายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เป็นอันตรายเกิดขึ้นกับพระยาศรีสิทธิสงคราม ข้าศึกฟันจากข้างหลังเพราะว่าตะลุมบอนกัน พระยาพิชัยท่านสอดดาบเข้าไปรับแทน ดาบจึงหัก

ครั้งนั้นถ้าหากว่าพระเจ้าตากเปิดค่ายมาช่วยไม่ทันก็คงน่วม พอถล่มทัพพม่าเละเทะเรียบร้อยเสร็จสรรพ ยกทัพกลับค่าย สิบพระยาก้มหน้าดูดินกันหมดเลย พระเจ้าตากชี้หน้าบอกว่า “งานนี้ถ้าแพ้พม่า พวกมึงหัวขาดหมด..!” ยังโชคดีว่าสิบท่านยันพม่าอยู่ จนเปิดค่ายออกมาต่อสู้ได้ทัน ตอนนั้นพูดง่าย ๆ ว่าสู้กันถวายหัว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องยันให้หยุดให้ได้ สรุปว่าเรื่องนี้เป็นนิทาน อวสานแต่เพียงเท่านี้แล..!"

เถรี
26-02-2012, 09:50
"ตอนไปที่บ่อเหล็กน้ำพี้ จะมีบ่อพระแสง บ่อพระขรรค์ อาตมาไปหาดาบเผื่อได้ถูกใจตัวเอง จับดูทุกร้านแล้วไม่มีถูกใจเลย มีแต่เบาเกินไป จับไปก็บ่นไป จนกระทั่งท้ายสุดเจ้าของร้านหนึ่งบอกว่า “เดี๋ยวครับ..ผมเอาที่ทำพิเศษให้เลย” ว่าแล้วแกก็คว้าดาบมายาวเมตรครึ่ง อาตมาลองจับดูก็ยังเบาเกินไปอยู่ดี เลยถามว่านี่ถ้าสั่งตีจริง ๆ ทำให้หนากว่านี้ได้ไหม ? เขาบอกว่า “ได้ครับ..แต่ราคาต้องอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าเหล็กน้ำพี้ปัจจุบันเป็นของหายากมาก”

ถ้าจะเอาน้ำหนักที่อาตมาต้องการ คงตีแบบเดิมได้อีกหลายเล่มเลย ฉะนั้น..เมื่อหาทั้งหนาทั้งหนักขนาดนั้นไม่ได้ ก็เลยรีรอมาถึงทุกวันนี้ เพราะว่าถ้าอยู่ ๆ ไปสั่งเอาสันดาบหนา ๑ เซนติเมตร เขาคงช็อกตาค้าง

แต่อาตมาขำตอนที่บรรดาท่านพระยาพูดว่า “พวกเอ็งกลับกันได้แล้ว” ทหารเขาว่า “อ้าว..ทำไมละขอรับ ?” พอไล่ทหารไปเสร็จแล้วค่อยหันมาคุยกัน “ถ้าขืนเมาเหมือนหมาให้พวกนี้เห็น เดี๋ยวมันก็เลิกเคารพเท่านั้น” แสดงว่ายังมีสติ ไม่อยากให้ลูกน้องเห็นตอนหมดสภาพ

เรื่องของการศึกการสงคราม บางอย่างถ้าไม่ใช่ผิดกฎอัยการศึกจริง ๆ ก็ต้องพยายามเมิน ๆ เสียบ้าง เพราะต่างคนต่างเครียดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่เสียงาน อยากจะไปกินเหล้าเมาหัวทิ่มบ่อให้หายบ้าสักหน่อยก็ไปเถอะ "

เถรี
26-02-2012, 09:58
"สมัยนั้นตำแหน่งอาลักษณ์จะเหนื่อยมาก ถ้าเทียบเป็นสมัยนี้ก็เป็นเลขานุการ ถึงเวลาออกรบ ถ้าใครมีความดีความชอบ หรือโดนปลดยศลดขั้น หรือตัดเบี้ยหวัด ก็จะมีรับสั่งออกมา อาลักษณ์จะต้องเป็นคนจดรายละเอียด เช่น ท่านนี้ได้รับเลื่อนขึ้นมาจากหัวหมื่นขึ้นมาเป็นคุณหลวง ท่านนี้จากคุณหลวงขึ้นไปเป็นพระยา ต้องรีบจดรายละเอียดไว้

