PDA

View Full Version : เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)


ชินเชาวน์
02-03-2009, 20:35
http://www.watthakhanun.com/webboard/attachment.php?attachmentid=278&stc=1&d=1235997058
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
(พ.ศ. ๒๓๒๐-๒๓๙๒)
สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)
"เจ้าพระยาบดินทรเดชา" เป็นราชทินนามพิเศษ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานราชทินนามนี้มีแต่ท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ประวัติ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสน) เป็นบุตรคนที่ ๔ ของเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) กำเนิดแต่ท่านผู้หญิงฟักเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๒๐ อันเป็นปีที่ ๑๐ ในสมัยของ พระเจ้าตากสินมหาราช สถานที่เกิดอยู่ในเขตพระนคร ตอนเชิงสะพานช้างโรงสี หน้ากระทรวงมหาดไทยทุกวันนี้

เมื่อเติบใหญ่เจริญวัยขึ้น เจ้าพระยาอภัยราชา ผู้เป็นบิดาได้นำตัวนายสิงห์เข้ารับราชการในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และได้รับพระราชทานยศศักดิ์ อันเป็นผลมาจากความเพียรในหน้าที่ราชการในขั้นแรกคือ ตำแหน่ง จมื่นเสมอใจราชและพระนายเสมอใจ ต่อมาได้เป็นพระยาเกษตรรักษาว่าการกรมนาฝ่ายพระราชวังบวรในสมัยรัชกาลที่ ๒ ภายหลังเมื่อรัชกาลที่ ๓ ขึ้นครองราชย์สมบัติจึงโปรดให้เป็นพระยาราชสุภาวดี

พระยาราชสุภาวดี ได้ทำความดีความชอบไว้มากมายในรัชกาลนี้ เนื่องจากเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์คิดการกบฏขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๖๙ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพหน้ายกไปปราบปรามบรรดาพวกกบฏ ท่านได้รบอย่างกล้าหาญจนพวกกบฏมิอาจจะต่อต้านได้ถึงกับถอยร่นไม่เป็นขบวน ในที่สุดทัพของพระยาราชสุภาวดีก็ยกเข้าครองจำปาศักดิ์ได้สำเร็จ ผลแห่งความดีความชอบในครั้งนี้คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก

เสร็จศึกเจ้าอนุวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงสถาปนาเจ้าพระยาราชสุภาวดีขึ้นเป็นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่สมุหนายกใน พ.ศ. ๒๓๗๒ (เวลานั้นท่านอายุได้ ๕๓ ปี)

ชีวิตของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาดูจะไม่ได้ห่างจากการศึกสงครามไปได้ เพราะอีกไม่กี่ปีต่อมา (พ.ศ. ๒๓๗๖) ญวนเกิดเข้าไปแทรกแซงหาทางจะเอาเขมรเป็นของตน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชายกทัพขึ้นไปสู้รบกับญวนอีก จนกระทั่งญวนยอมทำไมตรีกับไทยแล้ว และเหตุการณ์ในกัมพูชากลับเป็นปกติตามเดิมเจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงเดินทาง กลับเข้าสู่ประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๓๙๑ ท่านได้ควบคุมบ้านเมืองในเขมรนานถึง ๑๕ ปีเต็ม

ท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ใช้หลักความเฉียบขาดในการบังคับบัญชา จึงได้ผลคือปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันทน์ และได้ช่วยป้องกันเขมรจากญวนได้สำเร็จตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนำเกียรติคุณมาสู่ทหารไทยและประเทศไทยอย่างมากมาย

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง ๗๑ ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวัน อาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๙๒ ก็ถึงอสัญกรรมด้วยอหิวาตกโรคซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้น รุ่งขึ้นปี พ.ศ. ๒๓๙๓ จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

เมื่อสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (นักองด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชา ได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว องหริรักษ์ระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าพระยาบดินทรเดชาได้ช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตรทั้ง ช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย(เมืองหลวงเก่าเมืองเขมร)แล้วให้พระภิกษุสุกชาวเขมรช่างปั้น ฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสาวรีย์ด้วยปูนเพชร และประกอบการกุศลมีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้งที่เก๋ง ชาวเขมรเรียกว่า "รูปองบดินทร" ตลอดมาจนบัดนี้ รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๒

จากผลงานและคุณงามความดีที่ปรากฏต่อประเทศชาติ ทำให้อนุชนรุ่นหลังสร้างอนุสรณ์สถานขึ้นเพื่อเคารพสักการะและระลึกถึงพระคุณของท่านหลายแห่ง เช่น เมืองอุดงมีชัย ประเทศกัมพูชา, วัดจักรวรรดิราชาธิวาส (วัดสามปลื้ม), โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ๒, วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.ยโสธร, ค่ายบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๑๑ อ.มะขาม จ.จันทบุรี, ค่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี), กองกำกับการตำรวจตระเวรชายแดนที่ ๑๒ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, ค่ายบดินทรเดชา กรมทหารราบที่ ๑๖ อ.เมือง จ.ยโสธร

