PDA

View Full Version : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๔


เถรี
10-12-2011, 12:15
ถาม : หนูภาวนาให้ได้ฌานลึก ๆ ก่อน แล้วค่อยลองขยับตัว แต่พอถึงตอนนั้นรู้สึกว่าหนักมากค่ะ จะลืมตาขึ้นมาได้นี่ต้องคลายสมาธิลงมาก่อน อย่าว่าแต่ขยับตัวเลยค่ะ
ตอบ : ใช่

ถาม : แล้วอย่างนี้จะได้ฌานใช้งานแบบฌานลึกได้อย่างไรคะ ?
ตอบ : หัดเข้าออกสมาธิอยู่บ่อย ๆ ซ้อมเข้าซ้อมออก พอเราคล่องตัวมาก ๆ เรานึกจะให้ไปถึงระดับไหนก็ไประดับนั้น

อย่างที่วัดท่าขนุน น่าเสียดาย..อาตมาบอกพระบอกเณรกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่า ตอนคุณเข้าสมาธิเข้าเต็มที่เลย แต่ทันทีที่เสียงตามสายจบ เราคลายสมาธิออกมาเพื่อที่จะมาทำวัตรเช้า เคยสังเกตไหมว่าอารมณ์ใจคลายออกมาได้แค่ไหน ? ช้าเร็วอย่างไร ? แล้วควบคุมได้อยู่ในระดับไหน ? ฉะนั้น..ของเราต้องไปทำให้ได้คล่องตัว ไปซ้อมใหม่นะ

สมัยก่อนอาตมาก็นั่ง ๆ นอน ๆ ถึงเวลาเอนตัวลงก็เข้าสมาธิเต็มที่ ถึงเวลาลุกขึ้นก็คลายออกมา ซ้อมอยู่ทั้งวัน จนคนเขาคิดว่าบ้า นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่คนเดียว

เถรี
10-12-2011, 12:25
ถาม : เวลาหนูขึ้นไปกราบพระ บางท่านก็คุยกับหนู แต่มีปัญหาตรงที่บางท่อนของบทสนทนาหายไป อยู่ดี ๆ เสียงหายไปเลยค่ะ
ตอบ : ถ้าสมาธิเคลื่อน บางทีก็หาย หรือไม่ก็สมาธิลึกเกินไป บางทีก็หาย เพราะว่าต้องอยู่ตรงอุปจารสมาธิพอดี ๆ กลับไปย้อนดูข้อที่ ๑ ซักซ้อมเข้าออกสมาธิให้ชำนาญว่าควรจะล็อกไว้ตรงไหน ถ้าระดับสมาธิเกินเราก็จะไม่เห็นเลย หรือไม่ได้ยินไปเลย ถ้าระดับสมาธิขาดก็ไม่เห็นเหมือนกัน ต้องพอดีอยู่ตรงช่วงนั้น

แล้วอุปจารสมาธิประคองยาก อารมณ์จะแน่นก็ไม่แน่น จะหลวมก็ไม่หลวม เผลอเมื่อไรก็หลุด

ถาม : ถ้าไปแบบหลุดไปทั้งตัว ช่วงที่อยู่บนนั้นจัดเป็นอุปจารสมาธิหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : การที่เราไปได้เป็นเรื่องของฌาน ๔ แล้ว แต่เราก็ยังต้องซักซ้อมตรงจุดที่ว่า ทำอย่างไรให้สติสมาธิของเราจดจ่ออยู่เฉพาะหน้า ไม่ใช่ถึงเวลาคุยแล้วเราก็ไปคิดด้วย ถ้ายังไม่ชำนาญแล้วคุยไปคิดไปนี่หลุดทุกราย..!

ถาม : หนูตื่นเต้นมากค่ะ คิดไม่ถึงว่าท่านจะคุยด้วย
ตอบ : ถ้าคิดไปด้วยเมื่อไรก็เจ๊งสิจ๊ะ เพราะเราไปใช้ความคิดของตัวเอง ทำให้สมาธิเคลื่อน

ถาม : ก็คือให้สมาธิจดจ่ออยู่เป็นใช้ได้นะคะ ?
ตอบ : ใช่..รักษาระดับไว้ให้ได้

ถาม : แล้วเรื่องที่ได้ยินบนนั้นจะลืมเร็วมากเลยค่ะ
ตอบ : ลงมารีบจดไว้ รีบเขียนไว้ หรือไม่กระดาษปากกาอยู่กับมือ หลับหูหลับตาเขียนเขี่ย ๆ ไปก่อน ถึงจะหวัดก็ไม่เป็นไรหรอก..ให้มีเค้าคำพูดไว้ ถึงเวลาจะได้เดาได้

ถาม : ทำไมต้องลืมเร็วด้วยคะ ?
ตอบ : เขาไม่ต้องการให้รู้มาก..นี่พูดเล่นนะจ๊ะ สิ่งที่เราไปเป็นเรื่องละเอียดมาก ความหยาบของสมองจำได้ยาก ต้องประทับอยู่ในจิตจริง ๆ ถึงจะจำได้

แต่คราวนี้เราไม่ชินกับการใช้จิตที่มีสภาพจำ ไม่สามารถจะชำระจิตให้ผ่องใสพอที่จะรับอะไรเข้ามาได้จริง ๆ เหมือนอย่างกับไปเขียนหนังสืออยู่บนทรายริมน้ำ ลมพัดผ่านหรือน้ำซัดโครมเดียวก็หายหมดแล้ว ต้องแบบแกะสลักใส่หินถึงจะอยู่ได้นาน

ถาม : บางทีลืมตาขึ้นมาหายไปครึ่งหนึ่งแล้วค่ะ
ตอบ : รีบเขียน ๆ เอาอีกครึ่งหนึ่งไว้

ถาม : เวลาที่หนูขึ้นไป บางทีจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไปค่ะ อย่างขึ้นไปกราบพระหรือกราบหลวงพ่อ ก็ร้องไห้อย่างกับญาติเสีย โดยที่หาสาเหตุไม่เจอค่ะ
ตอบ : เราร้องไห้เพราะว่ากลับไปเจอบุคคลที่คุ้นเคย หรือไม่ก็กลับไปสู่อารมณ์ที่คุ้นเคยอยู่ ตัวนี้จริง ๆ เป็นส่วนของตัวปีติ ร้องไปเถอะ ญาติจะเสียกี่คนก็ให้เสียไป

เถรี
10-12-2011, 18:39
ถาม : เวลาปรุงอาหารแล้วชิมว่ารสชาตินี้ใช้ได้หรือไม่ ? ถ้าคนถือศีลแปด ผิดศีลข้อวิกาละหรือเปล่าคะ ? ไม่มีความรู้สึกว่าอยากกิน แต่จำเป็นต้องทำให้แม่กิน
ตอบ : ก็ให้แม่ชิมสิ..! ถ้าถือศีลเด็ดขาดจริง ๆ ก็ต้องไม่ชิมเอง ถ้าถือไม่เด็ดขาดก็ยังชิมเองอยู่ ถ้าจำเป็นก็ชิมแล้วบ้วนทิ้งก็ได้

เถรี
10-12-2011, 23:26
ถาม : เวลาเห็นรูปของสถานที่ใดแล้วใจรู้สึกหวิว ๆ ขึ้นมา รู้สึกว่าชาตินี้เราต้องไปที่นั่นให้ได้ ไม่ใช่ว่าอยากจะไป แต่ถ้าไม่ไปก็เหมือนกับว่าเราติดค้างอะไรบางอย่างอยู่แถว ๆ นั้น พอหาโอกาสไปที่นั่นได้แล้ว อารมณ์ค่อยคลาย เบาโล่งขึ้นมา แต่ก็ไม่ใช่หายไปเลยทีเดียว ถ้ายังมีความรู้สึกว่ายังค้าง ๆ อยู่ ก็ต้องหาทางไปอีก ไปจนกว่าจะรู้สึกว่าหมดจากอารมณ์ค้างนั้นแล้ว จึงไม่ต้องไป อาการแบบนี้คืออะไรหรือคะ เหมือนคนเป็นหนี้อย่างไรไม่รู้ ?
ตอบ : เป็นอาการของคนอยากเที่ยว ถ้าไปบ่อย ๆ จะเจอเตะ..!

ถาม : เคยดูสารคดีของประเทศทิเบต อย่างองค์ดาไลลามะ พอมรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าบ้าง กระดูกเป็นพระธาตุหรือเป็นแก้วบ้าง หลังจากนั้นแล้วท่านก็ไปเกิดใหม่อีก เกิดเป็นเด็กที่ยังมีสัญญาความจำ ว่าเมื่อก่อนตนเองเคยเป็นอะไรมาก่อน และเมื่อพิสูจน์ก็เป็นดังนั้นจริง สงสัยว่าลามะเหล่านั้นปรารถนาโพธิญาณ ยังหวังการเกิดอยู่ แต่ทำไมพอท่านมรณภาพแล้ว กระดูกจึงเป็นแก้วหรือเป็นพระธาตุ เพราะปกติอย่างที่เรารู้กันก็คือ คนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในระดับพระอรหันต์กระดูกจึงเปลี่ยนเป็นอย่างนั้นได้ หรือพระโพธิสัตว์ที่มีความดีสูงสามารถเปลี่ยนกระดูกให้เป็นพระธาตุได้คะ ?
ตอบ : พระโพธิสัตว์ก็กำลังใจเทียบเท่าพระอริยเจ้าได้ ความดีที่ท่านทำอยู่ฟอกธาตุขันธ์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งท้ายสุด กระทั่งกระดูกเลือดเนื้อของท่านก็บริสุทธิ์ไปด้วย ขอยืนยันว่า ถ้าพระโพธิสัตว์ที่ปฏิบัติกำลังใจเทียบเท่าพระอริยเจ้าแล้ว จะละเอียดกว่าพระอริยเจ้าหลายเท่า

ถาม : อารมณ์อย่างไรจึงเรียกว่าการดับของโทสะ ? คือ จะโกรธก็ไม่โกรธ หรือไม่มีอะไรให้โกรธ เพราะว่าไม่มี
ตอบ : ไม่มีอะไรจะให้โกรธ ถ้าใจไม่ปรุงแล้วจะเอาอะไรมาโกรธ ยกเว้นแต่ว่าไม่รู้จะทำอย่างไรให้เขารู้ตัวว่าทำผิด ก็แยกเขี้ยวแฮ่..! ใส่สักที

ถาม : อารมณ์เกี่ยวกับการดับราคะ อย่างไรจึงถือว่าถูกต้องที่สุด ? ระหว่างราคะมีเป็นปกติ ราคะไม่มีก็เป็นปกติ เราเห็นว่าการมีหรือไม่มีเป็นธรรมดา ใจเราไม่รับเข้ามา และไม่ปรุงต่อ ให้เป็นไปธรรมดาอย่างนั้น หรืออารมณ์ที่ว่าราคะไม่มีตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่มีอะไรที่เป็นอะไรเลย อารมณ์อย่างไหนถูกที่สุดคะ ?
ตอบ : ไม่มีตั้งแต่เริ่มต้นเพราะว่าใจไม่รับ ไม่ไปแตะต้องในสิ่งที่เป็นสาเหตุให้ราคะเกิดขึ้น โทสะหรือโมหะก็เหมือนกัน รู้เท่าทันว่าสิ่งนี้จะสร้างราคะให้เกิดขึ้น รู้เท่าทันว่าสิ่งนี้จะสร้างโทสะให้เกิดขึ้น รู้เท่าทันว่าสิ่งนี้จะสร้างโมหะให้เกิดขึ้น ก็เลยไม่ไปแตะต้องสาเหตุแห่งการสร้างเหล่านั้น ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องบอกว่าท่านมี ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เหมือนเราเต็ม ๆ นั่นแหละ เพียงแต่ว่าท่านไม่ไปสร้างสาเหตุเสียอย่าง ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็หมดโอกาสที่จะเกิด

ถาม : การที่ใจเราทรงอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นตลอดเวลาจนเป็นอารมณ์ฌาน ตรงนี้จัดเข้าในพรหมวิหารหรือไม่คะ ? ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นพรหมวิหารอะไร รู้แค่ว่าเราจะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นให้ได้ตลอดเวลา
ตอบ : มีส่วนของพรหมวิหารอยู่ด้วย เพราะว่าถ้าหากว่าไม่มีพรหมวิหารอยู่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ให้สังเกตว่ามีพรหมวิหารอยู่หรือไม่ตรงที่ว่า แม้ตั้งใจช่วยเขา แต่ถ้าวาระและโอกาสยังมาไม่ถึง เราก็สามารถที่จะปล่อยวางได้ ไม่ใช่ดิ้นรนจะเป็นจะตาย ตัวเองลำบากอย่างไรก็จะช่วยเขา ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าขาดพรหมวิหาร ไม่ใช่ขาดพรหมวิหารเฉย ๆ เท่านั้น ยังขาดปัญญาอีกด้วย..!

ถาม : การโพสต์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ต้องใช้กำลังมากไหมคะ ? เพราะทุกครั้งที่ทำไป แทบหมดแรงตลอด เหมือนกับคนที่ใช้กำลังทุ่มไป ยิ่งอะไรที่เราเจาะจงว่าสงเคราะห์คนเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งหมดแรงมากเป็นพิเศษค่ะ
ตอบ : ไม่ตายก็บุญแล้ว..! สิ่งที่เราทำผู้ที่ขวางก็มี ในเมื่อเขาขวาง เราก็ต้องใช้กำลังในการฝ่าฟัน คราวนี้การทำความดีเพื่อหนีเขา เขาก็ยิ่งขวางมาก เราก็ยิ่งลำบากมาก ยิ่งเหนื่อยมาก เมื่อใช้แรงในการฝ่าฟันมาก ก็ต้องหมดแรงกายแรงใจเป็นธรรมดา

เถรี
10-12-2011, 23:33
ถาม : ในอากาศมีพลังงานอยู่ใช่ไหมคะ ? และเราสามารถจับต้องพลังงานนั้นมาใช้ได้ ทำให้เป็นรูปเป็นร่างก็ได้ หนูไม่ได้รู้อะไรมาก บางทีถ้ารู้สึกว่ามีพลังงานไม่ดีอยู่ ก็ไล่ให้ไปไกล ๆ เตะให้กระจาย ถ้ามีพลังงานดี ๆ อยู่ เราก็ดูดเข้าตัวเอง หรือไม่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง คือ เอากำลังสมาธิตัวเองขยายออก แผ่ปกคลุมบริเวณรอบนั้น แต่ก็เหนื่อย เรื่องทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริง และมีอยู่จริงใช่ไหมคะ ?
ตอบ : สามารถทำได้จริงและมีอยู่จริง แต่ถ้าทำผิดเมื่อไรจะกลายเป็นร่างทรง..! เพราะพลังงานบางอย่างเขารอโอกาสแทรกเราอยู่แล้ว ไปดึงเข้ามาเขาก็แฝงตามมาด้วย เรียกว่าทะลึ่งไปยุ่งกับเขาเอง รู้แล้วอยู่เฉย ๆ ก็ไม่ต้องเดือดร้อน

ถาม : อารมณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามา จัดว่าเป็นเวทนาหรือไม่คะ ? และเราสามารถสักแต่ว่ารู้ในอารมณ์เวทนานั้น ไม่เข้าไปเสวยในเวทนาทุกข์สุขนั้น ใช่หรือไม่คะ ?
ตอบ : ให้เข้าไปสู่อารมณ์กลาง ๆ ที่ไม่ยินดีและยินร้าย ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา ให้เป็นอุเบกขาเวทนาแทน ถ้าหากว่าจัดเป็นอารมณ์ก็จะเป็นอัพยากตารมณ์ แต่ว่าต้องแยกให้ออก เพราะว่าบางทีก็เป็นการใช้กำลังสมาธิกดเอาไว้ เราก็ไปคิดว่าใช่ ถ้าคล่องตัวไม่พอก็จะคิดว่าตรงนั้นใช่แล้ว ความจริงแค่กดเอาไว้ด้วยกำลังสมาธิ แต่ไปคิดว่าตัวเองเรียนจบแล้ว จริง ๆ แล้วยังไม่ได้ผ่านการทดสอบเลย

ถาม : เวลาคนอื่นเขาด่าเราว่าเรา แทนที่จะโกรธเขา กลับมีความรู้สึกสงสารเขา ก็มางงกับตัวเองว่าเราต้องโกรธเขาสิ ไม่ใช่สงสาร เป็นความสงสารจริง ๆ มาไล่ดูว่าสงสารอะไร ก็คือ เราสงสารเพราะเรารู้ว่าเขาโกรธ เขาทุกข์ เราสงสารเพราะเรารู้ว่ากรรมที่เกิดจากวจีกรรม มโนกรรม หรือกายกรรมคืออะไร อารมณ์ที่จะไปโกรธตอบจึงไม่มี เพราะเราเห็นจริง จึงเป็นอารมณ์สงสาร ขอถามว่ายังมีอารมณ์ที่ยิ่งกว่านี้อีกไหมคะ หนูจะได้ไปทำให้ยิ่งขึ้น ?
ตอบ : มีอีกเยอะมาก ก็คือเลิกสงสารแล้ววางกองเอาไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเสียเวลาไปแบก..!

ถาม : อย่างเวลาที่เห็นคน ถ้าทันทีที่เห็น เราก็ไม่ได้ปรุงแต่งอะไรและไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไร จะว่ามีก็เหมือนไม่มี จะว่าเป็นนั่นเป็นนี่ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ไปจับแยกว่า คน ๆ นี้ประกอบด้วยตา หู จมูก ฯลฯ คือไปจับแยกในลักษณะกายคตาสติ ยังรู้สึกว่าประกอบไปด้วยกิเลส ยังประกอบไปด้วยอารมณ์ปรุงแต่งที่หนักอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ที่เราไม่ได้จับแยก เราไม่ได้เรียกว่าอะไร ไม่ได้นิยามว่าเป็นอย่างไร อย่างนั้นก็เบา แต่ทันทีที่เราไปเรียก ไปสมมติ ต่อให้เป็นกายคตา ก็ยังไม่ใช่อารมณ์ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ไม่ทราบว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้คะ ?
ตอบ : ก็เพราะว่าเสือกทะลึ่งถอยหลังไปเอง..! ก็ในเมื่อไม่รับรู้แล้วจะไปแยกอีกทำไม ถึงระดับที่ไม่ต้องไปแยกแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เรียนอุดมศึกษาแล้วถอยไปอยู่อนุบาลใหม่ เท่ากับหาเรื่องเดือดร้อนเอง

แต่ให้รู้ว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ บุคคลที่ทรงฌานโลกีย์ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปทำได้ทุกคน เพราะฉะนั้น..อย่าเผลอเข้าใจผิด เพราะถึงเวลา รัก โลภ โกรธ หลง โดนอำนาจของฌานกดนิ่งอยู่ แล้วเราก็จะไปคิดว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นพระอริยเจ้าแล้ว เป็นพระสกทาคามีแล้ว เป็นพระอนาคามีแล้ว ไป ๆ มา ๆ ปรากฏว่าประถม ๑ ยังไม่จบเลย..!

เพราะฉะนั้น..เป็นนักปฏิบัติจะไปไว้ใจทึกทักเอาไม่ได้ว่า อารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นถูกต้องแล้ว ดีแล้ว เราต้องซักซ้อมทบทวนอยู่เสมอ ๆ ต่อให้มั่นใจเต็มร้อยว่ากิเลสไม่มีโอกาสกำเริบแล้ว ท่านก็ไม่ประมาท ไม่ใช่ตอบว่าอย่างนั้นถูก อย่างนี้ใช่ แล้วเราก็ไปยืนยันทึกทักเอาว่าเราเป็นแล้ว เราใช่แล้ว แล้วไม่ทำอะไรต่อเลย สักพักก็ถูกกิเลสตีตาย..!

เถรี
12-12-2011, 13:47
ถาม : เคยได้ยินมาว่าอาหารที่โต๊ะบวงสรวง ถ้าคนที่โดนคุณไสยไปกินเข้าจะทำให้อาการหนักขึ้น เขาห้ามกินใช่หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ให้กินเข้าไปเยอะ ๆ พอของดีลงไป ทำให้ของไม่ดีอาละวาดดิ้นรน เพราะฉะนั้น..ต้องกินให้หมดโต๊ะบวงสรวงไปเลย..อาการจะได้หายไป ไม่ใช่กินไปหน่อยหนึ่งมีปฏิกิริยา ก็เข้าใจผิดคิดว่าทำให้แย่ลง

เถรี
12-12-2011, 13:53
พระอาจารย์เล่าว่า "พี่สาวของอาตมาคือพี่อรทัย ตั้งใจไปปฏิบัติธรรมที่วัดท่าขนุน แล้วอยู่ ๆ ก็ล้ม เสียชีวิตไปแล้ว ตอนที่ล้มเขาเอาไปส่งโรงพยาบาล หมอเห็นว่าอาการไม่ดีก็ให้น้ำเกลือ แทงเข็มเท่าไรก็แทงไม่เข้า ท้ายสุดพี่อรวรรณอยู่ด้วย จึงค้นดู เจอตะกรุดมหาสะท้อนเข้าจึงควักออกมา ถึงได้แทงเข็มเข้า สรุปว่าตะกรุดมหาสะท้อน ถ้าตั้งใจอาราธนาจริง ๆ ถึงหมดสติไปก็ยังคุ้มตัวได้อยู่

สมัยก่อนก็มีน้องสาวคือกรรณิการ์ ป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล พี่มุกดาเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ หมอแทงเข็มเท่าไรก็แทงไม่เข้า คราวนี้คนป่วยร่างกายหมดกำลัง เข็มแทงไม่เข้าแต่เจ็บ ยายนั่นแกก็รู้ตัว ผลักพี่มุกดา ”ไป..ออกไป ๆ” ไม่มีแรงจะพูดยาว พูดได้แค่นั้น

พี่มุกดาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องออกไป พอวิ่งออกไปข้างนอก หมอถึงแทงเข็มเข้า นั่นตะกรุดมหาสะท้อนอยู่ที่อีกคนนะ แต่อยู่ในกรณีที่รัศมีแผ่ถึง ก็ป้องกันอีกคนได้ด้วย"

ถาม : ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวเขาไม่ได้อาราธนาหรือคะ ?
ตอบ : เหมือนกับคลื่นที่ส่งจากดาวเทียมมา จะมีจุดครอบคลุม ก็คือคลุมได้กว้างแค่ไหน คราวนี้พี่มุกดาไปอยู่ใกล้ก็เลยคลุมน้องไปด้วย ปรากฏว่าน้องซวย โดนเข็มจิ้มเท่าไรก็ไม่เข้า คนป่วยกำลังไม่มี จิ้มไม่เข้าเขาก็เจ็บ

เถรี
12-12-2011, 14:01
หมอที่ทองผาภูมิเขาวินิจฉัยแล้วว่า พี่อรทัยเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบหลายเส้น เขาล้มเพราะว่าเลือดไม่พอไปเลี้ยงสมองแล้ว จึงหน้ามืดร่วงไปเฉย ๆ โรงพยาบาลทองผาภูมิเครื่องไม้เครื่องมือไม่พอ แต่หมอเขาดีมากเลย เขาโทรรายงานตลอดเวลา ทำเรื่องส่งไปที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา

พอส่งไปที่นั่นเขาตรวจแล้วพบว่าอาการหนัก ก็เลยให้ลูกหลานนำไปโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ แต่ปรากฏว่าลูกหลานเห็นแม่อาการไม่เป็นอะไร เพราะยังด่าลูกได้ ด่าน้องได้ ลูกก็เลยเอากลับบ้าน พอเดินเข้าบ้านก็ร่วงไปเลย

คนเป็นโรคหัวใจขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ให้ยาสลายลิ่มเลือดแล้วไปออกกำลัง พอเลือดฉีดแล้วผ่านไม่สะดวกก็เรียบร้อย อายุ ๖๘ ปีก็ไปแล้ว ตอนนี้ก็เลยให้พี่มุกดาอยู่ช่วยงานศพ อาตมาไปรดน้ำศพแล้วก็มารับสังฆทานที่นี่

อาตมาขนหนังสือเส้นทางพระโพธิสัตว์ กับพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้านให้ไปอย่างละ ๕๐๐ ชุด เอาไว้เป็นไทยธรรมแจกในงาน เมื่อวานโทรมาบอกว่าจะหมดแล้ว นี่งานศพเพิ่งผ่านไป ๒ วันจะหมดแล้ว

พี่สาวคนนี้เลี้ยงน้องมาอย่างกับเป็นแม่อีกคน เป็นคนที่ใจดีและรักน้องมาก งานตัวเองจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าน้องมีปัญหาจะแก้ปัญหาให้น้องก่อน จะเล่นบทนางฟ้าของน้อง ๆ มาตลอด ส่วนพี่สาวคนถัดไปเล่นบทเป็นนางยักษ์มาตลอดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น..พี่สาวใจดีแต่เอาน้องอยู่ เพราะเขาบอกว่าถ้าดื้อจะส่งให้พี่อีกคนจัดการ..!

เถรี
13-12-2011, 09:58
พระอาจารย์กล่าวว่า "ถ้าใครอยากทำบุญใหญ่ ก็ไปสมัครปฏิบัติธรรมช่วงสิ้นปีนี้ ตรงกับวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ และ ๑ ถึง ๒ มกราคม ๒๕๕๕ จะมีการสวดมนต์ข้ามปี ปีที่แล้วก็นั่งตาตี่ไปตาม ๆ กัน"

เถรี
13-12-2011, 10:07
พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนแรกรับสมัครเณรแค่ ๘๔ รูป หรือ ๘๕ รูปก็ได้ ให้เกินอายุในหลวงมา ๑ รูป แต่สมัครมา ๑๗๐ กว่าคน มาจริง ๆ ๑๕๒ คน คิดดู..เณร ๑๕๒ รูปนี่ เจ้าประคุณเอ๋ย...ลูกลิงชัด ๆ เลย..!

วันแรกพระท่านก็ออกปากแล้ว “ถ้าเป็นลูกเป็นหลานนี่..พ่อฆ่าทิ้งหมดเลย..!” พออาตมาอนุญาตให้ตีได้ พระพี่เลี้ยงก็ติดอาวุธกันทุกคน วันแรกก็ตีแล้ว มีการตั้งกติกาเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ปรากฏว่าบวชวันแรกก็โดนตีไปตาม ๆ กัน

ตีเพราะเณรกินบะหมี่สำเร็จรูป กินเพราะอะไร ? เพราะแม่กลัวลูกอด ซื้อมาให้กินตอนเย็น จนกระทั่งพระท่านตั้งกติกาว่า ต่อไปกินอีกโดนตีเส้นละ ๑ ที..! ใจคอจะแกะบะหมี่มานับเส้นกันเลยนะ..! ตอนนี้เขาเริ่มอยู่ตัวแล้ว พอโดนไม้ดัดเข้า ทุกอย่างจึงเข้าที่

ตอนแรกที่พ่อแม่เห็นลูกโดนตีแทบจะเป็นลม ตอนนี้พอเห็นลูกล้างจานเอง ซักผ้าเอง ถูกุฏิเอง ดีอกดีใจ บอกว่าอยู่บ้านไม่เคยทำเลย ให้แม่ทำเองหมด อาตมาบอกไปว่า กลับบ้านไปพยายามให้ลูกทำต่อ ไม่อย่างนั้นการที่พ่อแม่รักลูก จะอะลุ้มอล่วยกับเด็ก เด็กเขาจะทำแค่ไม่เกิน ๓ วันเท่านั้นแหละ แล้วก็จะกลับไปเป็นแบบเดิม

ตอนแรกมีเด็กหลายคน โดนรุ่นพี่ต่างโรงเรียนรังแกเอา จึงทำให้อยากจะสึก คราวนี้พอพี่อรทัยล้มแล้วไปโรงพยาบาล ได้ยินว่าหมอแทงเข็มไม่เข้า ก็อยากจะได้วัตถุมงคลวัดท่าขนุนกัน อาตมาบอกว่า "ถ้าใครอยู่จนจบโครงการจะให้พระคนละองค์" เณรก็กัดฟันอยู่ ตอนนี้พยายามทำดีซื้ออนาคตกันน่าดูเลย เหลือเวลาอีกวันกว่า ๆ เท่านั้น"

เถรี
13-12-2011, 10:14
"เณรตัวแสบของเรา ๔ รูป จะว่าไปก็น่าสงสาร ชอบรังแกเณรน้อง ๆ พอเณรรุ่นน้องรวมหัวกันอัดเข้า เณรรุ่นพี่สู้ไม่ได้ก็ดันไปตามรุ่นพี่มาตีน้องอีก ก็เลยจับแยกกัน ไปนอนอยู่ที่ป่าช้า อาตมาบอกเณรทั้งสี่ว่า "เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของพวกเอ็ง กลางค่ำกลางคืนไม่ต้องออกมาหรอก ถึงผีไม่หลอกก็งูกัดตายห่_ เพราะไอ้จงอางยักษ์มันอยู่ในป่าช้า..!"

ตอนเช้าก็เลยอบรมว่า "ถ้าเป็นสมัยก่อนพวกเราจะตายเปล่า ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊กแบบนี้ ไม่จัดเป็นนักเลงหรอก กลายเป็นพวกกะเฬวรากมากกว่า คนจะนักเลงจริงต้องคุ้มครองคนอ่อนแอ และถ้าใครมารังแกถึงจะสู้ แล้วถ้าสู้ก็สู้แบบไว้ลายให้ระบือลือลั่นไปเลย ไม่ใช่เวลาเจอคนอ่อนแอก็ไปรังแกเขา ไอ้อย่างนั้นไม่ใช่นักเลง"

พร้อมกับเล่าเรื่องนักเลงโบราณให้เขาฟัง ว่าเขาหนังเหนียวอย่างไร กำลังใจแบบไหน ใจถึงพึ่งได้ ต้องศึกษาเล่าเรียนคาถาอาคม ใช้สมาธิอย่างไร สุดท้ายก็หลอกให้เณรภาวนากันต่อไป เอาคาถาไปคนละบท

ส่วนญาติโยมใส่บาตรกันน่าชื่นใจมาก แต่ละวัน ๆ พวกข้าวสารอาหารแห้งได้มาเป็นคันรถ ๆ ขนาดเขาใส่กันคนละนิดละหน่อย ใส่บะหมี่รูปละ ๑ ซอง จนถึงท้ายแถวก็เท่ากับบะหมี่ ๕ ลัง กว่าจะบิณฑบาตกลับวัดได้ ๐๙.๑๕-๐๙.๓๐ น. โดนแดดเผาเสียเกรียมไปตาม ๆ กัน ช่วงนั้นแดดแรงมาก เพราะว่าทองผาภูมิหนาว หน้าหนาวแดดจะแรง"

เถรี
13-12-2011, 10:19
"ตอนนี้ที่เตรียมให้เณรคือวุฒิบัตร มีตราสัญลักษณ์ ๘๔ พรรษาด้วย พร้อมกับพระชัยวัฒน์เกราะเพชรคนละองค์ บอกเขาไปว่า "นี่เตรียมให้แล้วนะ เดี๋ยวพอวันที่ ๑๐ เริ่มทำพิธีสึก พระครูบ่าวท่านจะแจกให้ วัตถุมงคลชุดนี้ได้ไปแล้วห้ามกินเหล้ากับห้ามขโมย กินเหล้าหรือขโมยเมื่อไรวัตถุมงคลจะเสื่อมอานุภาพ ไม่คุ้มครอง จนกว่าเอ็งจะไถ่โทษด้วยการท่องอิติปิโสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ คืน ๑๐๘ จบ..!" เด็กชุดนี้ปางตายแน่ อยากได้ของดี รักษาไม่ได้ก็ต้องเหนื่อยกันเอง

นอกจากนั้นได้เล่าเรื่องผีเรื่องเทวดา เรื่องนรกสวรรค์ให้เขาฟัง เพราะไม่ต้องการให้เขาละเมิดศีล บอกว่าถ้าหากว่าศีลดี สมาธิดีทรงตัวดี ก็จะเห็นผีเห็นเทวดาเอง เด็กเขาก็เรียกร้อง อยากจะไปนรกสวรรค์ อยากจะเห็น

พระพี่เลี้ยงจึงสอนให้ เด็ก ๆ ไปเห็นจุฬามณี แต่พี่เลี้ยงพาไปต่อไม่เป็น เพราะว่าพระใหม่ไม่เคยฝึกมโนมยิทธิมาก่อนก็พาไปไม่ได้ แต่จำวิธีที่อาจารย์สอนให้ทำได้ก็ไปบอกเด็ก เด็กจึงทำได้ แต่ตัวเองพาต่อไปไม่เป็น เขาถามว่า "ทำอย่างไรดีครับหลวงพ่อ ?" อาตมาก็บอกว่า "ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าไว้ อยากไปไหนขอพระพุทธเจ้าให้ท่านพาไป ไม่อย่างนั้นถ้าให้พวกท่านพาไปเดี๋ยวไม่รู้ว่าจะไปไหนกัน"

เถรี
13-12-2011, 10:30
"กำลังใจเด็ก ๆ ยังบริสุทธิ์อยู่ จึงปฏิบัติได้ง่าย แต่ว่าแปลกมากเลย เด็ก ป. ๕ - ๖ สมัยนี้ตัวนิดเดียว สมัยอาตมาเป็นเด็ก ป. ๑ ยังตัวใหญ่กว่า เด็กสมัยนี้ตัวเล็กลงเยอะ แต่ละคนก็เป็นลูกประเภทห่างแม่ไม่ได้ อาตมาสั่งอะไรเขาไม่สนใจหรอก เขาสนใจแต่เรื่องของเขา ถ้าไม่ใช่พี่เลี้ยงลงไปคุยกับเขาจริง ๆ นี่เขาไม่ฟัง พออาตมาไปคุยเรื่องที่เขาสนใจ เด็กก็นั่งฟังเงียบเลย ไม่อย่างนั้นก็จะแข่งกัน

อย่างเช่นบอกว่าให้เอาสบู่ไปฟอกหัวแล้วมาโกนผม เด็กนั่งเฉย..ไม่ฟังหรอก เอาแต่คุยกัน อาตมาก็เลยเตะกระเด็นไปทั้งเก้าอี้ทั้งเด็ก..! พอโดนเข้าไปจึงรู้ว่าเอาจริง บางรายก็ตะโกนอย่างกับจะตายให้ได้ แม่ต้องคอยจับมือไว้อย่างกับอยู่ห้องไอซียู..! ถ้าแม่ไม่จับมืออยู่เขาก็ไม่กล้าให้โกนหัว อาตมาก็เลยจามมะเหงกเข้าไป เด็กนั่งน้ำตาไหล แม่ก็บอกว่า “เป็นอย่างไรล่ะ..โดนหลวงพ่อเขกกบาลแล้ว..สมน้ำหน้า”

ไปนึกถึงคุณแดง(มงคล จอมผา) สมัยก่อนขนาดรุ่นพวกเรา คุณแดงยังบอกว่า "กำลังใจแบบนี้ ถ้าเป็นผมปล่อยให้ตายไปหมดแล้ว ไม่เสียเวลาไปสั่งไปสอนหรอก.." เราลองคิดถึงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใจห่วย ๆ ดูสิ ไปเจอมือคุณแดงเข้าพ่อก็ทิ้งให้ตายเปล่าเท่านั้น..!

พระที่วัดก็ประเภทไปเคี่ยวเข็ญตักน้ำรดหัวตอ พระแต่ละรูปจึงต้องติดอาวุธกันไปตาม ๆ กัน บางคนเผื่อไม้ไว้ ๓ อัน เผื่อตีแล้วหักจะได้ซ้ำได้..!"

เถรี
14-12-2011, 09:44
"อาตมาบอกกับเณรไปว่า ถ้าหลุดออกจากวัดท่าขนุนไปได้โดยอยู่ครบหลักสูตรนี้ ไปบวชอยู่วัดอื่นจะสบายเลย เพราะวัดอื่นเขาไม่ค่อยยุ่งกับเณรหรอก แต่วัดท่าขนุนไม่ได้ หลวงพ่อวัดท่าซุงกำชับนักกำชับหนาว่า สามเณรมาจากเชื้อสายของสมณะ เป็นปูชนียบุคคลที่ชาวบ้านเขากราบไหว้บูชา ถ้าพลาดแล้วจะลงนรกหนัก..!

วัดท่าซุงเลยไม่นิยมรับเณร เพราะเณรคือเด็ก พอถึงเวลาสนุกขึ้นมาก็ลืมความเป็นเณร เอาแต่ความสนุกอย่างเดียว ไม่ได้ดูสมณสารูปตัวเองว่าเป็นอย่างไร อาตมาก็เลยจำเป็นต้องกระหนาบ"

เถรี
14-12-2011, 09:54
พระอาจารย์กล่าวว่า "คนวิตกจริตกันว่าปีหน้าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ แย่กว่าปีนี้ อาตมาไม่ได้วิตกเรื่องน้ำท่วมปีหน้าเลย อาตมาวิตกสภาพเศรษฐกิจที่มาจากทางด้านยุโรปมากกว่า เพราะสภาพเศรษฐกิจบ้านเขาอาการแย่ ถ้าหากว่าทรุดลง กู้ไม่ไหวจริง ๆ จะล้มตามกันเป็นแถว

เพราะฉะนั้น..ในหลวงท่านพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมา ๒๐-๓๐ ปี ก็เพื่อป้องกันเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น ถ้าเราใช้ระบบเศรษฐกิจพอเพียง แค่พื้นที่ ๑ ไร่ก็อยู่ได้สบาย เพราะทำเป็นไร่นาสวนผสม มีเลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ปลูกพืชฤดูกาลเดียว ปลูกมะละกอ ปลูกกล้วย แบ่งปลูกข้าวสัก ๑ งานก็ยังไหว อย่างไรก็มีกิน ถึงเวลาเศรษฐกิจใครล่มก็ล่มไปสิ เราไม่เดือดร้อน เพราะในไร่ในนาเรามีให้กิน

ปรากฏว่าไม่มีใครสนองพระราชดำริ มีคนทำอยู่ไม่กี่คน กลายเป็นตัวอย่างที่ใคร ๆ ชื่นชม แล้วก็ไปดูงานกัน แต่ไม่เคยเอามาทำ ถึงเวลาไปดูงาน ได้ดูแต่ไม่ได้เอาไปใช้งาน แบบเดียวกับเรื่องทางระบายน้ำที่ในหลวงตรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ ถ้าทำตั้งแต่ตอนนั้นกรุงเทพฯ ไม่ถูกน้ำท่วมหรอก

แต่ว่าอะไรที่ทำแล้วไม่ได้คะแนนมวลชน รัฐบาลเขาไม่ทำ คนที่ทำก็จะโดนด่าว่าบ้า ฉะนั้น..ถ้าหากว่าทนกระแสสังคมไม่ได้ก็ไม่กล้าทำ ผลประโยชน์จริง ๆ ก็ไม่ตกกับประเทศชาติ ถึงเวลาเกิดอุทกภัยขึ้นมาก็เดือดร้อนกันหมด แล้วที่ในหลวงท่านตรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จำได้ที่ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าใครทำเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ต่อให้เจออุทกภัยขึ้นมาก็ฟื้นตัวได้เร็ว เพราะว่าน้ำที่มามีแต่ปุ๋ยมาเติมให้ ทุกอย่างท่านบอกใบ้ล่วงหน้านานมาก แต่ก็ไม่มีใครทำกัน"

เถรี
14-12-2011, 10:01
ถาม : ตกลงปีหน้าไม่ท่วมใช่ไหมครับ?
ตอบ : บอกแล้วว่าไม่ได้กลัวเรื่องน้ำท่วมปีหน้า เพราะน้ำท่วมไปปีหนึ่งก็เริ่มมีภูมิคุ้มกันแล้ว เริ่มชินแล้ว แต่กลัวเรื่องสภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศที่จะพาให้บ้านเราล่มไปด้วย

คนที่บ้านน้ำไม่ท่วมก็เครียดเพราะโดนจำกัดบริเวณ ไปไหนไม่ได้ คนที่บ้านน้ำท่วมก็เครียด ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน คนที่ไม่ท่วมอย่างที่วัดท่าขนุนยิ่งเครียด ต้องออกไปช่วยเขาทุกวัน ขนของไปแจกจนหมดคลัง

รู้สึกโชคดีที่ตัดสินใจบวชเณรเฉลิมพระเกียรติ อาศัยบารมีเณรทำให้มีข้าวสารอาหารแห้งเข้าคลัง ถ้าไม่มีเณรนี่แย่แน่เลย เพราะไม่มีอะไรเหลือติดคลัง แจกเขาจนเกลี้ยง

เถรี
14-12-2011, 10:13
พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา อาตมาไปร่วมพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ถวายในหลวง ที่วัดไชยชุมพลชนะสงคราม พระอารามหลวง อาตมาเป็นหนึ่งใน ๑๐ รูปที่ไปเข้าพิธี เพราะว่าหลวงพ่อเจ้าคุณปัญญา(พระราชวิสุทธิเมธี) รองเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี ท่านจองตัวเอาไว้โดยเฉพาะ

ในเรื่องของพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเรื่องของธรรมเนียมโบราณ ถึงเวลาวาระสำคัญของพระมหากษัตริย์ก็ต้องมีการสรงน้ำมุรธาภิเษก เป็นพิธีแบบพราหมณ์ ต้องเอาน้ำจากแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศมาเสก เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นน้ำสรง

อาตมาเคยร่วมพิธีนี้เมื่อปี ๒๕๓๐ ตอนนั้นเพิ่งบวชพรรษาที่ ๒ การตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ตักจากสถานที่สำคัญ ซึ่งทั่ว ๆ ไปในประเทศก็มีไม่กี่แห่ง อย่างสุพรรณบุรีก็ตักน้ำจากสระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ ทางด้านปราจีนบุรีก็ตักน้ำจากสระมรกต ที่อำเภอศรีมโหสถ ทางด้านเพชรบุรีก็ตักเอาจากต้นน้ำเพชร

จังหวัดอุทัยธานีในตอนนั้นตักน้ำที่หน้าวัดท่าซุง บริเวณหน้าโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา ตรงนั้นจัดว่าเป็นที่สำคัญ เพราะว่าพระพินิจอักษร(ทองดี) คือสมเด็จพระปฐมบรมราชชนก ภาษาชาวบ้านคือ พ่อของรัชกาลที่ ๑ เกิดในเรือบริเวณนั้น เขาก็เลยถือว่าเป็นสถานที่สำคัญ ตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไปเสกกันที่โบสถ์วัดท่าซุง ปกติแล้วเขาให้เสกกันในพระอารามหลวง แต่ที่วัดท่าซุงนั้นถือเป็นกรณีพิเศษ"

เถรี
14-12-2011, 10:25
"การเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์เมื่อปี ๒๕๓๐ ก็คือวาระที่ในหลวงเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา พอมาปี ๒๕๓๙ ทรงครองราชย์ ๕๐ ปี ก็คือกาญจนาภิเษก ก็มีการเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ถวายอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นอาตมาอยู่ที่เกาะพระฤๅษีเข้ายากออกยาก หลวงพ่อเจ้าคุณปัญญาก็เลยไม่ได้นิมนต์ไป

ตอนในหลวงพระชนมายุ ๗๒ พรรษา ไม่ทราบว่ามีพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า ? แต่ช่วง ๘๔ พรรษานี่มีแน่นอน และทางการเขาระบุไว้ว่า ให้ทุกจังหวัดหาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นโดยที่เขาเชื่อถือกันมาแต่โบราณ หรือไม่ก็ให้หาแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศ ตักน้ำศักดิ์สิทธิ์มาเพื่อเสกทูลเกล้าฯ ถวายให้ในหลวงสรงในวาระ ๘๔ พรรษา

จังหวัดกาญจนบุรีสรุปว่าเป็นที่สามประสบ ก็คือบริเวณที่แม่น้ำซองกาเลีย รันตี และบีคลี่มาประสบกัน ตรงนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ก็คือ เป็นสถานที่ซึ่งรัชกาลที่ ๑ กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกทัพไปตีพม่า ที่เขาเรียกว่าสงครามท่าดินแดง - สามสบ ครั้งนั้นยกทัพไปปี ๒๓๒๙ พระองค์ท่านไปพักทัพที่บ้านท่าขนุน มีระบุไว้ชัดเลย จึงกำหนดตักน้ำตรงนั้น ตักตั้งแต่เดือนตุลาคม แล้วก็มาเสกปลายเดือนพฤศจิกายน

พิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกที่ได้พบก็คือ ตอนที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเสก ผ่านไป ๒๔ ปี หลวงลูกก็ไปร่วมพิธีอีก คราวนี้ไปในฐานะพระเกจิอาจารย์ ไปเสกเอง..!"