พอถึงเวลากลับสู่บ้านเมืองแล้ว ก็แจ้งให้ทางกองพระราชพิธีเขาทำตราตั้ง เพื่อที่จะพระราชทานอย่างเป็นทางการอีกที เพราะฉะนั้น..อาลักษณ์จะพลาดไม่ได้เลย พลาดเมื่อไรเดี๋ยวหัวขาด เมื่อถึงเวลาจะมีการให้รางวัลคนนั้นเท่านั้น คนนี้เท่านี้ เบี้ยหวัดเท่าไร ผ้าปีเท่าไร

ไปนึกถึงสมัยนั้นแล้วเรื่องการทอผ้าเป็นงานยาก เวลาบ้านเมืองต่าง ๆ ส่งบรรณาการเข้ามา เป็นผ้าหรือภาษีเข้ามาก็จะเป็นพวกผ้า ช้าง ม้า เครื่องเทศหรือข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เก็บเข้าคลังหลวง แล้วเบิกมาแจกรางวัลทหาร คราวนี้ผ้าปีก็คือปีหนึ่งเบิกได้ครั้งหนึ่ง ปีหนึ่งพระราชทานครั้งหนึ่งเรียกว่าผ้าปี

อย่างสมัยที่เจ้าพระยายมราช สมัยยังเป็นจมื่นไวยวรนาถ จะกี่ปีท่านก็ใช้ผ้าสมปักอยู่ชุดเดียว เพราะว่าเป็นชุดที่ต้องใส่เพื่อเข้าเฝ้า ในเมื่อกี่ปีก็ใส่อยู่ชุดเดียว คนเขาก็เลยไปอธิษฐานกันว่า “ขออย่าให้เป็นผ้าสมปักพระนายไวย” เขาอธิษฐานคล้องจองกันยาวยืดเลย แต่มีอยู่อันหนึ่งว่าขออย่าให้เป็นผ้าสมปักพระนายไวย เพราะใช้กันหัวไม่วางหางไม่เว้น ผืนเดียวใช้จนเปื่อยแล้วเปื่อยอีก"

เถรี
26-02-2012, 10:03
"มานึกถึงตัวอาตมาเองซึ่งมีความเคยชินอย่างหนึ่ง ก็คือประหยัดในเรื่องของบริขารต่าง ๆ ถ้าของเก่าไม่เสีย ของใหม่จะไม่ใช้ ตอนไปเรียนหนังสือ เพื่อนร่วมห้องเขาเห็นจีวรอาตมามีรอยเย็บรอยปะ ความที่สนิทกันเขาก็บอกว่า “เฮ้ย..เดี๋ยวอาทิตย์หน้ากูถวายชุดหนึ่ง” อาตมาก็หัวเราะบอกว่า “ไม่ต้องหรอก..กูมีเยอะกว่ามึงอีก" ด้วยความที่อาตมาประหยัด ก็ใช้ของเก่าไปก่อน

โดยเฉพาะจีวรเก่าจะห่มสบาย จีวรใหม่ ๆ ห่มไม่ติดตัวหรอก พับก็ไม่อยู่กับร่องกับรอย กว่าจะห่มติดตัวได้ก็ต้องปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันหลายเดือน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพระเก่าจะไม่ค่อยใช้จีวรใหม่หรอก บางทีไปเล็งรอพระใหม่ออกพรรษา พอพระใหม่สึกก็ไปขอผ้าเขามา เพราะอย่างไรพระใหม่ต้องส่งคืนคลังอยู่แล้ว ก็ไปขออนุญาตเบิกมา เอามาเปลี่ยนแล้วทำพินทุ อธิษฐานใหม่ กลายเป็นว่าพระใหม่ใช้มาพรรษาหนึ่ง ผ้ากำลังนุ่มได้ที่ พระเก่าก็คว้าต่อเลย"

เถรี
27-02-2012, 07:50
"สมัยอยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุง อาตมาพยายามที่จะเปลี่ยนบริขารท่านเพื่อเก็บไว้ แรก ๆ เปลี่ยนจีวรท่านทีไรโดนด่าทุกที พอถึงเวลาก็ “เฮ้ย..ใครเอาจีวรข้าไปวะ ?” อาตมากราบเรียนว่า “ผมครับ” ท่านบอกว่า “ไปเอาของเก่าคืนมา” อาตมาก็ต้องไปเอาของเก่ามาถวาย แล้วก็มานั่งเล็งดูว่าเป็นเพราะอะไร