ผลงาน
ด้านการสงคราม

* แม่ทัพใหญ่ในศึกปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์
* แม่ทัพใหญ่ในเหตุการญวณแทรกแซงเขมร
* ว่าราชการที่เขมรกว่า ๑๐ ปี
* ช่วยทำราชการปราบปรามจีนตั้วเหี่ยที่ก่อการกำเริบที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ด้านศาสนา

* ปฏิสังขรณ์วัด "วัดสามปลื้ม" ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรวิหาร
* ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ จังหวัดพระนครในรัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก และทรงปฏิสังขรณ์ต่อมา
* ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฝักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
* ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรร(เขาดิน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
* สร้าง วัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลา
* ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดไชยชนะสงครามแต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึกจนทุกวันนี้ อยู่ตรงข้ามกับเวิ้งนครเขษมใกล้สี่แยกวัดตึก จังหวัดพระนคร
* สร้างวัดที่เมืองพัตบอง และเมืองอุดงมีชัย



ที่มา : th.wikipedia.org

เด็กเมื่อวานซืน
03-03-2009, 11:54
ขอเสริมเกร็ดประวัติท่านเป็นระยะ ๆ ดังนี้นะครับ

สมัยท่านเจ้าคุณ (เรียกท่านเจ้าคุณตั้งแต่ชั้นยศ พระยา ขึ้นไปนะครับ ถ้าชั้นยศ แค่ พระ จะเรียกว่า คุณพระ ถ้าชั้นยศ หลวง จะเรียก คุณหลวง ครับ) ยังดำรงตำแหน่งเป็น จมื่นเสมอใจราช (ตำแหน่ง จมื่น เราจะรู้จักกันดีในอีกคำศัพท์หนึ่งว่า พระนาย ครับ)

ในระหว่างที่เป็นพระนายเสมอใจราชนี้เอง เคยต้องโทษครั้งหนึ่งเพราะต้องหาว่าพายเรือตัดหน้าฉาน ตามเรื่องมีว่า ตอนเช้าวันนั้นพนักงานได้จัดเทียบเรือพระที่นั่งและเรือกระบวนไว้พร้อมแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังมิได้เสด็จลง หมอกกำลังลงจัดพระนายเสมอใจราช(สิงห์)มีธุระผ่านเรือไปทางนั้นในระยะไม่ห่างเพราะหมอกลงคลุมขาวมัวไปหมด ในที่สุดก็ถูกจับไปลงพระราชอาญาจำอยู่ที่ทิมในพระราชวังหลวง แต่อาศัยพระอนุเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้นยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร ได้ทรงพระกรุณาช่วยให้พ้นโทษโดยเร็ว

เมื่อพระนายเสมอใจราช(สิงห์)พ้นโทษแล้ว ได้รับราชการในตำแหน่งเดิมอีก ต่อมาได้รับพระราชทานบรรศักดิ์เป็นพระยาเกษตรรักษา ว่าการกรมนาฝ่ายพระราชวังบวร

พระยาเกษตรรักษา(สิงห์)เป็นผู้มีนิสัยขะมักเขม้นทั้งในทางราชการ และในการทางบ้าน เมื่อว่างจากราชก็ดำริการค้าขาย พยายามต่อสำเภาแต่งออกไปค้าขายยังเมืองจีน สิ่งที่ขายได้ผลดีมากคือเศษเหล็ก จัดหาซื้อส่งไปขายเป็นจำนวนมาก สถานที่ตั้งต่อสำเภาหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอู่ตะเภา ก็คือที่บริเวณวัดตึกทุกวันนี้ (วัดไชยชนะสงคราม กทม.)การค้าขายได้กำไรดี ทางราชการก็เจริญดีเรื่อยมาจนต้องโทษเป็นครั้งที่ ๒

ราชการสำคัญของพระยาเกษตรรักษา(สิงห์)ที่ต้องปฏิบัติในระหว่างนี้ก็คือการนา ได้ออกไปควบคุมการทำนาหลวงอยู่เนืองๆ ในที่สุดต้องหาว่าไปตั้งค่ายคูอย่างทำศึก และประกอบกับการที่ค้าขายเศษเหล็กเป็นส่วนตัวอยู่ด้วย น่าระแวงว่าจะสะสมเหล็กทำอาวุธบ้างกระมัง จึงถูกนำตัวมาจำไว้ในพระบรมมหาราชวัง แต่ก็ได้อาศัยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกเป็นครั้งที่ ๒ เหมือนกัน ซึ่งเวลานั้นยังเป็นรัชกาลที่ ๒ พระองค์อยู่ในฐานะเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ และทรงบัญชาราชการสำคัญหลายอย่าง ทรงอนุเคราะห์พระยาเกษตรรักษา(สิงห์) แม้จะต้องโทษถูกจำอยู่ก็ผ่อนหนักเป็นเบาตลอดมาจนสิ้นรัชกาลที่ ๒