เถรี
14-12-2011, 11:35
"ตอนช่วงเช้าต้องไปสอนพระนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก่อน พอดีเป็นช่วงที่จะให้เขาสอบเก็บคะแนน กำลังคุมสอบไปประมาณครึ่งหนึ่ง อยู่ ๆ ไข้ก็ขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แทบจะยืนไม่ติด เออหนอ..งานอะไรที่จะทำเพื่อส่วนรวมนี่ฝืนแรงกรรมยากจริง ๆ โดยเฉพาะการช่วยในหลวง เพราะเท่ากับว่าแบกกรรมแทนคนทั้งประเทศ

พอฉันเพลเสร็จก็หลบไปนอนที่วัดท่ามะขาม เพราะกำหนดการที่เป็นทางการก็คือ เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์เวลา ๑๘.๐๙ น. พร้อมกันทั่วประเทศ รอจนกระทั่ง ๕ โมงเย็นถึงไปที่โบสถ์วัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ๑ ใน ๓ แห่งของจังหวัดกาญจนบุรี

พระอารามหลวงแห่งแรกของจังหวัดกาญจนบุรี ก็คือ วัดพระแท่นดงรังวรวิหาร ต้องบอกว่าเป็นพระอารามหลวงโดยกำเนิด มีวรวิหารต่อท้าย ส่วนพระอารามหลวงที่ยกขึ้นทีหลังนี้ จะมีวงเล็บว่าพระอารามหลวงต่อท้าย พระอารามหลวงที่ยกขึ้นก็คือ อันดับแรก วัดต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี อันดับสอง ต้องมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์ด้วย

วัดไชยชุมพลชนะสงครามนั้นสืบเนื่องกับสมัยรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสไทรโยค พระองค์ท่านเสด็จ ๒ ครั้ง ช่วงที่เสด็จเมืองปากแพรก หรือปัจจุบันเป็นชื่อจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากเป็นการเสด็จโดยทางชลมารค คือโดยทางเรือ ชาวบ้านก็ต้องมารวมกันเพื่อที่จะรอรับเสด็จที่ริมน้ำ ปรากฏว่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ ไปรวมกันตั้งพลับพลารับเสด็จที่วัดเหนือ ปัจจุบันก็คือวัดเทวสังฆาราม

แต่พวกบรรดาทหารทั้งหมดไปตั้งกองรับเสด็จที่วัดใต้ ก็คือวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ส่วนชาวบ้านทั้งหมดไปตั้งพลับพลารับเสด็จที่วัดวัดท่ามะขาม หรือ วัดราษฎร์ประชุมชนาราม "

เถรี
14-12-2011, 12:00
"เนื่องจากว่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ ลูกหลานเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ไปรวมอยู่ที่วัดเหนือ ก็เลยตั้งชื่อว่าวัดเทวสังฆาราม คือวัดรวมเทวดา

วัดใต้ก็เป็นวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เพราะว่าทหารทั้งหมดไปรวมกันตรงนั้น ส่วนวัดท่ามะขามก็เลยกลายเป็นวัดราษฎร์ประชุมชนาราม เพราะชาวบ้านไปรวมกันที่นั่น

แต่วัดท่ามะขามไม่ได้ขอยกเป็นพระอารามหลวง คาดว่าถ้าหากมัวแต่ปล่อยอยู่ เดี๋ยววัดท่าขนุนจะขอก่อน เพราะวัดท่าขนุนเกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ ๗ พระองค์ท่านพระราชทานธรรมาสน์กับพระพุทธรูป ๒ องค์ถวายแก่หลวงปู่พุก อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนรูปแรก

กลายเป็นว่าพิธีการเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์กำหนดไว้เลยว่าต้องเป็นพระอารามหลวงเท่านั้น และมีต่อท้ายคำสั่งว่า น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือ ห้ามนำแจกจ่ายให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ ก็คือใครเอาไปใช้ก็เท่ากับตีเสมอ สมัยก่อนก็เท่ากับกบฏ

พอเริ่มพิธีอาตมาตั้งใจอาราธนาบารมีพระ เห็นสมเด็จองค์ปฐมเสด็จมาแวบเดียวแล้วก็ไป หลังจากนั้นสมเด็จองค์ปัจจุบันก็มา กราบทูลขอบารมีพระองค์ท่านช่วยสงเคราะห์ในหลวง ขอให้มีพระวรกายแข็งแรง และอยู่ได้อีกหลายปี ปรากฏว่าการตั้งพิธีนั้นทางจังหวัดเอาพระพุทธนวราชบพิตรประจำจังหวัดกาญจนบุรีมาเป็นประธาน สมเด็จองค์ปัจจุบันท่านจึงยกพระพุทธนวราชบพิตรจุ่มใส่ขันน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งองค์ นี่อาตมาเห็น...คนอื่นไม่เห็น"

เถรี
14-12-2011, 12:04
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/9/95/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A32.jpg


"พระพุทธนวราชบพิตรเป็นพระพุทธรูปที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงสร้างขึ้นมา ตั้งใจพระราชทานให้แก่ทุกจังหวัด ก่อนหน้านี้ในสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อเสด็จจังหวัดไหน มีการพระราชทานพระแสงราชศาสตราให้แก่จังหวัดนั้น ๆ ในลักษณะของการมอบอาญาสิทธิ์ให้เจ้าเมือง ให้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารบ้านเมืองแทนพระองค์ท่าน

พอมาถึงรัชกาลปัจจุบัน พระองค์ท่านงดการพระราชทานพระแสงราชศาสตรา แต่สร้างเป็นพระพุทธนวราชบพิตรขึ้นมาแทน เหลือเชื่อว่าจนขณะนี้ยังพระราชทานไม่ครบ ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด เมื่อสัก ๑-๒ สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังได้รับข่าวว่าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเสด็จพระราชทานที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

พระพุทธนวราชบพิตรมีส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ ตรงฐานบัวจะติดพระสมเด็จจิตรลดาไว้ ๑ องค์ คาดว่าที่รับพระราชทานไม่ทั่วก็เพราะส่วนสำคัญนี้ไม่มี เพราะสมเด็จจิตรลดาต้องรอในหลวงทรงสร้างเอง

อาตมาไปเล็ง ๆ ไว้ ถ้าสะกิดสมเด็จจิตรลดาออกมาคนจะว่าไหมนะ ? องค์ใหญ่เราไม่เอา เอาแค่องค์เล็กก็พอ แต่คราวนี้สมเด็จจิตรลดาก็มีแล้ว อย่าไปโลภมากเสี่ยงคุกเลย..!"

เถรี
14-12-2011, 12:30
"พอเสร็จพิธี ทางด้านรองผู้ว่าฯ ชัยวัฒน์ก็ตักน้ำใส่คนโท คนโทนี้ทางสำนักพระราชวังมอบให้กับทุกจังหวัด เป็นของที่ทำมาโดยเฉพาะ พอถวายปัจจัยไทยธรรมเสร็จ พระสงฆ์ก็ให้พร เสร็จเรียบร้อยต่างคนย้ายแยกกันกลับ อาตมาไปถึงวัดท่าขนุนตอน ๓ ทุ่มครึ่ง นอนหงิกไป ๒ วัน

เรื่องของการยุ่งกับเวรกรรมของส่วนรวมหนักจริง ๆ อยู่เฉย ๆ ก็ป่วยเอาดื้อ ๆ เขาต้องการตัดกำลัง แต่ขอโทษ..อาตมาไม่เคยใช้กำลังตัวเอง มีปัญญาเอ็งตัดไปเถอะ พอถึงเวลาอาตมากราบขอบารมีพระอย่างเดียว

แต่ถึงแม้ว่าจะเห็นและอยู่ในพิธีแล้วก็ตาม พวกเราอย่าไว้ใจว่าในหลวงจะอยู่นาน เพราะวาระกรรมของประเทศชาตินั้นหนักมาก พระองค์ท่านแบกกรรมของคนตั้ง ๖๐ กว่าล้านคน บางอย่างเท่ากับว่ามาตัดรอนพระชนมายุของพระองค์ท่านให้สั้นลงได้เหมือนกัน คนแก่อายุ ๘๔ ปี ต้องลุ้นกันวันต่อวัน อย่าไปหวังอะไรมากมายว่าจะอยู่กันที ๕ ปี ๑๐ ปี

แต่ก็ดีใจที่พระองค์ท่านเสด็จออกมหาสมาคมได้ แม้จะต้องประทับรถเข็นมาก็ตาม สาเหตุแรกก็คือ เพื่อขวัญและกำลังใจของประชาชนทั้งประเทศ ถึงพระองค์ท่านพระพลานามัยจะแย่แค่ไหนก็ต้องมา สาเหตุที่สองก็คือ พระวรกายแข็งแรงขึ้น สามารถเสด็จออกงานได้แล้วจริง ๆ

คาดว่าต้องเป็นสาเหตุที่สอง เพราะว่าต้องมารับน้ำสรงด้วย ถ้าร่างกายไม่ดีโดนน้ำเข้าไป ดีไม่ดีก็อาจจะไปเลย ดังนั้นร่างกายต้องแข็งแรงพอ ใครไม่เคยรู้ว่าโดนน้ำแล้วเย็นเข้าไปถึงขั้วหัวใจเป็นอย่างไร..ให้ลองแก่ดู แก่เมื่อไรโดนเข้าแล้วจะรู้สึก..!"

เถรี
14-12-2011, 14:23
"ต่างประเทศเขาทึ่งมาก ว่าคน ๆ หนึ่ง ทำไมถึงมีคนรักมากขนาดนี้ ทั้งที่พระองค์ไม่ได้ตั้งใจทำให้ชาวบ้านรัก แต่ว่าตั้งใจทำเพื่อความสุขของชาวบ้านทั้งหมด

ทางเทศบาลตำบลทองผาภูมิ โดยท่านนายกเทศมนตรีประเทศ บุญยงค์ จัดงานเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวงอยู่ ๕ วัน คือวันที่ ๑-๕ ธันวาคม พอดีว่าวัดท่าขนุนโดนกำหนดให้ร่วมโครงการด้วย ก็ต้องไปแสดงพระธรรมเทศนาในคืนวันที่ ๒ เทศน์ช่วงกลางคืน อากาศก็หนาว

คืนแรกวัดทองผาภูมิเทศน์เรื่องพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู อาตมารู้ว่าเขาลอกจากเรื่องของท่านอาจารย์พันเอกพิเศษทองคำ ศรีโยธิน แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ขอให้เทศน์ได้ก็แล้วกัน คืนที่สองอาตมาเทศน์เอง ย้ำตรงจุดที่ว่า ในหลวงทรงเหนื่อยเพื่อพวกเรามา ๖๕ ปีเต็ม ๆ แล้ว ในส่วนที่พระองค์ทรงเหนื่อยนั้น ก็คือความตั้งใจบำเพ็ญพระองค์เป็นแบบอย่างให้พวกเราทำตาม ไม่ได้ต้องการให้เราชื่นชมว่าพระองค์ท่านดีอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ แล้วก็ไปตะโกนว่าทรงพระเจริญ แต่ต้องการให้ทำตาม

พระองค์ท่านประหยัดแบบไหน ฉลองพระองค์ปะแล้วปะอีก รองพระบาทซ่อมแล้วซ่อมอีก หลอดยาสีพระทนต์ก็รีดจนแบนเป็นกระดาษ พวกเราชื่นชมว่าพระองค์ท่านประหยัด แต่พอน้ำท่วมขึ้นมา ขนกระเป๋าหลุยส์วิตตองหนีน้ำร้อยห้าสิบกว่าใบ แบบนี้ก็สมควรตาย..!"

เถรี
14-12-2011, 19:55
"การจัดงานเฉลิมพระเกียรติในหลวงเป็นสิ่งที่ดี แสดงออกถึงความจงรักภักดี แต่ว่าเป็นในลักษณะของอามิสบูชา ถ้าจะเอาจริง ๆ ต้องเป็นปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นตัวอย่างมาตลอด ๖๕ ปี

พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ไม่ได้เสวยความสุข หากแต่ว่าความสุขของพระองค์ท่าน ก็คือได้เห็นชาวบ้านมีความสุข การเสวยราชย์ก็ไม่ใช่การครองราชย์ แต่เป็นการครองใจราษฎร์ เพราะฉะนั้น..สิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจพอเพียงก็ดี หรือว่าการเกษตรทฤษฎีใหม่ก็ดี ใครมีที่มีทางก็ทำตามที่พระองค์กล่าวไว้บ้าง พอถึงเวลาที่เขาเดือดร้อนกันทั้งโลกแล้วเราอยู่ได้ ถึงเวลานั้นเราจะเห็นคุณค่า

ศาสตราจารย์แมนเฟรด ( Prof.Manfred Krames ) ชาวเยอรมัน กล่าวว่า คนไทยเรามีครูใหญ่ที่ดีที่สุด แต่ครูสอนเท่าไรไม่เคยทำตามเลย ครูใหญ่ของท่านก็คือในหลวง ถ้าเราไม่มีที่ไม่มีทาง หรือว่าไม่มีความสามารถที่จะไปทำการเกษตรในลักษณะเศรษฐกิจพอเพียง ก็หันมาใช้หลักสันโดษ ตามที่พระองค์ท่านใช้อยู่ ก็คือประหยัด ยินดีตามมีตามได้

โดยเฉพาะน้ำท่วมคราวนี้ ทุกคนจะเห็นว่ามีส่วนเกินในชีวิตเยอะมาก ของที่เราทิ้งได้มีเยอะมากเลย แล้วจะกองไว้ทำไม ? บริจาคให้คนอื่นเขาไปจะได้แบ่งปันกันใช้ อะไรที่มีราคาค่างวดบริจาคเข้าการกุศลไป หรือถ้าอะไรก็ตามที่มีราคาจริง ๆ ขายไปเลย เก็บเงินไว้เป็นทุนสำรอง บางบ้านมีรถอยู่ ๕ คัน จมน้ำหมดทุกคัน ยังสงสัยว่าพอเลิกจมน้ำแล้ว จะจ่ายค่าซ่อมรถไหวไหม ? หรือต้องซื้อใหม่อีก ๕ คัน..!"

เถรี
15-12-2011, 09:11
"บ้านเราติดสถิติโลกที่ไม่น่าปลื้มใจเยอะมาก อย่างเช่น ออกรถใหม่มากที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศเล็กนิดเดียว รถรุ่นไหนก็ตามที่ออกใหม่จะต้องมีป้ายแดงวิ่งบนถนนให้เห็นทันที

รัสเซียประชากรหลายร้อยล้านคน เคยครองสถิติกินเหล้ามากที่สุดในโลก ปัจจุบันโดนประเทศไทยโค่น กลิ้งไม่เป็นท่าเลย ประชากรไทย ๖๓ ล้านคน เฉลี่ยกินเหล้าคนละ ๘ ลิตร นี่เขาเอาอาตมาไปเฉลี่ยด้วยนะ..!

สถิติห่วยแตกอีกสถิติหนึ่งของไทยก็คือ บริโภคน้ำตาลมากที่สุดในโลก มิน่า..ถึงได้เป็นเบาหวานกันเป็นว่าเล่น ประเทศอื่นเขาเฉลี่ยกินน้ำตาลคนละ ๔-๖ ช้อนชาต่อวัน แต่ประเทศไทยกินน้ำตาลเฉลี่ยคนละ ๑๒ ช้อนชาต่อวัน มากกว่าเขา ๔ เท่า แล้วจะไม่ให้เบาหวานจงเจริญได้อย่างไร..!

ปัจจุบันนี้ใครไม่เป็นเบาหวานถือว่าไม่ทันสมัย อาตมาบ่นมาหลายต่อหลายปีก็คือ กับข้าวมีแต่รสชาติหวานหมดแล้ว ไม่ว่าจะต้ม แกง ผัด น้ำพริกผักจิ้ม ออกรสชาติหวานหมด ที่น่าเกลียดมาก ๆ เลยก็คือ แกงส้มก็หวานด้วย ส้มแปลว่าเปรี้ยว เพราะฉะนั้น..แกงส้มต้องเปรี้ยวนำ เค็มตาม แล้วก็เผ็ด ไม่ใช่หวาน"

เถรี
15-12-2011, 09:18
"เดี๋ยวนี้เวลามีงานพุทธาภิเษกสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี หลวงพ่อเจ้าคุณปัญญาจะจองตัวอาตมาเอาไว้ มีอยู่เที่ยวหนึ่งเสกรูปเหมือนหลวงปู่เปลี่ยน อาตมาก็ตั้งใจจะไปทำบุญ เพราะว่าเป็นวันครบรอบวันมรณภาพของหลวงพ่อพระธรรมคุณาภรณ์ (ไพบูลย์ กตปุญฺโญ ป.ธ.๘) อดีตเจ้าอาวาสวัดใต้

พอโผล่ไปถึง หลวงพ่อเจ้าคุณปัญญากำลังตั้งโต๊ะบวงสรวงอยู่ พอเห็นหน้าก็กระโดดกอดเลย “ดีเหลือเกินพ่อคุณ..อุตส่าห์มา..ขอ ๒ เรื่อง..เรื่องที่ ๑ ทำบวงสรวงให้ผมด้วย เรื่องที่ ๒ เสกรูปหลวงปู่ให้ด้วย" ตั้งใจไปทำบุญแท้ ๆ โดนใช้งานอ่วมไปเลย..!

หลวงปู่เปลี่ยนท่านเป็นเกจิอาจารย์ดังมากของจังหวัดกาญจนบุรี ถ้านับเกจิอาจารย์ที่ดังที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี ก็คือ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ลูกศิษย์ของท่าน คือหลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ หลวงปู่ดี วัดเหนือ หลวงปู่สอน วัดทุ่งลาดหญ้า แต่ละท่านลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง

หลวงปู่ยิ้มเก่งขนาดไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ต้องเสด็จไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ สมัยก่อนคนเมืองกาญจน์เขาบอกว่า ถ้าอยากเจ้าชู้ให้ไปวัดเหนือ ถ้าอยากเป็นเสือให้ไปวัดใต้ เพราะหลวงปู่ดี วัดเหนือ ท่านเก่งทางเมตตามหานิยม หลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้ท่านเก่งทางอยู่ยงคงกระพัน"

เถรี
15-12-2011, 09:23
พระอาจารย์เล่าว่า "วันก่อนคุณปิยทัศน์ มีศรัทธาจะร่วมสร้างสมเด็จองค์ปฐม ๒๑ ศอก เขาถามว่าใช้เงินเท่าไร ? อาตมาบอกว่าเฉพาะองค์พระ ๓ ล้านบาท เขาคำนวณจากราคาวัตถุมงคลแล้วว่า น่าจะมีกำไรประมาณ ๑.๓ ล้านบาท ส่วนที่เหลือ ๑.๗ ล้านบาท เขาจะขอทำบุญด้วย

พอเขาส่งข้อความมา อาตมาก็ตอบคืนไปว่า ให้เวลาคิดอีก ๗ วัน ถ้าหากว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในเรื่องอื่นแล้วค่อยโอนมา แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เงินในเรื่องอื่น ก็ให้ทำอย่างอื่นไปก่อน ไม่ต้องกลัวว่าอาตมาจะไม่มีสตางค์ เพราะว่าถ้าเป็นงานของพระท่าน ไม่เคยเลยที่จะไม่มีสตางค์

พอ ๗ วันให้หลัง เขาบอกว่า ผมคิดรอบคอบแล้วครับว่า เงินส่วนนี้ผมสามารถทำบุญได้โดยไม่เดือดร้อน เขาก็โอนมา เพราะฉะนั้น..ทำบุญวัดท่าขนุนนี่ยากมาก มีเงินแล้วยังไม่อยากจะรับเลย ให้ไปคิดก่อน ภายใน ๗ วัน ถ้าศรัทธาไม่ถอย คิดให้รอบคอบแล้วค่อยมาทำบุญกัน

จริง ๆ เขาพูดเดี๋ยวนั้นและทำเดี๋ยวนั้น แต่อาตมาให้คิดดูก่อน เผื่อความขี้เหนียวจะย้อนกลับมา ถ้าเขาไม่ถวายมาอาตมาก็จะได้สบาย ไม่ต้องทำงาน แต่ถ้าถวายมาก็ต้องเหนื่อยทำให้เขา"

เถรี
15-12-2011, 09:26
"ตอนที่ยังรับสังฆทานอยู่ที่บ้านอนุสาวรีย์ฯ มีโยมคนหนึ่ง อยู่ ๆ ก็แบกเงินมา ๑ ล้านบาท ขอทำบุญด้วย อาตมาบอกกับเขาไปว่า "การทำบุญที่ดีจะต้องไม่ให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน คุณทำบุญทีหนึ่งมากขนาดนี้ มั่นใจแล้วหรือว่าไม่ต้องใช้เงินจำนวนนี้ ?"

เขาบอกว่า "มั่นใจครับ..ผมทำงานมาทั้งชีวิตก็เพื่อขอทำบุญให้สะใจสักครั้งหนึ่ง" เงินหนึ่งล้านสมัยนั้นแพงมาก เพราะตอนนั้นทองคำ ๑ บาทราคา ๔,๗๐๐ บาทเอง

เพราะฉะนั้น..ที่วัดท่าขนุนถึงมีกติกาว่า ห้ามบอกบุญ ห้ามเรี่ยไร ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าใครจะมาทำบุญให้มาแจ้งความจำนงด้วยตัวเอง แล้วไม่ต้องให้ชื่อ ไม่ต้องให้ที่อยู่ ไม่ต้องให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ เพราะถึงให้ก็ไม่โทรไปหา ที่วัดอื่นมีหลายต่อหลายวัดด้วยกัน ถ้ามีเบอร์โทร มีที่อยู่ ต้องใช้คำว่า “ตามจิก” จะทำบุญอะไรเมื่อไร เขาจะตามจิกให้ไปทำบุญ เป็นอะไรที่อาตมาดูแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะ คนจะทำบุญก็ต้องให้เขามีศรัทธาเอง"

เถรี
15-12-2011, 11:27
พระอาจารย์เล่าว่า "ท่านเจ้าคุณพระศรีศาสนวงศ์ เป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายของอาตมา ตอนนี้ท่านเป็นรองเจ้าคณะภาค ๑ ท่านอ่านหนังสือเส้นทางพระโพธิสัตว์ แล้วบอกว่า “โอ้โห..พระครู..เขียนได้เป็นธรรมชาติมาก ผมอยากเขียนได้อย่างนี้มานานแล้ว.."

จริง ๆ แล้วโยมทุกคนก็เขียนหนังสือลักษณะนี้ได้ แต่อย่าลืมตัว ก็คือให้คิดอยู่เสมอว่าเราเป็นคนอ่าน เราไม่เคยไปไหนเลย ไม่ได้เห็นอะไรเลย ถ้าหากว่าเรารู้สึกอย่างนั้น เราก็จะบรรยายออกมาให้คนอ่านเข้าใจได้ว่าที่เราเห็นคืออะไร

แต่ถ้าเราคิดว่าเรารู้แล้ว เราก็ว่าของเราไปเรื่อย บางทีก็รู้อยู่คนเดียว เพราะฉะนั้น..จะเขียนหนังสือให้อ่านง่าย ต้องนึกอยู่เสมอว่าเราเป็นคนอ่าน"

เถรี
15-12-2011, 16:52
พระอาจารย์กล่าวว่า "กำลังใจของโยมที่มีศรัทธานี่เป็นเรื่องน่ากลัวมาก อาตมานั่งหวั่น ๆ ว่า ตัวเองสมกับเป็นเนื้อนาบุญของเขาหรือเปล่า ? ไม่ใช่เขาทำบุญมา ๑.๗ ล้านบาท ได้บุญไป ๗ สตางค์..!"

เถรี
15-12-2011, 18:00
http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=15933&stc=1&d=1323944925

พระอาจารย์กล่าวว่า "ระยะนี้หน่วยงานไหนจะทำงานให้ได้เงินต้องทำเกี่ยวกับในหลวง วันก่อนแสตมป์ในหลวงออก อาตมาสั่งจองไว้ ๖ ชุด เขาให้มา ๑ แผ่น เขาบอกว่ามีไม่พอ โดยเฉพาะชุดรวม ๖๕ บาทชุดเล็ก ให้มาไปรษณีย์ละ ๓ ชุดเท่านั้น คนแย่งกันแทบจะเหยียบกันตาย เจ้าหน้าที่บอกว่า “ผมจะกันไว้ให้อาจารย์ก็ได้ แต่ผมตายก่อน ก็เลยต้องให้เขาไป”

ดวงตราไปรษณียากร หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่าแสตมป์ ที่ออกมาแล้วเป็นที่ฮือฮามาก ๆ หมดในเวลาอันรวดเร็ว ก็คือแสตมป์ทองคำดวงแรก ที่เป็นรูปในหลวงงานกาญจนาภิเษก ดวงละ ๑๐๐ บาท ออกมาข้างนอกพักเดียวเท่านั้น ขึ้นราคาไป ๗๐๐-๘๐๐ บาท คนยังแย่งกันซื้อเลย

ชุดถัดมาก็เป็นแสตมป์ชุดพระเครื่องเบญจภาคี ข้างนอกขึ้นราคาไปเป็นหมื่นเลย แล้วก็มาชุดในหลวง ๗ รอบ ไม่ต้องไปถามหา ไปถึงไปรษณีย์ไหนก็สั่นหัวบอกว่าหมดแล้ว โดยที่เขาไม่ได้บอกว่า “ผมเก็บไว้เองแหละ” ก็ให้ไปแค่ ๓-๕ ชุด เจ้าหน้าที่ก็เก็บไว้เองหมดสิ เรื่องอะไรจะมาจำหน่ายให้เรา"

เถรี
15-12-2011, 18:03
http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=15934&stc=1&d=1323945172

"ตรงจุดนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเหนื่อยยากตรากตรำมาตลอด ๖๕ ปี ตั้งแต่พระชนมายุ ๑๙ พรรษาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสร้างแต่ความดี ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน คนเขามองเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระองค์จึงกลายเป็นของมีค่า มีคุณค่าควรแก่การสะสม ควรแก่การมีไว้บูชา

แต่สำคัญที่สุดก็คือ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นอามิสบูชา ถ้าจะเอาเป็นปฏิบัติบูชาก็คือ ทำตามอย่างที่พระองค์ท่านดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่างให้เรา พระองค์ท่านประหยัดอย่างไร พอเพียงอย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น ถ้าหากว่าสามารถทำได้ ต่อให้เศรษฐกิจโลกถล่มทลายเละเทะขนาดไหน บ้านเราก็อยู่ได้"

เถรี
16-12-2011, 11:57
ถาม : พระธรรมเกิดจากพระพุทธเจ้า แล้วทำไมถึงไม่รวมพระพุทธกับพระธรรมไว้ด้วยกันครับ ?
ตอบ : แสดงว่าเด็ก ๆ ไม่เคยสวด "ธรรมะคือคุณากร..." แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องรวมพระธรรมไว้กับพระพุทธเจ้า ?

ถาม : เพราะธรรมะเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าครับ
ตอบ :ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรวมพระสงฆ์เป็นอย่างเดียวกันด้วยสิ เพราะพระสงฆ์มาจากพระธรรมด้วย ถ้าไปรวมว่าพระสงฆ์ก็คือพระพุทธเจ้าก็ซวยไป ต้องรู้จักเรียงลำดับบ้างสิ

จะว่าไปแล้วพระธรรมมาก่อนเพราะว่ามีอยู่แล้วในธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เห็นพระธรรมเหล่านั้น ก็ทรงนำมาจำแนก นำมาแยกแยะ นำมาจัดเป็นหมวดเป็นหมู่ แล้วก็พยายามปรับของยากให้กลายเป็นของง่าย เพื่อความเข้าใจและสามารถบรรลุธรรมได้ของเหล่าเวไนยสัตว์ทั้งปวง

คราวนี้พวกเราก็เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้พระธรรม เลยจัดพระธรรมอยู่ลำดับที่ ๒ พระสงฆ์ฟังพระธรรมนั้นแล้วสามารถบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยสงฆ์ได้ ก็จัดอยู่ลำดับที่ ๓ แต่จริง ๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า แม้พระองค์ท่านก็ยังต้องเคารพพระธรรม เพราะว่าพระองค์ท่านตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เพราะเห็นธรรม

อะไรที่เป็นสมมติ ที่โลกเขานิยม เราก็ตามเขาไป อย่าเสือกทะลึ่งไปแก้ไข ลำบากเปล่า ๆ..! ถ้าจะแก้ ให้แก้ที่ตัวเรา เรื่องอื่นที่โลกเขานิยมเป็นเรื่องของโลก อย่าไปแก้ไขโลกเพราะหนักเกินไป ดูที่ตัวแก้ที่ตัวแล้วจะจบ ถ้าไปดูที่โลกแล้วไปแก้ไขโลกมักจะเกินกำลัง แก้ไม่ไหวหรอก

หรือไม่ก็บำเพ็ญต่อไปสักระยะหนึ่ง ตรัสรู้เองแล้วค่อยไปแก้ไขโลก พอถึงรุ่นของเราก็จะเป็น ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ จะได้เอาพระธรรมขึ้นก่อน หรือไม่ก็ ติสรณคมนัง สรณัง คัจฉามิ ทีเดียวครบ ๓ อย่างไปเลย

เถรี
16-12-2011, 12:28
ถาม : นี่ผมคัดลอกมาจากในคอมพิวเตอร์ครับ เขาบอกว่าเป็นคำพูดของหลวงพ่อวัดท่าซุง
ตอบ : เขาบอกแล้วคุณเชื่อเลยหรือ ? โดยเฉพาะคำพยากรณ์ที่บอกว่าจะเกิดความฉิบหายวายวอดกับบ้านกับเมืองเรา แม้กระทั่งนารีขี่ม้าขาว เขาก็บอกว่าหลวงพ่อฤๅษีลิงดำพยากรณ์ อาตมาอยู่กับหลวงพ่อมา ๑๘ ปี ไม่เคยได้ยินเลย เขาก็ว่าของเขาไปเรื่อย

เพราะฉะนั้น..ถ้ามาจากที่อื่นอย่าไปเชื่อ อยากได้หลักธรรมของหลวงพ่อจริง ๆ ให้ไปซื้อหนังสือของวัดท่าซุงมาอ่าน แล้วเราก็จดในส่วนที่เราชอบใจ เอามาดูเอง ไม่อย่างนั้นคนอื่นเขาเอามายำใหญ่ ผสมปนเปจากไหนบ้างเราก็ไม่รู้

เถรี
16-12-2011, 13:21
ถาม : ความเชื่อที่ชาวจีนเกิดปีชง ห้ามไปงานแต่ง งานศพ ทุกกรณีตลอดปีนั้น ๆ ถ้าเราจำเป็นต้องไปงานดังกล่าวจะเกิดปัญหาหรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าไม่กลัวปัญหาก็ไม่เกิดปัญหา อาตมาเป็นคนที่ปกติไปงานศพแล้วจะเดือดร้อนทุกครั้ง เพราะผีรู้จัก..! ลักษณะนี้พอถึงเวลาแล้วเขาจะตามเพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ พวกที่เกิดปีชงก็คือลักษณะอย่างนี้แหละ

พอเวลาเขาตามมาแล้วเราแก้ไขให้อย่างที่เขาต้องการไม่ได้ เขาเกาะอยู่นานเท่าไร เราก็เดือดร้อนนานเท่านั้น แต่ไม่ต้องไปใส่ใจ ชงขนาดไหนก็ตาม ไปถึงให้ตั้งใจเลยว่า กุศลบารมีที่เราสร้างมาแต่ต้นจนบัดนี้ ขออุทิศให้แก่เธอผู้ตาย ถ้ารู้จักชื่อนามสกุล ออกชื่อนามสกุลไปด้วย ขอให้ผู้ตายโมทนา ประโยชน์ความสุขใดที่เราพึงจะได้รับ ขอเธอจงได้รับด้วย แบบนี้ไปเถอะ..กี่ศพก็ไปได้

ถาม : แล้วถ้าเป็นงานแต่งเจ้าคะ ?
ตอบ : ถ้าเจ้าภาพไม่รู้ว่าเราเกิดปีนั้นก็ไม่เป็นไร เราก็อย่าไปบอกเขาสิ..!

เถรี
16-12-2011, 13:31
ถาม : นักแต่งหรือนักเขียนเรื่องธรรมะนามปากกาดังตฤณ เขาเขียนจากความรู้ของเขาหรือไม่ ?
ตอบ : อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็เป็นความรู้ของเขา อีกส่วนเขาก็ค้นคว้าเพิ่มเติมเอา

การที่ดังตฤณเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมะ และมีนักบวชจำพวกหนึ่งไปเดินห้างพันทิพย์เป็นปกติ ทำให้เกิดวลีบาดใจพระขึ้นมาว่า “ถ้าอยากรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ให้ถามพระ ถ้าอยากรู้เรื่องธรรมะให้ถามโยม” ประชดกันชัด ๆ เลย แล้วพระที่ท่านศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็เก่งจริงเสียด้วย ก็เลยยิ่งทำให้คำพูดประโยคนี้เป็นความจริงกันเข้าไปใหญ่

เถรี
16-12-2011, 13:36
ถาม : ฆราวาสเรียกสรรพนามหลวงพ่อสมปองว่า "ท่านจิตโต" เหมาะสมหรือไม่ ? ปรามาสหรือไม่ ?
ตอบ : อันนี้มิอาจจะบอกได้ ขึ้นอยู่กับเขาว่าเรียกด้วยความเคารพหรือเปล่า

ถาม : ถ้าเรียกว่า "หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศ" เหมาะสมหรือไม่คะ ?
ตอบ : เรียกไปเถอะ แต่อย่าไปออกชื่อท่าน พวกออกชื่อท่านเหมือนกับจิกหัวเรียกเพื่อน

ปัจจุบันสื่อมวลชนต่าง ๆ เป็นตัวนำดีนัก พอถึงเวลาก็ออกข่าว “สมเด็จเกี่ยวฯ” คนที่จะเรียกอย่างนั้นได้ต้องเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมาก ๆ หรือไม่ก็ต้องมีศักดิ์ฐานะสูงกว่า

แต่เท่าที่รู้จักหลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศมา แม้แต่องค์ท่านก็ไม่เคยใช้ลักษณะอย่างนั้น อย่างอาตมาท่านก็เรียก "พระครูธรรมธร" หรือไม่ถ้าวันไหนอยู่กันอย่างเป็นส่วนตัวก็จะเรียกว่า "ท่านเล็ก" พูดง่าย ๆ ก็คือ หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยอปจายนมัย คืออ่อนน้อมถ่อมตนเป็นปกติ ในเมื่อสภาพจิตท่านเป็นอย่างนั้น ก็จะยกย่องให้เกียรติผู้อื่นเสมอ

อย่างท่านเรียกหลวงพ่อที่ปรึกษาจังหวัดนครปฐมว่า "ท่านเจ้าคุณพระธรรมเสนานี" เรียกเต็มตำแหน่งเลย ทั้ง ๆ ที่คนทั่วไปเขาเรียกว่า "หลวงปู่ชุ้น หลวงตาชุ้น" กัน นั่นแหละนึกเอาแล้วกันว่าพระผู้ใหญ่ระดับนั้น แต่สภาพจิตท่านละเอียด ท่านก็ยกย่องให้เกียรติผู้อื่น มียศมีตำแหน่งอย่างไรท่านก็เรียกอย่างนั้น

ถ้าเราเองเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการก็เรียกท่านว่า "หลวงพ่อสมเด็จฯ วัดสระเกศ" ปลอดภัยที่สุด

เถรี
16-12-2011, 19:04
พระอาจารย์กล่าวว่า "ปีหน้าเป็นปีชีพจรลงเท้าของอาตมา ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น อย่างสิงคโปร์ก็มีปัญหาคาใจที่นั่น ต้องไปให้ได้

ถ้าใครไปประเทศสิงคโปร์ สามารถขอความช่วยเหลือจากเจ้าพ่อหลักเมืองของสิงคโปร์ได้ ท่านเป็นผู้บังคับการเรือรบหลวง Prince of Wales ที่โดนญี่ปุ่นถล่มจมทะเลไปสมัยสงครามโลก แก้บนท่านด้วยบุหรี่ ๑ มวน เป็นการแก้บนที่ง่ายมาก ถ้าได้ซิการ์ยิ่งดีเพราะท่านชอบ จะเอาบุหรี่อะไรก็ได้ท่านไม่ได้ว่าหรอก เพียงแต่ว่าถ้าได้ของถูกใจก็เต็มที่หน่อย

ที่แน่ ๆ ปีหน้าอาตมาต้องไปศรีลังกากับออสเตรเลีย ศรีลังกานั้นไปกับรุ่นน้องปริญญาโทเพื่อดูงานทางพระพุทธศาสนา เพราะพระของศรีลังกามีบทบาททางการเมืองสูงมาก ศรีลังกามีประชากรประมาณ ๗๓% ที่นับถือพุทธ แต่ ๗๓% นี้มีอำนาจขนาดบัญญัติว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พระภิกษุสามารถสมัคร ส.ส.ได้ เป็นรัฐมนตรีได้"

เถรี
16-12-2011, 19:15
"อาตมาเคยไปตั้งคำถามเฉิ่ม ๆ กับท่าน แล้วโดนท่านสอยหงายท้องมา ถามท่านว่า “เป็นพระไปเล่นการเมือง ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ ?”

ท่านบอกว่า “นึกถึงปฐมวจนะที่พระพุทธเจ้าส่งพระออกเผยแผ่สิ..จรถ ภิกฺขเว จาริกํ ดูก่อน..ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย เพื่อความสุขของมหาชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพราะฉะนั้น..ที่เล่นการเมืองก็เพื่ออย่างนี้...!"

ต้องยอมท่าน พระลังกาแต่ละคนฝีปากคมทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องพระพุทธศาสนา ผิดท่าผิดทางโดนท่านขย้ำตาย ถึงได้ว่าพระของเขามีอำนาจมากเลย

ประเทศไทยของเรารับเอาตัวอย่างจากลังกามาใช้ในบ้านเราเยอะมาก อย่างเช่นศิลปวัตถุทางพระพุทธศาสนา เจดีย์ทรงลังกานี่ชัด ๆ เลย โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ก็เอามาจากลังกา เพราะลังกาทำมาก่อน เรื่องของสมณศักดิ์พัดยศก็มาจากทางลังกา รุ่นน้องเขาไปดูงานที่นั่นอาตมาก็ไปร่วมกับเขา

ส่วนทางออสเตรเลีย ท่านเจ้าคุณพระโสภณกาญจนาภรณ์ ท่านไปดูแลวัดไทยที่ออสเตรเลีย ท่านเกริ่นชวนเอาไว้ เพราะตั้งความหวังว่าอาตมาจะสามารถไปช่วยวัดที่นั่นได้ ท่านก็เลยอยากจะเชิญไปเท่านั้นเอง"

เถรี
16-12-2011, 19:46
พระอาจารย์กล่าวว่า "ปีหน้าอาตมาอาจจะถูกหวย ๒ รอบ รอบแรกก็คือได้รับพระราชทานสัญญาบัตรในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุครบ ๗ รอบ

รอบที่ ๒ ถ้าผ่านการพิจารณาผู้ทำคุณประโยชน์ของพระพุทธศาสนา ก็จะได้รับเสมาธรรมจักรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าปีหน้าดวงเฮงจริง ๆ จะถูกหวย ๒ รอบ รอบแรกนี่ถูกแน่นอนแล้ว เหลือรอบ ๒ ว่าจะผ่านพิจารณาหรือไม่ ?