ผืนใหม่ก็อุตส่าห์ซักจนดูเก่าแล้ว ระยะหลังต้องใช้วิธีกางออกมาวัด ปรากฏว่าผืนใหม่ยาวกว่า ๒ นิ้ว แค่จับก็รู้ว่าผิดปกติแล้ว ถึงเวลาจึงต้องหาผ้าที่เท่ากันให้ได้ แล้วก็ไปซักแล้วซักอีก สะบัดแล้วสะบัดอีก จนกว่าผ้าจะนุ่มใกล้เคียงผืนเก่าแล้วค่อยเอาไปเปลี่ยนกับท่าน เปลี่ยนมาแล้วก็เก็บไว้ กะว่าหลวงพ่อสิ้นเมื่อไรกูรวยแน่ อันนี้ไม่ใช่นะ..พูดเล่น..(หัวเราะ)

พอมาช่วงหลังหลวงพ่อท่านป่วยหนัก ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของท่านแล้ว ท่านเข้าโรงพยาบาล อยู่ ๆ หลวงปู่สมเด็จวัดสามพระยาก็โทรศัพท์มาหาหลวงพี่วิรัช บอกให้รีบจัดพิธีเผาศพสะเดาะเคราะห์ให้กับหลวงพ่อวัดท่าซุง โดยเฉพาะให้นำของใช้เก่าของหลวงพ่อเผาไปด้วย แล้วก็มีหน้าเหี้ยม ๆ ยื่นมาถามอาตมาว่า “เฮ้ย.! มีไหม ?”

ตายละวา..ถ้าไม่ให้แล้วเกิดหลวงพ่อเป็นอะไรไป ก็ซวยคนเดียว ถ้าให้...อุตส่าห์เก็บมาแทบตายก็หมดเท่านั้น ท้ายสุดก็ต้องตัดใจให้ไป ปรากฏว่าสะเดาะเคราะห์ช้าไปหรืออย่างไรไม่รู้ หลวงพ่อช็อกไปก่อน หมอกู้ไม่คืน..!"

เถรี
27-02-2012, 08:09
ถาม : แล้วตอนนี้ยังเหลือบ้างไหมครับ ?
ตอบ : เหลือสังฆาฏิอยู่ ๒ ผืน โดนปล้นไปผืนหนึ่งแล้ว..!

ถาม : ใครปล้นคะ ?
ตอบ : พี่แถว ๆ สระบุรีท่านขอไป สังฆาฏิของหลวงพ่อนี่จะชัดมากเลย เพราะว่าท่านเป่ายานัตถุ์ประจำ จะมีผงยานัตถุ์เป็นรอยอยู่ ถ้าแกะออกมาแล้วไม่มีนี่ไม่ใช่หรอก

ถาม : แล้วที่เปลี่ยนจีวร หลวงพ่อท่านรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่จีวรของท่านคะ ?
ตอบ : พอกางจีวรออกมาแล้วจะรู้ อาตมายังรู้เลย พอกางออกมาแล้วยาวเกิน สั้นเกิน จะรู้ทันที เพราะว่าใช้จนชินแล้ว

ด้วยความที่ไม่เคยชิน พอหลวงพ่อถอดจีวรอาตมาก็คลี่สะบัดแล้วเอาไปตากแดด จะได้ไม่ชื้น โดนด่าอีก ท่านบอกว่าจีวรตากแดดสีจะซีดเร็ว ให้ตากในร่ม สรุปว่าโดนทุกเม็ด อยู่กับท่านต้องละเอียดจริง ๆ เดินผิดจังหวะยังโดนเลย จนท้ายสุดต้องเดินอย่างไรให้เบา ไม่ใช่ไปลงส้นดังตึง ๆ