เด็กเมื่อวานซืน
04-03-2009, 08:37
บรรพบุรุษของท่านเจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์)เป็นพราหมณ์ ชื่อศิริวัฒนะ รับราชการในสมัยสมเด็จพระนารายณ์อยู่ในตำแหน่งราชปุโรหิต มีบุตรได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณจนเป็นที่ พระมหาราชครูพระราชปุโรหิตาจารย์ ราชสุภาวดี ศรีบรมหงส์ องค์บุริโสดมพรหมทิชาจารย์

พระมหาราชครู มีบุตรปรากฏนามต่อมา ๒ คน คือ เจ้าพระยาพิศณุโลก(เมฆ) และเจ้าพระยามหาสมบัติ(ผล)

เจ้าพระยาพิษณุโลก(เมฆ) มีบุตรปรากฏนามต่อมา ๓ คน คือ
๑. เจ้าพระยานเรนทราภัย(บุญเกิด)
๒. เจ้าพระยาสุรินทรภักดี(บุญมี)
๓. เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์(อู่)
ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นเจ้าพระยามหาอุปราช เป็นต้นสกุล "ศิริวัฒนกุล","จันทโรจวงศ์","บุรณศิริ","สุจริตกุล","ภูมิรัตน","ชัชกุล" รวม ๖ สกุล

เจ้าพระยามหาสมบัติ(ผล)มีบุตรธิดาปรากฏนามต่อมา ๖ คน คือ
๑. ญ.เลื่อน
๒. เจ้าพระยาพลเทพ(ทองอิน) ต้นสกุล "ทองอิน" และ"อินทรผล"
๓. กรมหมื่นนรินทรพิทักษ์(มุก) ภัสดากรมหลวงนรินทรเทวี(กุ) ต้นสกุล "นรินทรกุล"
๔. ท้าวทรงกันดาร(ทองศรี)
๕. ญ.ทองเภา ไปอยู่พม่าเพราะถูกกวาดต้อนเมื่อคราวไทยเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๓๑๐ ว่าเป็นพระราชมารดาพระเจ้าธีบอ(พระเจ้าสีป่อ กษัตริย์องค์สุดท้ายของ ราชวงศ์อลองพญา หรือ ในภาษาพม่าออกเสียงว่า ก่งบง หรือ คองบอง ตามสำนวนภาษาอังกฤษ)
๖. เจ้าพระยาอภัยราชา(ปิ่น)

เจ้าพระยาอภัยราชา(ปิ่น)มีบุตรธิดาปรากฏนามต่อมา ๘ คน คือ
๑. เจ้าจอมปริก ในรัชกาลที่ ๑
๒. จมื่นเด็กชายหัวหมื่นมหาดเล็ก(แตงโม) ในสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
๓. เจ้าจอมปรางค์ ในรัชกาลที่ ๒
๔. เจ้าพระยาบดินทรเดชา(สิงห์)
๕. หลวงรามณรงค์(โต)
๖. พระยาพิชัยสงคราม(โห้)
๗. หลวงมหาใจภักดิ์(เจริญ)
๘. หลวงพิพิธ(ม่วง)
๙. คุณหญิงบุนนาคกำแหงสงคราม(ทองอิน อินทรกำแหง) ภรรยาของเจ้าเมืองนครราชสีมา ครับ

สำหรับ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เมฆ) นั้น ก็คือ บุคคล ๆ เดียวกับ ผู้ที่ตั้งก๊กพระพิษณุโลก ก่อนที่จะถูก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงรวมแผ่นดินได้นั่นเองครับ

จะเห็นว่า สาแหรกตระกูลขุนนางนี่ ก็วนไป วนมา เกี่ยวดองกันไป เกี่ยวดองกันมา ครับ

เด็กเมื่อวานซืน
04-03-2009, 08:47
ไว้กลางวัน จะมาโม้ เรื่อง ราชการสงครามของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ ต่อนะครับ

ชินเชาวน์
04-03-2009, 12:06
เยี่ยม...จะรออ่านต่อครับ

เด็กเมื่อวานซืน
04-03-2009, 14:01
ได้เวลาโม้ต่อหละครับ หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันเสียก่อนนะครับ