ถ้าปีหน้าได้จริง ๆ ถือเป็นมงคลซ้อนมงคล เพราะปีหน้าเป็น ๒,๖๐๐ ปีพุทธชยันตี แล้วต้องไปรับวันวิสาขบูชาด้วย วันอื่นพระองค์ท่านก็ไม่พระราชทานให้"

เถรี
16-12-2011, 19:49
"เรื่องงานฉลองสัญญาบัตรพัดยศนี่ไม่ได้คิดจะจัดหรอก เพราะเปลืองเงิน แต่ไม่จัดก็ไม่ได้ เพราะเวลาพรรคพวกเพื่อนฝูงเขาฉลองกัน ก็นิมนต์เราไปร่วมงานเขา ถ้าเราไม่จัดงานบ้าง เท่ากับกินของเขาฝ่ายเดียว...น่าเกลียด ก็เลยกลายเป็นลักษณะต่างตอบแทน ถึงเวลาคุณจัดงานผมก็ไป เวลาผมจัดงานคุณก็มา ดีไม่ดี..กระเช้าที่ยกมาให้นั่นก็เป็นของเราที่เคยยกไปให้ท่านนั่นแหละ ถวายกันไปถวายกันมา จนของหมดอายุหรือยังก็ไม่รู้ ?!?

แต่ว่าทางคณะสงฆ์โดยเฉพาะท่านที่เป็นเจ้าคณะปกครองระดับต่าง ๆ ท่านบอกว่าให้ทำอย่างนั้น จะได้ไม่เปลืองมาก คือเอามาวนใช้ใหม่ ท่านไม่ถือสาหรอก ที่อยู่ ๆ เห็นของตัวเองย้อนกลับมา ถือว่าช่วยให้ไม่สิ้นเปลือง โดยเฉพาะกระเช้าพวกซุปไก่ รังนก เป็นของที่พระท่านเบื่อกันมากเลย"

เถรี
17-12-2011, 10:03
ถาม : ทำไมมารเขาสามารถทำเราไปตกอยู่ตรงอรูปพรหมได้ครับ ?
ตอบ : อำนาจเขาครอบคลุมถึงอรูปพรหมอยู่แล้ว

ถาม : แต่ว่ามารก็เป็นเทวดา ในกรณีนั้นใช่หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ใช่..ความสามารถของเขาสูงกว่าที่เราคิด ตราบใดก็ตามที่จิตใจของสรรพสัตว์ไม่ว่าภพภูมิไหนก็ตาม ยังเข้าไม่ถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ตราบนั้นยังเป็นเชื้อที่ทำให้เขาสามารถอาศัยเกาะเข้าไปได้ มารเขาสุดยอดขนาดนั้น

คุณไปอ่านไปพรหมนิมันตนิกสูตร ที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดท้าวพกาพรหม ท่านใช้คำว่า “มารสิงปริสัชชาพรหมท่านหนึ่ง เอ่ยขัดคำองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า อย่าเลยพระสมณโคดม พกาพรหมนั่นแหละถือว่าเป็นหนึ่งแล้ว” สยองนะ..ขนาดพรหมยังไม่เว้นเลย แล้วเราจะเหลือไหม ?

ถาม : อย่างนี้ก็คือ เกาะนิพพานอย่างเดียว ?
ตอบ : เกาะให้ถูกนะ

ถาม : เกาะอย่างไรให้ถูก ?
ตอบ : ทำไปเรื่อย ๆ ก่อน คนจะไปนิพพานเขาไม่เกาะอะไรเลยแม้แต่นิพพาน ตอนแรกต้องเกาะก่อน เกาะเพื่อความแน่นอนก่อน พอเต็มจริง ๆ จะปล่อยเอง ถ้าหากว่ายังเกาะอยู่ ก็ยังไปไม่ได้

นี่เป็นเรื่องเกินความรู้ไป ทำถึงเมื่อไรก็รู้เองว่าวางแล้วจึงไปได้ ถ้าคุณบอกว่าจะไปเชียงใหม่ แล้วกอดต้นเสาอยู่ตรงนี้ ไปได้ไหมเล่า ? ก็ต้องปล่อยเสาต้นนี้ก่อนแล้วถึงจะไปได้

ถาม : แต่ก็ต้องเกาะไว้ คลำ ๆ ทางใช่ไหมครับ ?
ตอบ : เกาะราวบันไดไปเพื่อความมั่นคง พอขึ้นสู่ชั้นบนแล้วไม่มีใครเขาแบกราวบันไดไปหรอก เขาก็ต้องปล่อยก่อน

ถาม : อย่างนี้ก็เหมือนธรรมในธรรม ในมหาสติปัฏฐาน ?
ตอบ : เสียเวลาไปอธิบาย ทำถึงก็รู้เอง ภาษามนุษย์ละเอียดไม่พอ ภาษาหนังสือก็ละเอียดไม่พอ คำว่า "ปัจจัตตัง" นี่รู้เฉพาะตน รู้ในใจจริง ๆ อธิบายยาก

พระบางองค์ท่านไปนิพพานได้ แต่ท่านอธิบายไม่ได้ มีคนไปกราบเรียนถามท่านว่า “หลวงปู่ครับ นิพพานเป็นอนัตตาหรือเป็นอัตตา ?” หลวงปู่บอกว่า “นิพพานก็เป็นนิพพานสิ จะเป็นอัตตาเป็นอนัตตาอย่างไรได้วะ..!” จบเลย ดีที่ท่านไม่บอกว่าเอ็งไปเองแล้วจะรู้ ไปไม่ถึงก็อธิบายไม่ถูก

เถรี
17-12-2011, 10:51
พระอาจารย์กล่าวถึงนักมวยว่า "สมัยก่อนนักมวยต่อยกัน เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องน้ำหนักตัว อย่างทองใบ ยนตรกิจ น้ำหนัก ๖๐ กว่ากิโลกรัม
ส่วนผล พระประแดง น้ำหนัก ๕๐ กว่ากิโลกรัม ก็ยังต่อยกันได้ เขาสนใจแค่ว่ามีฝีมือจริงหรือเปล่า ? ถ้ามีฝีมือจริงเขาไม่เกี่ยงหรอกว่าตัวใหญ่กว่าหรือหนักมากกว่า

ใครต่อยกับผล พระประแดง นี่ปวดหัวแน่ อีกรายก็พรหมมินทร์ นวรัตน์ กับรักเร่ ศรีหนุมาน สองคนนี้ก็สุดยอดลวดลาย ถ้าคู่ต่อสู้ไม่รอบตัวจริง โดนตอดนิดตอดหน่อยก็อดโมโหไม่ได้ พอโมโหขึ้นมาก็เสร็จเรียบร้อย เพราะเวลามีโทสะขึ้นมาสมาธิจะเสียหมด โดนอีกฝ่ายหลอกชกหัวทิ่มหัวตำ

อภิเดช ศิษย์หิรัญ มีฉายาว่า "จอมเตะบางนกแขวก" เคยเตะอดุลย์ ศรีโสธร แขนหักมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่อดุลย์เป็นถึงแชมเปี้ยนมงกุฎเพชร สมัยนั้นเขามีการแข่งขันกันเป็นรอบ ๆ คราวนี้มงกุฎเพชรรอบนั้นอดุลย์เขาได้แชมป์

สมัยก่อนกว่าครูบาอาจารย์จะปล่อยนักมวยขึ้นเวทีได้ต้องให้แกร่งจริง ๆ สมัยที่อาตมาไปฝึกมวยกับครูเขตร์ ศรียาภัย ท่านบอกว่า สมัยก่อนนักมวยอายุไม่ถึง ๒๕ ปี ครูจะไม่ให้ขึ้นชกหรอก กระดูกยังไม่แข็งพอ สมัยนี้อายุ ๒๕ ปีก็หมดสภาพแล้ว เพราะเขาเล่นต่อยกันตั้งแต่ ๑๑-๑๒ ขวบ

นอกจากนี้ยังมี จรวดทัพฟ้า (ราวี เดชาชัย) ม้าสีหมอก (ประยุทธ์ อุดมศักดิ์) เขาบอกว่าเตะหนักเหมือนม้าดีด แล้วก็มี ยางตัน (ทองใบ ยนตรกิจ) ที่เรียกว่ายางตันเพราะเตะเท่าไรไม่มียุบ โดนเท่าไรก็ดาหน้าเข้าใส่อย่างเดียว"

เถรี
17-12-2011, 13:48
ถาม : กฎของป่ามีว่าอย่างไรบ้างคะ ?
ตอบ : กฎของป่า ข้อที่ ๑ ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะอยู่รอด เพราะฉะนั้น..ต้องเก่งจริง ๆ จึงจะอยู่ในป่าได้ กฎของป่าข้อที่ ๒ ทุกที่มีเจ้าของ เพราะฉะนั้น..เข้าป่าอย่าทำอะไรส่งเดช ต้องรู้จักเกรงใจเจ้าของที่เขาด้วย

เถรี
17-12-2011, 14:08
ถาม : ขอความเมตตาช่วยอธิบายวิปัสสนาญาณขั้นต้นครับ
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก เห็นทุกอย่างไม่เที่ยงก็พอ ถ้าขั้นกลางก็เห็นทุกอย่างเป็นทุกข์ด้วย ถ้าขั้นปลายก็เห็นทุกอย่างไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ยึดถือมั่นหมายไม่ได้เลย แค่นั้นแหละ แต่ไปคิดอีก ๓ ปีไม่รู้ว่าจะได้รายละเอียดครบหรือเปล่า ?

เถรี
17-12-2011, 14:22
ถาม : พระหางหมากกันอะไรได้บ้างครับ ? (เด็กถาม)
ตอบ : ถ้าอธิษฐานดี ๆ กันแม่ตีได้ แต่ต้องภาวนาทุกวันนะจ๊ะ ท่องพุทโธ ๆ ก่อนนอนสัก ๑๐ นาที ตื่นนอนสัก ๑๐ นาที อธิษฐานเพี้ยง...! วันนี้แม่อย่าได้ตีหนูเลย แล้วก็ซนไปเถอะ..!

(ปรารภกับผู้ใหญ่) อาตมาจะทำให้เด็กเสียคนก็งานนี้แหละ จริง ๆ แล้วต้องการให้เด็กเชื่อ พอเขาเชื่อแล้วเขาก็จะภาวนา เดี๋ยวประโยชน์ก็จะตามมาเอง

เถรี
17-12-2011, 14:49
ถาม : วันพุธนี้บริษัทหนึ่งเขาเรียกไปสอบ ปกติเกณฑ์การรับของเขาจะรับเกรดเกิน ๒.๗๕ แต่เกรดผมไม่ถึง ตรงนี้เราติดสินบนใครได้บ้างครับ ?
ตอบ : อันดับแรก..หลวงปู่แช่ม วัดฉลอง ให้ภาวนาคาถาพระอรหัง สุคะโต ภะคะวา นะ เมตตาจิต ภาวนาไปเลย ๑ ชั่วโมงเต็ม ใครก็ตามที่เป็นคณะกรรมการกวาดให้หมดทุกคน

อันดับที่สอง..ท่านปู่พระอินทร์ คาถาสะหัสสะเนตโต ภาวนาไปอีกครึ่งชั่วโมง ขอความคล่องตัวทุกอย่าง ไม่ว่าจะสอบข้อเขียนหรือสอบสัมภาษณ์ ขอให้ตอบถูกใจกรรมการทั้งหมด เรื่องติดสินบนนี่ขอให้บนจริงเถอะ

เถรี
17-12-2011, 15:14
พระอาจารย์กล่าวว่า "งานบรรพชาสามเณรที่ผ่านมา ญาติโยมส่วนใหญ่เห็นแล้วปลื้มใจ เพราะเณรเป็นร้อย ๆ เดินแถวบิณฑบาตยาว ๓๐๐-๔๐๐ เมตร รถติดทั้งตลาด บ้านไหนพอเห็นเข้า ตอนแรกก็ไม่ได้เตรียมของไว้ ต้องวิ่งไปหาของกันใหญ่ มีอยู่บ้านหนึ่งใส่มะพร้าวอ่อนมา ๒ ลูก ลองนึกดูว่าบาตรใบหนึ่งใส่มะพร้าวได้ลูกเดียว พอมะพร้าวอีกลูกมาจะทำอย่างไร ก็ต้องรอเขาเก็บใบเก่าออกก่อน

โยมเขาเห็นอาตมาอยู่หัวแถว เขาก็เอาบะหมี่ เอาน้ำ เอาขนม ทั้งหมด ๓ อย่างใส่มา อาตมาบอกว่าเอาชิ้นเดียว ถ้าใส่ครบชุดเดี๋ยวไม่ถึงท้ายแถว นี่ขนาดให้เณรบิณฑบาตวันละ ๑๐๐ รูปเท่านั้น อีก ๕๒ รูปให้อยู่ทำความสะอาดวัด แต่เณรอยากบิณฑบาตมากกว่าเพราะได้เงินเยอะดี โดยเฉพาะเณรตัวเล็ก ๆ

ตอนแรกบอกสามเณรมานพให้สึกแล้วบวชใหม่ จะได้มีพระอุปัชฌาย์เป็นเจ้าคุณ เณรไม่สนใจหรอก บวชแล้วเรื่องอะไรจะสึก ปรากฏว่าพอสึกแล้วบวชใหม่ เดินลงมาข้างล่าง โยมทำบุญไปเรื่อย ๆ นับปัจจัยได้เกือบพันบาท เณรมานพยิ้มแก้มปริ คราวนี้ให้สึกสักร้อยครั้งก็เต็มใจ..!

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=15781&d=1323082843
สามเณรมานพ (ซ้ายมือ) หัวหน้าเณรวัดท่าขนุน..!


อาตมาขอมติคณะสงฆ์ว่า เงินที่เณรบิณฑบาตนี้ ขอมอบให้เณรเอาไปใช้ตอนเป็นฆราวาสหลังจากสึกไปแล้วได้ คณะสงฆ์สาธุการให้ก็ไม่ติดหนี้สงฆ์แล้ว เณรก็เลยมีกำลังใจแย่งกันออกบิณฑบาต แต่พวกตัวเล็ก ๆ นี่อย่าให้เดินนำหน้านะ ถ้าเดินนำหน้า พระอด..!

บางคนเหมือนอย่างกับเกิดมาเพื่ออย่างนี้โดยเฉพาะ พอบวชเข้าไป โอ้โห..ดูดีไปหมด ญาติโยมเห็นแล้วอยากทำบุญ บางทีแถวเณรเดินเลยไปแล้วเป็นกิโล กว่าจะหาซื้อของได้ต้องวิ่งรถกระบะไปดักหน้า ไปใส่เอาข้างหน้าโน่น"

เถรี
17-12-2011, 15:26
"ส่วนใหญ่อาตมาดวงเฮงเพราะว่าอยู่หัวแถว เขาจะใส่ข้าวสารถุงละ ๕ กิโลกรัม ใส่น้ำ ๑๒ ขวด บะหมี่ ๑ ลัง แต่บอกพระท่านว่าให้จัดชุดสลับกัน อย่างเช่นวันนี้ชุดหนึ่งอยู่หน้า พรุ่งนี้ชุดสองอยู่หน้า มะรืนชุดสามอยู่หน้า สลับกันไป เณรที่อยู่ทำความสะอาดก็ตัดออกจากแต่ละกลุ่ม ผลัดกันตัดออกกลุ่มละ ๒-๓ รูป สลับกันไป คือให้เขาออกบิณฑบาตทั่วถึงกัน ไม่อย่างนั้นแล้วบางรูปไปแล้วได้เงินมา รูปที่ทำความสะอาดอยู่ที่วัดก็นั่งตาปริบ ๆ

เดี๋ยวนี้รถไอศกรีมวิ่งเข้าวัดทุกวัน ออกจากวัดแล้วเหลือแต่รถเปล่า ๆ พอวันรุ่งขึ้นตอนทำวัตรเช้าอากาศหนาว สามเณรนั่งสูดน้ำมูกกันฟืด ๆ เพราะกินไอศกรีมมากแล้วเป็นหวัด ฟาดไอศกรีมเข้าไปคนละ ๗-๘ โคน..! มีเงินก็ใช้ไม่ยั้ง เด็กก็คือเด็กวันยันค่ำ

อาตมาปรับเวลาให้ด้วย เณรยิ่งชอบอกชอบใจ ตอนแรกเริ่มปฏิบัติธรรมตอนบ่ายโมง คราวนี้สามเณรซักผ้าไม่ทัน ก็เลยปรับเวลาให้เณรฉันเพลตั้งแต่ ๑๐.๓๐ น. พอฉันเสร็จล้างถ้วยล้างจาน ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ไปซักผ้าได้ บ่ายสองโมงค่อยเข้าปฏิบัติ ผ้าจะได้แห้งทัน

การปฏิบัติธรรมก็ใช้วิธีสัญจร เดินรอบวัด ถามเด็ก ๆ ว่าจะปฏิบัติที่เดียวหรือเดินรอบวัด ? มีแต่บอกว่าจะเอารอบวัดทั้งนั้น ไม่อยากอยู่เฉย ๆ กัน แต่คราวนี้เดินระยะที่ ๒ ยกหนอ..เหยียบหนอ รู้ไหมว่าเขาเดินกันอย่างไร ?..เดินขึ้นยอดเขาพระพุทธเจติยคีรี งานบวชเนกขัมมะครั้งหน้าโยมเจอแน่ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ยกหนอ..เหยียบหนอขึ้นพระเจดีย์ บันไดมี ๒๕๘ ขั้น นับ ๕๑๖ หนอก็ถึงยอดแล้ว..!"

เถรี
18-12-2011, 09:42
พระอาจารย์กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า อิณา ทานัง ทุกขังโลเก ความเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก โดยเฉพาะนิสัยอย่างพวกเรา เป็นเจ้าหนี้ก็ไม่กล้าทวงเพราะเกรงใจเขา เป็นลูกหนี้ก็รีบตะเกียกตะกายหาไปใช้คืนเขา ตกลงว่าลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะฉะนั้น..อย่าเป็นหนี้ใคร และอย่าให้ใครเป็นหนี้เรา หมดเรื่องไปเลย"

เถรี
18-12-2011, 11:04
พระอาจารย์กล่าวว่า "ปีหน้าจะมีพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้านรุ่น ๒ ออกมา ขนาดองค์ใหญ่มาก อาตมาทดสอบโดยการไปเลี่ยมทองมาแล้ว หมดเงินไป ๑๘,๖๐๐ บาท ตอนนั้นทองคำบาทละ ๒๑,๕๕๐ บาท

เหตุที่ทองคำขึ้นราคาเพราะประเทศในยูโรโซนต้องเพิ่มทุนสำรอง เนื่องจากประเทศจะไปไม่รอดแล้ว คราวนี้การเพิ่มทุนสำรอง ปัจจุบันนี้เขานิยมใช้ทองคำกัน ในเมื่อเขาซื้อมาก ๆ เข้า ทองคำในตลาดโลกขาดแคลน ราคาทองก็ขึ้นสูงจนเกินเหตุ

คราวที่แล้วเขาบอกว่าพระปิดตาองค์เล็กไป โดยเฉพาะเสี่ยตือ (คุณปิยะ เหลืองกิตติก้อง) บอกว่าแขวนแล้วมองไม่เห็นองค์พระ ตอนนี้จึงทำออกมาองค์ใหญ่เลย

องค์ที่เป็นเนื้อทองคำใช้ทองไปองค์ละ ๔ บาทกว่า เพราะฉะนั้น..เลี่ยมทองไป ๑๘,๖๐๐ บาท ก็น่าจะเหมาะสม พระปิดตารุ่นนี้ทำหลายเนื้อ มีเนื้อผง ๔ สี ได้แก่ ขาว เขียว เหลือง แดง และมีเนื้อเมฆสิทธิ์ เนื้อเมฆพัตร เนื้อชินตะกั่ว เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ เนื้อทองคำ

เนื้อผง ๔ สี เนื้อเมฆสิทธิ์ เนื้อเมฆพัตร เนื้อชินตะกั่ว ทำอย่างละ ๑,๐๐๐ องค์เท่านั้น ส่วนเนื้อนวโลหะทำ ๑๐๐ องค์ เนื้อเงิน ๑๐๐ องค์ ส่วนเนื้อทองคำควักมาจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วได้มาแค่ ๑๓ องค์ หมดไปแล้ว เป็นทอง ๔ บาทกว่าต่อองค์ ก็เลยบอกเขาว่า เอาทองแท่ง ๕ บาทมาแลกแล้วกัน ส่วนเกินอาตมาจะเก็บเอาไว้หล่อพระองค์ใหญ่

ตอนสร้างพระปิดตารุ่น ๑ เนื้อนวโลหะอาตมาใส่ทองคำไป ๑๐๐ บาท..! บางองค์จะเห็นว่าเหลืองเป็นทองเลย เพราะว่าอยู่ปลายช่อแล้วทองลงไปพอดี แต่ว่าพระปิดตารุ่น ๒ นี้ ใส่ทอง ๙ บาทตามสูตรเป๊ะ ไม่มีเกิน..! ใส่เยอะไม่ได้เดี๋ยวจนแย่ รุ่นแรกต้องเรียกว่า "นวโลหะแก่ทอง" รุ่น ๒ นี่ต้องเรียกว่า "นวโลหะตามสูตร" เพราะใส่ทองไป ๙ บาทถ้วน

ปกติแล้วเมฆสิทธิ์จะมีส่วนผสมของทอง รุ่นที่แล้วก็ใส่ทองลงไปเยอะ คราวนี้เอาไปเต็มที่เลยใส่ตั้ง ๓ บาท..! ปรากฏว่าช่างเขาทำเป็น ๓ ครั้ง เลยออกมา ๓ สี ถ้าอยู่ใน ๓ สีนี้แปลว่าของแท้ ไม่ปลอมหรอก เพราะว่าส่วนผสมไม่เท่ากัน

ปีหน้าถ้าจะทำบุญพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้านรุ่น ๒ ให้รู้ว่ามีจำนวนสูงสุดแค่ ๑,๐๐๐ องค์ ถ้าเป็นเนื้อเงินหรือเนื้อนวโลหะก็แค่อย่างละ ๑๐๐ องค์ แล้วกติกาของอาตมาก็คือ มาก่อนได้ก่อนเหมือนเดิม จองให้ทันก็แล้วกัน"

เถรี
18-12-2011, 11:40
พระอาจารย์กล่าวว่า "คุยกับโยมบางคนอาตมาต้องขยับแว่นดูว่าเป็นคนหรือเปล่า ? ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่านั่งคุยอยู่คนเดียว คนอื่นก็หาว่าบ้าสิ..!

บางท่านสามารถแหกตาคนได้เด็ดขาดจริง ๆ มาเป็นเนื้อ ๆ เลย ถ้าเป็นผีทั่วไป เรามองจะทะลุไปเห็นข้างหลังได้ แต่ถ้าเจอผีกิตติมศักดิ์นี่มาเป็นเนื้อ ๆ แบบเราอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้น..ก็เลยต้องมองแล้วมองอีก ว่าคนหรือผีกันแน่"

ถาม : แล้วเนื้อ ๆ อย่างเรา แสดงว่า ?
ตอบ : แสดงว่ากำลังเขาสูง ถึงสามารถทำให้เห็นชัดเจนขนาดนั้นได้ พวกกำลังต่ำ ๆ จะทำให้ได้ยินแต่เสียงหรือได้กลิ่นเฉย ๆ ไม่สามารถที่จะรวบรวมเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ หรือถ้ากำลังสูงขึ้นมานิดหนึ่งก็เห็นแค่เงาแวบ ๆ ส่วนประเภทเห็นเป็นตัว ๆ แล้วมองทะลุได้นี่ถือว่าดีมากแล้ว แต่ถ้าประเภทยอดเยี่ยมเลยก็ที่มาเป็นเนื้อ ๆ แบบเรานี่แหละ

ถาม : พวกที่มาเป็น ๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะคุยอะไร ?
ตอบ : ส่วนใหญ่พวกนี้เขาจะตรงไปตรงมา มาถึงเขาจะบอกว่าเป็นใครมาจากไหน มีธุระอะไร ยกเว้นพวกที่ตั้งใจจะมาหลอก บางทีชวนคุยอยู่ครึ่งวันกว่าจะรู้ว่าคุยกับผี..!

เถรี
18-12-2011, 11:51
ถาม : พอกลับมาบ้านแล้วหนูถึงรู้สึกว่ารักหมาวัดเท่ากับรักหมาที่บ้าน ไม่ได้รู้สึกคิดถึงหมาที่บ้าน หนูรักหมาที่บ้านน้อยลงหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : น่าจะประมาณนั้น เขาเรียกว่า ความห่างไกลเป็นอุปสรรคต่อความรัก ไม่ได้เจอหมาที่บ้าน ก็เลยไม่รัก นี่พูดเล่นนะจ๊ะ

ถาม : พอไปอยู่บ้านเพื่อน หนูก็รักหมาเพื่อนเท่ากับหมาที่บ้าน แล้วก็เท่ากับหมาวัดด้วย
ตอบ : ดีแล้วจ้ะ แสดงว่าตอนนี้กำลังใจเริ่มเป็นอัปมัญญา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง สามารถเมตตาได้เสมอกัน ซักซ้อมอีกหน่อยก็เริ่มเข้าที่แล้ว

ถาม : ตอนแรกหนูนึกว่าเป็นฌานกดไว้ จึงรู้สึกเฉย ๆ ค่ะ
ตอบ : ถ้ายังไม่เป็นอัปมัญญาก็ยังเลือกอยู่ นี่หมากูต้องรักมากหน่อย ถ้าเป็นแล้วกำลังไม่ลดก็รักได้เหมือนกันหมด

เถรี
18-12-2011, 12:04
ถาม : สอนตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้ประมาทในการปฏิบัติธรรมคะ?
ตอบ : นึกว่าเราจะต้องตายวันนี้ไว้เสมอ เห็นวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต หรือไม่ก็คิดว่าเราจะต้องตายในลมหายใจนี้อยู่เสมอ ในเมื่อรู้ตัวว่าจะต้องตาย ก็จะขวนขวายเต็มที่ เพราะฉะนั้น..ต้องเอามรณานุสติมาช่วย ไปเริ่มต้นนับหนึ่งได้เลย อยากจะไม่ประมาทต้องไม่ลืมความตาย

โก ชัญญา มะระณัง สุเว ใครจะรู้ได้ว่าความตายจะมาถึงพรุ่งนี้หรือเปล่า นะ หิ โน สังคะรันเตน มหาเสเนนะ มัจจุนา ไม่มีใครเลยที่สามารถพ้นจากเงื้อมมือของเสนาใหญ่แห่งมัจจุราชก็คือความตายไปได้

เราจะเห็นว่าจริง ๆ ภาษาอังกฤษขโมยภาษาบาลีไปเยอะ "โน" ภาษาบาลีก็แปลว่าไม่ ฝรั่งออกเสียง "เอราวัณ" ไม่ได้ ก็เลยออกเสียง Elephant แปลว่า ช้างเหมือนกัน

เถรี
18-12-2011, 12:43
พระอาจารย์เล่าว่า "พี่น้องของอาตมาแต่ละคนชิงตายกันไปแล้ว อย่าปล่อยให้อาตมาอายุยืนอยู่คนเดียว สงสัยจะเอาให้คุ้มกระมัง เพราะชาติอื่น ๆ ส่วนใหญ่อาตมามักจะตายตั้งแต่อายุไม่มาก อย่างอายุยืน ๆ เลยก็ ๔๐ ปีเศษ เพราะทำปาณาติบาตหนักมาทุกชาติ โดยเฉพาะฆ่าคนนี่นับไม่ถ้วน

ชาตินี้อายุได้ ๕๐ กว่าปี ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่ถ้าสิ่งที่รู้มาไม่ผิด ชวนให้ประมาทที่สุดก็คือ ครั้งแรกที่ดูอายุตัวเอง คือ ๗๐ กว่าปี ดูแล้วงงว่าจะอยู่ถึงหรือ ? พอครั้งต่อไปดูอีก ๘๐ กว่าปี..ต้องเลิกดูเลย..ยิ่งดูก็ยิ่งเยอะ..

สุดยอดโหรของเมืองไทยท่านหนึ่งคือ โหรอรุณ เทศถมทรัพย์ ท่านเคยดูดวงให้อาตมา ท่านบอกว่าดาวอาทิตย์ที่เป็นดาวอายุของคุณดีมาก มีโอกาสอยู่ถึงเลข ๘ แต่มีแนวโน้มว่าจะต้องนั่งรถเข็น..!

เลยทำให้นึกถึงหลวงปู่ชอบ วัดถ้ำผาบิ้ง ท่านนั่งรถเข็นเป็น ๑๐ ปีเลย นั่งรถเข็นนี่แหละ...แต่ไปไหนไม่เคยเกี่ยง ไปทุกที่ ทำให้เห็นชัด ๆ ว่าพระระดับนั้นสภาพร่างกายไม่ได้มีอิทธิพลต่อจิตใจท่าน อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ทำงานได้ก็ทำไปเรื่อย ขนาดเข็นท่านไปต่างประเทศ ท่านก็ไป

ความจริงมีวิธีแก้เหมือนกัน ถ้าเราเอารถเข็นมานั่งเล่นสัก ๑-๒ ปี ก็น่าจะเรียกว่าได้นั่งแล้วนะ แบบเดียวกับที่มีดาราคนหนึ่ง ขอตำรวจเปิดห้องขังให้เข้าหน่อย หมอดูบอกว่ามีแนวโน้มว่าจะติดคุก ก็เลยเข้าห้องขังนิดหนึ่งแล้วก็ออกมา ปรากฏว่าโดนฟ้องร้องคดีเช็กเด้งจริง ๆ แล้วก็รอดมาได้ด้วย แสดงว่าแก้ตกเหมือนกัน"

เถรี
18-12-2011, 13:40
พระอาจารย์กล่าวว่า "ตอนนี้งานสร้างสมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก ๒๑ ศอก ของวัดท่าขนุน ช่างกำลังดัดเหล็กแทบหูตาลาย เพราะเหล็กข้ออ้อยเนื้อเต็ม ๒๕ มิลลิเมตร คือ ๑ นิ้วเต็ม ๆ ต้องใช้แรงเยอะมากกว่าจะดัดขึ้นรูปได้

อาตมาเอาแนวความคิดเกี่ยวกับการสร้างพระของพระครูวิโรจน์ วัดสระพัง มา ท่านบอกว่า “สร้างเข้าไปเถอะ ต่อให้อิสลามมายึดประเทศไทยได้ ก็ต้องเสียเวลาระเบิดนานหน่อยละวะ..!” แนวความคิดแบบนี้ใช้ได้เลย ถูกใจมาก สร้างพระใหญ่ให้เยอะไปเลย

ตอนนี้รอบประเทศไทยจองคิวไว้ ๒๐๐ กว่าองค์ สมเด็จองค์ปฐม ๑๐ ศอกบ้าง ๒๐ ศอกบ้าง สถิติสูงสุดอยู่ที่วัดหนองหญ้าปล้อง ๔๑ ศอกกับ ๒๑ เซนติเมตร คราวนี้สถิติจะโดนลบหรือเปล่าก็ต้องรอวัดป่าพระพุทธบาทเขาน้อย ท่านจะสร้างหน้าตัก ๕๐ ศอก อาตมาถวายท่านไปแล้ว ๑ ล้านบาท กำลังรอวางศิลาฤกษ์อยู่"

เถรี
18-12-2011, 14:44
ถาม : พรุ่งนี้ห้ามอาบแสงจันทร์หรือคะ? เขาบอกว่าไม่ดี เพราะเกิดจันทรุปราคา
ตอบ : ไม่รู้สิ...สมัยตอนอาตมาเด็ก ๆ ต้องแหกขี้ตาไปดูจันทรุปราคาให้ได้ทุกครั้ง สมัยก่อนเวลาเกิดจันทรุปราคาเขาจะยิงปืน จุดประทัด ตีเกราะเคาะไม้กัน

เขาบอกว่าต้นไม้ต้นไหนที่ไม่ยอมมีลูก วันที่เกิดจันทรุปราคาให้เอาสากตำน้ำพริกไปเคาะต้น แล้วต้นไม้จะออกลูกเยอะ ความเชื่ออีกอย่างก็คือ เขาเชื่อว่าต้นตะไคร้จะมีดอกเฉพาะวันที่เกิดจันทรุปราคาเท่านั้น

เขาเชื่อว่า ดอกตะไคร้เป็นมหาเสน่ห์ ให้เอาดอกตะไคร้มาแช่น้ำมันหอม แล้วก็เอาไปพรมสินค้าในร้าน ทำให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? เพราะยังไม่เคยทำ

ถาม : ตะไคร้มีดอกจริง ๆ หรือครับ ?
ตอบ : มี..แต่หายากมาก ในชีวิตอาตมาเจอมาแค่ ๑-๒ ครั้งเอง สมัยอยู่บ้านอนุสาวรีย์ใหม่ ๆ เคยเอาใส่ขวดมาตั้งไว้ให้ดูกัน ตอนนี้ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหนแล้ว ดอกตะไคร้สำหรับแกงนะจ๊ะ ถ้าตะไคร้หอมนี่ออกดอกเป็นหาบเลย หาง่ายจนเกินไปเขาเลยไม่นับ

เถรี
18-12-2011, 15:04
อะไรที่หายาก...อะไรที่แปลกประหลาด เขามักจะถือว่าขลัง กลายเป็นความเชื่อ คราวนี้ความเชื่อไม่ใช่ความจริง การเชื่อว่าดอกตะไคร้เป็นมหาเสน่ห์ ก็เป็นแค่ความเชื่อ อาจจะเป็นไปได้ว่า คนพกดอกตะไคร้แล้วเกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ในเมื่อเกิดความมั่นใจมากขึ้น กล้าแสดงออก ถ้าเป็นการแสดงออกในด้านที่ดีคนก็ย่อมรักเป็นปกติ

แต่ถ้าจะเอามหาเสน่ห์ของพระพุทธเจ้า..ไม่ใช่อย่างนั้น มหาเสน่ห์ของพระพุทธเจ้าก็คือ สังคหวัตถุ ๔ มี ทาน ก็คือเสียสละให้ปันแก่ผู้อื่น พระองค์ท่านตรัสว่า ททมาโน ปิโย โหติ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ไม่ใช่รักแค่คนเดียวนะ คนที่เขารับของจากเราไป เขามีญาติพี่น้องกี่คน ถ้าเขาไปบอกว่าได้จากเรา ญาติพี่น้องเขาก็พลอยรักเราไปด้วย

ปิยะวาจา มีคำพูดที่น่ารัก ก็คือ เว้นจากการพูดโกหก เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดวาจาไร้ประโยชน์ กล่าวแต่วาจาที่ดี ที่ถูก ที่ควร เหมาะสมแก่กาลเทศะเท่านั้น ในเมื่อมีวาจาดี วาจาไพเราะ คนได้ยินก็รัก

อัตถจริยา บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างที่พวกเราออกไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จัดว่าเป็นอัตถจริยา คนนั้นเห็นก็มาขอความช่วยเหลือ คนนี้เห็นก็มาขอความช่วยเหลือ

ข้อสุดท้ายก็คือสมานัตตา เอาใจเขามาใส่ใจเรา เรารักสุขเกลียดทุกข์อย่างไร คนอื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์อย่างนั้น เราปรารถนาให้คนอื่นปฏิบัติดีต่อเราอย่างไร คนอื่นก็ปรารถนาให้เราปฏิบัติดีต่อเขาอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น..ถ้ามีครบ ๔ ข้อ เป็นมหาเสน่ห์แน่นอน พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราทำเสน่ห์ พอถึงเวลาก็จัดการเลย ใครเข้าใกล้ทำให้หลงเสน่ห์ของเราให้หมด..!

เถรี
18-12-2011, 17:02
ถาม : พลังของวัตถุมงคล กับพลังจิตของเราในการปฏิบัติ อย่างไหนจึง..?
ตอบ : ต้องเสริมกัน ที่ต้องเสริมกันเพราะว่ากำลังใจของเราเป็นเครื่องรับ กำลังวัตถุมงคลเป็นเครื่องส่ง ถ้าเครื่องส่งมาไม่มีเครื่องรับก็ไร้ประโยชน์ เครื่องรับดีไม่มีเครื่องส่งก็ไร้ประโยชน์ แต่ถ้ากำลังใจตัวเองมั่นคงจริง ๆ ย่อมคุ้มตัวเองได้อยู่แล้ว

กำลังใจคนมีอยู่หลายระดับ ระดับแรก..รักษาตัวเองไม่ได้ รักษาคนอื่นไม่ได้ ประเภทนี้แย่สุด ๆ อาศัยเกาะชาวบ้านเขาอย่างเดียว ระดับที่สอง..รักษาตัวเองได้ รักษาคนอื่นไม่ได้ระดับนี้เอาตัวรอดได้ แต่ถ้าไปกับหมู่คณะก็ไม่สามารถที่จะช่วยหมู่คณะได้

ระดับสุดท้ายก็คือ รักษาตัวเองได้ รักษาหมู่คณะได้ กำลังใจอย่างนี้ถือว่าดีที่สุด เพราะว่ากำลังใจรักษาตัวเองได้ไม่พอ ถึงเวลาคนอื่นเขามาพึ่งยังช่วยเหลือคนอื่นเขาได้ด้วย

ถาม : เราเก็บวัตถุไว้ที่บ้านทั้งหมด แล้วเราอาราธนาช่วยเรา จะได้ไหมคะ ?
ตอบ : ก็ต้องดูว่ากำลังส่งท่านพอที่จะส่งถึงหรือไม่ ? ไม่ใช่เราเก็บอยู่ที่บ้านแล้วไปอาราธนาที่อเมริกา กำลังส่งอาจจะถึงแต่ เครื่องรับเราห่วย รับไม่ถึงก็ช่วยไม่ได้..!

ถาม : เครื่องรับระดับไหนจึงจะรับถึงคะ ?
ตอบ : ก็พกติดตัวไว้สิวะ..!

เถรี
18-12-2011, 17:07
ถาม : พกพระเป็นสิบองค์เลยค่ะ
ตอบ : สมัยก่อนที่อาตมาจะเข้าวัดท่าซุงก็พกเหรียญหลวงปู่ฝั้นอยู่เหรียญเดียว พอเข้าวัดท่าซุงแล้ว สมัยแรก ๆ ก็พกพระปิดตาว่านสบู่เลือดของหลวงพ่อวัดท่าซุงองค์เดียว อาตมาเป็นคนชอบพระปิดตามากเลยเพราะว่าท่านอ้วนดี

พอหลวงพ่อวัดท่าซุงออกเหรียญวันเกิดมา ก็พกเหรียญวันเกิดเหรียญเดียว พอหลวงพ่อออกเหรียญกูผู้ชนะประกอบธงมหาพิชัยสงคราม ก็พกเดี่ยวมาตั้งแต่นั้น จนกระทั่งเลิกรบราฆ่าฟันกับชาวบ้านแล้ว เข้าวัดเข้าวาเต็มตัวก็พกสมเด็จคำข้าวและสมเด็จหางหมาก ตอนหลังได้สมเด็จองค์ปฐมมาก็พกอีก ๑ องค์ เท่ากับตอนนี้พก ๓ องค์ ไม่เอาอะไรมากมาย มั่นใจองค์ไหนก็พกองค์นั้นไป

ถ้ามั่นใจจริง ๆ นี่อาตมามั่นใจธงมหาพิชัยสงครามประกอบเหรียญกูผู้ชนะ เพราะว่าอยู่ชายแดนเป็นปีเจอปืนกับระเบิดตลอดเวลา ไม่เคยมีอันตรายเลย ต้องบอกว่าเสียทีที่ออกรบ ไม่ได้มีบาดแผลอะไรมาแผ้วพาน ไม่เท่เลย ต้องเย็บ ๆ ปะ ๆ บ้างถึงจะดูเท่..!