เถรี
27-02-2012, 08:16
สมัยนั้นวัดท่าซุงใช้จีวรสารพัดสี มีทั้งสีเหลือง สีกรัก สีแก่นขนุน สีแดงแบบทางสายพม่า มีพระอยู่รูปหนึ่ง ตอนนี้ก็คือทิดสมคิด (น้องชายของพระอาจารย์สมปอง) เป็นพระรูปเดียวที่ใส่ ๕ สี สบงสีหนึ่ง อังสะสีหนึ่ง จีวรสีหนึ่ง สังฆาฏิสีหนึ่ง ผ้ารัดอกอีกสีหนึ่ง แสดงว่ามาจากคนละสำรับทั้งนั้นเลย คือเก่าใหม่ไม่เท่ากัน ก็เลยกลายเป็น ๕ สี

มีอยู่วันหนึ่ง พอหลวงพ่อท่านลงโบสถ์ท่านก็พูดถึงเรื่องนี้ ท่านบอกว่า “ข้าดูพวกแกมานานแล้ว ว่าทำไมห่มจีวรสีไม่เหมือนกันสักที พอดีวันนี้ก่อนจะลงโบสถ์ข้านอนอยู่ เห็นผีเดินมา ห่มจีวรมาด้วย ไม่มีหัวมีแต่ตัว ห่มเสร็จแล้วจีวรลอยมา แต่ไม่เห็นว่าเป็นใคร

ถามว่าใคร ? ก็มีเสียงตอบว่าโมคคัลลาน์ครับ..มาทำไม ? ท่านตอบว่าทำให้ดูว่าสมัยก่อนผมห่มจีวรสีนี้ครับ” หลวงพ่อท่านบอกว่าพระโมคคัลลานะห่มจีวรสีเหลือง หลวงพ่อท่านก็ถามว่าพระพุทธเจ้าอนุญาตให้นุ่งห่มด้วยผ้าย้อมน้ำฝาดไม่ใช่หรือ ? แล้วทำไมถึงห่มผ้าสีเหลือง มีเสียงย้อนตอบกลับมาว่า “แล้วขมิ้นมันหวานหรือเปล่า ?” นักเลงจริงนี่เขาไม่ตอบตรงคำถามนะ เขาย้อนถามคืน ถ้าขมิ้นหวานจะได้ไม่ใช้

ท่านก็เลยต้องไปค้นตำรามาอ่านใหม่ เพราะว่าอ่านมาตั้งแต่สมัยบวชพรรษาแรก ชักลืม ๆ ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าระบุไว้ว่าให้ใช้จีวรสีเหลือง สีเหลืองเจือแดงเข้ม และสีกรัก ได้ ๓ สี หลวงพ่อท่านก็สรุปว่า สาเหตุที่พระธุดงค์หรือพระป่าท่านใช้จีวรสีกรักเพราะว่าเปื้อนยาก เดินป่าอยู่ตลอด ทำให้ผ้าสกปรกง่าย ถ้าหากว่าเป็นจีวรสีเหลืองก็คงดูไม่ได้เลย แต่ถ้าอยู่ในเมืองก็ให้ห่มจีวรสีเหลืองไป

สรุปว่าวัดท่าซุงก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเสมอกันหมด ไม่อย่างนั้นตอนแรกทั้งวัดมีสารพัดสี ตอนนั้นนี่สามัคคีจริง ๆ มาจากทิศไหนสีไหนก็อยู่ด้วยกัน ลายไปทั้งโบสถ์

เถรี
27-02-2012, 08:22
เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ไปรับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตรที่วัดพระพุทธบาท เจอท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ก็เข้าไปกราบท่าน แจ้งว่าเป็นรุ่นน้องของหลวงตาวัดเขาวงครับ ท่านจำหน้าได้ก็ถามว่า “แล้วทำไมห่มคนละสีกัน ?” อาตมาก็เลยแจ้งว่า “วัดใหม่ที่ผมไปอยู่เป็นสีนี้กันทั้งวัด ผมจะไปเหลืองอยู่คนเดียวก็น่าเกลียด ก็เลยต้องคล้อยตามส่วนรวมเขา”

โดยเฉพาะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการอบรมพระนวกะ พระผู้ใหญ่ท่านแนะนำว่า ให้พระทั้งวัดห่มสีหนึ่ง แล้วให้เจ้าอาวาสห่มอีกสีหนึ่ง จะได้เด่นให้คนเขารู้ว่าใครเป็นใคร อาตมาก็เลยบอกว่า “ถ้ามีโจทก์ก็ตายฟรีสิครับ” เด่นไม่เหมือนใคร รับรองว่าเล็งหัวไม่พลาดแน่ ส่วนใหญ่อาตมาจะคิดไม่เหมือนเขา