ราชการสงคราม ครั้งแรก ของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่

ถึง พ.ศ. ๒๓๖๙ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุวงศ์ นครเวียงจันทร์คิดการกบฎยกกองทัพจู่โจมเข้ามายึดนครราชสีมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรเป็นแม่ทัพใหญ่ยกขึ้นไปทางสระบุรี แล้วโปรดฯให้กองทัพยกไปทางเมืองปราจีนบุรี เพื่อรุกเข้าทางช่องเรือแตกอีก ๔ ทัพ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์เป็นแม่ทัพใหญ่ พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เป็นแม่ทัพหน้า

พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เดินทัพถึงเมืองสุวรรณภูมิพบกองทัพเจ้าโถง นัดดาเจ้าอนุวงศ์ซึ่งตั้งอยู่ ณ ริมเมืองพิมายก็ยกเข้าตีถึงตะลุมบอน ทัพเจ้าโถงรับไม่ไหวก็แตกกระจายไปสิ้น เมื่อได้ชัยชนะแล้วพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ก็เคลื่อนกองทัพไปตั้งอยู่เมืองขอนแก่น

แล้วยกไปตีค่ายเวียงคุกที่เมืองยโสธรแตกอีก จึงหยุดพักพลอยู่ ณ เมืองยโสธร เพื่อสะสมกำลังสำหรับยกไปปราบนครจำปาศักดิ์ต่อไป ฝ่ายเจ้าราชบุตรซึ่งเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ตั้งค่ายอยู่เมืองศรีสะเกษ ได้ทราบข่าวว่าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)จะยกกองทัพตัดตรงไปนครจำปาศักดิ์ ก็รีบยกมาตั้งรับที่เมืองอุบลราชธานี และให้เจ้าปานและเจ้าสุวรรณอนุชาทั้งสอง ยกทัพมาตั้งยันทัพพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)อยู่ที่แดนเมืองยโสธร


พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ก็เคลื่อนกองทัพออกตีทัพเจ้าปานและเจ้าสุวรรณแตก แล้วตามตีทัพเจ้าราชบุตร ณ เมืองอุบลราชธานี ฝ่ายไทยชาวเมืองอุบลราชธานีที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพเจ้าราชบุตร เมื่อทราบว่ากองทัพพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ยกไปถึง ก็พร้อมกันก่อการกำเริบฆ่าฟันพวกเจ้าราชบุตรล้มตายเป็นอลม่านขึ้นในค่าย กองทัพพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ก็ตีโอบเข้ามา เจ้าราชบุตรเห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ก็พาพรรคพวกหนีไปนครจำปาศักดิ์ พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)รีบยกกองทัพติดตามไปไม่ลดละ

เด็กเมื่อวานซืน
04-03-2009, 14:04
(ต่อครับ)

ฝ่ายครัวเมืองต่างๆทางเจ้าราชบุตรกวาดไปรวมไว้ในนครจำปาศักดิ์ทราบข่าวว่ากองทัพเจ้าราชบุตรเสียที จึงพร้อมกันก่อการกำเริบเอาไฟจุดเผาบ้านเรือนในนครจำปาศักดิ์ไหม้ขึ้นเป็นอันมาก เจ้าราชบุตรเห็นดังนั้นจะเข้าเมืองมิได้ก็รีบหนีข้ามฟากแม่น้ำโขงไปทางตะวันออก พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ก็ยกกองทัพเข้าไปตั้งมั่นในนครจำปาศกดิ์ และให้กองตระเวนออกสืบจับพวกเจ้าราชบุตร ได้ตัวเจ้าราชบุตร เจ้าปาน เจ้าสุวรรณ มาจำไว้ แล้วเดินทัพมาตั้งอยู่เมืองนครพนม พอทราบข่าวว่าทัพหลวงกรมพระราชวังบวร จะเสด็จกลับกรุงเทพฯจึงรีบเดินทางมาเฝ้ากราบทูลชี้แจงข้อราชการ กรมพระราชวังบวรก็โปรดฯให้พระยาราชสุภาวดี(สิงห์)อยู่จัดการบ้านเมืองทางภาคอีสานจนกว่าจะสงบเรียบร้อย


ครั้นกรมพระราชวังบวรเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯก็กราบทูลความดีความชอบของพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ที่เข้มแข็งในการสงคราม สามารถปราบปรามกบฎให้พ่ายแพ้ลงได้โดยเร็ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้มีตราขึ้นไปเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าที่สมุหนายก ใน พ.ศ. ๒๓๗๐ เวลานั้นอายุย่างขึ้นปีที่ ๕๑

เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์) จัดการบ้านเมืองตามท้องถิ่นให้สงบลงตามสมควรแล้ว ให้เพี้ยเมืองจันทน์อยู่รักษานครเวียงจันทน์พร้อมด้วยท้าวเพี้ยกรมการ จึงพาเจ้าอุปราชลงมาเฝ้าทูลละอองฯ ณ กรุงเทพฯในปลายปีนั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบางให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ผู้ว่าที่สมุหนายกเชิญไปสร้างพระวิหารประดิษฐานไว้ ณ วัดจักรวรรดิราชาวาส