ถาม : ธงพิชัยสงครามให้เด็กใส่ เด็กก็ปลอดภัยใช่ไหมคะ ?
ตอบ : บอกเด็กด้วยว่า ต้องสวดมนต์บ้าง

เถรี
18-12-2011, 17:25
พระอาจารย์กล่าวว่า "รู้หรือเปล่าว่า..ที่เต้นเชิดสิงโตจีนก็คือ ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ (Tibetan Mastiff) ไม่ใช่สิงโตสักหน่อย ลองไปดูสิงโตจีน สิงโตทิเบตสิ นั่นไม่ใช่สิงโต แต่เป็นหมาชัด ๆ"


http://file.gagto.com/template/createthumbnail-1.asp?width=400&path=taiypilok/product/2010224_84585.jpg
สุนัขพันธุ์ทิเบตัน มาสทิฟฟ์

เถรี
18-12-2011, 17:41
พระอาจารย์กล่าวว่า "เราเป็นผู้ใหญ่ พออวยพรให้เด็กโตขึ้นสวย ๆ อาจจะรู้สึกว่าเหลวไหล แต่ความจริงเด็กเขาต้องการอย่างนั้น น้องฟ้าใส่บาตรตั้งแต่อายุ ๒ ขวบครึ่ง อาตมาให้พรว่า "ให้โตขึ้นสวย ๆ เรียนเก่ง ๆ " น้องฟ้ามาใส่บาตรทุกวันเลย เพราะเขาอยากสวย

ส่วนอีกรายหนึ่งเป็นลูกจ่าตำรวจ เป็นเด็กผู้ชาย เวลาใส่บาตรเขาจะหิ้วมือเดียว แม่เขาบอกว่า "ใส่ ๒ มือสิลูก" เด็กก็ไม่ทำตาม ยังใส่มือเดียวอยู่นั่นแหละ เขาไม่รู้เหตุผลว่าทำไมต้องใส่บาตร ๒ มือด้วย อาตมาก็บอกว่า “ใส่ ๒ มือสิลูก คนใส่บาตร ๒ มือหล่อกว่าเยอะเลย” ทีนี้เขารีบใส่สองมือเลย ให้เขาทำถูกวิธีไปก่อน ค่อยไปเอาเหตุผลกันทีหลังว่าควรให้ทานด้วยความเคารพ

เด็ก ๆ ยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่เขาอยากหล่อก็ต้องใส่บาตร ๒ มือ คือทำให้ถูกรูปแบบก่อน ส่วนเหตุผลจะรู้หรือไม่รู้ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะฉะนั้น..เรื่องการพูดกับเด็กเราต้องเข้าใจเขาด้วย ถ้าไม่เข้าใจเขา บอกไปเด็กเขาก็ไม่ทำหรอก

วันก่อนอาตมาไปงานศพพี่สาว หลานนอนหลับ ตื่นขึ้นมาก็ร้องไห้ พ่อแม่ปลอบเท่าไรก็ไม่เงียบ อาตมาบอกว่า “ร้องมาก ๆ เลยลูก คนร้องไห้หน้าตาหงิก ยู่ยี่ โตขึ้นจะน่าเกลียด ถ้าคนไม่ร้องถึงจะน่ารัก” เงียบไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาไปปลอบหรอก แค่บอกเหตุผลให้เขาฟังก็พอ

ถาม : ควรแจกวัตถุมงคลอะไรให้เด็กครับ ?
ตอบ : ตอนนี้ที่วัดท่าขนุนแจกหวายเสก..! เณรเจอหวายเสกลงก้นเข้าไป มีหลักฐานภาพถ่ายเอาไปฟ้องพ่อแม่ได้ชัดเจน

เถรี
18-12-2011, 17:54
ถาม : เขาบอกว่าวัตถุมงคลทางด้านลาภผล จะต้องภาวนาคาถาเงินล้านประกอบด้วย ใครทำมากก็ได้มาก จริงหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : จริง...ยกตัวอย่างพระครูแสงก็แล้วกันนะ สมัยก่อนบวช พระครูแสงขับรถกระบะนิสสัน ส่วนอีกคันหนึ่งที่ขับคู่มาด้วยเป็นจี๊ปเชอโรกี ของตัวเองเครื่องยนต์ ๒,๐๐๐ ซี.ซี. กับอีกคันเครื่องยนต์ ๔,๐๐๐ ซี.ซี.ต่างกันมากเลย

พระครูแสงเห็นเขาวิ่งเข้าโค้งแตะเบรกทั้ง ๒ โค้งเท่านั้น เขาบอกว่า "อีกโค้งหนึ่งผมแซงได้เลย" แล้วเขาก็ทิ้งโค้งแซงเชอโรกีไปลิ่วเลย แถมมีการบ่นกลาย ๆ ว่า “กระบี่ดี..แต่คนใช้บัดซบก็ได้เท่านั้นแหละ..!”

คราวนี้เข้าใจหรือยังว่า ของดีแค่ไหนก็อยู่ที่คนใช้ ถ้าคนใช้มีความสามารถ ต่อให้มีดผ่าฟืนก็ดีกว่ากระบี่วิเศษอีก ขึ้นอยู่กับความขยันและระดับสมาธิ ถ้าทำแล้วสามารถปล่อยวางได้ ลาภผลจะไหลมาเทมาเอง

เถรี
19-12-2011, 11:12
ของดีแค่ไหนก็ไม่ได้อยู่ที่ของ ของดีแค่ไหนอยู่ที่คนใช้ ถ้ามีความขยันมาก ตั้งใจทำจริงสม่ำเสมอ ทุกอย่างก็จะดีทั้งหมด

อาตมาท่องคาถาเงินล้าน ท่องไปท่องมาจากเงินงอก จนกระทั่งทองคำก็งอกแล้ว ครั้งที่แล้วงอกมา ๕ บาท เพราะเป็นพระปิดตามหาเศรษฐีเงินล้านโดยตรง คราวนี้สร้างพระนาคปรก ทองคำงอกมา ๒ บาทกว่า ทอง ๒ บาทกว่าก็ราคา ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ บาทเข้าไปแล้ว

ครั้งที่แล้วงอกมา ๕ บาท ยังหาเจ้าของไม่ได้จนทุกวันนี้ อยู่ ๆ หย่อนให้มาได้อย่างไรตั้ง ๕ บาท

อาตมาตั้งใจว่าจะหล่อพระทองคำหนัก ๓๐ กิโลกรัม ตอนนี้เก็บทองคำไปเรื่อย ๆ ก่อน พอถึง ๓๐ กิโลกรัมเมื่อไรก็หล่อได้เลย เพราะแบบพระมีอยู่แล้ว

เถรี
19-12-2011, 11:16
ถาม : เวลาจะตัดขันธ์ ๕ ว่าไม่ดี ขันธ์ ๕ เกิดจากกิเลสตัณหาอุปาทาน ควรทำอย่างไร ?
ตอบ : ตอนแรกต้องกระจายออกให้ละเอียดที่สุด เพื่อให้สภาพจิตยอมรับว่าร่างกายนี้ไม่ดีจริง ๆ หลังจากที่ใจยอมรับแล้ว เราก็สามารถที่จะรวบยอดได้
พอกระจายออกมาก ๆ บ่อยเข้า สภาพจิตเกิดความเคยชิน เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา พอบอกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราใจก็เชื่อเลย ไม่เถียงอีกถึงจะใช้ได้

เถรี
19-12-2011, 11:19
ถาม : ทำไมหมาต้องหอนเวลาตีระฆังด้วยคะ ?
ตอบ : โบราณเขาบอกว่าหมาเห็นผี วิทยาศาสตร์สมัยใหม่บอกว่าคลื่นเสียงระฆังไปสะเทือนหูหมา เพราะว่าหูหมาไวกว่าคนหลายเท่า หมาก็เลยต้องส่งเสียงกลบ ไม่อย่างนั้นจะทนเสียงไม่ไหว

ถ้าหากว่าเป็นมหาสุรินทร์ (พระครูวัชรกาญจนาภรณ์) วัดศรีสุวรรณาวาส ท่านบอกว่า “พระเณรไม่ได้นุ่งชั้นใน พอขึ้นไปตีระฆังหมาแหงนขึ้นไปเห็น ก็เลย..อู้ฮู้....!”

เถรี
19-12-2011, 12:19
พระอาจารย์กล่าวว่า "น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ถือว่าน้ำลดเร็วมาก เปรียบกับปี ๒๕๒๖ ปีนั้นบ้านอาตมาท่วมไป ๘ เดือน ค่อนปีเลย"

ถาม : ตอนนั้นได้เงินชดเชยกี่บาท ?
ตอบ : ไม่ได้สักบาท แถมยังไม่มีความคิดที่จะไปรื้อกระสอบทรายด้วย สมัยนี้ส่วนใหญ่ตัวกูของกูแรง ทำไมกูต้องเดือดร้อนด้วย ว่าแล้วมึงก็ต้องเดือดร้อนพร้อมกับกู รื้อกระสอบทรายเลย

ถ้าคิดกันแบบง่าย ๆ ก็คือว่า บุคคลที่อยู่ในสนามรบ ถ้าตัวเองบาดเจ็บแล้วต้องการให้คนอื่นบาดเจ็บด้วย ถือว่าเหลวไหลชัด ๆ แล้วจะให้ใครไปช่วย ? ก็ต้องมีคนดีเหลือไว้บ้าง จะได้ช่วยเราได้ เพราะฉะนั้น..ประเภทตัวเองท่วมแล้วคนอื่นต้องท่วมด้วย เป็นความคิดที่เหลวไหลมาก

บางแห่งที่คณะของเราไปช่วย อยู่ในที่ที่ไม่มีใครเข้าไปเลย เพราะไปยาก อยู่เข้าไปลึกมาก พอเข้าไปช่วยเขาจึงเป็นการให้ความช่วยเหลือเขาถึงที่จริง ๆ แบบนั้นถ้าคนอื่นท่วมด้วยแล้วใครจะไปช่วยพวกเขาได้ ?

เถรี
19-12-2011, 14:54
พระอาจารย์เล่าว่า "ช่วง ๗-๘ วันที่ผ่านมารบกับเณรทุกวัน บางทีพ่อแม่เขามาดู เห็นลูกโดนตีต่อหน้าต่อตา อาตมาระบุเอาไว้ชัดแล้วว่า อะไรทำได้..อะไรทำไม่ได้ ถ้าทำผิดครั้งที่ ๑ โดนตีหนึ่งที ครั้งที่ ๒ สองที บวกไปเรื่อย ๆ

การลงโทษเด็ก..ถ้าเขารู้ว่าเขาทำผิด เขาจะรับได้ แต่ถ้าอยู่ ๆ แล้วไปตี เขาจะดื้อ เราต้องแจ้งกติกาก่อน เขาจึงรับได้ โบราณเขาพูดถูกที่บอกว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ถ้าพูดไม่รู้เรื่องต้องตี จึงจะสามารถทำลิงทำค่างให้กลายเป็นเณรได้

ตั้งแต่กระทรวงมีคำสั่งให้เด็กนักเรียนที่สอบตกให้ซ่อมได้ กับไม่ให้ตีเด็ก รู้สึกว่าความประพฤติเด็กแย่มากขึ้นทุกที ถ้าไม่ตีเดี๋ยวเด็กออกไปเป็นโจร สมัยนี้ถึงได้ออกไปเป็นเด็กแว้นกัน

ถ้าบวชชีที่นี่แล้วจะรู้ว่าแม่ชีวัดท่าขนุนก็โดนตี ชีโหล่โดนอาตมาตีแล้วต้องนอนคว่ำเป็นอาทิตย์ เพราะก้นแตกเป็นทางยาว นอนหงายไม่ได้ ตีให้เขารู้เพราะตกลงกันแล้วว่าทำอะไรผิด ทำอะไรไม่ผิด แล้วยังฝืนอีกก็แปลว่าสมควรโดน

พวกนี้เขารักกันมากเลยนะ มีอยู่คนหนึ่งโดนตี ๑๓ ที เขาช่วยกันรับคนละที ปรากฏว่าก้นแตกไปตาม ๆ กัน"

เถรี
19-12-2011, 15:06
"แม่ชีคนนั้นเขาไม่รู้ว่าเขาผิด อาตมาก็บอกว่า สิ่งไหนที่เคยเตือนแล้ว ห้ามแล้วยังทำอีก ก็แสดงว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักดีไม่รู้จักชั่ว คนประเภทนี้สมควรโดนตีกี่ที ? เขาบอกว่า ๑๒ ที เขาไม่รู้ว่ากำลังตัดสินตัวเอง พอตัดสินเสร็จอาตมาบอกว่าหันก้นมาแล้วตีเลย

สาเหตุที่ตีเพราะเขาหนีไปคุยกับเณรในป่าช้าเวลากลางคืน ถ้าไม่ตัดไฟแต่ต้นลมไว้ก่อนเดี๋ยวบรรลัยหมด คราวนี้พอพรรคพวกเห็นว่าโดน ก็เลยช่วยกันรับไปคนละทีสองที นั่นแหละ...ชีโหล่รับแทนไปทีหนึ่ง นอนคว่ำไปเป็นอาทิตย์เลย นอนหงายไม่ได้ ก้นแตกเป็นทางยาว อาตมามือหนักเกินชาวบ้านเขา...

เด็กวัดรุ่นนั้นโดนตีทุกวัน บางคนโดนตีเป็นสิบที เขาก็รับได้เพราะเขารู้ว่าเขาผิด พออาตมาไปรับสังฆทานที่กรุงเทพฯ อยู่พักเดียว กลับไปเด็กวัดหายหมด..! สอบถามถึงได้รู้ว่า อาจารย์สมพงษ์ตี ๖ ที เด็กหนีเลย

เวลาเด็กทำผิด อาจารย์สมพงษ์ท่านจะปล่อยไปเรื่อย ปล่อยจนตัวเองทนไม่ไหวแล้วไปตีระบายอารมณ์ทีเดียว เด็กเขารู้ว่าเขาไม่ได้ผิดขนาดนั้น ไปตีระบายอารมณ์นี่เขารับไม่ได้ เขาจึงหนีกลับบ้าน ส่วนอาตมาตีมากกว่าเป็นเท่าเขาไม่หนี

บางทีโยมมาใส่บาตรเห็นเด็กวัดเดินน่องลายพร้อย "โห..หลวงพ่อ ตีมันขนาดนี้เลยหรือ ?" อาตมาบอกว่า "ตีมันตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้มันโตแล้วกลายเป็นโจร..!"

อาตมาให้โอกาสเขามากเลย บอกว่า ๑. ถ้าข้าไม่เห็นเอง ๒.ถ้าไม่มีคนฟ้องแล้วเป็นพยาน เอ็งจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าข้าเห็นต่อหน้าต่อตา..โดน..! หรือถ้ามีคนฟ้องแล้วเป็นพยาน..เอ็งโดน..! บางทีตีไปเด็กก็บ่นพรรคพวกไป "ไอ้ห่..เอ๊ย..ทำไมต้องให้หลวงพ่อรู้ด้วยวะ" นั่นเขาตัดพ้อต่อว่ากันเอง"

เถรี
19-12-2011, 15:18
"มีอยู่ครั้งหนึ่งเณรหมีโดนตี ๓ ที เณรหมีนี่กินเก่ง ช่วงบ่ายก็มักจะไปฉันไมโล โอวัลติน ก่อนทำวัตร วันนั้นอาตมาไปนั่งรอทำวัตรที่กุฏิหลวงปู่สาย เณรหมีก็ไปนั่งฉันโอวัลตินที่หน้ากุฏิพระครูหน่อย คราวนี้ใกล้เวลาทำวัตรเณรก็รีบร้อนฉัน พอล้างถ้วยเสร็จก็คว่ำ ไม่ทันดูว่าถาดรองถ้วยวางหมิ่น ๆ อยู่ พอคว่ำผิดข้างก็เอียงลื่นลงไป เสียงดังเพล้ง..! อาตมาบอกว่า "นับไว้เลย ใบละที..!" พอทำวัตรเสร็จถามว่ากี่ใบ เณรหมีบอกว่า "๓ ใบครับ" "ไป..ไปเอาสายไฟมา..!"

เณรหมีอยู่วัดด้วยสาเหตุ ๓ ประการด้วยกัน ๑.กินได้เต็มที่ นี่เรื่องใหญ่ของเณรหมีเลย เพราะอยู่บ้านไม่ใช่ว่าจะกินได้เต็มที่ทุกวัน พ่อแม่มีอาชีพรับจ้าง มีงานบ้างไม่มีบ้าง ๒.ตั้งใจมาเรียนต่อ ตอนนี้กำลังเรียนมัธยม กศน.อยู่ ๓.วัดท่าขนุนมีเงินเดือนให้ ที่อื่นเณรไม่มีเงินเดือน และถ้าวัดมีงานพิเศษก็จ่ายให้อีก เพราะฉะนั้น..เสี่ยงกับไม้เรียวหน่อยก็สบาย

เณรมานพทีแรกตั้งใจจะสึกเหมือนเพื่อน พออยู่ไปพักเดียวเณรมานพบอกแม่ว่าไม่สึกแล้ว เดี๋ยวผมเรียนทางพระ เณรมานพแสบแบบคนฉลาด สุดยอดจริง ๆ อยู่พักเดียวเท่านั้นเอง เณรตัวใหญ่ ๆ เป็นลูกน้องเณรมานพหมด กลายเป็นหัวหน้าเณรไปแล้ว"

เถรี
20-12-2011, 09:53
ถาม : เดินไม่ไหว เท้าแพลง..?
ตอบ : เอาใบพลับพลึงลนไฟแล้วพันไว้ จะหายเร็ว ใบพลับพลึงมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยรักษาเรื่องข้ออักเสบได้ดีมาก ๆ

เถรี
20-12-2011, 11:23
พระอาจารย์กล่าวว่า "ถ้าอายุมากแล้วไม่อยากขาดสติ ให้พยายามทำสมาธิให้มากไว้ ถ้าสมาธิทรงตัวจะไม่หลงลืม คุณยายแม่ชีเพียงเดือน ธนสารพิพิธ อายุ ๘๐ กว่าปีแล้ว หมอสแกนสมองแล้วบอกว่า แน่นเปรี๊ยะไม่มีฝ่อเลย เพราะท่านทำสมาธิทุกวัน

ปกติภาพถ่ายสมองคนแก่ เนื้อสมองที่เหี่ยวฝ่อตรงกลาง จะโบ๋เป็นช่องว่าง คุณยายแม่ชี ๘๐ กว่าปีแล้วยังแน่นเปรี๊ยะอยู่เลย เป็นการยืนยันว่าถ้าทำสมาธิสม่ำเสมอจะช่วยได้จริง ๆ ทำให้ไม่หลงไม่ลืม"

เถรี
20-12-2011, 11:26
พระอาจารย์กล่าวว่า "มีใครเคยได้ยินหลวงพ่อฤๅษีพูดบ้างไหม ? ที่ท่านบอกว่าหลังน้ำท่วมใหญ่ ๓ ปี ต่างประเทศจะตีกัน ต่างประเทศจะรบราฆ่าฟันกัน เรื่องนี้ท่านน่าจะไม่ได้บอกเป็นสาธารณะ บังเอิญว่าอาตมาได้ยิน

รออยู่ว่าเมื่อไรน้ำจะท่วมใหญ่ ปีนี้น่าจะใหญ่ได้แล้วนะ ถ้ายังมีใหญ่กว่านี้ก็โชคดีไป เหตุการณ์จะได้เกิดช้าหน่อย ถ้าใหญ่แค่นี้ก็แสดงว่าเดี๋ยวต่างประเทศก็จะฟัดกันแล้ว"

เถรี
20-12-2011, 12:12
ถาม : เรื่องเกิดสงคราม...?
ตอบ : ถ้าเกิดก็เดือดร้อนกันไปหมด ประเทศไหนที่สงครามไปไม่ถึงก็จะเดือดร้อน เพราะว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารให้เขา ดีไม่ดีจะโดนกว้านซื้อไปจนหมด คนในประเทศไม่มีจะกิน

สภาพจิตใจคนตกต่ำไปทุกวัน จะหาอะไรมาระงับยับยั้งก็ยาก จึงใกล้เวลาของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น อย่างปีหน้ามีเสาร์ ๕ ถึงสามครั้ง ความจริงเป็นวาระที่ท่านเปิดโอกาสให้แก้ตัว ถ้ามีคนที่รู้ ทำพิธีบวงสรวงขอบารมีพระ ขอพรหมขอเทวดาท่านช่วย ก็จะพอผ่อนหนักเป็นเบาได้ เพราะว่าเรื่องของพระ เรื่องของพรหมเทวดา ถ้าเราไม่ขอให้ท่านช่วย ท่านยอมรับกฎแห่งกรรมอยู่แล้ว ท่านได้แต่ยืนมอง ถ้ามีผู้ขอให้ช่วย ท่านถึงจะสามารถเกี่ยวข้องด้วยได้

เพราะฉะนั้น..ยิ่งมีเสาร์ ๕ มาก ยิ่งน่ากลัว มีสามครั้งนี่น่ากลัวมากเลย ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

เถรี
20-12-2011, 12:22
บ้านเรามักจะเสียท่าตรงที่พ่อค้ามักจะเซ็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในเมื่อเซ็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ถึงเวลาก็ต้องส่งของให้เขาตามสัญญา ก็ต้องหาทางกว้านซื้อของในบ้านเราไป พอเขาให้ราคาแพงคนขายก็อยากขาย บางทีก็ขายเพลินจนลืมไปว่าในบ้านไม่มีจะกิน

ในหลวงถึงกำชับนักหนาว่า เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ทำเอาไว้ ใครมีที่มีทางอย่าไปขายเสียหมด พอถึงเวลาเดือดร้อนขึ้นมาจะได้อยู่ได้ เพราะยังมีกินจากนาจากไร่ของตนเอง

เถรี
20-12-2011, 13:12
มีผู้พิการทางสายตาเดินทางมาทำบุญที่บ้านวิริยบารมีหลายท่าน พระอาจารย์จึงกล่าวว่า "พวกเราเสียท่าเขา เพราะเวลากลางคืนไม่มีไฟแล้วพวกเราไปไม่เป็น อย่างโยมหลายท่านนี้ ทั้งกลางคืนกลางวันก็เหมือนกัน ไปได้หมด

นึกถึงนิทานเซนที่ว่า มีคนตาบอดคนหนึ่งเดินทางเวลากลางคืน แล้วถือตะเกียงไปด้วย มีแต่คนหัวเราะเยาะเขาว่า ตาบอดถือตะเกียงจะมีประโยชน์อะไร ? เขาบอกว่าที่เขาถือตะเกียงก็เพื่อให้คนตาดีมองเห็นเขา เขาเองทั้งกลางวันกลางคืนก็ไปได้ แต่เวลากลางคืนพอไม่มีไฟแล้วคนตาดีเดินชนเขาอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้น..เขาก็เลยต้องถือตะเกียงให้คนตาดีเห็นเขา ฟังแล้วอนาถเป็นบ้าเลย..(หัวเราะ)..

บุคคลที่อายตนะส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง เขาจะพัฒนาส่วนอื่นขึ้นมาแทน ลักษณะอย่างนี้เกือบจะเป็นทิพจักขุญาณ คือสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สายตา ขอฝากความคิดนี้ไปให้นายกสมาคมคนพิการทางสายตาแห่งประเทศไทยว่า ลองหาทางเปิดหลักสูตรฝึกผู้พิการทางสายตาให้ใช้ทิพจักขุญาณแทน แล้วเขาจะทำได้ดีและทำได้ง่ายกว่าด้วย เพราะเขาเคยชินกับการไม่ต้องใช้สายตาอยู่แล้ว

ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องของมโนมยิทธิของเขาจะแม่นกว่าเราเยอะ ต่อไปเราก็จะมีกองกำลังสนับสนุนพระพุทธศาสนาที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เพราะว่าเป็นความสามารถพิเศษของพวกเขาเอง พูดง่าย ๆ ว่าพวกเขาเป็นกันอยู่แล้วทุกคน เพียงแต่ว่าซักซ้อมให้คล่องตัวขึ้นเท่านั้น"

เถรี
20-12-2011, 13:27
พระอาจารย์กล่าวถึงการถวายทานว่า "พระพุทธเจ้าเล่าพุทธประวัติสมัยที่เป็นพระเวสสันดรว่า ตอนทำบุญครั้งใหญ่พระองค์ท่านให้สุราแก่บรรดานักเลงสุรา พอเล่าจบพระอานนท์ก็ทูลถามว่า พระพุทธเจ้าให้สุราแก่นักเลงสุรา มีอานิสงส์อย่างไร ?

พระองค์ตรัสว่า การให้สุราเป็นทาน จัดเป็นทานที่ไม่มีอานิสงส์ เพียงแต่ต้องการให้ผู้รับยินดีในได้สิ่งที่ตนเองอยากได้เท่านั้น ก็คือรู้ว่าให้ไปก็ไม่ได้บุญ และถ้าไม่เข้าใจก็อาจจะกลายเป็นบาปด้วย เพราะว่าเหมือนกับไปสนับสนุนให้เขาดื่มเหล้า แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเรื่องของธรรมะนั้นตรงไปตรงมา ถ้าคุณไม่ได้ไปบีบคอกรอกเหล้าใส่ปากเขา ก็ไม่เป็นไรหรอก เพียงแต่อยากให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วนักเลงเหล้านั้นไปให้อย่างอื่นเขาก็ไม่ต้องการ ท่านก็ต้องให้เหล้าแก่เขาไป

พระเวสสันดร พระมโหสถ แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า เมื่อเกิดมาสามารถพูดได้เลย พระเวสสันดรเกิดมาก็พูดว่า "อะมะ..ข้าแต่แม่ ข้าพเจ้าอยากจะทำทาน" พระมโหสถเกิดมาก็ "อะมะ..ข้าแต่แม่ ยาที่ถือมานี้เอาไปรักษาบิดา" ที่ได้ชื่อว่ามโหสถ เพราะท่านกำยาออกมาจากท้องแม่ ไม่รู้ว่าไปล้วงเอามาจากไหน ?"

ถาม : พระเวสสันดรเกิดมาพูดได้ยังพอเข้าใจ ส่วนพระมโหสถยังไม่ใช่ชาติสุดท้าย แต่ทำไมเกิดมาพูดได้เลยคะ ?
ตอบ : อย่าลืมว่าเป็นปรมัตถบารมีแล้วนะ

ถาม : ทำไมทั้ง ๑๐ ชาติ พูดไม่ได้ทั้งหมดคะ ?
ตอบ : บางชาติก็ไม่ใช่ปรมัตถบารมี แต่เป็นชาติที่คนเขาคุ้นเคย ลองไปอ่านดูจะรู้ว่า บางชาติท่านยังเป็นอุปบารมี แต่บางชาติในพระเจ้า ๕๐๐ ชาติที่เราคิดว่าไม่น่าจะเป็นปรมัตถบารมี แต่ก็เป็น

เถรี
20-12-2011, 13:40
พอพระพุทธเจ้าประสูติเป็นสิทธัตถราชกุมารเดินได้ ๗ ก้าว ยกพระหัตถ์ชี้ขึ้นข้างบนกล่าวว่า อหํ อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้ที่เลิศที่สุดในโลก อหํ เชฎฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก อหํ เสฎฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้ที่ประเสริฐสุดในโลก อยมนฺติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ท่านสุดยอดขนาดนั้น คนเขาไม่เชื่อว่าเด็กอะไรเกิดมาพูดได้เดินได้เลย แสดงว่าศึกษาตำรามาไม่ครบ

พระอรรถกถาจารย์ท่านระบุเอาไว้ว่า
สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์ไม่รู้ตัว ต่อจนคลอดออกมาถึงรู้ตัว
อันนี้แย่ที่สุดแล้ว และเป็นบุคคลส่วนใหญ่ด้วย
สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์ไม่รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปไม่รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
สัตว์บางจำพวก ขณะจุติไม่รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปรู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว
สัตว์บางจำพวกขณะจุติก็รู้ตัว ขณะเคลื่อนไปก็รู้ตัว ขณะลงสู่ครรภ์มารดาก็รู้ตัว ขณะอยู่ในครรภ์มารดาก็รู้ตัว คลอดออกมาก็รู้ตัว

จำพวกสุดท้ายนี่รู้ตัวตลอด พัฒนาการไม่มีอะไรมาขวางกั้น เพราะฉะนั้น..เรื่องพูดได้เป็นเรื่องเล็ก ชาติก่อนทำอะไรได้ชาตินี้ก็ทำได้ทั้งหมด แต่คราวนี้ว่า ร่างที่เกิดใหม่เป็นเด็ก เดิน ๗ ก้าวก็จะแย่เหมือนกัน ถ้าไม่เกรงใจและแข็งแรงกว่านี้คงวิ่งรอบโลกไปแล้ว

ถ้าเราเข้าใจตรงจุดนี้จะเห็นว่าไม่ใช่ของแปลก เพราะพระองค์ท่านรู้อยู่ตลอด เหมือนคนเดินข้ามจากบ้านนี้ไปบ้านโน้น เคยทำอะไรได้ก็ยังทำได้เหมือนเดิม

เถรี
20-12-2011, 14:19
บางชาติท่านเกิดเป็นนกกระจาบ ไปติดอยู่ในดอกบัวกลับมาช้า ภรรยาด่าสาดเสียเทเสีย แล้วบินเข้ากองไฟตาย เกิดมาใหม่ไม่ยอมพูดจากับใครจนกว่าสามีจะมาเกิดตาม ลองไปอ่านดูในหนังสือพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ ไปดูเอาว่าชาติไหนเป็นบารมีต้น ชาติไหนเป็นบารมีกลาง ชาติไหนเป็นบารมีปลาย

จริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพญานาคบ่อย เกิดมาก็รักษาศีล แต่โดนคนแกล้งแทบปางตายทุกที

เถรี
20-12-2011, 18:54
พระอาจารย์เล่าว่า "วันก่อนอาตมาขึ้นเขาพระพุทธเจติยคีรีเพื่อไปดูฝรั่งเขามาถ่ายทำรายการโทรทัศน์ในวัด ตอนเดินลงมาเจองูตัวสีทองตัวหนึ่ง มองดูหน้าตาเหมือนงูเขียวปากจิ้งจก แต่เป็นสีทอง จึงจับมาถ่ายรูปไว้ เผื่อว่าจะเป็นสายพันธุ์ใหม่

อาตมาเคยเจอเขียดงู หน้าตาเหมือนปลาไหล เขาบอกว่าเป็นตระกูลเดียวกับเขียดแต่รูปร่างเหมือนงู อาตมาเจอครั้งแรกปี ๒๕๓๖ ที่เกาะพระฤๅษี ตอนนั้นออกมาปัสสาวะช่วงกลางคืน มองเห็นตัวอะไรเลื้อยอยู่ ดูจนติดแล้วก็ยังมองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร จึงขึ้นกุฏิไปเอาไฟฉายมา

อีเห็นที่เลี้ยงอยู่กระโดดเกาะไหล่ขึ้นมาด้วย พอส่องไฟไปเจอเข้า อีเห็นกระโดดกัดเขียดงูจนเลือดสาดเลย ต้องรีบห้ามไว้ไม่อย่างนั้นตายแน่ พอเอารูปให้ชาวบ้านดูเขาบอกว่าเป็นเขียดงู พิษร้ายที่สุด ถ้าโดนกัดไม่มียารักษา อาตมาแค่จับมาเล่น มารู้ทีหลังว่าเป็นเขียดงู

http://biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-124860-5.jpg

เขียดงู


แต่เขียดงูของเขาตัวออกสีดำเข้ม ๆ แต่ที่อาตมาเห็นเป็นสีเหลืองอร่ามเลย ตอนหลังเจออีกตัวแต่เล็กกว่าตัวแรก สีเหลืองเหมือนกัน น่าเสียดายที่ไม่ได้รายงานขึ้นไป ไม่อย่างนั้นอาจจะได้เจอสัตว์พันธุ์ใหม่


http://www.biotec.or.th/brt/images/stories/pic_thongphaphum/dsc05193-resize.jpg
ปูราชินี

บ้านเราเจอสัตว์พันธุ์ใหม่อยู่เรื่อย ๆ อย่างปูราชินี ปูน้ำตก ๕ สี มีที่ในประเทศไทยเฉพาะที่ทองผาภูมิแห่งเดียว สัตว์บางอย่างชาวบ้านเขาล่ากินกันเป็นปกติ แต่ตกสำรวจไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ แบบเดียวกับที่เวียดนาม มีแพะป่าอยู่ชนิดหนึ่ง เรียกว่า "เสาหลา" ชาวบ้านล่าไปขายในตลาดเยอะแยะ จนกระทั่งฝรั่งคนหนึ่งที่เป็นนักสัตววิทยามาเจอเข้า เขาว่าดูแปลก ๆ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน จึงขอซื้อกะโหลกไปพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นสัตว์พันธุ์ใหม่จริง ๆ

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=15964&stc=1&d=1324413062
สาวลา หรือ เสาหลา Juvenile Saola (Pseudoryx nghetinhensis)

กว่าจะบุกเข้าไปถึงถิ่น กว่าจะถ่ายรูปตัวเป็น ๆ ออกมาได้ใช้เวลาเป็นปี แต่ความจริงมีอยู่ทั่วไป ชาวบ้านล่ากินกันเป็นปกติ เพียงแต่ตกสำรวจ ไม่เคยมีชื่ออยู่ในบัญชี แพะป่าไม่ใช่ตัวเล็ก ๆ นะ แพะป่าตัวหนึ่งอย่างน้อย ๖๐-๘๐ กิโลกรัม ตัวขนาดนี้ยังตกสำรวจได้ พวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ต้องตกสำรวจได้แน่ ๆ"

เถรี
20-12-2011, 19:27
พระอาจารย์กล่าวว่า "บ้านอนุสาวรีย์ที่คับแคบ แต่ดูอบอุ่นกว่า เขาชอบนั่งเบียด ๆ กัน บ้านวิริยบารมีกว้างกว่ามากกลับนั่งกันได้ไม่นาน พอมาทำบุญเสร็จก็กลับ (หัวเราะ) แปลกดีนะ..บ้านนี้พื้นที่เหลือเฟือ อยากจะนั่งตรงไหนก็ได้ กลับไม่นั่ง บ้านก่อนที่แคบ ๆ ไม่ค่อยมีที่จะนั่ง กลับเบียดกันเข้าไป"

ถาม : ที่กว้าง ๆ รู้สึกว้าเหว่ค่ะ
ตอบ : เพราะเราปล่อยให้ความรู้สึกมานำ ใจไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน พอเริ่มนึกคิดปรุงแต่ง รัก โลภ โกรธ หลง ก็เกิดขึ้น ความเหงาเป็นปฏิฆะ พอปฏิฆะกระทบเข้ามาแล้ว ก็อยู่ที่ว่าเราจะปรุงไปด้านดีหรือด้านร้าย ถ้าปรุงไปในด้านดีก็เป็นราคะ ถ้าปรุงไปด้านร้ายก็เป็นโทสะ

ถาม : ความเหงานี่นะคะเป็นโทสะได้ ?
ตอบ : ใช่..ถึงเวลาก็โกรธ น้อยใจคนอื่น ทิ้งเราอยู่คนเดียว กลายเป็นโทสะ หรือว่าเหงาคิดถึงแฟน กลายเป็นราคะไปแล้ว บอกแล้วว่าอยู่ที่การปรุง และสภาพจิตของเรานี่สุดยอดเลย ปรุงมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน พอจะให้หยุดจึงหยุดยาก

ถาม : ถือว่าเป็นฝีมือของมารหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : เป็นฝีมือของมารโดยตรง ที่จะรั้งเราให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร ปกติธรรมชาติมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น แต่เราต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า ท้ายสุดทุกคนก็ตาย ไม่มีใครอยู่ร่วมกับเราได้ตลอดกาล

ถ้ารู้อย่างนี้ก็ต้องมีปัญญามองเห็นว่า ทำอย่างไรจึงจะรักษาตัวรักษาใจของเราไว้ได้ ก็คือรักษาใจให้ผ่องใส ไม่ให้เศร้าหมองกับสิ่งรอบข้าง ไม่อย่างนั้นพอคนนี้จากไป คนนั้นตายไป ก็จะเกิดความเศร้าหมองทับถมมาเรื่อย ๆ กลายเป็นกดให้เราตกต่ำ จมอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปไหน

แต่ถ้าเราสามารถชำระใจของเราให้ผ่องใสขึ้นมาได้ มีสติรู้เท่าทัน มีปัญญาเห็นสภาพความเป็นจริงว่า ธรรมดาของโลกเป็นอย่างนั้นเอง ถ้าเราไม่รักษาใจของเราเองไว้ ถึงเวลาเราก็เดือดร้อนเอง ให้กลับมารักษาตัวรักษาใจของเรา ดึงใจของเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ชำระใจของเราให้ผ่องใส รัก โลภ โกรธ หลง กินใจเราได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และท้ายสุดกินเราไม่ได้เลย เราก็รอด

เถรี
20-12-2011, 19:45
ถาม : เราฟังคำสอนมาว่า เราคือตัวคนเดียวท่องเที่ยวไป พอเกิดอารมณ์รักขึ้นมา เราก็มาคิดว่า เออ..ผลสุดท้ายก็ตัวคนเดียว แต่มีความรู้สึกว่าเป็นแค่สัญญา ยังไม่ใช่ปัญญา
ตอบ : ไม่ใช่ปัญญา นั่นอยู่ในลักษณะประชด ถ้าประชดชีวิตลักษณะนั้น ผิดพลาดขึ้นมาจะกลายเป็นโทสะ

ถาม : ทำอย่างไรจึงจะเป็นปัญญาจริง ๆ ?
ตอบ : ถ้าใจยอมรับโดยไม่กำเริบใหม่ ถึงจะเป็นของจริง

ถาม : เวลาคิด..?
ตอบ : ต้องคิดไปก่อน คิดย้ำบ่อย ๆ เป็นจินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดไปก่อน ถือว่าช่วยได้ระดับหนึ่ง หลังจากนั้นจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญารู้แจ้งเพราะเห็นตามความเป็นจริงแล้วจิตยอมรับ ถ้าอย่างนั้นก็จะถอนตัวหลุดออกมาได้

ถาม : คิดบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : คิดบ่อย ๆ ก่อน พอกำลังสมาธิถึง ก็จะช่วยปัญญาตรงนั้นตัดขาดเลย แต่ถ้ากำลังสมาธิไม่ถึง ปัญญาดีแค่ไหนก็ไปไม่รอด
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเชือก ๓ เกลียว ฟั่นอยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไรก็ใช้งานไม่ได้

ถาม : หลายครั้งจัดการตัวเองไม่ได้ค่ะ แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ใช้วิธีเอาตัวรอดว่า เออ..เราโง่ที่เกิดมาเอง เดี๋ยวก็จบ เดี๋ยวก็ตาย ตรงนั้นจะตัดได้ไหมคะ ?
ตอบ : อย่างนั้นถือว่าเป็นการตัดระดับหนึ่ง ในเมื่อเรื่องใหญ่เกินกำลังของเรา เราต้องมีปัญญารู้ว่าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องวาง จัดเป็นอุเบกขา ถือว่าเป็นการตัดในระดับหนึ่ง จริง ๆ แล้วถ้าหากว่าเราไม่ไปแบกไว้ตั้งแต่แรก เราก็ไม่ต้องวาง ส่วนใหญ่จะไปแบกกันเสียเยอะ ก็เลยต้องมาวาง

ถาม : ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เราไม่มีปัญญาจะจัดการ เราก็ตัดไปเลย ?
ตอบ : เหมือนกับเรารู้ว่าไฟนั้นร้อน จะต้องไหม้เราแน่ ๆ เราก็ไม่แหย่มือเข้าไป เราก็ไม่ไปยุ่งกับไฟ แต่ถ้ามีปัญญามากกว่านั้น รู้ว่าไฟเกิดจากอะไร เราไม่ไปยุ่งกับสาเหตุนั้น ไฟก็ติดขึ้นมาไม่ได้ ก็ทำอันตรายเราไม่ได้ ถ้ามีปัญญาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งก็จะไปตัดที่ต้นเหตุอย่างนี้

เหมือนรถม้าที่วิ่งจนจะตกหน้าผา เราก็รั้งไว้สุดชีวิต เราจะได้ไม่ตาย แต่หลังจากนั้นก็อย่าทะลึ่งไปขึ้นรถม้า จะได้ไม่ต้องไปตกหน้าผาแบบนั้นอีก

เถรี
21-12-2011, 11:11
ถาม : ตอนนั้นหนูขับรถอยู่แล้วภาวนา รู้สึกว่าเรานิ่ง เพลงก็ได้ยิน รอบข้างก็เห็น แต่สงสัยว่าเราขับไปเอง โดยที่เราไม่ได้คิดหรือจากการสั่งงานของสมอง ?
ตอบ : นั่นเป็นความชำนาญ ความชำนาญภาษาพระเรียกว่า "วสี" พอเราเข้าถึงความชำนาญก็เหมือนกับเป็นระบบอัตโนมัติไปเอง แต่จริง ๆ แล้วยังคุมด้วยตัวเราที่เข้าถึงความชำนาญนั้น ก็คือเอาประสบการณ์ที่เคยผ่านมานั้นมาใช้งาน แต่เราใช้งานในลักษณะที่แบ่งความรู้สึกเป็นหลายส่วน จนส่วนนั้นบางมากแล้วเรารับรู้ไม่ได้ หรือไม่ก็รับรู้ได้น้อยจนคิดว่าทำไปเอง

ถาม : จิตหนูภาวนาไม่ละเอียดจนถึงขั้นที่จะรับรู้การทำงาน ?
ตอบ : ถ้าจิตละเอียดกว่านั้นจะรับรู้ชัดเจนเท่ากันทุกส่วน

ถาม : อ่านเจอภาวะบาดเจ็บในสมอง เขาวิจัยว่ามีผลต่อพฤติกรรม แต่ในเมื่อจิตเป็นตัวขับเคลื่อนสมองและพฤติกรรม ถ้าเรารักษาที่จิต อาการจะหายไหมคะ ?
ตอบ : จิตเหมือนคนขับรถ ร่างกายเหมือนกับรถ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ถ้ารถพังมาก คนขับก็เอาไปไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าจะรักษาก็ต้องควบกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ

เถรี
21-12-2011, 11:51
ถาม : ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ๑๐ วัน แบบมหาสติปัฏฐาน ยุบหนอพองหนอ ประมาณวันที่ ๕ มีสภาวธรรมเกิดขึ้น รู้สึกว่าใจเป็นสุข สนุกกับการได้กำหนด ความคิดเรื่องอื่น ๆ ไม่ปรากฏ บางทีเผลอคิดบ้างแต่ก็กำหนดว่าคิดหนอ ๆ มีความอิ่มใจมาก บางทีเหมือนรู้วาระจิตคนอื่นค่ะ
ตอบ : สภาพจิตเริ่มอยู่ในอุปจารสมาธิขั้นปลาย จะเกิดปีติสุขขึ้นมาจนเกือบจะทรงเป็นฌานแล้ว แต่ทางสำนักนั้นเขาจะไม่ให้ทรงเป็นฌาน เขาจะให้ทรงในขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิเท่านั้น ก็เลยต้องสกัดด้วยคิดหนอ ๆ ทำให้ไม่สามารถที่จะดำเนินไปมากกว่าจุดนั้นได้