ปัจจุบันบริขารของพระหาง่าย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องไปชักผ้าบังสุกุลมาซัก มาย้อม แล้วก็มาตัดเย็บเป็นจีวรกัน ผ้าหายาก ต้องทะนุถนอมมาก หลวงปู่ครูบาไชยวงศ์สมัยบวชใหม่ ๆ ท่านนั่งกรรมฐาน ปรากฏว่าเทียนล้มใส่ จีวรไหม้เกือบหมด แต่ความที่ท่านทรงสมาธิลึกก็เลยไม่รู้ว่าจีวรที่ห่มอยู่ไฟไหม้

ท่านบอกว่าพอลืมตาขึ้นมาเห็นแล้วขวัญหาย รู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า คล้าย ๆ กับว่าของที่หายากที่สุด เป็นธงชัยพระอรหันต์ เป็นสิ่งที่พระอุปัชฌายาจารย์ท่านอุตส่าห์เสาะแสวงหามา เพื่อให้ตัวเองได้บวช โดนทำลายด้วยมือของตน ท่านบอกว่ายังดีที่ว่าครูบาไชยลังกาท่านรู้ข่าว ท่านรีบหาผืนใหม่มาให้ ไม่อย่างนั้นถ้าคิดอีกหลายวันสงสัยได้บ้าแน่..!

เถรี
27-02-2012, 08:36
ตรงจุดนี้จริง ๆ จะได้เห็นว่าเรื่องของสมาธิคุ้มกันอันตรายได้ แบบเดียวกับที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้านิโรธสมาบัติอยู่ คณะของนางสามาวดีในชาตินั้นไปก่อไฟผิงแล้วกลายเป็นไฟป่า ไหม้พระปัจเจกพุทธเจ้าไปด้วย นางสามาวดีเห็นก็ตกใจว่าเราเผาพระตายเสียแล้ว ก็เลยช่วยกันสุมไฟประชุมเพลิงต่อให้ ความจริงก็ด้วยความหวังดี แต่เขาไม่เข้าใจว่าพระท่านเข้าสมาธิอยู่ ถ้าสมาธิทรงตัวจริง ๆ จะคุ้มกันอันตรายได้

พอถึงเวลาตัวเองกลับไป พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านเข้านิโรธสมาบัติครบกำหนด ท่านก็ออกจากนิโรธสมาบัติ เห็นว่าทำไมขี้เถ้าเต็มไปหมด ที่แท้โดนเขาสุมฟืนเผาซะแล้ว ด้วยกรรมที่ได้ทำในชาตินั้น แม้จะไม่เจตนาก็ตาม พอมาในชาติปัจจุบันจึงได้โดนนางมาคัณฑิยาให้คนเอาไฟเผาปราสาท นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอีก ๕๐๐ จึงโดนเผาตาย แต่ว่าท่านตายในลักษณะของพระอริยเจ้า เป็นพระอนาคามีบ้าง เป็นพระสกทาคามีบ้าง เป็นพระโสดาบันบ้าง

ส่วนอาตมาเองนั่งสมาธิแล้วตัวลอย ดันลอยขึ้นไปหาพัดลมเพดาน ถ้านั่งต่อไปก็คงไม่มีปัญหาหรอก แต่ดันเกิดความรู้สึกว่ามีอะไรวับ ๆ อยู่ข้างเอว ก็เลยลืมตาขึ้นมาดูว่าคืออะไร พอเห็นว่าเป็นพัดลมเพดาน สมาธิก็คลายเลยร่วงลงมา ยังดีว่าเป็นการตกในขณะที่นั่งสมาธิ ก็เลยไม่เจ็บ ถ้าหากว่าไม่ใช่ตกในสมาธิ ด้วยความสูงประมาณ ๒ เมตรครึ่งได้ ตกมาก็คงต้องเจ็บบ้าง

เถรี
27-02-2012, 08:42
:4672615:เก็บตกเดือนนี้จบแล้วค่ะ:4672615:

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=16441&stc=1&d=1330306865