สิ้นสุดงานราชการสงครามครั้งแรก ของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่นะครับ ภาคสองไว้ต่อพรุ่งนี้นะครับ

เด็กเมื่อวานซืน
05-03-2009, 08:50
:A4672615-5: เพื่อป้องกันความสับสน ตรงนี้ควรระบุให้ชัดว่า เป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข เพราะรัชกาลที่ ๑ ยังมีทั้งวังหน้าและวังหลังครับ :A4672615-5:


กราบขอบพระคุณ ที่กรุณาชี้แจงข้อผิดพลาดให้ผมครับ

เด็กเมื่อวานซืน
05-03-2009, 09:06
วันนี้จะมาต่อกันเรื่อง ราชการสงครามของ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ กันต่อนะครับ

ราชการสงครามครั้งที่ ๒


รุ่งขึ้นปีชวด พ.ศ. ๒๓๗๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ผู้ว่าที่สมุหนายก ยกกองทัพไปนครเวียงจันทน์อีกครั้ง

เมื่อไปถึงหนองบัวลำภู เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ก็แต่งให้พระยาราชรองเมือง, พระยาพิชัยสงคราม, พระยาทุกขราษฎร์เมืองนครราชสีมา, หลวงสุเรนทรวิชิต เป็นกองหน้าคุมทหาร ๕๐๐ คน ยกล่วงหน้าขึ้นไปตั้งอยู่บ้านพันพร้าวก่อน

ครั้นกองหน้าไปถึงบ้านพันพร้าว ได้ทราบข่าวเพี้ยกรมการที่ให้อยู่รักษานครเวียงจันทน์ มีกิริยาอาการผิดปกติอยู่บ้าง พระยาราชรองเมืองไม่ไว้ใจแก่เหตุการณ์จึงจัดให้พระยาพิชัยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต แบ่งกำลัง ๓๐๐ คน ยกข้ามแม่น้ำโขงไปตั้งฟังราชการอยู่ที่นครเวียงจ้นทน์


ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่หนีไปพึ่งญวน ญวนอุดหนุนและนำมาส่งยังนครเวียงจันทน์ พร้อมทั้งมีกำลังในอาณาเขตเวียงจันทน์ประมาณ ๑,๐๐๐ คน เป็นพวกญวนราว ๘๐ คนเศษ เจ้าอนุวงศ์ทำเป็นทียอมสารภาพรับผิดแสดงไมตรีจิตกับนายทัพนายกองไทยเป็นอย่างดี จนนายทัพนายกองไทยหลงเชื่อว่าเจ้าอนุวงศ์จะไม่เป็นปรปักษ์อีก

พอรุ่งขึ้นเพลาบ่าย ๔ โมง เจ้าอนุวงศ์ก็ยกพวกเข้าล้อมยิงกองพระยาพิชัยสงคราม พระยาทุกขราษฎร์ หลวงสุเรนทรวิชิต ซึ่งตายใจมิได้ระวังคุมเชิงไว้ พลทหารอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง ในที่สุดก็แตกเสียทีแก่เจ้าอนุวงศ์ทั้งนายทั้งพลถูกฆ่าตายเกือบหมด ที่พยายามหนีลงน้ำจะว่ายข้ามฟากมา ก็ถูกพวกเจ้าอนุวงศ์ลงเรือตามฆ่าฟันย่อยยับ เหลือรอดตายว่ายน้ำหนีมาได้คือ หมื่นรักษานาเวศกับพลทหารเพียง ๔๐ เศษ


เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ได้ทราบว่าพวกญวนพาเจ้าอนุวงศ์กลับมานครเวียงจันทน์ ก็รีบเดินทัพไปพอถึงค่ายพันพร้าวบ่าย ๓ โมง ก่อนหน้าที่พระเจ้าอนุวงศ์จะลงมือล้อมยิงกองพระยาพิชัยสงครามเพียงชั่วโมงเดียว เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เห็นชาวเวียงจันทน์กลุ้มรุมฆ่าฟันที่หาดทรายหน้าเมืองก็เข้าใจว่ากองพระยาพิชัยสงครามคงเป็นอันตราย เป็นเวลาจวนตัวจะรีบยกกองทัพข้ามไปช่วย เรือก็ไม่มี ทั้งกำลังคนก็ยังน้อย


พอเวลาค่ำหมื่นรักษาเทเวศมารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเย็น เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)จะตั้งรับอยู่ที่ค่ายพันพร้าวทหารก็น้อยตัว จะถอนมานครราชสีมาก็ไกลนัก พระยาเชียงสาเรียนว่า เมืองยโสธรผู้คนข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ รับอาสาจะนำเดินทางลัดก็ตกลงออกเดินทางจากค่ายพันพร้าวในคืนวันนั้น มุ่งตรงไปยังเมืองยโสธรทันที