ขั้นแรกที่ทำมีประโยชน์สำหรับคนหัดใหม่ แต่ถ้าต้องการตัดกิเลสจริง ๆ กำลังจะไม่พอตัดกิเลสเพราะสมาธิไม่ได้ลึกไปกว่านั้น

ถาม : บางทีไม่ได้กำหนดภาวะคิดหนออย่างเดียว ไปคิดถึงเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาค่ะ
ตอบ : นั่นเรียกว่าแหกคอกเขา ไม่ได้ไปตามเขา แต่แหกคอกแบบนี้ถูกแล้ว เพราะถ้าเราไม่ได้คิดให้เห็นในเรื่องความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขา การเข้าถึงวิปัสสนาญาณที่แท้จริงจะไม่มี

เราต้องเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นตามความเป็นจริงแล้วสภาพจิตยอมรับ ในเมื่อยอมรับแล้วก็ปล่อยวางว่าธรรมดาเป็นอย่างนั้น ตอนแรกที่ทำมีประโยชน์ก็ทำไปเถอะ

ถาม : มีอาการตัวโยกตัวโคลง สะบัดออกท่าฤๅษีดัดตน
ตอบ : พวกนั้นเป็นส่วนของปีติทั้งหมด พอเริ่มก้าวเข้าสู่อุปจารสมาธิจะเกิดปีติขึ้นมา จากนั้นจะเป็นความสุข ไม่อิ่มไม่เบื่อไม่หน่าย แต่ไม่เข้าไปถึงเอกัคตารมณ์เพราะต้องคิดหนออยู่เรื่อย

น่าเสียดายตรงที่ว่าการปฏิบัติสายพองหนอ ยุบหนอ ถ้าหากว่าคนที่ทำเข้าไม่ถึงจริงก็จะทำให้ติดอยู่แค่นั้น ไปต่อไม่ได้ เมื่อไปต่อไม่ได้ ไม่สามารถที่จะบอกทางต่อได้ เราก็เสียประโยชน์

เถรี
21-12-2011, 13:17
ถาม : ผมชอบกำหนดพุทโธควบกับลมหายใจครับ พอมีความคิดแทรกขึ้นมาพุทโธก็จะไม่จับ ผมใช้หลายวิธีครับ บางทีก็ชอบนึกเป็นตัวอักษรว่าพุทโธ บางทีก็นึกคำขึ้นมาเฉย ๆ พอทำไปเรื่อย ๆ พุทโธก็หายไปครับ บางทีก็ฟุ้งซ่าน บางทีหลับก็มีครับ ผมอยากจะขออุบาย
ตอบ : ไม่ต้องขอ..ที่ทำอยู่นั้นดีแล้ว เพียงแต่เราไม่เข้าใจอารมณ์นั้น จริง ๆ แล้วถ้าฟุ้งซ่านขึ้นมาให้ดึงกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกใหม่ รู้ตัวเมื่อไรให้ดึงกลับมาอยู่ที่ลมหายใจทันที

แต่พอทำไประยะหนึ่ง พอจิตเริ่มทรงตัวมากขึ้น ลมหายใจจะเบาลง บางทีคำภาวนาก็หายไป เรามีหน้าที่กำหนดรู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างนั้น อย่าอยากให้เป็นและอย่าอยากให้หาย เรามีหน้าที่ตามดูอย่างเดียว สมาธิจะดำเนินไปเอง มีลมหายใจก็รู้ว่ามีลมหายใจ ลมหายใจเบาลงก็รู้ว่าลมหายใจเบาลง ไม่มีลมหายใจก็รู้ว่าไม่มี ลมหายใจ ถ้าเริ่มต้นอะไรไม่ถูกให้กลับมาอยู่ที่ลมหายใจใหม่

ถาม : ถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ว่า วันนี้เราทำอะไรบ้าง จะได้ไหมครับ ?
ตอบ : ได้อยู่..แต่บางอย่างเราควบคุมได้ไหม ? ถ้าเราควบคุมไม่ได้ เวลาเราคิดก็จะเตลิดเปิดเปิงไม่รู้จบ คือคิดไปตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ พอค่ำเสร็จหมดวันแล้วก็เริ่มต้นคิดใหม่ตั้งแต่เช้าอีก ความรู้สึกของเราจะวนรอบไปเรื่อย ๆ

ถ้าจะคิดก็ให้คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น คิดถึงคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คิดว่าศีลมีคุณอย่างไร ? ทานมีคุณอย่างไร ? คิดถึงว่าสภาพร่างกายของเรานี้ไม่ดีอย่างไร ? คิดว่าท้ายสุดแล้วเราก็ตาย ตายแล้วเราจะไปไหน ? หรือไม่ก็พิจารณาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยงอย่างไร ? เกิดขึ้นมาค่อย ๆ โตขึ้น เดี๋ยวก็แก่ลง ท้ายสุดแล้วก็ตาย

เป็นทุกข์อย่างไร ? ระหว่างที่เราดำรงชีวิตอยู่ เกิดก็ทุกข์ เจ็บก็ทุกข์ แก่ก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุกข์ เศร้าโศกเสียใจก็ทุกข์ ปรารถนาไม่สมหวังก็ทุกข์ แล้วท้ายสุดมีอะไรเป็นเราเป็นของเราบ้าง

หัวหูหน้าตาทั้งหมดนี้เราลองชี้ดู..มีอะไรที่เป็นของเรา จิ้มไปตรงไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ตรงนี้ก็หน้า ตรงนั้นก็ตัว ตรงนั้นก็นิ้ว ตรงนี้ก็เท้า สรุปว่าร่างกายนี้เกิดจากธาตุ ๔ รวมกันขึ้นมาให้เราได้อาศัยอยู่ชั่วคราว ท้ายสุดก็พังไป ยึดถือเป็นตัวเป็นตนไม่ได้ เหมือนรถยนต์คันหนึ่ง พอรถหมดอายุก็พัง เราที่เป็นคนขับรถก็ต้องไปหารถยนต์คันใหม่

ถ้าเราทำความดีไว้มากก็ได้รถดี ๆ ก็คือเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นเทวดา เป็นพรหม ถ้าทำความชั่วไว้มาก ก็ได้รถห่วยแตกใช้การไม่ได้ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอย่างนี้ไม่รู้จบ ในเมื่อเราอยากจบมีที่เดียวคือพระนิพพาน

คราวนี้พระนิพพานเราเองก็ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ต้องเอาสิ่งที่แทนพระนิพพาน ก็คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่ไหนนอกจากอยู่ที่พระนิพพาน เราก็นึกถึงพระองค์ท่าน เอาใจเกาะพระองค์ท่านไว้ ว่าพระองค์ท่านอยู่ที่ไหน ถ้าเราตายก็ขอไปอยู่ที่นั่นด้วย พอความคิดมาลงตรงจุดนี้เราก็ภาวนาต่อ ภาวนาจนกำลังใจไปต่อไม่ได้ก็คลายออกมาคิดใหม่

ถ้าเราไม่หาเรื่องดี ๆ ให้ใจคิด เดี๋ยวใจก็จะคิดเอง ถ้าใจคิดเองก็จะฟุ้งซ่านไป รัก โลภ โกรธ หลง แล้วจะฟุ้งซ่านแรงมาก เพราะได้กำลังจากสมาธิของเราไปฟุ้ง เพราะฉะนั้น..ถึงเวลาภาวนาเสร็จทุกครั้ง ควรจะพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราไว้ด้วย

เถรี
21-12-2011, 13:41
ถาม : การตั้งสติอยู่กับหน้าที่การงานเป็นสมาธิไหมครับ ?
ตอบ : เป็น..แต่เป็นโลกียสมาธิ ความก้าวหน้าทางการปฏิบัติจะไม่มี

ถาม : ต้องอยู่ในพุทโธหรือครับ ?
ตอบ : อย่างน้อย ๆ อนุสติ ก็คือนึกถึงให้อยู่ในด้านดีเข้าไว้ อยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่กับทาน อยู่กับศีล อยู่กับพระนิพพาน เป็นต้น

ถ้าหากว่าได้มากกว่านั้นก็ทำ พิจารณาให้เห็นจริงเลย เกิดมาชาตินี้เราก็ไม่เหมือนคนอื่นเขา อวัยวะก็ไม่ครบถ้วน ๓๒ (พิการทางสายตา) ถ้าเราเกิดมาเป็นอย่างนี้อีก เราก็ทุกข์อย่างนี้อีก ขึ้นชื่อว่าทุกข์อย่างนี้เราไม่เอาอีกแล้ว พยายามพิจารณาให้เห็นจริง ท้ายสุดเอาใจเกาะพระ เอาใจเกาะพระนิพพานแล้วภาวนาไป ให้ทำสลับกัน ภาวนาแล้วมาพิจารณา พิจารณาแล้วกลับมาภาวนา

ถาม : ทำสลับกันได้หรือครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่ว่าทำสลับกันได้ แต่ต้องทำสลับกัน เหมือนคนผูกขาติดกัน ต้องผลัดกันก้าวทีละขาถึงจะไปได้ เพราะก้าวขาเดียวไปไม่ได้ ต่อไปให้ภาวนาแล้วพิจารณา พิจารณาแล้วภาวนา ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ ถึงจะก้าวหน้า

เถรี
21-12-2011, 16:34
พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อวานหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า ปัญหาใหญ่ปัจจุบันของเด็กไทยคือสมาธิสั้น ต้องเร่งแก้ไขด่วน

ถ้าจะเร่งแก้ไข อาตมาอยากจะเสนอว่า ให้ลดอาหารบำรุงทุกอย่างที่แม่กินตอนตั้งท้องลง เท่านี้ปัญหานี้ก็จะจบเลย เพราะที่เด็กทุกวันนี้พลังงานล้นเกิน เนื่องจากแม่บำรุงมากเกินตั้งแต่เด็กอยู่ในท้อง พอคลอดออกมา สติสมาธิของเขาเท่ากับเด็กทั่ว ๆ ไป แต่พลังงานล้นเกินจึงอยู่นิ่งไม่ได้ พออยู่นิ่งไม่ได้ ความสนใจจึงไม่ได้อยู่กับที่ กลายเป็นเด็กสมาธิสั้นไปด้วย

รุ่นที่เกิดมาแล้วก็ช่างเถอะ ส่วนรุ่นใหม่ถ้าไม่อยากมีปัญหา คุณแม่อย่าไปบำรุงขนาดนั้น รุ่นที่เกิดมาแล้วก็จับฝึกสมาธิ จับเล่นกีฬา ใช้พลังงานให้หมด จะได้มีสมาธิมากขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะมีลูกลิงอยู่ในบ้าน นิ่งไม่ได้ แล้วก็โทษเด็กไม่ได้ด้วย เพราะเด็กเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาเป็นอย่างนั้น

คนเป็นพ่อเป็นแม่พอรู้ว่าเด็กอยู่ในท้องก็รีบบำรุงเต็มที่เลย พอบำรุงมากเกิน พลังงานล้นเกิน การแสดงออกก็เกิน ๆ อย่างที่เห็น

รุ่นของอาตมาไม่มีหรอกที่พลังงานล้นเกิน เพราะได้กินแต่กล้วยกับข้าวบด สมัยนี้มีสารพัดนม ผสมน้ำผึ้ง ผสมวิตามิน โฟเลทสูง แอลลีนสูง ฯลฯ คาดว่าปัญหานี้พวกบริษัทที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เขารู้อยู่ แต่ไม่มีอะไรที่จะขายง่ายไปกว่าขายให้กับความรักของพ่อแม่ ในเมื่อรู้สึกว่าดีต่อลูกก็พยายามซื้อกันใหญ่ ถ้าไปบอกว่ากินแล้วไม่ดีต่อลูกใครเขาจะไปซื้อ เพราะฉะนั้น..ต่อให้รู้เขาก็ไม่พูด"

เถรี
21-12-2011, 17:05
"ช่วงการปฏิบัติธรรมที่ผ่าน ๆ มา ดีใจที่มีเด็กหลายคนไปปฏิบัติด้วย แม้จะอยู่ในลักษณะที่อยู่นิ่งไม่ได้ แต่เขาก็พยายามควบคุมตนเอง ต้องบอกว่าพวกนี้บุญเก่าเขาดี ถึงได้เลี้ยวไปถูกทาง ถ้าพยายามฝึกฝนดีตั้งแต่เล็ก ๆ โตไปจะเป็นคนที่มีสมาธิมั่นคง ส่วนคนที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนเลยก็กรรมใครกรรมมัน โดยเฉพาะกรรมของพ่อแม่นั่นแหละ ทำเองก็รับไปเถอะ..!

ผู้ใหญ่สมัยนี้โดนแรงโฆษณาทำเสียเยอะ โดยเฉพาะพวกกินนมแคลเซียมสูง กระดูกผู้ใหญ่งอกไม่ได้แล้วเหมือนกับเด็ก เมื่อเป็นดังนั้นก็จะไปงอกอยู่ ๒ ที่ ที่หนึ่งคือภายในโพรงฟันตัวเอง ถ้างอกมาก ๆ เข้าก็จะไปบีบประสาทฟัน แล้วจะปวดฟันโดยหาสาเหตุไม่ได้ ที่สอง ก็คือจะไปงอกตรงโคนเล็บ เพราะเล็บยังงอกได้อยู่เรื่อย ๆ เมื่อมากเกินกว่าที่จะงอกออกมาเป็นเล็บ กระดูกนิ้วมือของพวกที่กินนมแคลเซียมสูงก็จะบวมเป็นก้อน

ดังนั้น..ระมัดระวังด้วยนะจ๊ะ กระดูกจะแข็งแรงขึ้นอยู่ว่าได้รับแสงแดดพอไหม ? ออกกำลังพอไหม ? ไม่ใช่กินแต่นมแคลเซียมสูงอย่างเดียว ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าว่า อะไรที่พอดีเป็นทางสายกลางถึงจะดี ถ้ามากเกินเมื่อไรย่อมเป็นโทษเมื่อนั้น

กินอาหารที่มีแคลเซียม อย่างเช่น พวกปลาเล็กปลาน้อยบ้าง ออกกำลังบ้าง รับแสงแดดบ้าง กระดูกจะแข็งแรงพอ ปู่ย่าตาทวดมีบ้างไหมที่เขากินนมแคลเซียมสูง ? ก็เห็นเขาแข็งแรงดี อายุยืนอีกต่างหาก"

เถรี
21-12-2011, 17:58
พระอาจารย์กล่าวว่า "บุคคลแต่ละคนมีพื้นฐานจิตใจไม่เหมือนกัน เมื่อเข้ามาปฏิบัติธรรมก็ค่อย ๆ ฝึกฝนกล่อมเกลาไปเรื่อย ๆ ลองมานึกดูว่าคนเราเหมือนกับลูกเต๋าลูกหนึ่ง มาถึงก็วางทื่ออยู่ตรงนั้นเลย พอนานไป ค่อย ๆ ฝน ค่อย ๆ ลบ เกลาไปเรื่อย ๆ เหลี่ยมก็น้อยลง..น้อยลง ค่อย ๆ กลม กลิ้งจนเคลื่อนที่ได้ จนกระทั่งกลมเต็มที่ คราวนี้จะกลิ้งไปไหนก็ได้

การปฏิบัติธรรมพอถึงระดับนั้นก็เหมือนกับหยาดน้ำบนใบบัว ก็คือกลิ้งไปกลิ้งมาแต่ไม่ติดอยู่กับใบบัวนั้น นั่นคือสภาพจิตที่ประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องกันเราไม่ให้ยึดติดอยู่กับโลก ถ้าหากว่าถึงระดับนั้นก็มีโอกาสการก้าวถึงความหลุดพ้นได้

แต่ถ้ายังขัดเกลาตัวเองไม่พอ ยังเป็นเหลี่ยมเป็นมุมอยู่ ก็จะขัดตาอย่างบางคนที่เราเห็น แล้วก็พาให้ขัดใจ เราก็เสียเองเพราะใจเราหมองเอง เพราะเราดันไปคิดว่าเราดีกว่าเขา โดนกิเลสหลอกเอาเต็ม ๆ"

ถาม : ถ้าคนที่เข้ามาทางพระไม่นาน แต่คิดว่าตนเองเป็นพระอนาคามีแล้ว ?
ตอบ : เขาอาจจะเป็นจริง หรือไม่เขาอาจจะหลงตัวเอง เพราะว่าการเข้าถึงธรรมไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลา แต่อยู่ที่ สติ สมาธิ ปัญญา ที่สั่งสมมา ถ้าเขาสั่งสมมาได้ที่ เข้ามาได้เลยก็มีเหมือนกัน

ถาม : พระอนาคามีต้องไม่มีการเหยียดหยามผู้อื่น ?
ตอบ : ถ้าไม่รู้จริงอย่าไปตั้งกติกาอย่างนั้น เขาอยากเป็นก็ให้เขาเป็นไป อาจจะเป็นพระอนาคามีของเขา แต่ไม่ใช่พระอนาคามีในแบบของพระพุทธเจ้าก็ได้

เถรี
22-12-2011, 11:47
ถาม : อารมณ์ของพระโพธิสัตว์ ถ้าจะทรงให้นานที่สุดต้องใช้เมตตาอัปปมัญญาใช่ไหมครับ ถึงจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง ?
ตอบ : ต้องมีสมาธิด้วย เมตตาอย่างเดียวไปไม่รอดหรอก เพราะถึงเวลากระทบแล้วใจไม่มั่นคง เพราะฉะนั้น..สำคัญที่ต้องมีสมาธิ พูดง่าย ๆ ว่าต้องมีกำลังที่จะฝืนกระแสโลก ถ้าไม่มีสมาธิกำลังก็ไม่พอที่จะฝืนกระแสโลก

ถาม : อุเบกขาของสาวกกับอุเบกขาของพระโพธิสัตว์ ต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : อุเบกขาของพระโพธิสัตว์เป็นอุเบกขาในเมตตา วางเฉยแต่ก็พร้อมช่วยเหลือทุกทีที่มีโอกาส ส่วนอุเบกขาของสาวก เบรกทั้งขาทั้งมือ เลิกแล้วเลิกเลย

ถาม : การที่ไปเกิดอยู่นอกเขตพุทธศาสนาเป็นเพราะมิจฉาทิฐิใช่ไหมครับ ?
ตอบ : เป็นเพราะไม่มั่นคงในพุทธานุสติ เมื่อไม่มั่นคงในพุทธานุสติ ก็มีโอกาสกระเด็นออกไปนอกเขตพระพุทธศาสนา

ถาม : เมื่อไปอยู่ตรงนั้นจะทำให้บารมีลดลงหรือไม่ครับ ?
ตอบ : อยู่ที่ไหนก็บำเพ็ญได้ การบำเพ็ญบารมีจะมีแต่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ถาม : พระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นคริสต์เป็นมุสลิมมีด้วยหรือครับ ?
ตอบ : มีเยอะแยะไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้นำเขา

เถรี
22-12-2011, 12:17
ถาม : ทุกข์ในอริยสัจกับทุกข์ทั่วไปต่างกันตรงไหนคะ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วก็คืออย่างเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราพิจารณาถึงต้นตอของทุกข์ได้จริงไหม ? ถ้าพิจารณาถึงต้นตอของทุกข์ได้จริง ๆ แม้กระทั่งลมหายใจก็ยังอยากจะโยนทิ้ง เพราะว่าเป็นสาเหตุของทุกข์เหมือนกัน

เพียงแต่ว่าพอกล่าวถึงความทุกข์ในอริยสัจ ท่านรวบยอดใช้คำว่า สิ่งที่ทนได้ยากคำเดียว แต่ทุกข์ทั่ว ๆ ไปท่านแยกออกเป็น สภาวทุกข์ ทุกข์ที่เกิดขึ้นตามสภาพ เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย นิพัทธทุกข์ ทุกข์เนืองนิตย์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หนาวร้อน หิวกระหาย การปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ

ปกิณกทุกข์ ทุกข์จรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามา อย่างเช่น กระทบกระทั่งกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ ได้สิ่งที่ไม่รัก ไม่ได้ในสิ่งที่รัก ก็แค่แยกแยะละเอียดลงไปเท่านั้นเอง ท้ายสุดก็เลยรวมลงไปตรงคำว่า สิ่งที่ทำให้เราต้องทนลำบาก

ถาม : แล้วพวกอภิธรรมที่เขาแยกทุกข์ทั่วไป ?
ตอบ : เกินความรู้ของเรา นั่นสำหรับคนที่จะไปเป็นครูสอนเขา คือคนที่จะไปเกิดไปเป็นพระพุทธเจ้าใหม่ ก็ศึกษาให้ละเอียดเข้าไว้ แต่ถ้าเราต้องการแค่บรรลุธรรมก็ไม่ต้องไปศึกษาตรงนั้น

ถาม : ทุกข์ทั้งโลกนี่คือทุกข์ในอริยสัจ ?
ตอบ : ใช่...รวมอยู่ในทุกข์ของอริยสัจ

ถาม : แล้วตัวอวิชชาที่ท่านอธิบายว่า รู้ไม่จริงในทุกข์ ท่านแยกเป็นฉันทะกับราคะ ตัวฉันทะพอเข้าใจ แต่ตัวราคะไม่เข้าใจ ?
ตอบ : ดอกไม้สวยไหม ? ถ้าสวยก็เกิดความพอใจขึ้นมาก็คือฉันทะ ในเมื่อเกิดความพอใจขึ้นมาก็เกิดความอยากมีอยากได้ ราคะก็คือความอยากมีอยากได้

ถาม : นั่นคือตัณหา ?
ตอบ : ก็คือสิ่งที่เรากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเกิดไปยินดีพอใจ อยากมีอยากได้ขึ้นมา หรือไม่ก็กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วไม่พอใจ ก็ผลักไสไม่ต้องการ..เจ๊งทั้งคู่

ถาม : ฉันทะกับราคะแยกกันไม่ได้
ตอบ : ถ้าจิตไม่ละเอียดจริงก็แยกกันไม่ได้ เพราะทันทีที่เกิดฉันทะ อารมณ์ใจจะปรุงเร็วมากเลย ชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็เป็นราคะ ถ้าไม่ชอบก็เป็นโทสะ แต่ว่ารวมแล้วก็คือ ความไม่รู้ทำให้จิตไปปรุงแต่ง จึงได้บอกว่า ต้องสักแต่ว่าเห็น ต้องสักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าได้กลิ่น สักแต่ว่าได้รส สักแต่ว่าสัมผัส อย่าให้เข้ามาในใจของเรา ถ้าเข้ามาเมื่อไรก็จะทำอันตรายเราทันที

ดีแล้ว...รักษาอารมณ์ไว้ เพียงแต่ลดความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่รู้แล้วไม่ช่วยให้ตัดกิเลส ทางเราก็จะไปสะดวกขึ้น

ถาม : เวลาฟังธรรมหรืออ่านหนังสือของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ รู้สึกเกิดความเคารพรักท่าน เป็นเพราะว่าเราฟังแล้วเรายึดติดในตัวท่าน ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น หรือเป็นเพราะจิตเราคล้อยตามเพราะเราพัฒนาขึ้น ?
ตอบ : ถ้าพัฒนามากขึ้นจะสังเกตว่า เรายิ่งอ่าน เราก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น ขณะเดียวกัน บางส่วนอาจจะรู้สึกว่าคราวที่แล้วเราอ่านไม่พบ คราวนี้ทำไมเราอ่านพบ ก็คือว่าสภาพจิตตอนนั้นยังหยาบอยู่จึงมองข้ามไป แต่พอจิตเราละเอียดพอ เราอ่านก็สะดุดใจ เข้าใจทันที เป็นพัฒนาการที่มากขึ้น ๆ

ในเมื่อเกิดขึ้นจากคำสอนของท่าน เราก็เห็นคุณของความเป็นพระสงฆ์ของท่าน ว่านี่คือสังฆคุณที่แท้จริง ไม่ใช่ร่างกายของท่าน แต่นั่นคือความดีของท่านที่ท่านรู้ธรรมแล้วนำมาสอนเรา เราก็จะเกิดความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงใจ ไม่ใช่เคารพแต่เปลือก

ถ้ามีความเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างจริงใจเมื่อไร ก็แปลว่าบันไดขั้นแรกเราแตะได้แล้ว ให้เหยียบให้มั่นคงโดยเสริมศีลให้ดี สร้างสมาธิให้เกิด ตั้งใจว่าถ้าตายแล้วขอไปพระนิพพาน ถ้าทำอย่างนั้นได้ครบ ก็แปลว่าบันไดขั้นแรกเรายึดได้แน่นอนแล้ว

เถรี
22-12-2011, 13:21
ถาม : สำหรับพระโพธิสัตว์ บารมี ๓๐ ทัศอย่างเดียวไปไม่รอดใช่ไหมครับ จะต้องรู้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านเคยทรงปฏิบัติมาก่อนใช่ไหมครับ ?
ตอบ : บารมี ๓๐ ทัศก็เกินพอแล้ว

ถาม : ไม่ต้องไปค้นหาธรรมะที่แท้จริงหรือครับ ?
ตอบ : ปัญญาบารมีเอ็งเอาไว้ทำอะไรวะ..?! ไม่มีใครตะกายไปทำทั้ง ๓๐ ทัศหรอก ทำอย่างเดียวก็พอแล้ว

คนที่จะให้ทานได้ก็ต้องมีปัญญา เห็นว่าการให้ทานนั้นดีถึงจะให้ คนที่จะให้ของคนอื่นได้จิตก็ต้องประกอบไปด้วยเมตตา บุคคลที่จิตประกอบด้วยเมตตาศีลก็ต้องมี ลองไล่ไปดูสิเดี๋ยวก็ครบ ๑๐ ข้อ เพียงแต่ว่าทำจริงให้ได้สักข้อ เดี๋ยวข้ออื่นก็มาเอง

ถาม : ที่ผ่าน ๆ มา ความโกรธดับไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ
ตอบ : ชาติหน้าบ่าย ๆ โน่น..! พระโพธิสัตว์ที่ไหนดับโกรธได้ คนที่จะดับโกรธได้ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป พระโพธิสัตว์ท่านจะไปตรัสรู้ดับกิเลสเอาชาติสุดท้าย

ตอนเป็นพระโพธิสัตว์ความโกรธของท่านยังมีอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ท่านที่บารมีสูงมาก ๆ จะรู้เท่าทันความโกรธนั้น เห็นว่าสาเหตุของความโกรธนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วท่านก็ไม่ไปยุ่งกับสาเหตุนั้น ไม่เอาไม้ขีดไปแหย่ใส่ แล้วเชื้อเพลิงจะติดไฟได้ไหม ? ก็ไม่ได้..แค่นั้นเอง

ท่านยังมีโทสะอยู่เต็ม ๆ เพียงแต่ไม่ไปจุดไฟขึ้นมา ถ้าหากความโกรธของเรายังงอกงามอยู่เป็นปกติ แสดงว่ากำลังของเรายังต่ำอยู่ ต้องเร่งการปฏิบัติให้มากขึ้น

เถรี
22-12-2011, 13:30
ถาม : การแยกพิจารณาร่างกายในอารมณ์ของพระอริยเจ้าระดับต่างกัน จะมีความละเอียดต่างกันไหมครับ ?
ตอบ : พระโสดาบันเห็นว่าร่างกายนี้ต้องตายแน่นอน พระสกิทาคามีกับพระอนาคามีจะเห็นว่าร่างกายนี้สกปรกโสโครก มีแต่ความน่ารังเกียจ ไม่มีอะไรน่ายินดี พระอรหันต์ท่านจะเห็นว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ในเมื่อไม่ใช่ของเรา ของคนอื่นก็ไม่ใช่ของเรา ก็ไม่อยากได้ร่างกายของใครเขา

ถาม : ถ้าพิจารณาแล้วมันตายด้านครับ เป็นแค่สัญญา?
ตอบ : การพิจารณาต้องทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีก จนจิตไม่เถียงเรา พอบอกว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่เลย

เมื่อหลายปีก่อนพระสมุห์กอล์ฟ เขามีคำถามว่า พยายามพิจารณาว่าร่างกายสกปรก แต่เวลาสาวมาหาทีไร เขาอาบน้ำแต่งตัวมาเต็มที่ทุกทีเลย ก็เลยไม่เห็นว่าสกปรก แสดงว่าท่านมีปัญญาไม่พอ ติดอยู่แค่เปลือกเท่านั้น

ต้องมองทะลุเข้าไปสิว่า ร่างกายประกอบด้วยอะไร มีเลือด มีน้ำเหลือง มีอวัยวะภายในเยอะแยะยั้วเยี้ยไปหมด นั่นแสดงว่าเปลือกบดบังอยู่ ปัญญาไม่พอ แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนที่น่าสรรเสริญ คือว่าตัวเองมองต่อไปไม่ได้ ก็ยังบอกออกมาว่าเป็นอย่างไร เป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

คราวนี้การพิจารณาให้โอปนยิโก คือน้อมนำเข้ามาในกายของเรา ให้เห็นชัดเจนจนใจไม่เถียงแล้ว ว่าร่างกายคนอื่นก็เหมือนเรา สัตว์อื่นก็เหมือนเรา อย่าไปพิจารณาเพศตรงข้าม โดยเฉพาะพวกจิตใจไม่เข้มแข็ง ไม่อย่างนั้นปัญญาจะโดนกิเลสบัง พิจารณาที่ตัวเองก่อนจนช่ำชองชำนาญแล้วค่อยขยายออกไป

เถรี
22-12-2011, 13:50
ถาม : การพิจารณาอสุภกรรมฐาน ถ้าเราไปดูการผ่าพิสูจน์ศพที่โรงพยาบาล จะช่วยได้ไหมคะ ?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับสภาพจิต ถ้าสภาพจิตไม่ดื้อมากก็ช่วยได้ ถ้าดื้อมากก็จะเจอประสบการณ์เหมือนอย่างพวกอาตมา

พี่สุรินทร์เป็นลูกป้ากิมกี ป้ากิมกีคือลูกศิษย์หลวงพ่อรุ่นแรก ๆ ที่เปิดร้านขายอาหารอยู่ในวัดท่าซุง พี่สุรินทร์เป็นเจ้าหน้าที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ ถ้ามีศพเข้ามาก็จะโทรศัพท์มาบอกพวกเรา พวกเราก็ลาหลวงพ่อไปโรงพยาบาลกันที ๔-๕ รูป ไปพิจารณาศพ

ตอนแรก ๆ แค่เหยียบเข้าไปก็อาเจียนแทบไม่เหลือ เห็นครั้งแรกก็แหวะ..! กินข้าวไม่ได้ไป ๓ วัน พอนานไป ๆ ปัญญาไม่ถึง ก็เริ่มตายด้านกับศพ เวลาผ่าศพผู้หญิงเราก็ไม่ดูตรงที่เขาผ่า เราไปดูตรงที่ยังดี ๆ นี่คือปัญหาที่เจอมาด้วยตัวเอง ดังนั้น..ปัญญาไม่ถึงอย่าไปพิจารณาเพศตรงข้าม ไม่อย่างนั้นเจ๊งหมด..!

อย่างเรื่องฤๅษีกไลยโกฏิบำเพ็ญตบะมานาน ถึงขนาดทำให้ฝนแล้งไป ๓ ปี ชาวบ้านเดือดร้อนไปหมด ไม่มีใครสามารถทำให้ฤๅษีคลายตบะได้เลย พระราชธิดาจึงอาสาพระราชบิดาไปจัดการให้ พอฤๅษีเจอพระราชธิดาก็สงสัย ถามว่า "เจ้าเป็นตัวอะไร?" เพราะไม่เคยเจอคนมาก่อน พระราชธิดาบอกว่า "ดิฉันเป็นมนุษย์"

ฤๅษีถามว่า "ทำไมเจ้าจึงมีเขาอยู่ที่อก ?" พระราชธิดาบอกว่า "ไม่รู้เหมือนกัน ตั้งแต่เกิดมาก็มีอย่างนี้แล้ว ประหลาดมาก..เพราะเขานี้ไม่ได้แข็งเหมือนเขาสัตว์ทั่ว ๆ ไป พระคุณเจ้าลองสัมผัสดูก็ได้" พอสัมผัสพระคุณเจ้าก็ตบะแตกเลย..!

เถรี
22-12-2011, 14:32
ถาม : มีหนังสือที่กล่าวว่า รัชกาลที่ ๖ กลับมาเกิดใหม่ แล้วจะมาบริหารประเทศให้เจริญ
ตอบ : ตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่ต้องไปกลุ้มใจ ไม่ต้องไปสงสัย เดี๋ยวท่านก็โผล่มา คนสำคัญขนาดนั้นต่อให้เอาขยะไปกลบก็กลบไม่อยู่หรอก

ถาม : ตามพระบรมรูปทั้งหลายมีเทวดาทำงานแทนท่านอยู่ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้ามีคนไปการกราบไหว้บูชาอยู่ ก็ยังมีเทวดาทำหน้าที่แทนอยู่เป็นปกติ

เถรี
22-12-2011, 14:36
ถาม : เวลาบำเพ็ญบารมีพุทธภูมิไปเรื่อย ๆ ถ้าต้องมีการถอย ?
ตอบ : ไม่ถอย..มีแต่ขึ้นหน้า สันดานแก้ไม่ได้ เหมือนโดนบังคับให้ขึ้นหน้าอยู่ตลอดเวลา

เถรี
22-12-2011, 14:46
ถาม : เมื่อก่อนต้องบริกรรมแล้วถึงจะนิ่ง แต่ตอนนี้ไม่ได้บริกรรมก็นิ่งเลย ต้องย้อนกลับไปบริกรรมหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่ต้อง...ถ้ามีความคล่องตัวแล้ว สมาธิจะกระโดดไปจุดที่ตนเองต้องการเลย ยกเว้นว่าเราต้องการซักซ้อมความชำนาญ ก็ฝึกการลดลงมาหรือขึ้นไป หรือสลับไปสลับมา ไม่อย่างนั้นจะพรวดเดียวไปเลย

ถาม : พอระดับสมาธิขึ้นสูงไปแล้ว เราก็ดึงกลับมาบริกรรมใหม่ ?
ตอบ : เสียเวลา...ยกเว้นเราจะซ้อมเอาความชำนาญ แต่อยากจะให้ซ้อมเข้าสมาธิสูงสุดให้ชำนาญที่สุด พอถึงเวลารัก โลภ โกรธ หลงมา ทันทีที่เรารู้ตัวให้รีบเข้าไปสู่อารมณ์สมาธิของเรา กิเลสจะกินไม่ได้

ถาม : หนีไปสู่สมาธิระดับสูง
ตอบ : เข้าสู่สมาธิของเรา กิเลสก็ทำอันตรายเราไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ในลักษณะหนีปัญหา แต่ว่าต้องหนีก่อนเพื่อไม่ให้จิตใจขุ่นมัว หลังจากนั้นค่อยใช้กำลังของปัญญามาพิจารณาตัดเอาภายหลัง

เถรี
23-12-2011, 11:54
ถาม : อาหารที่เขาตั้งใจถวายพระ ถ้าเราเอามากินก่อนจะเป็นเปรตไหมคะ ?
ตอบ : ถ้าเขาตั้งใจถวายพระ ก็เป็นแน่นอน ตัวอย่างก็กากะเปรต

ถาม : อาหารอร่อย ?
ตอบ : เราไปทำอย่างนั้นก็จะซวยไม่รู้ตัว สิ่งที่เขาตั้งใจถวายสงฆ์แต่ยังไม่ได้ถวาย เขาเรียกว่า ของกึ่งกลางระหว่างสงฆ์ ของตัวเองก็ไม่ใช่เพราะตั้งใจถวายไปแล้ว จะเป็นของสงฆ์ก็ไม่ใช่เพราะสงฆ์ยังไม่ได้รับ ถ้าไปกินถือว่าติดหนี้สงฆ์เหมือนกัน

ถาม : ถ้าชิมละคะ ?
ตอบ : ถ้าปรุงอาหารก็จำเป็นต้องชิม ตอนนั้นไม่เป็นไร แต่เมื่อปรุงเสร็จแล้วอย่าไปชิมเพิ่มก็แล้วกัน

เถรี
23-12-2011, 13:25
พระอาจารย์กล่าวว่า "นักศึกษาญี่ปุ่นเคยทำวิจัยแล้วสรุปว่า ประเทศไทยนอกจากในหลวงแล้วโกงทุกคน นี่เขาเหมาพระไปด้วยนะ..(หัวเราะ)..ความจริงเขาไม่ได้โกงหรอก เขาแค่รับในส่วนที่เขาคิดว่าควรจะได้รับเท่านั้น ความคิดนี้ฝังรากลึกใน dna แล้ว แก้ไม่ได้

ระบบนี้มาจากเมืองจีน สมัยก่อนพ่อค้าจีนต้องการความคล่องตัวในการดำเนินกิจการต่าง ๆ จึงหาของจิ้มก้องไปให้แก่บรรดาเจ้าเมืองหรือข้าราชการ พอคนจีนเข้ามาเมืองไทยก็เอาระบบนี้มาใช้ที่เมืองไทย นาน ๆ ไป คนที่ให้ของขวัญ ให้เงิน ก็ได้รับความสะดวก ส่วนคนที่ไม่ให้ก็ไม่ได้รับความสะดวก จึงต้องให้กันทุกคน จนกลายเป็นอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ฝังรากลึกอยู่ใน dna ไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว

ใครจะรับก็ไม่ว่านะ แต่มีนรกขุมหนึ่งที่เป็นยมโลกียนรก มีไว้สำหรับพวกคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะ..!"

ถาม : พวกที่กินอิฐ หิน ปูน ทราย พอลงไปนรกต้องกินอย่างนั้นไหมคะ ?
ตอบ : เปล่า...ยมโลกียนรกขุมนั้นเป็นภูเขาเหล็กลุกแดงโร่ ๒ ลูก หมุนบี้เข้าหากัน แล้วคนพวกนี้ก็อยู่ตรงกลาง เหมือนลูกกลิ้ง ๒ ลูกกลิ้งเข้าหากัน ถ้าหนีทันก็แล้วไป ถ้าหนีไม่ทันก็ถูกบี้ป่นเป็นแป้ง พอไปอีกฝั่งเกิดใหม่ก็มีภูเขาลูกใหม่มาอีก ถ้าเป็นภูเขาธรรมดาก็พอทน แต่ภูเขานี้ลุกเป็นไฟแดงโร่เลย พวกที่อยู่ในนรกแห่งนี้ถ้าเกิดใหม่คงแข่งวิ่ง ๑๐๐ เมตรได้ที่ ๑ ทุกคนเพราะต้องวิ่งหนีอยู่ตลอดเวลา..!

เถรี
23-12-2011, 13:32
ถาม : เกิดจันทรุปราคาจะมีผลอะไรไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ต้องไปหนักใจ..ถ้ากำลังใจของเรามั่นคง สิ่งภายนอกจะมีผลกระทบน้อยมาก ถ้ากำลังใจไม่มั่นคงก็จะมีผลเหมือนกัน

เถรี
23-12-2011, 14:10
พระอาจารย์กล่าวว่า "หมอเขาสงสัยว่าอาตมามีชีวิตรอดมาได้อย่างไร? เพราะเป็นคนที่ใกล้เชื้อโรคอะไรก็รับหมด มีลักษณะของภูมิคุ้มกันบกพร่องแบบ hiv1 ต้องบอกว่าบุญรักษาและกรรมรักษา ถ้าตราบใดที่บุญกรรมยังส่งเสริมอยู่ อย่างไรเสียก็ไม่ตาย แบบเดียวกับพระรูปหนึ่งในพุทธกาลที่ท่านอดอยากตลอดชีวิต ได้กินอิ่มแค่ครั้งเดียวแล้วเข้านิพพานเลย นั่นกรรมรักษา ต้องชดใช้หนี้กรรมของตัวเอง

ท่านเกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยได้กินอิ่มเลย ขนาดบวชเป็นพระแล้วก็ยังอด วันแรกท่านบิณฑบาตอยู่ข้างหลัง โยมใส่บาตรไปเรื่อย ๆ พอถึงท่านก็หมดพอดี พระอุปัชฌาย์เห็นดังนั้น วันต่อมาจึงให้เดินอยู่ข้างหน้า โยมคิดว่าเมื่อวานเราใส่จากข้างหน้ามา ข้างหลังจึงอด วันนี้จะใส่จากข้างหลังมาข้างหน้าบ้าง พอถึงท่านก็หมดอีก

พระอุปัชฌาย์จึงเปลี่ยนให้ท่านอยู่ตรงกลาง ส่วนโยมเห็นว่าวันก่อนใส่จากหัวมาท้าย แล้วใส่จากท้ายมาหัว คราวนี้แบ่งพวกเป็นคนละครึ่งใส่จากหัวท้ายมาตรงกลาง ปรากฏว่าพอถึงตรงกลางก็หมดพอดี ท้ายสุดพระอุปัชฌาย์จึงบอกให้ท่านไปอยู่เจริญกรรมฐาน เดี๋ยวจะบิณฑบาตมาเลี้ยงเอง เพราะกรรมหนักขนาดนี้เดี๋ยวจะพาท่านอื่นแย่ไปด้วย

พอพระอุปัชฌาย์เอาอาหารมาให้ ท่านฉันอิ่มเป็นครั้งแรกในชีวิต จิตใจมีความสบาย พิจารณาธรรมเห็นความทุกข์ที่ผ่านมา จิตใจหมดความอยากที่จะเกิดอีกก็เลยบรรลุมรรคผล เพราะฉะนั้น..ถ้าบุญยังรักษาหรือกรรมยังรักษา อย่างไรเสียก็ยังไม่ตาย"

เถรี
23-12-2011, 14:51
"มีนิยายฝรั่งเรื่องนาฬิกามรณะ เนื้อเรื่องกล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งมีอาชีพเป็นนักข่าว ไปเจอคนตายถือนาฬิกาอยู่ ซึ่งนาฬิกาเรือนนั้นเป็นนาฬิกาที่ประหลาดมาก บอกวันที่ เดือน ปี นาที วินาทีหมดทุกอย่าง แล้วเวลานั้นเป็นเวลาใกล้เคียงกับที่เขาพบศพ อีกไม่นานนักข่าวคนนี้ก็เจออีกศพหนึ่ง ในกรณีเดียวกัน

เขาสงสัยว่านาฬิกาเรือนนี้คงบอกเวลาตายของคนใช้ได้ จึงลองไปกดดู นาฬิกาเรือนนั้นบอกว่าตัวเขาเองอีก ๙๙ ปีถึงจะตาย เขาจึงเลิกเป็นนักข่าว หันไปสมัครเป็นสตันท์แมน เสี่ยงตายทุกอย่างที่ขวางหน้าจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ขนาดกระโดดตัวเปล่าลงจากเครื่องบินก็ยังไม่ตาย เพราะตกลงไปในน้ำพอดี

ชื่อเสียงเงินทองไหลมาเทมา ผู้หญิงจึงแห่กันมาเพียบ วันนั้นเขาขับรถสปอร์ตเปิดประทุนควงสาวไป แฟนเก่าขว้างระเบิดใส่ เขามารู้ตัวอีกทีตอนนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ร่างกายโดนผ้าพันเป็นมัมมี่ แขนขาไม่มีเพราะโดนระเบิดขาดหมด

หมอกำลังคุยอยู่กับตำรวจว่า "ในที่เกิดเหตุเจอนาฬิกาเรือนนี้ ผมลองกดดูแล้วแปลกมาก เพราะบอกแต่เวลาเที่ยงคืนของวันนี้" คนไข้คิดว่า "หมอต้องตายตอนเที่ยงคืนของวันนี้ แต่ผมสิต้องอยู่จนอายุ ๙๙ ปี..!" ไม่ตายแต่ก็ไม่สบาย เพราะไม่มีแขนไม่มีขา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าดำเนินชีวิตโดยประมาท"

เถรี
24-12-2011, 12:23
http://www.civicesgroup.com/forum/files/1322133308_afaadgjcmaauwbq.jpg


พระอาจารย์กล่าวว่า "ช่วงน้ำท่วมมีคนเขาปลื้มใจมากว่าเขาห่อรถได้สำเร็จ รถเขาน้ำไม่ท่วม พอเวลาน้ำท่วมรถก็ลอยตุ๊บป่อง พอเปิดรถออกมา ราขึ้นทั้งคันเลย..! เพราะว่าอบอยู่เป็นเดือน เหมือนกับที่เราเพาะเห็ดในโรงอบนั่นแหละ

พวกเห็ดราเป็นพืชที่กินซาก ถ้าไปทิ้งไว้นาน ๆ อะไรที่คิดว่ากินได้เป็นโดนกินหมด ยิ่งอากาศอบ ๆ ชื้น ๆ ยิ่งขึ้นดีเข้าไปใหญ่ ก่อนหน้านี้อาตมาอยู่ที่เกาะพระฤๅษี ไปพม่าเดือนหนึ่งกลับมารถยังขึ้นราเลย ไม่ได้ใช้แค่เดือนเดียว ขนาดไม่ได้แช่น้ำนะ กลับมาต้องจัดการล้างอัดฉีดกันยกใหญ่"

เถรี
24-12-2011, 12:36
ถาม : น้ำจะมาอีกไหมคะ ?
ตอบ : โบราณว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก ก็เตรียมขันไว้ตักน้ำสิจ๊ะ..! อย่าไปกังวลกับเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เราจะเครียดเสียเปล่า ๆ

อตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปฏิกังเข อนาคะตัง อย่าไปหวนคำนึงถึงเรื่องในอดีตที่ล่วงพ้นมาแล้ว และอย่าไปฟุ้งซ่านกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุปันนัญ จะ โยธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ ต้องอยู่กับปัจจุบันธรรมเท่านั้นถึงจะรู้แจ้งเห็นจริง

ถาม : การกังวลกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง กับการที่เราไม่ประมาท ป้องกันเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ดูเฉียดกันมากครับ อะไรทำให้เกิดความแตกต่างครับ ?
ตอบ : อยู่ที่ว่าเราหยุดคิดเป็นหรือไม่ ? ถ้าหยุดคิดเป็น ไม่ฟุ้งซ่าน ก็ถือว่าไม่ประมาท ถ้าหยุดคิดไม่เป็น ฟุ้งไปเรื่อยก็เครียดตาย ต่างกันตรงที่หยุดคิดเป็นหรือหยุดคิดไม่เป็นเท่านั้น

ถาม : แสดงว่าสติเป็นเรื่องที่สำคัญมากสิครับ
ตอบ : ไม่สำคัญเท่าไรหรอก แค่เป็นแก่นธรรมของพระพุทธศาสนาเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

เถรี
24-12-2011, 12:46
ถาม : จะขยับบ้านตัวเองให้สูงกว่านี้อีก
ตอบ : สังเกตไหมว่า สมัยก่อนบ้านจะยกใต้ถุนสูง มีเรือขึ้นคานอยู่ใต้ถุนบ้าน พอใกล้หน้าน้ำก็จัดแจงยาเรือเอาลงไว้ พอน้ำมาก็เอาเรือลงผูกตรงหัวบันได ไม่เห็นเขาจะเดือดร้อนเลย แถมเขายังภาวนาให้น้ำมาด้วยนะ เพราะน้ำมาปลาก็มาด้วย

พอเริ่มเข้าฤดูหนาวปลาออจะมา คำว่า "ปลาออ" ก็คือฝูงปลาขึ้นพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะพวกปลาสร้อยมาครั้งหนึ่งเป็นหมื่นเป็นแสน เอาเข่งตักได้เลย เพราะปลาจะไปหาที่ผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่ เวลาปลาออมาเสียงจุ๊บ ๆ จั๊บ ๆ ดังแซ่ไปหมด ถ้าปลาดุกออมาจะเสียงดังอ๊อด ๆ แอ๊ด ๆ ปลาร้องได้ พูดได้ บ่นได้เหมือนคน คนที่ไม่เคยได้ยินเสียงปลาก็ไม่คิดว่าจะร้องได้

สมัยเด็ก ๆ ผู้ใหญ่เขาเตือนนักเตือนหนาว่า ถ้าจะตักปลาออให้ตักหน้า ๆ อย่าไปตักท้าย ๆ เพราะข้างท้ายงูมักจะตามมากินปลา โดยเฉพาะงูเห่า เวลาปลาดุกมาจะม้วนเป็นก้อน ๆ แน่นไปทั้งแม่น้ำ รุ่นใหม่ ๆ ไม่รู้หรอก เพราะไม่เคยเห็นปลาเยอะอย่างนั้น

อาตมาตอนเด็ก ๆ สมัย ๓-๔ ขวบไปบ้านป้าที่ริมแม่น้ำสวนแตง ด้วยความซนเอาแหของลุงไปหว่าน หว่านลงไปต้องทิ้งแหเพราะดึงไม่ขึ้น ลองคิดดูสิว่าปลาเยอะขนาดไหน โบราณว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าวเป็นเรื่องจริง เพราะคนยังน้อยอยู่

เถรี
24-12-2011, 13:02
ถาม : ตอนไปแจกของช่วยผู้ประสบภัยแถวสายไหม บางบัวทอง เจอปลาตัวเท่าแขน เขาจับกินกันสบายเลย
ตอบ : ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็มีปลา มีคนเขาไปท้าหลวงปู่จง วัดหน้าต่างนอก "หลวงปู่ยืนยันไหม ว่าที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีปลา" หลวงปู่จงบอกว่า "ยืนยัน" เขาก็ไปปีนต้นมะพร้าวเก็บลูกมะพร้าวมา "หลวงปู่ในมะพร้าวมีน้ำ แต่ไม่เห็นมีปลาเลย" หลวงปู่บอกว่า "มึงผ่าออกมาสิ" พอผ่าออกมามีปลาซิว ๒ ตัว..! เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับพระระดับหลวงปู่ หาเรื่องชัด ๆ (หัวเราะ) ไม่รู้หลวงปู่แอบหยอดปลาลงไปตอนไหน

รู้สึกว่าบรรดาเกจิอาจารย์ทางสายอยุธยาจะชำนาญวิชาทางนี้ อย่างหลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ ลูกศิษย์จะไปช้อนปลากัด "เฮ้ย..มึงเอ้ย..อย่าไปช้อนปลากัดเลย เดี๋ยวงูกัดตายห่..มึงอยากได้ปลากัดมาเอาที่กูนี่" "ไหนล่ะหลวงตา ?"

หลวงพ่อนอบอกว่า "ในอ่างล้างตีน" พอเขาไปดูมีปลากัดอยู่ก็ตักไป เอาไปแข่งกัดที่ไหนก็ชนะ จึงเก็บปลาใส่ขวดไว้ พอรุ่งเช้าปรากฏว่ามีแต่ใบไม้ลอยน้ำ..! หลวงปู่ท่านไม่ต้องการให้ไปทรมานสัตว์และขณะเดียวกันตามกอสวะรก ๆ สมัยก่อนงูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะ แสดงว่าวิชาพวกนี้ระบาดอยู่แถว ๆ อยุธยา ที่อื่นไม่ค่อยมี

อย่างหลวงปู่ปานก็ตกเบ็ดกลางอากาศใช่ไหม ? มีทั้งปลาเค้า ปลาช่อนตัวโต ๆ เด็กรุ่นหลัง ๆ เคยเห็นปลาเค้าไหม ? เหมือนปลาเนื้ออ่อนแต่ใหญ่กว่ามาก อาตมาเคยเห็นขนาดยาวสักเมตรครึ่งได้..!

เถรี
24-12-2011, 13:23
คาดว่าทุกคนที่ได้กสิณ ๑๐ สามารถทำได้ทุกคน เพียงแต่ว่าเคล็ดลับของการทำนั้น พระเกจิอาจารย์ทางอยุธยาคล่องตัวกว่า อาจจะเป็นเพราะอยุธยาเป็นเมืองน้ำ ไปไหนก็ต้องแจวเรือไป พอไม่มีอะไรเล่นก็เล่นกับน้ำ เล่นกับปลา

หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา คนเห็นว่าท่านเป็นหลวงตาแก่ ๆ ผ้าผ่อนไม่นุ่ง นุ่งสบงอย่างเดียว เอาแต่นั่งตีฆ้องสวดมนต์ กุฏิท่านอยู่กลางนา กลางคืนฝนตกชาวบ้านก็ออกตีกบกัน พอหนาวขึ้นมาก็มาผิงไฟใต้กุฏิ หลวงพ่อกบก็ถามว่า "ได้กบหรือยัง ?" "ยังไม่ได้เลยครับ" หลวงพ่อกบบอกว่า "ทุด..พวกมึงหากบไม่เป็น มา..เดี๋ยวกูตีให้เอง"

ท่านคว้าไม้และคบไต้ไป เสียงตีป้าบ ๆ พักเดียวได้กบมาเป็นตะข้อง "พวกมึงเอาไปแบ่งกัน" ชาวบ้านเอาไปต้มไปแกง พอกินเสร็จเหลือก็เทใส่กะละมังครอบไว้ รุ่งเช้ามาเปิดดูมีแต่ใบสะแกทั้งนั้น..! เขาจึงเรียกท่านว่าหลวงพ่อกบ ชื่อจริงชื่ออะไรไม่รู้ แต่เรียกท่านว่าหลวงพ่อกบ

ท่านเป็นพระที่ยิ่งกว่าเป็นพระ ที่ท่านต้องทำตัวอย่างนั้นเพราะว่าท่านมีเวรมีกรรมผูกพันกับสถานที่ตรงนั้น คราวนี้ทางการเขาตัดสินว่าเป็นวัดร้าง จึงให้ท่านย้ายไปจำพรรษาที่อื่น แต่ท่านไม่ยอมไปเพราะยังไม่หมดวาระกรรม เมื่อท่านไม่ยอมไป ท่านก็ถอดจีวรให้เขาไป บอกว่าฉันสึกก็แล้วกัน ท่านก็อยู่ของท่านไปเรื่อย บางทีท่านก็นุ่งกางเกงตัวเดียว

ความจริงท่านก็คือพระดี ๆ นี่แหละ ท่านอยากจะอยู่ตรงนั้น ไม่อยากไปที่อื่น ก็ต้องทำให้เขาคิดว่าตัวเองไม่ใช่พระ จะได้ไม่มายุ่งด้วย วันดีคืนดีก็ไปนอนอยู่กลางทุ่ง ชักจีวรคลุมโปงอยู่ ๗ วันก็ลุกขึ้นมากลับวัด ต้องบอกว่าเด็กเลี้ยงควายแถวนั้นโชคดี เจอหลวงตาเดินเปะปะมา มีข้าวมีน้ำก็ถวายหลวงตา ดวงเฮงจริง ๆ

เถรี
24-12-2011, 13:31
ถาม : นอน ๗ วัน ลักษณะเหมือนท่านเข้านิโรธสมาบัติเลยนะคะ
ตอบ : ไม่ใช่เหมือน ตั้งใจเข้าเลย..!

ถาม : ท่านมรณภาพไปหรือยังคะ ?
ตอบ : มรณภาพไปนานแล้ว รุ่นเราเกิดไม่ทัน วัดเขาสาริกาอยู่ทางด้านปราจีนบุรี

ถาม : พระแบบนี้ถ้าเราศรัทธาอยากจะเจอท่าน
ตอบ : อยากจะเจอสมัยนี้ก็ยังพอมี แต่ต้องเข้าป่าลึกหน่อย

ถาม : ถ้าจุดธูปนิมนต์ออกมาท่านจะมาไหมคะ ?
ตอบ : ระวัง..อาตมาแช่งไว้เลยว่า ถ้าใครจุดธูปเรียกตู จะต้องมาหาเอง..! ต้องเจอแบบนี้ ให้เดินป่าตายชักไปเลย ตอนนั้นอาตมากำลังธุดงค์อยู่ ดันมาจุดธูปเรียก ต้องออกมาจากป่าก็ฉุนขาด แช่งไว้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย..ใครจุดธูปเรียกต้องมาหาเอง..!

เมื่อเช้าก็ต้องแหกขี้ตาลงมาตั้งแต่ ๗ โมงกว่า เพราะว่าเขามาแล้วดันอธิษฐานขอให้อาตมาลงมา เวลาพักผ่อนแท้ ๆ ไม่ดูตาม้าตาเรือเลย

เถรี
24-12-2011, 13:39
ถาม : งดเสพกามมีดีอย่างไร ? ถ้างดไปก็มีแต่ความอยาก บางอารมณ์ก็พิจารณาบ้าง
ตอบ : แสดงว่ากำลังใจห่วยแตกมาก กำลังการปฏิบัติของเรา ถ้าสะสมไม่พอก็ตัดกิเลสไม่ได้ คราวนี้กำลังที่สะสมไว้มักจะรั่วไปเรื่อย รั่วออกทางตา..ตาเห็นรูปสวย ๆ ก็ถูกใจ หูได้ยินเสียงเพราะ ๆ ก็ถูกใจ จมูกได้กลิ่นที่ชอบใจก็รั่วไปแล้ว ลิ้นได้สัมผัสรสที่ชอบใจก็รั่วไปแล้ว กายได้สัมผัสที่ชอบใจก็รั่วไปแล้ว

คราวนี้การเสพกามนั้นรั่วทุกด้านเลย ก็แปลว่าเป็นตัวรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุด ทำให้คุณสะสมกำลังไม่พอตัดกิเลสสักที

ถาม : ถ้ากดไว้เรื่อย ๆ จะไปฉุดคร่าคนอื่นเขาไหมครับ ?
ตอบ : ก็ขึ้นอยู่กับสติสัมปชัญญะของเอ็งนั่นแหละ..!

ถาม : ถ้าเราไม่เคยเห็นหน้าหลวงพ่อวัดท่าซุง เราจะทำเป็นคุยกับท่านแทนได้ไหม เช่น หลวงพ่อกินข้าวด้วยกัน อาบน้ำด้วยกัน เดินด้วยกัน จะเป็นการปรามาสไหมครับ ?
ตอบ : ขึ้นอยู่ว่าเรานึกถึงท่านด้วยความเคารพหรือเปล่า ? ถ้านึกถึงท่านด้วยความเคารพก็ไม่เป็นการปรามาส แต่บางอย่างก็ไม่สมควร เราจะกินข้าวเราก็ตั้งใจถวายท่านก่อน หลังจากนั้นเราค่อยลามากิน ถ้าจะอาบน้ำก็นึกให้ท่านเสกน้ำมนต์ให้เรา ไม่ใช่ประเภทถึงเวลาเรียกมากินข้าว ทำอย่างกับเรียกกุมารทอง..!

เถรี
24-12-2011, 13:45
ถาม : มีคนป่วยที่ใกล้จะตายตอนนี้ ถ้าจะต่ออายุให้เขา ๑๕ วันจะได้ไหมครับ ?
ตอบ : จะไปต่อให้ทรมานทำไมวะ ? ถ้าเอ็งใกล้ตาย มีคนต่อให้ทรมานไปเรื่อย เอ็งจะเอาหรือเปล่า..?

ถาม : หลานเขาอยากต่อให้ป้าครับ
ตอบ : ไปบอกหลานเขาให้ตายแทนดู..!

เถรี
25-12-2011, 09:51
ถาม : ผมจัดวางท่านแม่ทั้ง ๓ ไว้สูงกว่ารูปท้าวมหาราช ถูกไหมครับ ?
ตอบ : ให้เอาไว้ระดับเดียวกัน เพราะว่าคนที่ไม่รู้เขาจะตำหนิเอาได้ จะเกิดโทษกับเขาเสียเปล่า ๆ เอาไว้ระดับเดียวกัน แยกไปคนละข้างเลยก็ได้

เถรี
25-12-2011, 11:22
ถาม : อยากจะรู้ว่าตอนที่ตัดสินใจเกิด อกุศลกรรมเข้าได้ในขณะนั้นหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : อกุศลกรรมไม่ได้เข้าตอนที่เราตัดสินใจเกิด แต่อกุศลกรรมติดตัวเราข้ามชาติข้ามภพมาส่งผลให้ เพราะว่าแต่ละคนเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ความดีก็ทำมามาก ความชั่วก็ทำมามาก คราวนี้อกุศลกรรมคือความชั่วที่เราทำไว้ไม่ได้ไปไหน ถ้ายังชดใช้กันไม่ครบเขาก็ตามอยู่ เกิดมาเมื่อไรเขาก็เริ่มสนองไปเรื่อย เพราะฉะนั้น..เขาอยู่ของเขาเป็นปกติอยู่แล้ว เขาไม่ได้รอหรอก เขาเกาะอยู่เลย..!

ถ้าตั้งใจขอเหล่าเทวดานางฟ้าข้างบนท่านดูจริง ๆ จะเห็นเงาดำซ้อนกายท่านอยู่ นั่นคืออกุศลกรรมที่ท่านทำทำไว้ ถ้าพ้นจากความเป็นเทวดานางฟ้าเมื่อไร อกุศลกรรมเหล่านี้ก็จะเริ่มสนอง อยู่ข้างบนความดีสูงกว่า ความดีจะให้ผลไปเรื่อย แต่ความชั่วไม่ได้ไปไหน ความชั่วยังรออยู่ ลงต่ำเมื่อไรก็ได้โอกาสเริ่มให้ผล

ถาม : ถ้าเรารู้ว่าเป็นกรรม เราก็ไม่ควรจะฝืน ปล่อยให้เป็นไปหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : รู้ว่าเป็นกรรม ถ้าพอดิ้นรนแก้ไขได้ ก็ดิ้นรนแก้ไขให้สุดความสามารถไปก่อน ถ้าดิ้นรนจนกระทั่งหมดกำลังกาย หมดกำลังใจ หมดกำลังสติปัญญา หมดกำลังคน หมดกำลังทรัพย์แล้วยังแก้ไขไม่ได้ เราค่อยเชื่อว่าเป็นกฎของกรรม ไม่ใช่อะไรนิด อะไรหน่อยก็กฎของกรรม ถ้าอย่างนั้นก็โง่เกินไป

เคยไปอียิปต์ไหม ? รถไปเสียอยู่กลางทะเลทราย โชเฟอร์นั่งกระดิกเท้าเฉยอยู่ ถามว่าทำไมถึงไม่ซ่อมรถ เขาบอกว่า “แล้วแต่ความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” อยากจะบอกกับเขาว่า "ถ้าอย่างนั้นมึงตายห่..อยู่นั่นแหละ กูไม่อยู่กับมึงหรอก" นั่นโง่เกินไป ปัญญามีแต่ไม่ได้ใช้ รถเสียก็ซ่อมสิ..ไม่ใช่แล้วแต่ความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

เถรี
25-12-2011, 11:25
ถาม : ถ้าเป็นกรรมที่เกี่ยวกับคนที่เราอยู่ด้วย ?
ตอบ : เหมือนกัน แก้ไขได้ก็แก้ไข แก้ไขไม่ได้จริง ๆ เราค่อยปล่อยวาง

ถาม : ปล่อยวาง ไม่ได้หมายความว่าเรายอมเขาอย่างเดียวใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ปล่อยวาง...รอเวลา มีความสามารถพอเมื่อไรเราค่อยมาแก้ไขใหม่ ไม่ใช่ปล่อยทิ้งไปเฉย ๆ ถ้าสมมติว่าเราเป็นหมอ ถ้าความรู้เราตอนนี้ไม่พอที่จะผ่าตัด เราก็ไปศึกษาเพิ่มเติมก่อน ความรู้พอเมื่อไรค่อยย้อนกลับมาผ่าตัดใหม่

เถรี
25-12-2011, 11:32
ถาม : กรณีที่คนไปมโนยิทธิเต็มกำลังได้แล้ว สมควรจะไปแบบครึ่งกำลังเป็นใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ไปเต็มกำลังได้ก็ไปแบบเต็มกำลังสิจ๊ะ

ถาม : ก็คือได้เต็มกำลังแล้วก็ทำอย่างนั้นให้คล่องไปเลย ไม่ต้องครึ่งกำลังอย่างนั้นหรือคะ ?
ตอบ : ถูกต้องแล้วครับ..!

เถรี
25-12-2011, 12:08
ถาม : อย่างที่บอกว่าควรปฏิบัติให้ต่อเนื่อง การที่เราภาวนาคาถาเงินล้านต่อเนื่องไปทั้งวัน ถือว่าใช้ได้ไหมคะ ?
ตอบ : ใช้ได้..จะทำอย่างไรก็ได้ ให้ใจอยู่กับการภาวนา เราจะภาวนาอะไรอยู่ที่เราชอบ

ถาม : จำเป็นไหมคะ..ที่แต่ละวันจะต้องปลีกเวลาออกมานั่งสมาธิเป็นกิจจะลักษณะ ?
ตอบ : สมควรอย่างยิ่งจ้ะ อย่างน้อยก็ช่วงเช้ากับช่วงเย็น เพื่อให้กำลังใจของเราทรงตัวจริง ๆ

ถาม : อย่างเวลาที่เราปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ปล่อยวันไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นวันนั้นวันนี้ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : จ้ะ..ปล่อยเร็วเท่าไรก็ดีเท่านั้น

เถรี
25-12-2011, 12:37
ถาม : หมอเขาบอกอธิบายว่า ยาส่งผลต่อระบบประสาท ส่งผลต่อสมอง ถ้าหยุดยาจะมีผลทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป มีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น
ตอบ : ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสติสัมปชัญญะพอไหม ? ถ้ามีสติสัมปชัญญะพอก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ถ้ามีไม่พอก็อาจจะเปลี่ยน เพราะว่าฤทธิ์ยาที่กดอยู่คลายลง ที่หมอว่ามานั้นเขาว่าตามหลักวิชาการ แต่ในความเป็นจริงอยู่ที่ตัวคน

ถ้าคน ๆ นั้นมีสติมีสมาธิมั่นคงพอ สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่เปลี่ยน เขารู้อยู่ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงข้างใน แต่ความมั่นคงของจิตใจมีมากกว่า ก็เลยควบคุมกายไม่ให้เปลี่ยนไปด้วย

ถาม : หนูสงสัยว่า หมอเขาวิจัยว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นเรื่องของสมอง เขาเข้าไม่ถึงจิตใจ เป็นเพราะวิชาการเหล่านี้มาจากทางตะวันตกหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : มาจากตะวันตก ๑๐๐ % ไม่อย่างนั้นก็อาจจะต้องมานั่งเสกนั่งเป่าให้หายแทน..!

ถาม : หนูกำลังคิดว่าธรรมนิยามครอบคลุมทั้งหมด เพราะว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้น..สิ่งที่เป็นปัจจุบัน คือสิ่งที่เราทำได้ แล้วทาง dna ทางจิตใจ และกรรมบางส่วน เป็นของปัจจุบันที่เราสามารถทำและแก้ไขได้
ตอบ : ได้...แต่ว่านั่นเป็นส่วนของอดีตเหตุที่ส่งให้เป็นปัจจุบันผล ถ้าเราแก้ไขปัจจุบันเหตุได้ อนาคตผลก็จะเปลี่ยนไป

ถาม : แล้วอุตุนิยามอยู่ตรงไหนหรือคะ ?
ตอบ : อุตุนิยามอยู่ในส่วนของ dna นั่นแหละ ที่กำหนดว่าในพื้นที่เช่นนั้น อย่างในที่หนาว สัตว์จะต้องขนยาว คนจะต้องผิวขาว เป็นต้น ถ้าในที่ร้อนสัตว์จะต้องขนสั้น คนจะผิวดำ โดนประทับอยู่ใน dna เรียบร้อยแล้วจ้ะ เป็น ๑ ในนิยาม ๕ ของพระพุทธเจ้าว่าคนเราต่างกันเพราะอะไร

ถาม : แล้วพีชนิยามล่ะครับ ?
ตอบ : พีชนิยามก็คือ dna แท้ ๆ เลย เพราะเป็นพืชพันธุ์ที่สืบต่อกันตามชาติตระกูลมา

เถรี
25-12-2011, 12:49
ถาม : ช่วงนี้รู้สึกว่าวิบากกรรมมาตลอดเลยค่ะ มีวิธีทำให้เบาบางลงไหมคะ ?
ตอบ : ศีล สมาธิ ปัญญา เร่งให้หนักเข้าไว้ เพราะว่า ๓ อย่างนี้จะมีอานิสงส์ใหญ่มาก บรรเทากรรมได้ ถึงหนีไม่พ้นแต่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ โดยเฉพาะกำลังของสมาธิ

ถาม : ที่ผ่านมานั่งสมาธิ แต่ก็ยังไม่ค่อยดีเท่าไร
ตอบ : ก็พยายามทำให้ดีขึ้นสิจ๊ะ


ถาม : คราวนี้ถ้าเรารู้ว่าใครเป็นเจ้ากรรมนายเวร เราควรจะเลี่ยงหรือว่าทำอย่างไรดีคะ ?
ตอบ : ขอขมาเขาเสีย

ถาม : บางทีขอแล้วก็ไม่หาย ต้องขอบ่อย ๆ หรืออย่างไรคะ ?
ตอบ : ตัวเป็น ๆ หรือเปล่า ?

ถาม : ตัวเป็น ๆ ค่ะ
ตอบ : ถ้าตัวเป็น ๆ เขายอมอโหสิกรรมให้ก็จบแล้ว แสดงว่าที่ไม่หายนั้นเป็นกรรมเนื่องด้วยคนอื่น ไม่ใช่คนเดิม

ถาม : ครั้งเดียวก็จบได้หรือคะ ?
ตอบ : จบแค่ตรงนั้น ยกเว้นว่าเราไปทำเพิ่ม ถ้าทำใหม่ก็ต้องขอขมาใหม่

เถรี
25-12-2011, 12:59
ถาม : ถ้าเราเห็นแสงระยิบระยับขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นตาเนื้อหรือตาใน ให้ปล่อยไปหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นการปฏิบัติก็แสดงว่าเริ่มเข้าสู่อุปจารสมาธิ การเห็นนั่นเห็นนี่ก็จะเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ใช่ในส่วนที่เราปฏิบัติอยู่ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ ถ้าเป็นส่วนที่เราปฏิบัติอยู่ก็จับเป็นนิมิตต่อไปได้

ถาม : แล้วอาการตัวสั่น แม้กระทั่งตอนที่แผ่เมตตา ?
ตอบ : นั่นแหละ..ตัวปีติชัด ๆ เลย ปีติอยู่ในระหว่างอุปจารสมาธิ ถ้าหากว่าสูงไปกว่านั้นก็จะเริ่มเป็นสุข แล้วก็เข้าสู่อารมณ์ฌาน ปล่อยอาการสั่นให้เต็มที่ไปเลย ถ้าหากว่าเป็นเต็มที่แล้วอาการนั้นก็จะเลิก ถ้าหากว่าเราไปห้ามหรือไปฝืนเอาไว้ ถึงเวลาก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่เรื่อย ๆ

ถาม : อาการที่เราเดิน ๆ อยู่ แล้วเหมือนกับมีอะไรมาผ่านตัวเราละครับ บางทีเดินห้างอยู่ บางทีนั่งอยู่บนรถก็รู้สึก ?
ตอบ : พอทำไปถึงระดับหนึ่งแล้ว เราสามารถที่จะสัมผัสพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่คนทั่วไปเขาสัมผัสไม่ได้

ถาม : แล้วสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีครับ ?
ตอบ : ก็ขึ้นอยู่กับว่าส่งผลที่ดีให้เราหรือเปล่า ? แต่เราไม่ต้องไปใส่ใจหรอก ปล่อยเขาไปตามปกติของเขาดีกว่า

เถรี
25-12-2011, 13:24
พระอาจารย์กล่าวว่า "เคยได้ยินคำทำนายของเด็กชายปลาบู่ไหม ? ตอนนี้คงไม่ใช่เด็กชายเพราะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ละอย่างที่เขาว่ามาถูกทั้งนั้นเลย คนก็เลยกลัวกันว่าเหตุการณ์ปีหน้าจะถูกด้วยไหม ?

อะไรที่รู้เป็นสาธารณะแล้วมักจะเคลื่อน เพราะว่าวาระบุญวาระกรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าสมมติว่าจำเป็นต้องรับกรรม แต่พอรู้แล้วรีบแก้ไข วาระก็จะเปลี่ยนไป

ปีหน้ามีเสาร์ห้า ๓ ครั้งนี่น่าสยอง..! เพราะการบวงสรวงจัดงานเป่ายันต์เกราะเพชรแต่ละครั้ง หมายถึงการที่ต้องเปลี่ยนแปลงชะตาของคนส่วนใหญ่

เรื่องของพรหมเทวดา ตลอดจนกระทั่งพระ ถ้าหากว่าเราไม่ได้ขอให้ท่านช่วย ท่านยอมรับกฎของกรรมมากกว่าเรา ท่านก็จะปล่อยวาง คราวนี้การจัดงานบวงสรวงเป่ายันต์เกราะเพชรหรือไหว้ครูประจำปี ถึงเวลาเราขอให้ท่านช่วย ถือว่าขอกันอย่างเป็นทางการ ถ้าเป็นไปได้ท่านก็จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้"

เถรี
25-12-2011, 13:30
ถาม : คนที่เขาปรารถนาพุทธภูมิ เขาจะทรงอารมณ์พระโสดาบันไปด้วยหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ต้องศึกษายันอรหันต์เลยจ้ะ ไม่อย่างนั้นรู้ไม่ครบแล้วจะไปสอนใครเขาได้ เพียงแต่ว่ากำลังใจขั้นสุดท้ายไม่ได้ตัด เพราะว่ายังมีงานที่ต้องเป็นห่วงอยู่

เถรี
25-12-2011, 15:22
ถาม : เป็นพี่เลี้ยงเด็ก จะให้เด็กรักเรา ยอมรับเรา ต้องทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : ทำดีกับเขาเยอะ ๆ แต่ถ้าเขาทำผิดก็ตี ถ้ากำลังใจของเราดีจริง เด็กเขาจะรับได้ง่าย

เถรี
26-12-2011, 09:21
พระอาจารย์เล่าว่า "อสุรินทราหูเป็นพระโพธิสัตว์ จะไปตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่านารท ตอนนี้ท่านอยู่ชั้นดุสิต หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยถามท่านว่า “เรื่องอะไรถึงต้องไปอมพระจันทร์ ?” ท่านบอกว่า “ผมไม่ไปโง่อมขี้ดินหรอก” พระจันทร์ในสายตาของท่านก็คือดินก้อนหนึ่ง

ในอนาคตวงศ์กล่าวเอาไว้ว่า เมตฺเตยฺยา เมตฺเตยฺโยนาม เมตไตรยมานพจะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ราโม จ รามสมฺพุทฺโธ พระรามที่รบกับทศกัณฑ์ จะเกิดเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนามว่าราม

โกสโล ธมฺมราชา จ พระเจ้าโกศล ก็คือพระเจ้าปเสนทิโกศล จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้ามีนามว่าสมเด็จพระธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า มารมาโร ธมฺมสามี พระยามาราธิราชจะเกิดเป็นพระพุทธเจ้ามีนามว่า สมเด็จพระธรรมสามีสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทีฆชงฺฆี จ นารโท อสุรินทราหูจะเกิดเป็นสมเด็จพระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า ฑีฆชงฺฆี แปลว่าขายาว ยาวเท่าไรบอกไม่ถูก ในอรรถกถาเขาบอกว่ารอยต่อระหว่างคิ้วของอสุรินทราหูกว้าง ๑ โยชน์ แค่หัวคิ้วชนกันนี่ยาว ๑๖ กิโลเมตรแล้ว ขาไม่ยาวก็คงไม่ได้ โสโณ รํสิมุนี ตถา โสณพราหมณ์จะเป็นสมเด็จพระพุทธรังสิมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า

สุภูเต เทวเทโว สุภมานพเป็นสมเด็จพระเทวเทพสัมมาสัมพุทธเจ้า โตเทยฺโย นรสีหโก อันนี้ประหลาด...โตเทยยพราหมณ์เป็นพ่อของสุภมานพ แต่บรรลุมรรคผลทีหลัง จะเป็นสมเด็จพระนรสีหสัมมาสัมพุทธเจ้า ธนปาโล ติสฺโส นาม ช้างธนบาลนาฬาคีรีที่พระเจ้าอชาตศัตรูปล่อยไปจะให้เหยียบพระพุทธเจ้า จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้ามีนามว่า สมเด็จพระพุทธติสสสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปาลิเลยฺย สุมงฺคโล ช้างปาลิไลยกะจะเป็นพระสุมังคลสัมมาสัมพุทธเจ้า เอเต ทส พุทฺธา นาม ภวิสฺสนฺติ อนาคเต กาเล ชื่อทั้งหลายเหล่านี้แหละ..เป็นนามของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมาอุบัติขึ้นในอนาคตกาล อนาคตกาลนี่ไกลเท่าไร เอาแค่พระศรีอาริยเมตไตรยก็ห่างจากตอนนี้เป็นล้านปีแล้ว มีใครจะอยู่รอบ้างไหม ?"

เถรี
26-12-2011, 09:31
"เมตฺเตยฺยา เมตฺเตยฺโย นาม............ราโม จ รามสมฺพุทฺโธ
โกสโล ธมฺมราชา จ..................... มารมาโร ธมฺมสามี
ทีฆชงฺฆี จ นารโท...................โสโณ รํสิมุนี ตถา
สุภูเต เทวเทโว.......................โตเทยฺโย นรสีหโก
ธนปาโล ติสฺโส นาม.................. ปาลิเลยฺย สุมงฺคโล
เอเต ทส พุทฺธา นาม.................ภวิสฺสนฺติ อนาคเต
กปฺปสตสหสฺสานิ........................ ทุคฺคตึ โส น คจฺฉติฯ

ไม่ใช่เซียนบาลีจริง ๆ แต่งฉันท์อย่างนี้ไม่ได้หรอก แล้วเซียนบาลีจริง ๆ ต้องระดับประโยค ๙ ไปแล้ว

พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในช่วงแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด สิ่งที่เกิดได้ยากที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็มี กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งเหลือแสน ท่านเปรียบว่าเหมือนเอาเต่าตาบอดตัวหนึ่งโยนไว้กลางทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลม แล้วมีแอกเล็ก ๆ ที่ใหญ่พอจะสวมหัวเต่าได้ โยนลงไปอันหนึ่ง

ร้อยปีเต่าตัวนั้นโผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง..ร้อยปีเต่าตัวนั้นโผล่ขึ้นมาทีหนึ่ง จนศีรษะเต่าสวมแอกนั้นได้เมื่อไร เท่ากับคนมีโอกาสเกิดได้ ๑ คน ร้อยปีได้เกิดคนหนึ่งก็แย่แล้วนะ แต่นี้ไม่รู้อนาคตว่านานเท่าไรถึงจะได้เกิด

กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตฺตํ การจะดำรงชีวิตอยู่รอดมาเป็นเรื่องที่ยากเหลือแสน คนเรามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้นเอง หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตาย เพราะฉะนั้น..มีโอกาสตายได้ทุกเวลา รอดมาได้ถือว่าโชคดีมากแล้ว

กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การจะได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้านั้นแสนจะยาก กว่าจะอุบัติขึ้นแต่ละพระองค์นี่รอกันหายห่วงไปเลย"

เถรี
26-12-2011, 10:03
"องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราในสมัยที่เป็นสุเมธดาบส ได้มีโอกาสพบสมเด็จพระพุทธทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าอีก ๔ อสงไขยกับหนึ่งแสนกัป ดาบสนี้จะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนามว่าโคตมะ

หลังจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรปรินิพพานไปแล้ว ระยะเวลาผ่านไป ๑ อสงไขยกัป ถึงได้เกิดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโกณฑัญญะ ขึ้นมาอีก ๑ พระองค์ รอกัปเดียวก็แย่แล้ว

อสงไขยกัปนั้นเป็นมหากัปนะ ไม่ใช่อันตรกัป มหากัปเดียวก็เกิดจนกระทั่งกระดูกกองเลยภูเขาแล้ว โบราณาจารย์ท่านเปรียบเอาไว้ว่า ๑ รอบอันตรกัปคือช่วงอายุของคนนั้น ต้องตั้งเลข ๑ ขึ้นมาแล้วต่อด้วย ๐ ไปอีก ๑๔๐ ตัว

พอเริ่มมีความชั่วเข้ามา อายุก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๑๐๐ ปีลดลง ๑ ปีไปเรื่อย ๆ ลดจนกระทั่งไม่ต้องนับหรอกว่านานเท่าไร จนกระทั่งอายุขัยเหลือประมาณ ๑๐ ปีเป็นประมาณ อย่างยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา มนุษย์มีอายุขัย ๑๐๐ ปีเป็นประมาณ ก็คือมีเกินบ้าง มีขาดบ้าง ตามแต่กรรมที่สร้างมา

๑๐๐ ปีผ่านไปลดไป ๑ ปีเรื่อย ๆ ผ่านมา ๒๕๕๐ ปี ลดไปประมาณ ๒๕ ปีครึ่ง เพราะฉะนั้น..คนสมัยนี้อย่างเก่งก็อายุ ๗๔ ปีหน่อย ๆ เมื่ออายุขัยมนุษย์เหลือแค่ ๑๐ ปี จะเกิดมิคสัญญี ยุคที่ไม่สนใจว่าใครเป็นใคร ฆ่าฟันกันแหลกแม้กระทั่งพ่อแม่พี่น้อง ท่านที่เห็นแล้วเกิดความสลดใจขึ้นมาก็พยายามสร้างความดีใหม่ พอมีความดีมากขึ้น อายุขัยของมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นใหม่ ๑๐๐ ปี เพิ่มขึ้น ๑ ปี ๆ เพิ่มขึ้นเป็นระยะเวลานานเท่าไรบอกไม่ถูก

จนกระทั่งอายุขัยมนุษย์กลับไป เป็นจำนวนที่เขียนเลข ๑ ขึ้นมาแล้วตามด้วย ๐ จำนวน ๑๔๐ ตัว เป็นเลข ๑๔๑ หลัก ระยะเวลายาวนานขนานนั้นเป็น ๑ รอบอันตรกัป"

เถรี
26-12-2011, 11:11
"อรรถกถาจารย์ท่านเปรียบ ๑ รอบอันตรกัปเอาไว้ว่า ถ้ามีภูเขาหินล้วน ๑ ลูก กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ ๑ โยชน์เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร ก็แปลว่าภูเขาหินล้วนนั้นหน้าตาเหมือนลูกเต๋า กว้าง ๑๖ กม. ยาว ๑๖ กม. สูง ๑๖ กม. ระยะเวลาผ่านไป ๑๐๐ ปี เทวดาเอาผ้าเนื้ออ่อนเหมือนสำลีมาเช็ดครั้งหนึ่ง ผ่านไปอีก ๑๐๐ ปีมาเช็ดครั้งหนึ่ง เช็ดจนภูเขาลูกนั้นสึกเสมอพื้นจึงได้ ๑ อันตรกัป แล้ว ๖๔ อันตรกัป ถึงจะได้ ๑ อสงไขยกัป

คำว่า "อสงไขย" มาจากบาลีว่า อสํขยา แปลว่า นับไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเรื่องของพระ พรหมหรือเทวดา ท่านอยู่ในเขตของความเป็นทิพย์ ท่านรู้ว่าเป็นระยะเวลายาวนานแค่ไหน ที่บอกว่านับไม่ได้หมายถึงคนทั่วไปนับไม่ได้ และที่นับไม่ได้เพราะว่าอยู่ไม่นานถึงขนาดนั้น

๖๔ อันตรกัป เท่ากับ ๑ อสงไขยกัป ๔ อสงไขยกัป เท่ากับ ๑ มหากัป ก็แปลว่า ๒๕๖ อันตรกัปถึงเท่ากับ ๑ มหากัป เราต้องเช็ดภูเขาหินให้สึกเสมอพื้นไป ๒๕๖ ลูก จึงจะได้ ๑ มหากัป เช็ดทีละลูกนะ ไม่ใช่เช็ดรวดเดียว แล้วระยะเวลาที่ผ่านไป ๔ อสงไขยของมหากัปกับอีกหนึ่งแสน พระพุทธเจ้าของเจ้าถึงได้ตรัสรู้ เป็นระยะเวลายาวนานขนาดไหน ? โอกาสที่จะได้ฟังธรรมถึงได้ยากขนาดนั้น

แล้วข้อที่ยากที่สุดข้อสุดท้ายก็คือ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นยากเหลือแสน พวกเราถือว่าโชคดีมาก ๆ ที่ยังเกิดทันพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น..อย่าทิ้งโอกาสความโชคดีของตัวเอง เร่งขวนขวายให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลาความดีจะได้ส่งผลให้พวกเราเกิดในสถานที่ดี ๆ ได้พบกับพระพุทธศาสนาอีก"

เถรี
26-12-2011, 12:39
"เมื่อเช้ามีโยมท่านหนึ่งถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงต้องลงมาตรัสรู้เฉพาะในโลกมนุษย์เท่านั้น เหตุที่ท่านต้องมาเกิดในโลกมนุษย์เกิดจากหลายอย่างด้วยกัน

อย่างแรก กาละ คือเวลาช่วงอายุขัยของมนุษย์เราไม่ยาวเกินไป สามารถที่จะเห็นได้ว่าความไม่เที่ยงเป็นอย่างไร และมนุษย์เราก็ทุกข์สุขปะปนกัน ถ้าพูดถึงทุกข์ก็เข้าใจได้ ไม่ใช่ว่าเกิดที่ดาวพุธ มนุษย์ที่นั่นมีอายุ ๓๐,๐๐๐ ปี พอบอกว่าร่างกายมีความไม่เที่ยงเป็นปกติ อีกกี่ชาติเขาถึงจะเห็น

อย่างที่สอง ทวีป ก็คือพื้นที่ที่เหมาะสม ชมพูทวีปสมัยนั้นมีคนรวยสุด จนสุด สบายที่สุด ลำบากที่สุดอยู่ด้วยกัน สามารถเห็นความทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย

อย่างที่สาม ตระกูล ต้องลงมาเกิดในตระกูลที่เขาถือว่าสูง ซึ่งไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ตระกูลที่เขาถือว่าสูงจะเป็นนักบวชหรือพระมหากษัตริย์ ยุคของพระพุทธเจ้าเราท่านเกิดในตระกูลกษัตริย์ แต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ก็คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสปะ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์

อย่างที่สี่ พุทธมารดา ต้องหาผู้หญิงที่เหมาะสมมาเป็นแม่ให้ได้ หายากกว่าพระพุทธเจ้าอีก คนที่จะเป็นแม่พระพุทธเจ้าได้จะต้องเป็นเบญจกัลยาณีและประกอบไปด้วยอิตถีลักษณะที่เหมาะสมอีก ๖๔ ประการ อ้วนเกินไปไม่ได้ ผอมเกินไปไม่ได้ สูงเกินไปไม่ได้ ต่ำเกินไปไม่ได้ ขาวเกินไปไม่ได้ ดำเกินไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าอีกกี่กัปกว่าจะเกิดมาสักท่านหนึ่ง

เขาบอกว่า ถ้าสูงเกินไปลูกจะต้องยืดคอกินนม ทำให้เสียบุคลิก เตี้ยเกินไปก็ต้องก้ม หลังค่อมอีก แต่ว่าในส่วนหลัก ๆ ก็คือ ชมพูทวีปของเราสามารถเห็นในส่วนของความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์อย่างชัดเจน

ดังนั้น..พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ต้องมาเกิดทีนี่ จึงเรียกว่ามงคลจักรวาล จะไม่ไปเกิดที่จักรวาลอื่น มีดวงดาวเป็นหมื่นเป็นแสนที่มีมนุษย์อยู่ก็ไม่ไป เพราะว่าบางดวงดาวอายุเป็นแสนปี พอไปบอกว่าไม่เที่ยงแล้วอีกกี่ชาติเขาถึงจะได้เห็น"

เถรี
26-12-2011, 13:18
"วาระที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิด จะต้องเป็นกัปต่าง ๆ ที่เป็นมงคลเท่านั้น ถ้าเป็นสารกัป จะเป็นกัปที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๑ พระองค์ อย่างเช่น องค์สมเด็จพระพุทธโกณฑัญญะสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เป็นต้น

ถ้าเป็นมัณฑกัป จะเป็นกัปที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๒ พระองค์ ถ้าเป็นวรกัป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๓ พระองค์ ถ้าเป็นสารมัณฑกัป มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๔ พระองค์ ถ้าเป็นภัทรกัป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๕ พระองค์

ช่วงที่เราเกิดอยู่ปัจจุบันนี้เป็นภัทรกัป ๒ ภัทรกัปต่อเนื่องกันพอดี ไม่มีอีกแล้ว..ไม่ว่าจะก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ เพราะฉะนั้น..ใครที่เกิดในโลกยุคนี้ถือว่าโชคดีที่สุดและซวยที่สุด โชคดีที่สุดก็คือ พระพุทธเจ้ายังจะมาตรัสรู้อีก ๖ พระองค์ ถ้าไปนิพพานไม่ได้ก็เอาหัวทิ่มลงอเวจีไปเลย ไม่ต้องขึ้นมาอีก..! ส่วนที่ซวยที่สุดก็คือ ถ้าไม่สนใจในเรื่องของบุญกุศล ถึงเลย ๖ พระองค์ผ่านไป ก็ไม่รู้จะได้เห็นธรรมกับเขาบ้างหรือเปล่า ?