------------------------------------------------

หมายเหตุเพิ่มเติม

(ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนราชทินนามของ " ทุกขราษฎร์ " นี้เป็น "บรรเทาทุกขราษฎร์" แทน : ขอติดเรื่อง ปี พุทธศักราช ที่เปลี่ยนไว้ก่อนนะครับ จะขอไปตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่งก่อนครับ )

:f449b82c:

เด็กเมื่อวานซืน
05-03-2009, 09:22
ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ เสียน้องชายในราชการสงคราม


ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ เมื่อสังหารกองพระยาพิชัยสงครามวอดวายแล้ว ทราบว่าเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ยกไปตั้งอยู่ค่ายบ้านพันพร้าว ก็จัดให้เจ้าราชวงศ์รีบยกกองทัพข้ามฟากมาล้อมจับเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์) ครั้นเจ้าราชวงศ์ยกมาและทราบว่าเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ยกไปเมืองยโสธรเสียแล้ว เจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ก็เร่งกองทัพออกตามไปโดยเร็ว

วันรุ่งขึ้นเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ได้ทราบว่าเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ยกทัพตามมา จึงรีบจัดกองทัพยกไปต่อสู้ กองทัพทั้งสองปะทะกันที่บกหวาน ต่างบุกบั่นสู้รบถึงตะลุมบอน บังเอิญม้าของเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เหยียบคันนาล้มลงทับขาเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์) ทันใดนั้นพอดีเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ขับม้าสะอึกเข้าไปถึง จึงเอาทวนแทงปักตรงกลางตัวเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์) เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)รู้ท่วงทีอยู่ก่อนแล้วจึงเบ่งพุงลวงตาเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์เล็งทวนหมายที่จะพุ่งไปที่บริเวณพุงของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่

เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)แขม่วท้องแล้วเอี้ยวตัวหลบปลายทวน ทำให้ทวนถูกเสื้อที่ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่สวมอยู่ทะลุบริเวณพุงเฉี่ยวผิวท้องของท่าน ทวนก็ปักตรึงอยู่กับดิน เจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์จะดึงทวนขึ้นแทงซ้ำ แต่เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)จับคันทวนยึดไว้ แล้วพยายามชักมีดหมอประจำตัวจะแทงสวนขึ้นไป เจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ดึงทวนไม่ได้สมประสงค์จึงชักดาบที่คอม้าออก เงื้อจะจ้วงฟันเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์) ฝ่ายหลวงพิพิธ(ม่วง)น้องชายเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เห็นดังนั้น จึงกระโจนเข้ารับดาบเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ เสียทีถูกเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ฟันขาดใจตายทันที


ขณะที่เจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์กำลังจ้วงฟันอีกครั้ง เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)ซึ่งรอจังหวะอยู่ และได้ทีก็แทงสวนด้วยมีดหมอประจำตัวขึ้นไปถูกโคนขาเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ เป็นแผลลึกและตัวเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ถึงกับผงะตกจากหลังม้าเลือดสาดแดงฉาน พวกมหาดเล็กเข้าใจว่าเจ้าราชวงศ์ตาย รีบช่วยกันประคองเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์จัดการหามหนีไปโดยเร็ว

ฝ่ายเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)จัดการบาดแผลเรียบร้อยเเล้ว เร่งทหารให้รีบตามกองทัพเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ไปทันที ตามไปจนถึงฝั่งแม่น้ำโขงก็ไม่ทัน จึงเดินทางไปตั้งพักอยู่ที่ค่ายบ้านพันพร้าว

การที่เจ้าราชวงศ์ต้องถอยหนีคราวนั้น เป็นผลให้ชาวเวียงจันทน์เข็ดขยาดกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์)เป็นอันมาก แม้เจ้าอนุวงศ์ก็ไม่คิดต่อสู้อีก เจ้าอนุวงศ์รีบจัดแจงพากันหนีไปจากนครเวียงจันทน์ในวันรุ่งขึ้น

ชินเชาวน์
05-03-2009, 16:46
เรื่องที่คุณเด็กเมื่อวานซืนเล่ามาเป็นวีรกรรมของท่านครั้งเมื่อรบกับเจ้าอนุวงศ์ และยังมีอีกหลายศึกในเวลาต่อมา เช่น เขมรอยู่ใต้การปกครองของญวน ท่านก็เอากลับคืนมาได้ จนเขมรสร้างอนุสาวรีย์ให้ โดยท่านเป็นแม่ทัพรบกับญวนหลายครั้ง และรัชกาลที่ ๓ โปรดให้อภิเษกนักองค์ด้วง (เคยหนีมาอยู่ใต้ร่มพระบารมี ฯ) เป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามามหาอิศราธิบดี พระเจ้ากรุงกัมพูชา ท่านเจ้าพระยาตรากตรำทำงานนี้อยู่นานถึง ๑๕ ปี

ท่านได้กรำศึกที่สำคัญหลายครั้งและดำเนินกลยุทธ์แปลก ๆ ที่ไม่มีใครเหมือน เช่นท่านใช้ปืนใหญ่ไม่เหมือนใคร ท่านเอาลูกปืนใหญ่ ปืนใหญ่ และดินปืนที่ยึดได้ ใส่ไว้ในหลุมในค่าย ฯ เอารังแตน รังต่อใส่ลงไป เอาหญ้าคลุมไว้ แล้วถอยทัพทิ้งให้ค่ายร้าง พวกญวนเข้ามาค้นในค่ายถูกแตนถูกต่อต่อยเอา จึงจุดไฟเผาลงไปในหลุม ความร้อนทำให้ดินปืนระเบิด กระสุน เหล็กและปืนใหญ่ เหล็กแตกเป็นสะเก็ดระเบิด ทำอันตรายแก่ทหารญวน แล้วทหารไทยที่ซุ่มอยู่ภายนอกก็ยกมาโจมตี เป็นต้น

เด็กเมื่อวานซืน
06-03-2009, 11:32
เรื่องที่ คุณ ahhaboy ได้เกริ่นไว้นั้น ต้องขอเรียนว่า เป็นสำนวนของ คุณ ก.ศ.ร กุหลาบ ครับ ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ อานามสยามยุทธ ที่คุณ ก.ศ.ร แต่งไว้ความพรรณาถึง ราชการสงครามระหว่าง สยาม กับ ญวณ ในผืนแผ่นดินกัมพูชา ยุคสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครับ

นอกจากนี้ กรณี เจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ เอง ตามพงศาวดารหลวง ท่านกลับเขียนไว้ว่า ทนายของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ได้ใช้ปืนไฟยิงถูกบริเวณเข่าของเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ แทน ที่จะเป็นท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ใช้มีดหมอแทงสวนขึ้นไปตามสำนวนที่ผมได้นำเสนอไปแต่แรกครับ

สำหรับสำนวนใน พงศาวดาร ที่ปรากฏจริง จะไม่ปรากฏเหตุการณ์ดังที่คุณ ahhaboy ได้นำเสนอมาครับ แต่ถึงอย่างไร ผมก็จะนำเสนอไว้ทุกสำนวนนะครับ โดยผมจะขอนำเสนอประวัติท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ (เรียกท่านแบบลำลอง) จากพงศาวดารหลักก่อน ส่วนตรงไหน เป็นส่วนเสริมขึ้นมา ผมจะแทรกไว้ และ บอกไว้อย่างละเอียดแทนนะครับ


----------------------------------

หมายเหตุเพิ่มเติม

(เวียงจันทน์ ใช้ น.หนู เป็นตัวสะกด แปลว่า ชื่อพรรณไม้บางชนิดที่มีเนื้อไม้ ดอก หรือผลหอม ใช้ทํายาและ
ปรุงเครื่องหอม ซึ่งผมว่า น่าจะมีความหมายถูกต้องกว่า ใช้ ร.เรือ เป็นตัวสะกด นะครับ)

เด็กเมื่อวานซืน
06-03-2009, 11:52
ช่วงคั่นเวลานี้ ผมขอนำเสนอ อาวุธของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ก่อนครับ

http://i117.photobucket.com/albums/o58/LordSri/4.gif

เล่มล่าง
ดาบอาญาสิทธิ์ ด้ามและฝักหุ้มเงินกะไหล่ทองมีลวดลายตลอด ท้ายด้ามมีลายคล้ายดวงตราเป็นรูปมังกร ตัวดาบเป็นเหล็กมีลายยาว ๑๐๑ ซม. พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ พระราชทานแก่เจ้าพระยาบดินทร์เดชา สมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ (สิงห์ สิงหเสนี ต้นสกุลสิงหเสนี]

เล่มบน
ดาบประจำตำแหน่งแม่ทัพ ด้ามหุ้มเงินกะไหล่ทองมีลวดลาย ฝักไม้หุ้มเงินกะไหล่ทองมีลวดลายคาดตรงกลางเป็นเปลาะ ๔ เปลาะ


http://i117.photobucket.com/albums/o58/LordSri/5.gif

ส่วนเล่มนี้ จะเป็น ดาบประจำตัวของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ (ท่านไว้ใช้งาน) ด้ามถมทอง ฝักดาบหุ้มถมทองที่โคน และปลาย ตัวดาบเป็นเหล็กมีลาย ความยาว ๙๘ ซม.