ถ้าอยากทราบรายละเอียดพวกนี้ไปดูในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์ก็ได้ หรือไม่ก็ไปดูในพระไตรปิฏก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ก็ได้ เขาจะให้รายละเอียดเอาไว้ แล้วก็ยังมีในพระสุตตันตปิฏก มหาปทานสูตร ไปอ่านดูแล้วจะมีความมันในชีวิตมาก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี่ยิ่งกว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหลายเท่า"

เถรี
26-12-2011, 14:11
พระอาจารย์เล่าว่า "อาตมาไม่ได้ปีนน้ำตกผาสวรรค์มาหลายปีแล้ว สงสัยต้องกลับไปปีนใหม่ น้ำตกผาสวรรค์ชั้นแรกสูงประมาณ ๘๐ เมตร ความลาดชันอยู่ประมาณ ๑๑๐ องศา ก็คือเลย ๙๐ องศาไปนิด ๆ ก็แปลว่าเป็นแนวดิ่งเลย ไม่มีใครหาญกล้าขึ้นลง จนกระทั่งอาตมาไปพิชิตมา ๘ รอบ ๑๐ รอบ มีคนเลียนแบบแล้วก็ตาย ต้องไปงมศพขึ้นมา ความสามารถไม่พอแล้วพยายามปีน จึงตกลงมาตาย

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=15988&stc=1&d=1324900935
น้ำตกผาสวรรค์


สมัยที่ยังอยู่ที่เกาะพระฤๅษี เวลาอาตมาจะฝึกพระเกี่ยวกับมรณานุสติ ก็จะพาไปปีนน้ำตกผาสวรรค์ จริง ๆ แล้วเป็นผานรกชัด ๆ ดันเรียกว่าผาสวรรค์..! โยมต้องนึกถึงลำห้วยทั้งสายที่เทลงหน้าผามา ฟ้าถล่มดินทลายดี ๆ นี่เอง แล้วเราก็ปีนสวนน้ำขึ้นไป รู้สึกว่ามันในชีวิตมาก..!

น้ำตกเกือบทั้งหมดในเขตกาญจนบุรีและจังหวัดตาก อาตมาปีนมาแล้วทั้งหมด ไปเสียท่าอยู่ที่เดียว คือน้ำตกทีลอซู ตอนนั้นพยายามปีนไปหามุมที่ถ่ายน้ำตกทีลอซูได้ชัดที่สุด เพราะว่ากล้องที่พกไปเป็นกล้องเล็ก ๆ ดึงภาพให้ใกล้ไม่ได้ ขาตั้งก็ไม่มี

มุมที่สามารถเห็นน้ำตกได้ชัดที่สุด เป็นหน้าผาตัดลงไป สูงชันมาก ขณะที่กำลังพยายามถ่ายรูปอยู่ก็หัวทิ่มพรวดลงไป..!"

เถรี
26-12-2011, 14:30
"คราวนี้การที่ได้รับการฝึกมามากสามารถช่วยได้ อธิบายแล้วไม่ทราบว่าโยมจะเข้าใจไหม ? ในช่วงที่ล้มฟาดลงไปจะมีแรงอยู่ ก็คือแรงที่กดลง อาตมาก็แค่เบี่ยงตัวหมุน เปลี่ยนแรงที่กดลงให้เป็นแรงหมุนกลับเข้ามาทางด้านใน ก็จะสามารถกระชากตัวกลับเข้ามาทางด้านที่เป็นพื้น แต่คราวนี้พอหัวทิ่มแล้วเท้าก็ต้องก้าวนำไป เท้าจึงไปเสียบเข้าในซอกหินพอดี

พอหมุนตัวกลับ แรงกระชากตัวไปข้างหน้า แต่เท้าติดอยู่กับซอกหิน จึงหักดังกร๊อบ..! เท้าบวมเท่าลูกฟุตบอลเลย หลังจากนั้นอาตมาต้องเดินออกมาทั้ง ๆ ที่ขาหัก ตอนแรกก็สบายใจว่า ได้จ้างช้างที่บ้านโคทะให้มารับไว้แล้ว บอกว่าวันนี้จะเข้าไปที่น้ำตก พรุ่งนี้มารับด้วย ปรากฏว่าเขาไม่มารับสักที อาตมาจึงกัดฟันเดินออกมาทั้งขาหักนั่นแหละ

http://images.palungjit.com/attachments/47637d1256742975-%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B8%B9-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%8B%E0%B8%B94-jpg
น้ำตกทีลอซู

พอเดินออกมาได้สัก ๑ ใน ๔ ของระยะทางก็เจอฝรั่ง ๒ คนกำลังกางเต็นท์ สามีเขาก็ตะโกนว่า “กะชอ..กะชอ” กะชอเป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่าช้าง อาตมาบอกว่าไม่มีหรอกกะชอ พอไปดู ฝรั่งเขาบอกว่าภรรยาเขาลื่นล้มขาแพลง ยังคุยกันไม่ทันจบกะชอก็มา คนที่เราจ้างไว้นั่นแหละ เสือกทะลึ่งไปรับจ้างซ้อนกับฝรั่ง อาตมาก็ต้องยกช้างให้ฝรั่งเขาไป แล้วก็เดินย่ำออกมาเอง

ปรากฏว่าเดินมาถึงหมู่บ้านแล้ว ช้างถึงตามมาทีหลัง ที่เดินเร็วไม่ใช่อะไรหรอก เพราะเท้าแตะพื้นไม่ได้ พอแตะพื้นแล้วเจ็บเท้าน้ำตาเล็ดเลย อาตมาก็ต้องไถลพรืด ๆ ออกมา ตอนนั้นขาเข้าเดิน ๔ ชั่วโมง ขากลับเดิน ๓ ชั่วโมงครึ่ง เพราะขาหักต้องรีบไถลไป ยิ่งแตะพื้นมากก็ยิ่งเจ็บมาก

พอไปถึงหมู่บ้าน สามีฝรั่งเขาประคองภรรยาออกมา ภรรยาเขาถามว่าขาอาตมาเป็นอะไร ภรรยาเขาบอกว่าขาเขาพลิก อาตมาก็เลยชี้ที่ขาแล้วบอกว่า “นี่ไม่ใช่พลิก หักเลย..!” สองสามีภรรยาทำท่าจะขาดใจตายแทน ความเคยชินของพวกฝรั่ง คือบาดเจ็บเมื่อไรต้องถึงมือหมอ ส่วนอาตมาต้องใช้วิธีทนเอา"

เถรี
26-12-2011, 20:19
"น้ำตกส่วนใหญ่ที่จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี และตาก อาตมาปีนมาแล้วแทบทั้งนั้น เหตุที่น้ำตกใน ๓ จังหวัดนี้ปีนได้ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นน้ำหินปูน น้ำหินปูนจะไม่ลื่น ส่วนน้ำตกที่อื่นจะลื่นมาก

อาตมาเคยไปตกน้ำตกกระทิงที่เขาคิชฌกูฏ ตกลงไปเกือบ ๒๐ เมตร พอตกลงไปก็ไหลไปตามลำห้วย คว้าซ้ายคว้าขวา กว่าจะคว้าได้ก็เกือบจะลงไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้น..ถ้าใครคิดจะตามอาตมาไปก็ทำประกันชีวิตไว้ดีที่สุด ญาติพี่น้องจะได้ประโยชน์เยอะหน่อย

http://www.thaimtb.com/webboard/332/166395-1.jpg
น้ำตกกระทิง


อาตมาเป็นคนกลัวตายแต่ไม่ถอย ก็เลยทำอะไรได้มากกว่าคนอื่นเขา ช่วงที่เดินป่าจากทุ่งใหญ่ขึ้นไปอุ้มผาง จะต้องผ่านภูเขาลูกหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นหน้าผาจะชอนออก อาตมาก็ปีนขึ้นไป อาจารย์โมเช่ท่านอยู่ข้างล่าง บอกว่า “อาจารย์กลับเถอะ ๆ ไม่ไปหรอก" ถ้าเขาไม่ไปแล้วอาตมาจะไปอย่างไรคนเดียว ก็ต้องปีนลงกลับมา

ตอนปีนกลับนั่นแหละตกเขาอีกเหมือนกัน เพราะว่าต้องเกาะกิ่งไม้ลงมา กิ่งที่อาตมาเกาะอยู่เห็นว่าเป็นกิ่งใหญ่แข็งแรงพอ แต่ดันเป็นกิ่งแห้ง เผลอทิ้งน้ำหนักมากไปหน่อยก็หักเลย อาตมาหงายหลังละลิ่วลงมา ต้องบอกว่าการที่ฝึกสมาธิมานั้นช่วยได้เยอะมาก เพราะว่าสมาธิทรงตัวทำให้ไม่ขาดสติ

พอหงายหลังลงมาอาตมาก็พลิกตัวกลับ มองดูว่าจะคว้าอะไรได้บ้าง เห็นว่ามีกอไผ่รวกอยู่กอหนึ่ง โตประมาณโอบหนึ่ง ก็กางแขนได้พุ่งเข้าใส่ กอไม้รวกก็เอนยวบตามแล้วก็ดีดกลับ เป็นจังหวะเดียวที่ย่ามกับบาตรลอยตามมา ก็อัดใส่อาตมา "แอ้ก..!" เข้าไปคาอยู่กับกอไผ่รวก ย่ามกับบาตรจะกระเด็นไปทางอื่นก็ไม่ไป ดันลอยตามมาติด ๆ ตอนหล่นไปนี้กะว่าประมาณ ๓ วินาที ส่วนตอนตะกายกลับขึ้นไปครึ่งชั่วโมงกว่า..!"

เถรี
26-12-2011, 20:37
"เพราะฉะนั้น..ในเรื่องของการฝึกกรรมฐาน ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นแล้วจะสติมั่นคง ถ้าสติมั่นคงเราก็สามารถแก้ไขเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะเมื่อสารพัดปัญหาระดมเข้ามาในชีวิต ถ้าสติมั่นคงเราก็สามารถที่จะลำดับความสำคัญ เร็ว ช้า ก่อน หลังได้ เราก็ค่อย ๆ แก้ไขไปทีละปัญหา ชีวิตก็จะไม่ยุ่งวุ่นวายมากนัก

แต่ถ้าหากว่าใครยังมีครอบครัว มีพ่อแม่อยู่ อย่าไปเสี่ยงแบบอาตมาอย่างนั้น เดี๋ยวทำคนแก่หัวใจวายตาย แล้วจะยุ่ง

วันนั้นถ้ากอไม้รวกยึดไม่แน่นพอ คงถอนรากถอนโคนไปพร้อมกับอาตมาแล้ว เพราะว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเข้าป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เอารถเข้าไปเพื่อที่จะขนของไปถวายที่วัดจะแก วัดนั้นห่างจากเกาะพระฤๅษี ๑๔๕ กม. เป็นทางเดินป่าตลอดจึงเอารถขับเคลื่อนสี่ล้อเข้าไป

คราวนี้ร่องน้ำลึกมากทำให้รถไปติดแขวนลอยอยู่ ก็ดึงเอาเครื่องกว้านตรงด้านหน้ารถไปโอบไว้กับกอไม้รวก เพราะหาต้นไม้ใหญ่ไม่ได้แล้ว จัดการดึงเลย ดึงไปดึงมาจนกอไม้ไผ่หลุดมาทั้งกอ..! แต่รถยังติดอยู่ที่เดิม มานั่งนึกแล้วยังอนาถใจว่าหาที่ไปลำบากลำบนแท้ ๆ

แต่ว่าตอนที่ธุดงค์เดินเท้าไป รับปากเขาว่าจะเอาข้าวของไปให้เขาก็ต้องเอาไปให้ ท้ายสุดเข้าไปไม่ถึงต้องถอยออกมา เอาไปให้ที่วัดทุ่งเสือโทนแทน เพิ่งจะไม่นานนี้เองที่มีโอกาสไปใช้หนี้เขา มีน้ำมันก๊าด ๒ ปีบ เขาต้องการไปเติมตะเกียง เพราะว่าใช้เทียนก็หมดเร็ว

อาตมาเคยแบกน้ำมัน ๔๐ กิโลกรัมเดินเข้าทุ่งใหญ่ฯ ไปเติมรถให้ชาวบ้าน เดินจนชาวบ้านเขาสงสาร มีรถผ่านมาเขาเลยรับขึ้นไปด้วย ชาวบ้านคนนั้นเพิ่งจะรู้จักกัน แล้วรถเขาไปเสียอยู่ข้างใน ต้องบอกว่าเขาบ้า เพราะรถเขาเป็นเครื่องเบนซินแต่จะไปเที่ยวทุ่งใหญ่ฯ ลุยเข้าไปโดยไม่รู้ว่าข้างในป่าเขาใช้กันแต่ดีเซล น้ำมันดีเซลก็ไม่ใช่ว่าจะมีมาก เขาก็มีกันแค่พอใช้เท่านั้นเอง พอไปขอแบ่งจากเขานี่น้ำตาเล็ดเลย สมัยนั้นเจอเข้าลิตรละ ๒๕ บาท แพงโคตร..! เพราะข้างนอกราคา ๕ บาทกว่าเท่านั้น"

เถรี
27-12-2011, 10:53
พระอาจารย์กล่าวว่า "การบูชา ๒ อย่างตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมที่เป็นหมวด ๒ คือ อามิสบูชา การบูชาด้วยสิ่งของ กับปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยการปฏิบัติ

พระองค์ท่านตรัสว่า อามิสบูชาเป็นสิ่งที่ดี เพราะอานิสงส์ที่ตอบแทนมาจะเป็นโภคสมบัติต่าง ๆ แต่การปฏิบัติบูชานั้นเป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่า เพราะว่าสามารถทำให้เราหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้"

เถรี
27-12-2011, 11:11
พระอาจารย์กล่าวถึงเรื่องปฏิทินว่า "ถ้าว่ากันตามหลักฐานที่ค้นพบแล้ว ปฏิทินเป็นสิ่งที่ชาวมายาซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในอเมริกากลางคิดค้นขึ้นมาได้ก่อน

พวกชาวมายากับพวกชาวแอซเท็กเป็นอารยธรรมที่อยู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมา แล้วอยู่ ๆ ก็สูญไป จนกระทั่งเขาเชื่อว่าความเจริญต่าง ๆ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวมาแนะนำให้ เพราะว่าหลายอย่างไม่ใช่สิ่งที่ภูมิปัญญาของคนโบราณยุคนั้นจะคิดได้

อย่างเช่น ระบบประปาบนภูเขาที่มาชูปิกชู เมืองบนภูเขาแต่มีระบบประปา แต่คราวนี้วิทยาศาสตร์เขาไม่รู้ว่าต่างดาวมีมนุษย์อยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เขาจึงพยายามอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้ออกมาในลักษณะที่สามารถจับต้องได้ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้ ด้วยความที่ว่าไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีมนุษย์ต่างดาว ก็เลยทำให้เขาไม่เชื่อเรื่องนี้

ชาวอินคา ชาวมายา ชาวแอซเท็ก ชาวโรมัน เป็นอารยธรรมที่รุ่งเรืองมาก ๆ ในที่สุดก็วกเข้าไปหาไตรลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรให้ยึดถือมั่นหมายได้ รุ่งเรืองแล้วก็ดับสลาย"

เถรี
27-12-2011, 13:31
ถาม : ทำไมมนุษย์ต่างดาวโลกอื่นเขาถึงเจริญกว่าเรา ?
ตอบ : เพราะเขาอยู่มานาน การที่เขามีอายุยืนมากทำให้การสั่งสมภูมิปัญญาของเขามีมากกว่า

เรามานึกถึงว่าสมัยหลัง ๆ นี้เอง ที่เราเริ่มจะมีคลังสมอง ก็คือเอาคนแก่ที่เกษียณอายุที่มีความรู้ความสามารถ มารวมกันถ่ายทอดความรู้เก็บเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังเอาไปใช้งาน คราวนี้เรามาดูว่าคนบ้านเราเกษียณตอนอายุ ๖๐ ปี ส่วนมนุษย์ต่างดาวอย่างน้อยก็คงอายุ ๓๐๐-๕๐๐ ปี การสั่งสมภูมิปัญญาของเขาจะมากเท่าไร ?

การสั่งสมภูมิปัญญาของคนเรากว่าจะได้ระดับเป็นที่น่าพอใจก็มักจะเป็นช่วงท้าย ๆ ชีวิต แล้วก็ไม่ใช่ว่ารู้ทุกเรื่อง แค่ชำนาญเป็นบางเรื่อง เก่งเป็นบางอย่าง เมื่อเป็นดังนั้น..การที่เขาอายุยืนกว่าจึงสั่งสมภูมิปัญญาได้มากกว่า อย่างดาวบางดวงคนอายุตั้งหนึ่งแสนปี ความเจริญของเขาจึงมีมากกว่า

คลังความรู้ของโบราณ ๆ ในห้องสมุดเราก็ไม่มีปัญญาไปศึกษาแล้ว อาตมาว่าเป็นเซียนอ่านหนังสือแล้วนะ อยู่ชั้น ป.๒ อ่านหนังสือจนหมดห้องสมุด จนป่านนี้ยังอ่านหนังสือทุกเล่มไม่หมดเลย นั่งอยู่ตรงนี้ ๒-๓ วันโยมก็เห็นว่าอ่านหนังสือจบไปตั้งหลายเล่ม จนป่านนี้ยังอ่านไม่หมดสักที เพราะหนังสือออกใหม่อยู่เรื่อย ๆ

คนจะเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่ง ก็คือประสบการณ์ทั้งชีวิตของเขา อาจจะสั่งสมมา ๒๐-๓๐ ปีกลั่นออกมาเป็นความรู้ เพราะฉะนั้น..การอ่านหนังสือถือว่าเป็นการเรียนรู้ทางลัดที่สุด เราเสียเวลาอ่านหนังสือ ๒-๓ ชั่วโมง ก็รู้เท่ากับเขาที่ต้องใช้ประสบการณ์ชีวิตมา ๒๐-๓๐ ปี

เถรี
27-12-2011, 13:37
อย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระองค์ท่านมีเวลาบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทรงงานมาตลอด ๖๕ ปี คงจะเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก สิ่งที่พระองค์ท่านดำเนินงานมา ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกโครงการ แต่การที่ไม่ประสบความสำเร็จนั่นแหละคือการประสบความสำเร็จ ก็คือรู้ว่าวิธีนั้นทำไม่ได้ ให้เปลี่ยนวิธีใหม่

แบบเดียวกับเอดิสันทดลองสร้างหลอดไฟ ล้มเหลวมา ๒๐๐ กว่าครั้ง จนลูกศิษย์ท้อใจบอกว่า “อาจารย์..เราล้มเหลวมา ๒๐๐ กว่าครั้งแล้ว อาจารย์ยังจะทดสอบต่ออีกหรือ ?” เอดิสันบอกว่า “เธอล้มเหลว ๒๐๐ กว่าครั้ง แต่ฉันประสบความสำเร็จ ๒๐๐ กว่าครั้ง เพราะฉันรู้ว่า ๒๐๐ กว่าวิธีนั้นใช้ไม่ได้ ฉันควรใช้วิธีอื่นแทน" มองคนละแง่กัน ในเมื่อมองคนละแง่ กำลังใจในการมุ่งมั่นต่อเป้าหมายก็เลยต่างกัน คนที่มองทุกอย่างที่ทำว่าเป็นความสำเร็จทั้งหมดก็ไม่รู้สึกท้อใจ ก็คือทำถูกได้กำไร ทำผิดได้บทเรียน ถือว่าได้ทั้งคู่

อาตมาเคยยุเด็กว่า อย่าเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว แต่จงเสียดายถ้าไม่ได้ทำ เพราะถ้าเราไม่ได้ทำ เราจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด มัวแต่เสียใจอยู่ก็ไม่ได้ทำอะไร หลงจ่อมจมอยู่กับความหลัง ก้าวไปข้างหน้าดีกว่า

เถรี
27-12-2011, 13:43
ถาม : การนั่งสมาธิ อยากรู้ว่าคำว่า "พอดี" เป็นอย่างไรครับ ? เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
ตอบ : ต้องสังเกตตัวเอง ถ้าหากร่างกายบอกว่าไม่ไหวแล้วให้ลองฝืนดู ถ้าหากว่าฝืนแล้วยังอยู่ได้แสดงว่าเมื่อกี้ร่างกายเราโกหก แต่ถ้าหากร่างกายบอกว่าไม่ไหวแล้วเราลองฝืนดู..แต่ฝืนไม่ไหว นั่นแสดงว่าไม่ไหวจริง

ต่อให้ไม่ไหวอย่างไรอย่างน้อยก็ต้องทำสัก ๑ ชั่วโมง เอ็งไม่ไหวอย่างไรชั่วโมงนี้ข้าต้องทำ ไม่อย่างนั้นแล้วกิเลสจะชวนให้เราขี้เกียจ

เถรี
27-12-2011, 13:47
ถาม : ตอนนั้นดูรายการเกี่ยวกับการทรงงานของในหลวง มีผู้ชายอยู่คนหนึ่งน่าจะไม่สบาย พระองค์ท่านเสด็จผ่านมา พระองค์ท่านก็คุกเข่าลงเพื่อที่จะคุยด้วย ทำให้นึกถึงว่าผู้ชายคนนี้อาจจะอธิษฐานว่า ขอให้เจ้าแผ่นดินมาคุกเข่าต่อหน้า ก็เลยสงสัยว่า..ถ้าเราจะระมัดระวังเรื่องคำอธิษฐาน ควรจะทำอย่างไรคะ ?
ตอบ : ใช้สติและปัญญาให้มาก ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วจะสร้างเวรสร้างกรรมไปอีกเยอะ ทุกสิ่งที่เราทำท้ายสุดผลก็จะเกิด แล้วถ้าหากว่าไปอธิษฐานกับคนที่มีบารมีขนาดนั้น ก็เหมือนกับว่าไปซื้อของราคาแพง ถึงเวลาก็ต้องขวนขวายหาไปชดเชยมากกว่าปกติ

เถรี
27-12-2011, 14:32
พระอาจารย์เล่าว่า "เมื่อปีก่อนมีพระรูปหนึ่งท่านบวชจากที่อื่น แล้วสึกไปโดยที่สังฆาทิเสสยังไม่ได้แก้ โดนอาบัติหนักไป ท่านปิดไว้นาน ๗ เดือน เวลาเขาบวชเข้ามาใหม่ อาตมาจึงให้บวชเป็นคนสุดท้าย จะได้ไม่ทำให้สังฆกรรมเสีย

พอบวชเสร็จอาตมาก็ส่งไปอยู่ปริวาส อยู่ได้ ๘-๙ วัน เขาก็กลับมา เราก็ “อ้าว..กลับมาทำไมวะ ?” เขาบอกว่า “ผมสบายใจแล้วครับ” เลยบอกว่า “โคตรเตี่..มึงแน่ะ ถ้าหากว่าศาลตัดสินจำคุกมึง ๗ เดือน มึงอยู่ไป ๗ วัน บอกว่าผมสบายใจแล้วครับ ผมขอออกจากคุก คิดว่าเขาจะตกลงไหม ?"

ก็เลยไล่ให้ไปอยู่ปริวาสใหม่ให้ครบ ๗ เดือน ส่วนใหญ่ระยะหลังเป็นกันเยอะมาก ก็คือไปอยู่วัดที่ครูบาอาจารย์เขาไม่ได้สั่งสอน ไม่ได้แนะนำ โดนอาบัติสังฆาทิเสสกันเป็นว่าเล่น"

ถาม : เขาโทรมาถามผมเรื่องอยู่ปริวาส แล้วเขาก็ไม่มั่นใจ ถามคนอื่นอยู่ร่ำไป ผมเลยบอกว่าคุณเชื่อสักคนได้ไหม ?
ตอบ : ประเภทนี้ถ้าฝึกมโนยิทธิพักเดียวก็โดนหลอก ถ้าเราเคยถามพระ หรือพรหมเทวดาท่านไหน ก็ให้ถามเฉพาะองค์นั้น ไม่ใช่เจอใครก็ถามมั่วไปเรื่อย ถ้าไม่โดนเตะออกมา ก็อาจจะพาออกนอกลู่นอกทางไปเลย

คนที่โดนอาบัติหนักกำลังใจที่จะทรงสมาธิก็ยาก อาตมาสงสารก็สงสาร แต่ต้องเอาอย่างที่คุณแดงว่า “พวกกำลังใจห่วย ๆ ปล่อยให้ตายห่..ไปเลย เกิดใหม่กำลังใจอาจจะดีขึ้น”

เถรี
27-12-2011, 14:42
สมัยอยู่บ้านอนุสาวรีย์ แม่ทองดีเป็นแม่ของคุณแดง ลูก ๆ ของแม่ทองดีก็ปล่อยวางเหลือเกิน โผล่หัวมาให้แม่เห็นเมื่อไรก็มีเรื่องเดือดร้อนเมื่อนั้น จนบางทีอาตมาถามว่า “แม่..ไอ้แดงโทรมาบ้างหรือเปล่า ?” แม่ทองดีบอกว่า “ไม่ต้องโทรมาหรอก โทรมาเมื่อไรแม่ก็เดือดร้อน ถ้าไม่โทรมาแปลว่าสบายดี”

จนในที่สุดแม่ทองดีก็อดรนทดไม่ไหวเอง บอกว่า “พระเล็ก..สึกออกมาเป็นลูกแม่เถอะ แล้วให้ไอ้แดงไปบวชแทน” เพราะอาตมาดูแลแม่ทองดีมากกว่า พอไปเล่าให้คุณแดงฟัง แกหัวเราะก๊ากเลย บอกว่า “ผมบวชแทนหลวงพี่ก็ได้นะ แต่ไอ้พวกที่มาหาหลวงพี่ รับรองผมฆ่าทิ้งหมด กำลังใจห่วยแตกแบบนั้นจะเหลือไว้ทำไม”

เรื่องของกำลังใจคน หลวงปู่บุดดาท่านว่า ถ้าหากกำลังใจไม่เสมอกัน จะไปด้วยกันไม่ได้ เห็นได้ชัดตอนไปธุดงค์ บางคนดูมุ่งมั่นมากเลย ที่ไหนได้..ไปด้วยกันได้ครึ่งวันก็บ่นเป็นหมีกินผึ้ง จะกลับให้ได้ ท้ายสุดอาตมาต้องเดินกลับมาส่งเขา อาตมาเดินครึ่งวันนี่ไปได้ ๔๐-๕๐ กม. แล้วต้องเดินออกมาส่งเขา ตั้งแต่นั้นมาก็บอกว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณไม่ต้องไปกับผมอีกแล้วนะครับ” ไม่เอาด้วยแล้ว ไปด้วยกันไม่ได้เพราะกำลังใจไม่เสมอกัน

ตอนอาตมาไปอยู่ที่เกาะพระฤๅษี ปีแรก ๆ บิณฑบาตเกือบทุกวัน เดินขึ้นเขาไป ๕ กม.กว่า เดินกลับอีก ๕ กม.กว่า รวมแล้ว ๑๐ กม.ครึ่ง ออกบิณฑบาต ๖ โมง กลับมาถึงเกือบ ๙ โมง กลับมาก็บอกพระรูปหนึ่งที่ขอไปอยู่ปฏิบัติด้วยว่า “คุณเลือกอาหารไปตามที่ต้องการนะ ฉันเสร็จแล้วจัดล้างให้เรียบร้อย จากนั้นจะปฏิบัติภาวนาอย่างไหนก็ตามใจ” ท่านบอกว่า “ขออนุญาตยังไม่ฉันได้ไหมครับ..ขอนอนก่อน” อาตมาถามว่าทำไม ? ท่านบอกว่า "เป็นลม..!" เดินจาก ๖ โมงเช้าถึง ๙ โมงเป็นลมไปแล้ว..!

อาตมาขึ้นไปบิณฑบาตครั้งแรกถามโยมว่า มีพระมาบิณฑบาตบ่อยไหม ? หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า “ผมอยู่มา ๑๙ ปีเพิ่งจะมีท่านนี่แหละ” ตกลงเลยไม่รู้ว่าเขาบ้าหรือเราบ้า ที่ว่าเขาบ้าก็คือทำไมไปสร้างหมู่บ้านอยู่ไกลขนาดนั้น ส่วนที่ว่าเราบ้าก็คือ บ้าเดินไปได้อย่างไร ?

เถรี
27-12-2011, 14:52
สมัยอาตมาเป็นฆราวาส คิดว่าถ้าเรียนจบแล้วจะสะพายเป้ใบหนึ่งเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ถ้าเงินหมดที่ไหนก็ขอเขาทำงานที่นั่น ได้เงินเมื่อไรค่อยไปต่อ ปรากฏว่าโครงการนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ พอมาเป็นพระก็ได้ธุดงค์คล้าย ๆ กัน แต่ธุดงค์ได้สบายอยู่ปีเดียวคือปีที่ออกจากวัดท่าซุงมา ก่อนที่จะสร้างเกาะพระฤๅษี ตอนนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมีภาระอะไร

อาตมาเดินจากทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งทองผาภูมิ ทะลุไปอุ้มผาง จ.ตาก วกเข้าไปห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ย้อนกลับมาทางด้านศรีสวัสดิ์ของกาญจนบุรีอีกทีหนึ่ง เดินวนกว่าจะครบรอบก็ใช้เวลาเป็นเดือน นั่นขนาดเดินไม่พักนะ เดินทุกวัน แต่คนอื่นเขาเดินไปพักไป

อย่างอาจารย์วิฑูรย์ วัดรัชดาภิเษกไปเจอท่านที่วัดตีนตก อาตมาเดินเป็นเดือนวนออกมาทางวัดไกรเกรียงไปเจอท่านที่นั่น แปลว่า เดือนหนึ่งท่านขยับไปแค่วัดเดียว แต่อาตมาเดือนหนึ่งข้ามไป ๓ จังหวัด จนย้อนกลับมาจังหวัดเดิม ถือว่าจังหวัดที่ ๔ แล้ว

การธุดงค์มีทั้งการเดินภาวนา มีทั้งการไปหาที่ปฏิบัติภาวนา ส่วนอาตมาถนัดเดินภาวนา พรรคพวกเพื่อนฝูงที่คบหากันตอนสมัยเจอกันในป่าธุดงค์ก็ลดน้อยลงไปเรื่อย อย่างอาจารย์เป้าที่เคยเล่าว่าโดนควายป่าขวิด ตอนนี้ก็มรณภาพไปแล้ว อาจารย์วิฑูรย์ก็แยกย้ายไปเป็นเจ้าสำนักกันหมดแล้ว เพราะอยู่ไปก็อาวุโสมากขึ้น โดยเฉพาะพระสายธรรมยุติเขาถึงกันหมด ใครอาวุโสกว่าก็ต้องรับตำแหน่งไป

มีหลวงพ่อทวน โฆสโก องค์เดียว ยังเป็นหลวงพ่อห้วยขาแข้งอยู่ ถ้าเข้าห้วยขาแข้งแล้วอยากเจอท่าน ให้เดินไปทางหนองม้าหรือห้วยชะพลู เดี๋ยวก็เจอ ท่่านไม่ค่อยออกมาข้างนอกเท่าไร

เถรี
27-12-2011, 14:57
ถาม : ท่านเคยเจอหลวงพ่อฤๅษีลิงขาวกับหลวงพ่อฤๅษีลิงเล็กไหมคะ ?
ตอบ : อาตมายังเดินทะลุไปไม่ถึงเชียงตุง แต่สององค์นั้นสามารถเจอได้ทุกที่ที่ต้องการ แม้กระทั้งป้ายรถเมล์ในกรุงเทพฯ นึกจะมาท่านเดินแวบเดียวถึงแล้ว ส่วนพวกเราต้องเดินกันเป็นปี..!