ดาบทุกเล่ม น.ส.จวงจันทร์ สิงหเสนี มอบให้พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กทม. (อยู่ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครับ ) ปัจจุบันสามารถไปชมได้นะครับ


รูปนำมาจาก :http://www.skn.ac.th/skl/project/money75/arvuteme.htm


และสุดท้ายขอนำเสนอ รูปตราพระราชสีห์ ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งของ สมุหนายก

http://i117.photobucket.com/albums/o58/LordSri/rajasri.jpg

เด็กเมื่อวานซืน
17-03-2009, 15:14
วันนี้ขอคั่นเวลา ด้วยการนำเกร็ดประวัติ ความซื่อสัตย์ของ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ นำมาให้อ่านกันก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่อง สงครามกับญวน ครับ

เรื่องนี้จะเกี่ยวกับ บุตรของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ ซึ่งจะมีอยู่ ๒ เรื่อง วันนี้ขอนำเสนอ เรื่องของ บุตรคนที่ ๑๗ ของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ครับ บุตรคนนี้ มีนามว่า นายแสง

เนื้อเรื่องตอนนี้ นำมาจากหนังสือ อานามสยามยุทธ ครับ เพราะพรรณาได้ละเอียดกว่าสำนวนของหนังสือเล่มอื่น ๆ ครับ


"......นายสนิท(แสง) มหาดเล็ก หุ้มแพร บุตรของท่าน (ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่) นั้น ลอบลักขายฝิ่น เพราะฝิ่นห้ามไม่ให้ขายในพระราชอาณาจักรทั่วไป จมื่นไชยพร (พิน) เป็นผู้จับได้ นำข้อความนี้มากราบเรียนท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่จึงมีบัญชาสั่งให้จมื่นไชยพร (พิน) ให้นำคามาสวมศีรษะนายสนิทหุ้มแพร (แสง) และมัดมือมัดเท้าโยงกับหลักปักคาแล้ว ให้นำหวายมาเฆี่ยนหลัง นายสนิท หุ้มแพร ที่หน้าหอนั่งในจวนของท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่....

เด็กเมื่อวานซืน
17-03-2009, 15:23
(ต่อ)

เมื่อราชมัลทะลวงฟันเฆี่ยนหลัง นายสนิทหุ้มแพร ได้ ๘๔ ที นายสนิทหุ้มแพร ก็สลบอยู่กับคา จมื่นสรรเพชภักดี (ปาน) บุตรเขยของท่านเจ้าคุณฯนำความ เรื่องนายสนิท ถูกเฆี่ยนจนสลบมากราบเรียน และ ขอแก้ออกจากคามาพักรักษาแก้ไขให้หายก่อนจึงจะเฆี่ยนต่อไปภายหลัง ท่านเจ้าคุณฯ กลับมีบัญชา ถามจมื่นสรรเพชภักดีว่า

ท่านเจ้าคุณฯ : 'เฆี่ยนได้เท่าไรแล้วจึงสลบไปในคา'

จมื่นสรรเพชภักดี : 'เฆี่ยนได้ ๘๔ ที แล้วยังอีก ๑๖ ที จึงจะครบ ๑๐๐ ที ขอรับ'

ท่านเจ้าคุณฯ : 'ให้เฆี่ยนเลยต่อไปให้ครบ ๑๐๐ ที ตามที่ออกปากว่า

จะเฆี่ยน ๑๐๐ ที ก็ให้เฆี่ยน ๑๐๐ ทีให้ครบตามบัญชาสั่งให้จงได้

จมื่นสรรเพชภักดี : 'ถ้าเฆี่ยนอีก ๑๖ ที เห็นจะตายในคา'


ท่านเจ้าคุณฯ : 'ตายก็ช่างมันเถิดจะได้ไปเกิดใหม่เป็นคนดี ๆ '


จมื่นสรรเพชภักดี กลัวอาญา ก็กราบลาออกมา สั่งให้ราชมัลทะลวงฟันลงมือเฆี่ยน นายสนิทหุ้มแพร ต่อไปจบครบ ๑๐๐ ที เมื่อเฆี่ยนครบ ๑๐๐ ทีแล้ว จมื่นสรรเพชภักดี ก็กลับเข้ามากราบเรียนว่า



จมื่นสรรเพชภักดี : 'เฆี่ยนครบ ๑๐๐ ที แล้วขอรับ'

ท่านเจ้าคุณฯ : 'ตายแล้วหรือยัง'

จมื่นสรรเพชภักดี : 'ยังไม่ตายขอรับ'

ท่านเจ้าคุณฯ : 'ให้ปล่อยตัวไปรับราชการดังเก่า'

ต่อมาภายหลังใน รัชกาลที่ ๔ นายแสง บุตรท่านเจ้าคุณฯ ได้เลื่อนยศ เป็นที่ จมื่นราชมณเฑียร ครับ เรื่องของ นายแสง ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