เถรี
28-12-2011, 13:10
ถาม : เขาว่าถ้าฝึกสมาธิมากไป แล้วจะกรรมฐานแตก กรรมฐานแตกเป็นอย่างไรครับ ?
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก..อย่างดีก็แก้ผ้าวิ่ง..! บางทีพอทำสมาธิแล้วใจสงบ มักจะเริ่มเห็นนั่นเห็นนี่ แล้วดันไปเห็นในสิ่งที่เราคิดว่าน่ากลัว

อาตมาเคยถามพวกเขาว่า ทำไมต้องมาหลอกกันด้วย เขาบอกว่า “ผมไม่ได้หลอก ผมตั้งใจจะมาบอกว่าผมต้องการความช่วยเหลืออะไร แต่เขาหนีทุกที” เพราะว่าเขามาสวยที่สุดได้แค่ที่เราเห็นแล้ววิ่ง คนที่บุญน้อยจะออกมาในลักษณะนั้น ถ้าเราไม่กลัวก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ากลัวก็เป็นอย่างที่ว่ามานั่นแหละ

พอวิ่งหนีเข้าทีหนึ่งก็ประเภทจิตเตลิด กู่ไม่กลับ กลายเป็นบ้า ๆ บอ ๆ ถึงได้บอกว่าควรจะมีครูบาอาจารย์คอยคุม แต่ถึงครูบาอาจารย์คุม ถ้ากำลังใจไม่ดีก็ยุ่งเหมือนกัน

หลวงพ่อวัดท่าซุงเคยเล่าให้ฟังว่า มีพระปฏิบัติเตโชกสิณ พอถึงเวลาขยายปฏิภาคนิมิต นิมิตใหญ่เต็มห้องเหมือนไฟไหม้ ตกใจจนกระโดดหน้าต่างหนีเลย อีกรูปหนึ่งปฏิบัติในอาโปกสิณ พอถึงเวลาปฏิภาคนิมิตขยายเต็มที่ ก็ตกใจนึกว่าตัวเองจมน้ำ ตะเกียกตะกายว่ายจนอกถลอกปอกเปิก ความจริงตัวเองเป็นคนย่อขยายเอง ถ้าไม่ขาดสติก็แค่ย่อให้เล็กลงก็จบแล้ว พอขยายใหญ่ออกก็ไปตกใจคิดว่าตัวเองจมน้ำ

หลวงพ่ออินทร์ วัดบ้านสระ ซึ่งปัจจุบันคือวัดสระพัง ที่พระครูไพโรจนภัทรคุณท่านอยู่ ตอนนั้นชาวบ้านเห็นไฟลุกท่วมโบสถ์ จึงคว้าถังน้ำวิ่งไปจะดับไฟ วิ่งไปถึงไม่เห็นมีอะไร หลวงพ่ออินทร์ท่านยืนอยู่หน้าโบสถ์ ถามว่า “พวกมึงมาทำอะไรกัน ?” ชาวบ้านบอกว่าไฟไหม้โบสถ์ ท่านว่า “ไหม้ซะที่ไหนเล่า กูอยู่ในโบสถ์สวดมนต์อยู่” ท่านไม่ได้บอกให้รู้ว่าท่านทำอะไร

เถรี
28-12-2011, 19:20
หลวงพ่ออินทร์เป็นที่เคร่งและดุมาก คำว่าเคร่งของท่านก็คือ สมัยก่อนเวลารับกิจนิมนต์ที่ไกล ๆ อาจจะไปไม่ทันเพล ก็ต้องขี่ม้าไป หรือก็ถ้าโยมมีรถมอเตอร์ไซค์ ท่านก็นั่งรถมอเตอร์ไซค์ไป หรือนั่งเกวียนไป เป็นระยะทางใกล้ไกลเท่าไรท่านจะจำไว้ พอกลับมาถึงวัด ท่านจะเดินจงกรมใช้หนี้ จนกว่าจะได้ระยะทางเท่านั้นท่านจึงจะหยุด

ส่วนความดุของท่าน ไม่รู้ว่าพวกเรารู้จักหางกระเบนไหม ? เวลาตากแห้งแล้วหางปลากระเบนจะเป็นปุ่ม ๆ เหมือนกระดาษทราย ตีแล้วแตกดีนัก..! พระที่วัดท่านต้องสวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐาน เป็นปกติ เรื่องบันเทิงต่าง ๆ ห้ามมี สมัยนั้นมีแผ่นเสียงที่เป็นแผ่นครั่ง พระรูปหนึ่งมีฐานะดี พ่อแม่ขอให้บวชก็ต้องซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้ถึงจะบวช แต่ดันไปบวชกับหลวงพ่ออินทร์

บวชไปแล้วเปิดแผ่นเสียงฟัง เพื่อนพระห้องใกล้ ๆ ก็ขอไปฟังด้วย ๓-๔ รูป อยู่ ๆ หลวงพ่ออินทร์เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับหางกระเบน ฟาดไม่เลี้ยง..! คราวนี้ท่านยืนขวางประตูอยู่ จะหนีไปทางไหนได้ ก็ต้องกระโดดหน้าต่างหนี ต้องพระอย่างนั้นถึงจะเอาพวกนี้อยู่ “พ่อแม่ให้พวกมึงมาบวชหวังจะได้บุญ พวกมึงดันหานรกให้พ่อให้แม่” ท่านด่าไปตีไป

อาตมารู้สึกว่าโชคดีมาก ๆ ที่เกิดมายุคนั้น เพราะว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความสามารถมีอยู่รอบบ้าน ออกไปทางสุพรรณบุรีก็มีหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว , หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก , หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ , หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ , หลวงพ่อเก็บ วัดดอนเจดีย์

ขึ้นมาทางด้านกำแพงแสนก็มีหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม , หลวงปู่แตง วัดดอนยอ , หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม , หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา

วัดหนองพงนกซึ่งเป็นวัดข้างบ้านอาตมา เวลามีงานก็นิมนต์พระเกจิอาจารย์มาพุทธาภิเษก ขันน้ำมนต์อยู่ตรงหน้าท่าน พอท่านนั่งหลับตาพักเดียวขันดิ้นทั้งใบเลย..! น้ำมนต์เหลือไม่ถึงครึ่งขัน ผู้ใหญ่บอกว่า “เฮ้ย ๆ มุดเข้าไปดูสิ ว่ามีใครผูกเชือกดึงหรือเปล่า ?” อาตมาก็มุดเข้าไปดู..ไม่เห็นมีอะไร แต่น้ำมนต์รดหัวไปเรียบร้อยแล้ว เพราะเป็นพื้นไม้กระดาน มีร่องไว้สำหรับกวาดขยะ น้ำมนต์หกลงไปเท่าไรก็ลงข้างล่างหมด

เถรี
29-12-2011, 09:48
ถาม : ขันน้ำมนต์ดิ้นเกิดจากอะไร?
ตอบ : พลังจิตที่แรง แรงที่ท่านกดลงไปนั้นมากขนาดขันยังรับไม่ได้ จึงเต้นไปเต้นมา

สมัยนั้นส่วนใหญ่ท่านใช้กำลังส่วนตัว หลวงปู่ปานท่านบอกว่าใช้กำลังส่วนตัวไม่ได้ เพราะกำลังสมาธิส่วนตัวนี้ถ้าห่างจากท่านแล้วบางทีก็คุ้มไม่ได้

หลวงปู่ปานท่านให้หลวงปู่เล็กเอาผ้ายันต์ไปปลุกเสก ๑ พรรษา หลวงปู่เล็กเข้าสมาบัติ ๘ เต็มที่อธิษฐานทุกคืน พอออกพรรษาแบกไป หลวงปู่ปานบอกว่าใช้ไม่ได้..ต้องเอาไปเสกใหม่ เป็นพวกเราก็หมดอารมณ์เลย ทำจนเต็มที่แล้วยังบอกว่าใช้ไม่ได้อีก

หลวงปู่เล็กท่านไม่รู้จะทำอย่างไร กลับกุฏิจุดธูป ขอบารมีพระท่านช่วยสงเคราะห์ พอเห็นบารมีพระครอบลงมาเต็มก็แบกไปใหม่ คราวนี้หลวงปู่ปานบอก “เออ..ต้องอย่างนี้ถึงจะใช้ได้” ตกลงว่าเสก ๓ เดือนกับเสก ๑๕ นาที ต่างกันได้ขนาดนั้น

ท่านบอกว่าเรื่องของบารมีพระเวลาท่านช่วยสงเคราะห์ พรหมหรือเทวดาท่านต้องจัดสรรผู้ที่มีศักดานุภาพมาดูแลวัตถุมงคลนั้น ๆ ซึ่งยั่งยืนกว่า เพราะว่าพรหมเทวดาแต่ละท่านอายุเลยมนุษย์ไปไม่รู้เท่าไร แต่ถ้าเราเสกเองพอหมดอายุเราเมื่อไร ก็มีข้อจำกัด อภิญญาสมาบัตินี่ถ้าคนที่รอบคอบจริง ๆ ท่านจะอธิษฐานไว้ว่าให้อยู่ได้กี่วัน กี่เดือน กี่ปี พอหมดระยะเวลานั้นก็เสื่อมสภาพ ท่านที่ไม่รอบคอบสักแต่ว่าเสกเฉย ๆ บางทีพ้นหน้าท่านก็หมดขลังไปแล้ว

เราจะเห็นว่าบางทีต่อหน้าพระเกจิอาจารย์ ลองวัตถุมงคลกันซึ่ง ๆ หน้า เฉาะด้วยมีดด้วยขวานไม่เห็นเป็นอะไร แต่พอพ้นหน้าท่านไปลองเฉาะบ้างก็แหว่งเลย..! เพราะว่าท่านใช้กำลังตัวเอง

โชคดีที่เรามาสายหลวงพ่อวัดท่าซุง ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์ให้มาตลอด จนกระทั่งหลายต่อหลายสำนักที่ท่านมีความรู้ในเรื่องนี้ เอาวัตถุมงคลไปท่านก็ถามว่าเป็นของใคร ทำไมกำลังสูงอย่างนี้ ถามไปถามมากลายเป็นพระหนุ่มในสายตาท่าน ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามในสารบบ

ท่านก็สงสัยว่าเสกอย่างไรได้ขลังขนาดนี้ ความจริงอาตมาไม่ได้เสกเอง พระท่านจะบอกว่าให้วางกำลังอย่างไร ใช้คาถาบทไหน พอเสร็จเรียบร้อยท่านบอกให้พอตอนไหน ก็พอตอนนั้น

เถรี
29-12-2011, 09:53
ถาม : ผมเคยอ่านหนังสือหลวงพ่อฤๅษี ท่านเล่าถึงพวกที่ตายก่อนอายุขัยจะไปเป็นสัมภเวสี พวกนี้ตายแล้วไปเป็นเปรตหรืออสุรกายได้หรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เป็นได้ แต่ว่าต้องรอให้หมดอายุจากสัมภเวสีก่อน

ถาม : สัมภเวสี คือ ?
ตอบ : สัมภเวสีเป็นบุคคลที่อายุความเป็นมนุษย์ยังไม่หมด ไม่สามารถจะไปรับความดีความชั่วได้ ก็ต้องเร่ร่อนจนกว่าอายุความเป็นมนุษย์หมด ท่านทั้งหลายเหล่านี้ความจริงแล้วได้เปรียบ เพราะว่าญาติทำบุญไปเท่าไรก็รับได้หมด

พวกสัมภเวสีเป็นพวกที่ตายผิดปกติ ที่ชาวบ้านเรียกว่า "ตายโหง" นั่นแหละ ตายโหงในความรู้สึกของเราคือไม่ดี แต่อาตมาอยากจะบอกว่าพวกนี้โชคดีมากเลยที่ตายโหง เพราะว่าญาติทำบุญไปเท่าไรก็ได้เท่านั้น แล้วถ้าหมดอายุขัยของความเป็นมนุษย์ไปแล้ว พอรับบุญไปก็จะขึ้นข้างบนไปเลย

แต่ถ้าญาติไม่รู้จักทำบุญให้ก็ซวยไป ต้นทุนเก่ามีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ต้องเสี่ยงดวงเอาเอง ส่วนที่ตายเพราะหมดอายุขัยจริง ๆ ก็จะเป็นไปตามวาระบุญวาระกรรม ไปเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นเทวดา มาร พรหม แล้วแต่กำลังของตน

เถรี
29-12-2011, 09:58
ถาม : พวกที่เป็นมารเกิดจากมิจฉาทิฐิ ?
ตอบ : มิจฉาทิฐิเต็ม ๆ แต่เขามีโอกาสได้ทำบุญใหญ่ พวกนี้ตอนเป็นคนมีนิสัยขวางโลก ขวางโลกนี่ไม่ใช่ว่าไม่เก่งนะ เก่งมากเลยแต่ไปกับคนอื่นไม่ได้

มีโยมอยู่คนหนึ่งนิสัยอย่างนี้แหละ เขาถามว่า “หลวงพี่ใช้มโนยิทธิได้ไหม ?” อาตมาบอกว่าได้ “รู้จักนิพพานไหม ?” อาตมาบอกว่ารู้จัก “ไปนิพพานได้ไหม ?” อาตมาบอกว่าได้ “แล้วทำไมหลวงพี่ไม่เป็นพระอรหันต์ไปเลยล่ะ ?" นี่แหละพวกขวางโลก ทำอย่างกับอาตมาไม่อยากเป็น..!

เถรี
29-12-2011, 10:05
ถาม : เพลงที่เราจำได้ บางทีก็ขึ้นมาเอง ทำไมอยู่ ๆ เราถึงนึกถึงเพลงแทนที่จะเป็นบทสวดมนต์ ซึ่งเราไม่ได้ตั้งใจนึกขึ้นมา ?
ตอบ สภาพจิตเราไหลลงต่ำง่ายกว่า เรื่องของบทเพลงเป็นเรื่องของโลกียะซึ่งไปได้ง่าย ส่วนเรื่องของบทสวดมนต์เป็นเรื่องของโลกุตระซึ่งไปได้ยาก เมื่อกำลังใจไปทางโลกุตระได้ยาก ก็มักจะลงต่ำอย่างเดียว

เรื่องพวกนี้เราต้องหยุดให้ทัน ถ้าหยุดไม่ทันจะพาเราเสีย เพราะสภาพจิตเราบันทึกทุกเรื่อง สนใจมากหรือสนใจน้อยก็บันทึกหมด ถ้าพลาดเมื่อไรเอาหน้าบันทึกที่ไม่ได้เรื่องขึ้นมาก็จะยุ่ง ฉะนั้น..เราจึงต้องทำความดีให้เคยชินเข้าไว้

เถรี
29-12-2011, 11:27
ถาม : เวลาเราทำสมาธิแล้วมักจะเคลิ้ม ควรทำอย่างไรต่อครับ ?
ตอบ : แสดงว่าสติกับลมหายใจหลุดออกจากกัน ให้กลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออกใหม่

ช่วงนั้นจิตจะเริ่มเป็นสมาธิระดับปฐมฌานหยาบ คราวนี้ความหยาบของจิตมีมาก เราเลยเกาะลมหายใจไม่ค่อยจะติด ให้เอาจิตก็คือสติ ความรู้สึกของเราทั้งหมดจี้ติดลมหายใจเข้าไป อย่าปล่อยให้ห่าง ห่างเมื่อไรจะออกอาการอย่างนี้อีก

เอาจิตกำหนดตามไปทุกระยะ เข้าไปถึงไหน ออกมาถึงไหน ถ้าหากว่าก้าวพ้นทีเดียวก็จะสว่างโพลง แล้วจะไม่เป็นอย่างนั้น สำคัญตรงที่ว่าก้าวแรกต้องผ่านให้ได้ ถ้าผ่านไม่ได้ก็จะติดอยู่อย่างนั้น บางคนคิดว่าตัวเองเผลอหลับ ความจริงไม่ได้หลับ แต่สติขาด สมาธิเริ่มสูงขึ้น พอทิ้งช่วงห่างจึงเหมือนกับคนมองกันไม่เห็น พอมองไม่เห็นก็ขาดช่วงไป

ถาม : คล้ายกับหลับ วูบไปพักหนึ่ง
ตอบ : ไม่ได้หลับ สมาธิสูงขึ้นแต่สติตามไม่ทัน ต้องเอาความรู้สึกทั้งหมดจี้ติดกับลมหายใจไปก่อน ห่างเมื่อไรก็หลุดเมื่อนั้น พอเราเคยชินทำได้ครั้งหนึ่ง ต่อไปก็จะกระโดดข้ามขั้น แล้วก็ไม่ต้องมาเคลิ้มหลับแบบนี้อีก

เถรี
29-12-2011, 11:41
ถาม : ไปหล่อพระที่วัดในชลบุรี เห็นมีเทวดามาโมทนาไม่กี่องค์ เราจะได้บุญหรือเปล่า ?
ตอบ : เทวดาจะโมทนาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ ๒ ประการ ประการแรก..ได้บวงสรวงอัญเชิญท่านหรือเปล่า ? ประการที่สอง..บุคคลที่เป็นเจ้าภาพมีความเกี่ยวเนื่องกับท่านหรือเปล่า ? ถ้าไม่มีความเกี่ยวเนื่องท่านก็โมทนาไม่ได้

ถ้าไม่เชิญท่านมาก็โมทนาไม่ได้ ส่วนตัวเราทำไปเถอะได้บุญอยู่แล้ว ไม่ใช่เทวดาท่านมาแล้วเราไม่เห็นท่าน นึกว่าท่านไม่มา ของบางอย่างถ้าเริ่มผิดเทวดาท่านก็ไม่โมทนาด้วยหรอก

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ถ้าหากว่างานนั้นเขาเริ่มต้นด้วยการเลี้ยงคนเลี้ยงพระด้วยการฆ่าสัตว์ ท่านก็ไม่โมทนาให้ตัวเองเดือดร้อนหรอก เพราะเป็นการยินดีในบาป..!

เถรี
29-12-2011, 12:35
ถาม : ความสามัคคีต้องมีกรอบในเรื่องของการตามใจตัวเองแค่ไหน ?
ตอบ : รู้จักคำว่าสิทธิหรือไม่ ? ถึงมีสิทธิอยู่ก็ต้องไม่ไปล่วงล้ำสิทธิของคนอื่น ถ้าไปล่วงล้ำสิทธิของคนอื่นจะทำให้ขาดความสามัคคีได้ เพราะเขาจะเหม็นขี้หน้าเรา..!

เถรี
29-12-2011, 12:38
ถาม : ผู้หญิงกับผู้หญิงคู่กัน ผิดศีลข้อ ๓ ไหมครับ ?
ตอบ : ผิดเหมือนกัน

ถาม : แล้วใครผิดครับ ?
ตอบ : ผิดทั้งคู่แหละ

ถาม : ไม่มีอะไรเสียนี่ครับ ?
ตอบ : อย่างน้อย ๆ การล่วงละเมิดในส่วนของศีลธรรมก็มีอยู่ เพราะว่าบุคคลนั้นเราไม่ใช่เจ้าของ เหมือนกับคุณฉวยของเขาไปใช้โดยที่เจ้าของไม่ยอม แล้วก็ไปส่งคืนโดยไม่เสียหาย เจ้าของเขาจะยอมไหม ?

รถยนต์อยู่ในบ้านเรา อยู่ ๆ เขาเอาไปขับ แล้วบอกว่าไม่มีอะไรเสีย เอามาคืนให้เราจะยอมไหม ?

ถาม : ผู้ชายกับผู้ชายก็เหมือนกันสิครับ ?
ตอบ : เหมือนกัน

เถรี
29-12-2011, 13:01
ถาม : เมื่อวานผมฟังหลวงพี่สอนกรรมฐานอยู่ที่บ้าน พอพูดถึงพระเทวทัต ผมก็ลงไปอยู่ข้างล่างเลยครับ "ปู่ทรมานนานแล้ว ผมเอาบุญมาให้นะครับ" แล้วผมก็เย็นเหมือนกับทรงสมาธิดีมากเลยนะครับ ท่านจะได้รับไหมครับ ?
ตอบ : ก็เหมือนคนที่กำลังโดนลงโทษอยู่ แล้วเราเอาอาหารไปให้เขากิน คงจะได้กินหรอก..! แต่อย่างน้อย ๆ ได้รับกระแสเย็นสักนิดก็ยังดี บรรเทาอะไรไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยเย็นสักวาบหนึ่งก็ยังดี

ถาม : ไม่มีโอกาสจะช่วยขึ้นมาได้หรือครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่ายังอยู่ในขุมแล้ว จะลึกตื้นขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์ หมดอายุเมื่อไรค่อยว่ากัน

ถาม : หลวงพ่อวัดท่าซุงยังเคยช่วยเลยนี่ครับ
ตอบ : หลวงพ่อท่านช่วยเพราะท่านรู้ว่าเขากำลังจะออกจากมหานรกไปอุสสทนรก ท่านเลยไปดักกลางทาง แล้วเรารู้ขนาดนั้นไหมล่ะ ? ถ้าลงอุสสทนรกไปก็ยาวเลย ไม่มีใครช่วยได้เหมือนเดิม

ถาม : จังหวะเปลี่ยนพอดี
ตอบ : จังหวะเปลี่ยนนิดเดียว ท่านไปดักกลางทาง แล้วก็บอกว่าท่านจะบวชพระให้โมทนา

ถาม : ตอนนี้ก็ขอให้ท่านช่วยได้สิครับ ขอให้ท่านลงมาเกิด
ตอบ : อยากเห็นมากนัก เดี๋ยวอีกไม่กี่ปีก็ได้เห็น..!

เถรี
29-12-2011, 13:18
ถาม : หนูสงสัยเรื่องปอบค่ะ คือหนูแขวนพระอยู่แล้วเขายังเข้ามาในบ้านได้หรือคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าลืมอาราธนาก็เข้าได้ มียามแต่ไม่เรียกใช้ขโมยก็ขึ้นบ้านสบาย เราต้องอาราธนาทุกวัน ภาวนาขอพระให้ช่วยรักษาทุกวัน ถ้าหากว่าเราไม่ขอ พระท่านยอมรับกฎของกรรม ท่านก็ได้แต่นั่งมอง

ถาม : มีแบบที่กันไม่ให้เข้ามาเลยได้ไหมคะ ?
ตอบ : ไม่มี..พระพุทธเจ้ายังต้องรับกฎของกรรมเลย แล้วเอ็งเก่งแค่ไหนวะ ?

เถรี
29-12-2011, 16:50
ถาม : ที่กล่าวว่าจิตเดิมแท้นั้นผ่องใสอยู่แล้ว กิเลสทำให้เศร้าหมอง นอกจากเราจะพิจารณาว่าขันธ์ ๕ นี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา หากเกิดเราปักใจลงไปว่า “เราคือนิพพาน นิพพานคือเรา” อันนี้ถูกไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าคุณสามารถทำได้อย่างนั้นจริง ๆ ก็จบ เพราะว่าถ้าเข้าถึงจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างจะหมดไป ตัวเราจะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนิพพาน
เพียงแต่ว่าจิตเดิมแท้ที่ผ่องใสนั้น ผ่องใสแค่ไม่เกินระดับอาภัสราพรหม จึงอยู่ในระดับของคนทรงสมาธิในฌานที่ ๒ เท่านั้น ส่วนของพื้นฐานกิเลสเก่า ๆ ที่ส่งเรามาเกิดนั้นยังมีอีกมหาศาลเลย ถ้าสามารถทำอย่างที่คุณว่าได้ก็จบ

ถาม : การที่เราเห็นพระพุทธรูปสวยหรือวัดสวยเป็นการติดในวัตถุธาตุไหมครับ ?
ตอบ : ถ้ายินดีในความสวยก็ยังเป็นแค่กามาวจรอยู่ ไปได้ไม่เกินสวรรค์

ถาม : ตอนแรกเราต้องตั้งกำลังใจโมทนายินดีก่อน แล้วพิจารณาลงสู่กฎไตรลักษณ์ แล้วก็เอากำลังใจไปเกาะนิพพานถูกไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าคิดไม่ทัน ตายก่อนก็จบเห่..!

ถาม : ตอนที่ฝึกมโนยิทธิ ผมก็ไม่อยากถามหลวงพ่อเท่าไร แต่มีคนให้ถามก็เลยลองถามดูว่า พระศรีอาริย์ท่านจะลงมาช่วยในยุคนี้ แล้วท่านตอบว่าลงมาแล้วเป็นผู้หญิง อันนี้ถูกไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ถูก..พระศรีอาริยเมตไตรยยังไม่เคยลงมาในยุคนี้

ถาม : แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามโนยิทธิเราถูกหรือผิดครับ ?
ตอบ : ทดสอบกับสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ในระยะสั้น ๆ เช่น คุณเดินออกไป รถที่คุณเจอคันแรกเป็นสีอะไร เป็นรถ ๔ ล้อหรือ ๒ ล้อ ทดสอบบ่อย ๆ เราจะเกิดความคล่องตัวและชำนาญ แล้วจะรู้ว่าระดับอารมณ์ใจวางแบบไหนถึงจะถูก แล้วก็ใช้อารมณ์ใจช่วงนั้น

ถาม : ถ้าเกิดเราจับภาพพระ เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าภาพพระนั้นเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์จริงหรือมารเขามาหลอก ?
ตอบ : ไม่ต้องไปใส่ใจ ขอให้คุณนึกถึงพระพุทธเจ้าได้ก็พอ

เถรี
29-12-2011, 17:05
ถาม : การที่เราปฏิบัติแล้วพร่อง ขาดสติ หรือเป็นประเภทได้หน้าลืมหลัง หรือรักษาผลการปฏิบัติไว้ไม่ค่อยได้ เป็นเพราะเราสมาธิไม่ดีหรือว่าเป็นเพราะกรรมการดื่มสุราคะ ?
ตอบ : มีส่วนของกรรมดื่มสุราอยู่แต่ว่าไม่มาก เพราะว่าในส่วนของศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมหากุศล ถึงเวลาถ้าหากว่าเราสามารถทำจนทรงตัวได้ อกุศลอื่น ๆ จะถอยหลังไป มีอย่างเดียวคือ ทุ่มเทความพยายามให้มากที่สุด นับดูว่าเวลาที่เราฟุ้งซ่านวันหนึ่งกี่ชั่วโมง แล้วเวลาที่ทำสมาธิกี่ชั่วโมง แค่วัดดูก็รู้แล้วว่าทำไมถึงไม่ได้ดีสักที

ถาม : พยายามทำนะคะแต่ว่าได้ไม่ตลอด
ตอบ : ยังไม่ชำนาญ เมื่อยังไม่ชำนาญก็รักษาอารมณ์ไม่อยู่ ต้องซักซ้อมเข้าออกสมาธิบ่อย ๆ เมื่อมีความชำนาญจะสามารถรักษาอารมณ์ได้ทุกระดับตามที่ตัวเองต้องการ คราวนี้จะทำอะไรก็ได้ กระทบแรงแค่ไหนก็ไม่กลัวเพราะเราหลบได้ ถึงเวลาก็ใส่เกราะ มีปัญญาก็ตีไปสิ..!

เถรี
29-12-2011, 17:30
ถาม : ในการพิจารณา...(ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ไม่เป็นไร เพราะว่าพอพิจารณาไปนาน ๆ สมาธิจะเกิดขึ้นเอง เพียงแต่ว่าต้องพิจารณาลงไตรลักษณ์ให้ได้ ถ้าพิจารณาออกไปทางอื่นก็จะเตลิดไปเรื่อย

ถาม : แล้วสมาธิจำเป็นต้องมีไหมครับ ?
ตอบ : ควรจะมี ไม่อย่างนั้นกำลังในการตัดละกิเลสก็จะไม่มี สภาพจิตมีความเข้าใจว่าต้องทำอย่างไร ต้องละอย่างไร แต่กำลังในการตัดจะไม่พอ โอกาสที่เราจะพิจารณาจนสมาธิทรงตัวเพียงพอที่จะตัดกิเลสได้นั้นยากมาก ฉะนั้น..เราต้องสร้างสมาธิของเราเองต่างหาก ต้องแบ่งเวลาไปทำสมาธิด้วย

ถาม : ใช้วิธีพิจารณาจนเกิดสมาธิอย่างเดียวเพื่อตัดกิเลส เป็นไปได้ไหมครับ ?
ตอบ : เป็นไปได้ แต่ยากมาก เพราะว่าต้องพิจารณาอยู่เรื่องเดียวจนสมาธิดิ่งลึกลงไปในระดับที่พอจะตัดกิเลสได้ ซึ่งน้อยคนที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น..เราจึงต้องมาสร้างสมาธิต่างหาก

อาจจะภาวนาเช้าสักชั่วโมงเย็นสักชั่วโมง ที่เหลือเราก็พิจารณาของเราไป พอพิจารณาจนรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้แล้วเราก็กลับมาภาวนาใหม่

เถรี
30-12-2011, 08:51
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ลักษณะนั้นเหมือนกับมโนมยิทธิ เป็นการฝึกซ้อมสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะถ้าสมาธิเคลื่อนเมื่อไร ก็จะนึกไม่ได้ เราก็จะกลับมาอยู่ตรงหน้า
ถ้ากลับมาก็ไปใหม่ เพราะถ้ากำลังของเรายังไม่มั่นคงพอ เกาะที่ใดที่หนึ่งไม่แน่นหรอก แล้วถ้ากลับมาเมื่อไรก็ไปใหม่ จนกระทั่งสามารถที่จะยืนระยะนาน ๆ ได้

ถาม : แล้วถ้ากลับมาต้องจับลมหายใจกำหนดคำภาวนาใหม่หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ถ้าคล่องตัวจริง ๆ แค่คิดก็ถึงแล้ว รู้ตัวว่าอยู่ข้างล่างเมื่อไรก็เผ่นขึ้นไปข้างบนใหม่

ถาม : การที่เราภาวนาควรจะหาสภาพแวดล้อมที่สงบพอหรือไม่ครับ ?
ตอบ : ไม่ต้อง ถ้าคุณภาวนาจนสมาธิอยู่ในระดับอุปจารสมาธิขั้นปลายก็จะไม่สนใจสภาพแวดล้อมแล้ว เสียงดังแค่ไหนก็ไม่อยู่ในหูเราแล้ว ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน สนใจแต่กับการภาวนาเฉพาะหน้า แล้วถ้าเกินนั้นไปก็ไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่ต้องเสียเวลาหนีหรอก นี่เป็นตัวทดสอบที่ดีที่สุดว่าสมาธิเราใช้งานได้จริงไหม ?

เถรี
30-12-2011, 09:32
ถาม : มีปัญหากับคนที่ทำงาน
ตอบ : อย่าไปสนใจในเรื่องจิตใจหรือความประพฤติของเขา ให้สนใจเฉพาะเรื่องงาน งานอะไรที่ต้องปฏิสัมพันธ์กันตามหน้าที่ก็ว่าไป แต่หลังจากนั้นแล้วฉันไม่คบแก เรื่องก็จบ


ถาม : แต่เขาเป็นหัวหน้าเรา
ตอบ : ถ้าเขาเป็นหัวหน้าเราก็เอาแค่จำเป็น ส่งงานของเราเสร็จก็เผ่นแน่บ..!

เถรี
30-12-2011, 09:34
ถาม : คนที่เล่นการพนันหรือเล่นไพ่เป็นการผิดศีลข้อ ๒ ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ผิดศีล เพียงแต่ว่าการพนันเป็นอบายมุข คือปากทางแห่งความเสื่อม มีแต่พาลงต่ำไม่มีขึ้นสูง ในส่วนของธรรมะผิดแน่ ๆ อย่าลืมนะคำว่า “ศีลธรรม” มีทั้งศีลและธรรม

เพราะฉะนั้น..ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอบายมุข คือปากทางแห่งอบายภูมิ มีโอกาสลงข้างล่างมากกว่าขึ้นข้างบน เลิกได้ก็เลิก การเล่นการพนันนั้น ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ทั้งสองฝ่ายต่างทำให้ทรัพย์นั้นฉิบหาย แล้วจะมีอะไรดี ?

ถาม : ศีลห้าไม่ขาด ?
ตอบ : ไม่ขาด แต่ธรรมะพร่องแน่นอน

เถรี
30-12-2011, 09:38
ถาม : เวลาหนูเข้าสมาธิแล้วหนูมักจะขึ้นไปข้างบน คราวนี้มีอยู่วันหนึ่งเหมือนกับว่าควบคุมไม่ได้ ใครเรียกไปหาก็ต้องไป จะแก้ไขอย่างไรคะ ?
ตอบ : เอากำลังใจจดจ่ออยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจว่าเราจะไปหาท่าน คราวนี้ใครก็เรียกไม่ได้ เพราะฉะนั้น..ก่อนที่จะใช้สมาธิในลักษณะออกไป ให้เราตั้งเป้าให้ชัดเจนก่อนว่าเราจะไปหาใคร เราจะไปที่ไหน ไม่อย่างนั้นถ้ามีผู้ที่กลั่นแกล้งเราอยู่ อาจจะดึงเราไปผิดทางก็ได้

เถรี
30-12-2011, 09:45
ถาม : พอดีหนูจะรับงานบริษัท ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมกับงานไหมคะ ?
ตอบ : อยู่ที่ว่าเราทำได้ไหม ? เรื่องความเหมาะสมสามารถไปปรับกันทีหลังได้ ถ้าเราคิดว่าความสามารถของเราเพียงพอก็ทำไป พูดง่าย ๆ ว่าต่อให้เป็นงานที่เราไม่ชอบก็พยายามชอบ เดี๋ยวก็ดีเอง ถ้ามัวแต่ไปไล่ถามคนอื่นว่าเหมาะสมไหม ชาตินี้ไม่ต้องหางานทำหรอก..!

เถรี
30-12-2011, 09:50
ถาม : การจ่ายเงินใต้โต๊ะ
ตอบ : ไม่ผิดอะไรเพราะเป็นส่วนของการอำนวยความสะดวก เพียงแต่ว่ายิ่งจ่ายก็ยิ่งเยอะ เราเอาเงินไปให้เขา ไม่ได้ขโมยเงินเขามา ถ้าหากว่าเราคิดว่าผิด ก็เท่ากับว่าเราหาความเศร้าหมองมาใส่ใจเราเอง ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างอบายภูมิให้กับตัวเอง

เราก็คิดว่าจ่ายค่าอำนวยความสะดวกในการงานตามปกติไป ส่วนเขาจะเอาไปทำอะไร หรือว่าเขาเองสมควรรับหรือไม่ เราไม่ได้ใส่ใจ ต้องตัดให้เป็น ไม่อย่างนั้นจะเศร้าหมองเปล่า ๆ

เถรี
30-12-2011, 12:24
พระอาจารย์กล่าวว่า "ขนาดวันนี้อาตมาไม่จับไข้ พอสรงน้ำแล้วยังหนาวเข้าไปถึงกระดูก คนเราพอไฟธาตุหมดก็แย่ นึกถึงหลวงพ่อวัดท่าซุง สมัยก่อนเวลาท่านจะโกนผมแต่ละครั้ง หลวงพี่ประทีปต้องโกนแห้ง ๆ ให้

อาตมาถามว่าทำไมหลวงพ่อไม่สระผมก่อน ผมจะได้นิ่มโกนง่าย ท่านบอกว่า “สระได้ที่ไหนเล่า ?” ตอนนี้อาตมารู้แล้วว่าทำไมท่านสระไม่ได้ เพราะตัวเองหนาวเข้าไปในอกตอนอาบน้ำ

อย่างหลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ท่านสรงน้ำปีละครั้ง อาตมาสงสัยจะต้องเอาอย่างนั้นบ้าง แสดงว่าแก่แล้วไม่มีอะไรดี แต่พระเรานี่แปลก ของอื่นพอเก่าพอแก่แล้วเขาโละทิ้ง ส่วนพระยิ่งแก่เขายิ่งใช้ อาตมากะว่าอีกไม่กี่ปีจะเกษียณตัวเอง แต่ก็ยังหาคนแทนไม่ได้"

เถรี
30-12-2011, 12:38
ถาม : เวลาผมฝึกกรรมฐานที่บ้าน ระหว่างการที่ใช้วิธีเปิดเทปฟังไปเรื่อย ๆ กับการนึกเอาว่าท่านเคยสอนแบบไหนแล้วก็นึกตาม อย่างไหนดีกว่ากันครับ ?
ตอบ : ใช้ปัญญาตัวเองก็เหนื่อยหน่อย ถ้าการสอนนั้นเราสามารถน้อมจิตตามไปได้เลยจะสบายกว่า เพียงแต่ว่าครูบาอาจารย์ที่จะสอนลักษณะนั้น ในประเทศไทยนับจำนวนนิ้วมือ ๑๐ นิ้วยังเหลือเลย เพราะส่วนใหญ่ท่านให้ไปขวนขวายปฏิบัติเอง ประเภทนำกันทุกฝีก้าวนั้นหายาก อาตมาเองก็เริ่มทิ้งแล้ว ไปหากินเอาเองบ้าง..!

เถรี
30-12-2011, 17:07
พระอาจารย์กล่าวว่า "ถ้าว่าตามกฎหมาย เจ้าอาวาสออกใบอนุโมทนาบัตรได้ไม่เกินใบละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต้องให้เจ้าคณะตำบลออกให้ ถ้าเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแต่ไม่ถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ต้องให้เจ้าคณะอำเภอเป็นคนออกให้ ถ้า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นคนออก เพราะฉะนั้น..ใบอนุโมทนาบัตรที่ออกอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลย ก็คือใบละไม่เกินห้าแสนบาท

กฎของมหาเถรสมาคมนี้ออกมาในสมัยมีคดีเครื่องราชฯ เพราะมีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นสิบ ๆ ล้านเพื่อให้เขาไปขอเครื่องราชฯ กัน บางครั้งก็ไม่ได้รับเงินจริง แต่ว่าออกตัวเลขให้เขาไป พอเขาได้รับเครื่องราชฯ มา ก็จะมาถวายเงินสมนาคุณ

ต้องบอกว่ากฎระเบียบต่าง ๆ มีขึ้นมาเพื่อปิดรูรั่ว แม้กระทั่งการจัดงานวัดต่าง ๆ ก็ต้องออกกฎระเบียบออกมาว่า ห้ามผู้อื่นมารับเหมาจัดงานแทนวัด เพราะว่าพวกที่มารับเหมาจัดงานแทนวัด เขาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด ก็เลยมีการพนันต่าง ๆ มาด้วย มีกระทั่งโคโยตี้มาด้วย แล้วจะไปตำหนิเขาก็ไม่ได้ เพราะเขาเหมาไปแล้ว เขาก็ต้องเอากำไรให้มากที่สุด แต่ความเสียหายตกอยู่กับวัด

วันนั้นอาตมาดวงเฮงมากเลย ไปพร้อมกับหลวงพ่อพระเทพเมธากร ตอนนั้นท่านยังเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรีอยู่ คนขับรถดันจอดรถเข้าไปใต้เวทีพอดี พอเงยขึ้นไป มีแต่บิกินีเต็มไปหมด..! เขากำลังเต้นกันอยู่บนเวที สงสัยคนขับรถมีแผนก็เลยจอดรถตรงนั้น

ถ้าหากว่าจัดงานไม่เกิน ๗ วัน ต้องให้เจ้าคณะจังหวัดเซ็นอนุมัติ ถ้าจัดงานไม่เกิน ๙ วันต้องให้เจ้าคณะภาคเซ็นอนุมัติ ถ้าเกินกว่านั้นต้องถึงเจ้าคณะหนใหญ่ แต่มีบางแห่งเขาจัด ๑๒ วัน ๑๒ คืน มีอยู่รายหนึ่งอยู่ทางอำเภอบ่อพลอย โดนสอบสวนเกือบจะโดนถอดจากความเป็นเจ้าอาวาส เพราะว่าจัดงาน ๗ วัน ๗ คืน คนมาดีเหลือเกิน เห็นเงินเข้าวัดมากเลยทำหนังสือขออนุญาตจัดงานเพิ่ม

แต่เขาไม่อนุมัติ ส่วนท่านเองจัดต่อไปแล้วก็เลยซวย เป็นตัวอย่างที่ฮือฮาไปทั้งจังหวัด ถึงได้บอกว่าถ้าหนังสืออนุมัติยังไม่ลงมาว่าให้จัดหรือไม่ให้จัด โปรดหยุดไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า"

เถรี
31-12-2011, 08:52
ถาม : เขาบอกว่าหลวงปู่ละมัยอายุ ๑๓๕ ปี จริงไหมครับ?
ตอบ : ไม่จริง อาตมาเคยถามท่านเมื่อครั้งไปหล่อพระที่หนองคาย ปีไหนจำไม่ได้แล้ว งานหล่อพระครั้งนั้นหลวงปู่ท่านเป็นประธาน

อาตมาถามท่าน ท่านบอกว่าเพิ่งจะอายุ ๗๐ กว่าปี คนเขาลือกันไปเอง ตอนนี้ท่านก็น่าจะอายุ ๘๐ - ๙๐ ปีแล้ว ตอนที่ไปหล่อพระท่านนิมนต์ครูบาอาจารย์สายอีสานไปเยอะ แต่ที่สนิทกับอาตมาที่สุดคือหลวงเตี่ยสุรเสียง เพราะว่าพรรษาไล่เลี่ยกัน ไปนั่งสุมหัวคุยกันจนดึก คุยไปคุยมาหลับคอพับไปทั้งคู่..!

หลวงปู่ละมัยมาถึงตอนไหนก็ไม่รู้ มาเจอท่านตอนเช้าก็ไปกราบ บอกท่านว่าเขาบวงสรวงเวลา ๐๘.๒๙ น. นะครับ ท่านบอกว่า “เออ..คุณนั่นแหละทำ” ความเฮงมาถึงจนได้ พระระดับนั้นอยู่แทนที่อาตมาจะได้อาศัยท่าน ท่านกลับปล่อยอาตมาออกเดี่ยวเสียอีก

ถาม : ทำไมคนเขาไปลืออายุท่านเยอะขนาดนั้นครับ ?
ตอบ : ท่านคุยเรื่องเก่าเป็นปกติ คนก็เลยไปคำนวณว่า ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ดีแสดงว่าต้องอยู่ในยุคนั้น

นึกถึงหลวงปู่เทพโลกอุดร ถามท่านว่า “หลวงปู่อายุเท่าไรแล้วครับ ?” ท่านบอกว่า “จำไม่ได้ว่ะ..ปรางค์ ๓ ยอด สร้างมากี่ปีแล้ววะ” ตอบท่านว่า “๑,๔๐๐ กว่าปีแล้วครับ” ท่านก็บอก “เออ..ข้าไปยืนดูตอนเขาสร้างกันอยู่”

ถาม : แล้วหลวงพี่ไปคุยกับท่านตอนไหนครับ ?
ตอบ : ตามล่าท่านมาตลอดชีวิต จะได้เจอตัวเป็น ๆ สักทีก็แสนยาก อาตมาอยากจะเจอตัวเนื้อ ๆ ท่านไม่ยอมให้เจอเนื้อ ๆ สักที

เถรี
31-12-2011, 09:05
คนที่โชคดีและโชคร้ายไปในตัวคือคุณสุดเฉลียว หลวงปู่ท่านมาบิณฑบาต แต่ท่านมาตอนบ่าย เดินเข้ามาในบ้าน โยมเพิ่งกินอาหารกลางวันไป ของใหม่ก็ไม่มี เหลือแต่ที่กินแล้ว จะบอกท่านก็อาย เลยบอกว่า “ฉันเป็นคริสต์ค่ะ”

หลวงปู่ท่านก็ไม่ว่าอะไร หันหลังเดินกลับ คุณสุดเฉลียวจึงเฉลียวใจขึ้นมาว่าพระอะไรสูงขนาดนี้ หัวค้ำเพดานเลย สงสัยแค่นั้นแหละ พอนึกสงสัยขึ้นมาก็เลยวิ่งตามไปดู บ้านคุณสุดเฉลียวเป็นตึกแถว มี ๖ ห้อง หน้าบ้านเป็นถนนใหญ่ เชื่อไหมว่าไม่มีใครเห็นพระเดินมา และไม่มีใครเห็นว่าท่านไป

ถาม : จริง ๆ ท่านตั้งใจจะสงเคราะห์เขาอยู่แล้วใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ใช่..ต้องบอกว่าบุญมีแต่กรรมบัง

ถาม : ทำไมท่านต้องไปตอนบ่ายครับ เพราะถ้าจะว่าไปคนที่เขาเคร่งครัดในเรื่องกฎระเบียบ เขาก็จะไม่ให้ ?
ตอบ : นั่นยังดีนะ บางทีท่านบิณฑบาตตอนเย็น ไปบิณฑบาตแต่บาตรไม่มี ชาวบ้านก็ถามว่า “หลวงตา..แล้วจะใส่บาตรอย่างไรล่ะ?” ท่านก็คว้ากะละมังข้าวหมามา "ใส่นี่แหละ" ใส่ลงไปอะไรต่อมิอะไรท่านก็คลุก ๆ รวมกันแล้วก็ฉัน ฉันเสร็จให้พรท่านก็ไป ชาวบ้านก็งง แต่พอไปดูไม่เห็นข้าวปลาไม่แหว่งเลย ท่านฉันอย่างไรของท่านก็ไม่รู้ ที่เห็นต่อหน้าต่อตาท่านฉันหมดไปครึ่งค่อนกะละมัง

ตอนท่านไปวัดท่าซุงท่านไปในสภาพเป็นเณร อาตมาก็มองหาว่าพระสูง ๑ วา อยู่ที่ไหน หาไปเถอะ ไม่เจอหรอก ปรากฏว่าท่านมาแบบเณร หลวงพ่อวัดท่าซุงถามว่า ทำไมมาเป็นเณร ท่านบอกว่า “งานแกคนเยอะ ตัวใหญ่เดินลำบาก ตัวเล็กมุดง่ายดี”

ถาม : ท่านเก่งขนาดนี้ ตอนกรุงแตกท่านช่วยไม่ได้หรือครับ ?
ตอบ : ไม่ใช่หน้าที่ และถ้าไม่ใช่วาระกรรมเหตุการณ์ก็ไม่เป็นอย่างนั้น หน้าที่ของท่านก็คือตามเก็บบริวารให้หมด เรื่องอื่นไม่ใช่ทั้งนั้น

เถรี
31-12-2011, 09:27
:4672615: เก็บตกเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ หมดแล้วค่ะ :4672615:

http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=16012&stc=1&d=1325294774